LOGINอวี่หวงต้าตี้! เก็บน้ำพระทัยของท่านไว้ และหยุดมอบมันให้ข้าเสียที!
แต่ยิ่งโอดครวญเท่าใดก็เหมือนว่าอวี่หวงต้าตี้ไม่ได้ยินคำสรรเสริญของนางแม้แต่น้อย เพราะยังไม่ได้รวบรวมสติที่หลุดลอยไปสุดฟ้า ก็เกิดเสียงดังโวยวายขึ้น จ้าวซือหงยังคงตั้งสติใดมิได้ก็ปั้นหน้าไม่ถูกด้วยว่าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ทว่านางได้ยินเสียงสบถจากบุรุษข้างกายพร้อมทั้งสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล “เจ้าโจรบัดซบ!” สิ้นเสียงของแม่ทัพหยางจื่อถงก็ปรากฏบุรุษผู้หนึ่งแผ่นรังสีอำมหิตออกมาจากร่าง แววตาแข็งกร้าวจ้องมองมาที่หยางจื่อถงด้วยความอาฆาต แต่ในขณะที่ยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่จ้าวซือหงก็ถูกเบี่ยงให้หลบอยู่ด้านหลังของสามี โดยที่นางเองก็มิทราบว่าเขาเจตนาจะปกป้องหรือทำเพราะสัญชาตญาณของบุรุษกันแน่ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพราะเหตุตรงหน้าตึงเครียดกว่าที่นางจะเอ่ยปากพล่ามอะไรออกมา หลินหรานคนสนิทก็ปรี่เข้ามาขนาบข้างเกรงว่านางจะได้รับอันตรายไปอีกคนแต่ก็ยังมีสติพอที่ไม่เอ่ยสิ่งใดขึ้นมากลางคัน หรือแสดงท่าทีหวาดหวั่นจนเกินไป เว้นเสียแต่สตรีอีกนางหนึ่งที่เพิ่งย่างกายเข้าจวนมาเท่านั้นจะส่งเสียงร้องประหนึ่งโดนอสนีบาต,อสุนีบาตก็มิปาน “ทะ...ท่านพี่” “ยังจำข้าได้อยู่อีกรึ นางแพศยา! เป็นสตรีในจวนของข้าไยกลับมาเคียงข้างแม่ทัพของศัตรูเช่นนี้! วันนี้หากข้าไม่ได้ชีวิตเจ้าอย่ามาเรียกข้าว่าหลิวชิ่ง!” พูดอย่างมีโทสะ ดาบในมือก็เริ่มฟาดฟันหมายจะปลิดชีพสตรีคิดคดต่อตน แต่ทว่ามีดาบจากอีกหนึ่งบุรุษมารับคมดาบของเขาไว้ได้ทันก่อนที่จะบั่นคอสตรีแพศยานั่น หลิวซ่งนายทหารแห่งเผ่าฮาหนีมองแม่ทัพผู้เกรียงไกรด้วยความเคียดแค้น บ้านเมืองโดนทำลายย่อยยับด้วยน้ำมือของบุรุษผู้นี้ แต่สตรีไร้ยางอายผู้นี้กลับหนีตามแม่ทัพที่ทำลายทุกสิ่งจนไม่เหลือซากเช่นนี้จะให้นายทหารแห่งฮาหนี ชนเผ่าที่ปลุกระดมชนเผ่าน้อยใหญ่ราวสิบเผ่าพร้อมกับเมืองเขตชายแดนให้ลุกขึ้นแข็งข้อต่อต้าเซี่ย คราแรกเป็นไปดั่งที่ใจปรารถนา ทัพของต้าเซี่ยแม้มากไปด้วยกำลังพลแต่ทว่าด้วยกลศึกที่หาจุดอ่อนยากทำให้พวกคิดขบถทั้งหลายเป็นต่อทั้งทางด้านภูมิศาสตร์และเสบียงอาหารที่สะสมมาเนิ่นนาน แต่ทว่าความปรารถนาที่จะเป็นเอกเทศก็มลายสิ้นเมื่อต้าเซี่ยตัดสินใจส่งแม่ทัพผู้เลื่องลือว่าเป็นดั่งเทพสงครามอย่างหยางจื่อถงพร้อมกับกุนซือมากเล่ห์กลอย่างจิ้นอ๋อง ทุกอย่างที่เพียรกระทำมาครึ่งปีก็พังไม่เป็นท่าภายในครึ่งเดือนเมื่อทั้งสองย่างเท้าเข้าสมรภูมิ ความเป็นต่อต่างๆ นานาถูกเปลี่ยนเป็นเป็นความลับจนจนมิเหลือหนทางรอด... หยางจื่อถงมองการเสแสร้งตรงเบื้องหน้าด้วยความระอา “บ้านเมืองพังพินาศ แต่เจ้าผู้เป็นทหารกลับหนีทัพ ยังมีหน้าเหยียบเข้าจวนข้าอีกรึ! ไม่ละอายใจต่อบรรพบุรุษของเจ้าบ้างหรือไร!” “หึ! ข้าก็แค่ออกมาตั้งหลักเท่านั้น หากข้ารวบรวมกำลังพลได้เมื่อใด...” “แต่เจ้ากลับมาอยู่ที่นี่...ถือดาบเข้าจวนแม่ทัพต้าเซี่ย เจ้าหมายมั่นจะมาปลิดชีพสตรีนางนี้ เพราะต้องการฆ่านางเจ้าถึงกลับออกมาจากที่หลบซ่อนเพื่อฆ่านางเชียวหรือ...แม่นางผู้นี้เป็นใครกันแน่ล่ะ ภรรยาของเจ้าหรือ องค์หญิง...” “หยุด! เจ้ามิบังควรเอ่ยชื่อนางออกมา!” “เจ้าด่าทอนางว่าเป็นนางแพศยา เจ้าคิดการใดหนอหลิวซ่ง เฮ้อหลิวซ่งผู้น่าสงสาร มีชีวิตรอดแล้วแท้ๆ แต่กลับเดินออกมาหาที่ตายจริงๆ” หยางจื่อถงออกแรงตวัดดาบในมือเพียงเล็กน้อยดาบในมือของอีกฝ่ายก็ร่วงหล่นพื้นโดยง่ายดาย ความจริงแล้วฝีมือของทหารปลายแถวของฮาหนีจะสู้แม่ทัพอย่างเขาได้อย่างไรกัน “เจ้าไม่ได้เดินเข้ามาความตายเท่านั้น เจ้ายังเดินออกมาเปิดโปรงฐานของสตรีนางนี้ด้วยตัวของเจ้าเองหลินซ่ง...องค์หญิงน้อยที่เจ้าปกป้องมาทั้งชีวิตกำลังจะจบชีวิตเพราะเจ้า” “เจ้า...หลอกข้า” “เจ้ารู้อยู่เต็มอกว่านี่คือแผนลวง...แต่เจ้าก็ยังมาเพราะความอันโง่งมของเจ้า” “เจ้าทราบเรื่องขององค์หญิงได้อย่างไร” “นั่นมันเรื่องของข้า” “เจ้ามิได้พานางมาเป็นอนุหรือ” น่ารำคาญ ความรู้สึกน่ารำคาญระคนสมเพชผุดขึ้นมาภายในใจของหยางจื่อถง ทุกอย่างชี้ชัดเพียงนี้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงแผนลวงอันตื้นเขินของเขา แต่ทหารผู้จงรักภักดีต่อนายของตนผู้นี้กลับมองมันไม่ออก เพราะด้วยม่านหมอกแห่งความรักอันโง่งมมาบดบังสายตา“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







