Masukแม่ทัพหยางก็ชี้นิ้วใส่นางด้วยความพิโรธเป็นหนักหนา ส่วนนางก็ได้แต่ยิ้มย่องในใจ ก่อนหน้านี้ก็ใช่แม่ทัพหยางจะลุ่มหลงในตัวนาง กลับกันจากคำบอกเล่าของคนสนิททั้งนางและเขาก็ไม่ลงรอยกันเสียเท่าไหร่นัก ทำตัวอ่อนแอเช่นที่ผ่านมาก็ดีแต่ให้เขาข่มเหงรังแกจนได้ใจ สู้ลุกขึ้นมาสู้กันสักตั้งเช่นนี้มิดีกว่าหรือ และเหมือนว่านางจะคิดถูก แค่เอ่ยตำแสลงหูประโยคเดียวเขาก็เดือดดาลเลือดขึ้นหน้าเสียแล้ว อีกทั้งคงยังไม่เชื่อกระมังว่านางจะลุกขึ้นมาแข็งข้อใส่ แต่นั่นก็หมายความว่าก่อนหน้านี้นาอ่อนแอมากกว่าที่นางคิดไว้เสียอีก
แต่ช้าก่อน สตรีนางนั้นหอบหิ้วความทรงจำหายเข้ากลีบเมฆไปแล้วท่านแม่ทัพหยาง ความน่าหวาดหวั่นที่ท่านเกรงนั้นยังไม่ได้ถึงครึ่งที่จ้าวซือหงผู้นี้คิดไว้เลย จ้าวซือหงลอบยิ้มอยู่ในใจ ก่อนจะเหลือพินิจสตรีข้างกายที่อีกฝ่ายหอบหิ้วมาจากที่ใดก็มิทราบได้ และเริ่มพ่นคำแสลงหูท่านแม่ทัพหยางผู้เกรียงไกรอีกครั้งหนึ่ง “เจ้าจะทำอะไรข้า? แล้ววิญญาณสิงสู่อะไรของเจ้า โง่เง่า! งมงาย! อย่ามาทำทีท่าเดียดฉันท์ไปหน่อยเลย ทำราวกับว่าเจ้าพิศวาสในตัวข้าหนักหนา หากเป็นเช่นนั้นก็อธิบายแก่ข้าหน่อยเถิดมาแม่นางน้อยที่เกาะแขนเจ้าอยู่นั่นเป็นใคร! ถึงข้าจะจำอะไรไม่ได้แต่ในเมื่อข้าเป็นฮูหยินของจวนนี้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์รับอนุหน้าไหนทั้งนั้น!” “จำไม่ได้? หมายความว่าอย่างไร เจ้าจำเรื่องอะไรไม่ได้กัน?” “ฮูหยินล้มป่วยคราวนี้ทำให้ความทรงจำสามปีที่ผ่านมาหายไปเจ้าค่ะ ท่านหมอกล่าวว่าอาจเพราะได้รับความช้ำใจหรือกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนักจึงทำให้หลงลืมเรื่องที่ผ่านมาตลอดสามปีนี้” หยางจื่อถงชะงักงันเมื่อได้ยินคำอธิบายแทนนายของตนเองจากหลินหราน ใบหน้าของท่านแม่ทัพต้าเซี่ยเต็มไปด้วยความฉงน สายตายังคงพินิจสตรีที่ตั้งท่าเป็นศัตรู แข็งข้ออย่างที่ไม่เคยกระทำตลอดระยะเวลาที่นางอาศัยอยู่ที่นี่ ก็ถือได้ว่าคำอธิบายของหลินหรานนั้นถูกต้อง...เพราะทีท่าเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา “ลืมแค่เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างสามปีที่ผ่านมาน่ะหรือ” น้ำเสียงแข็งกร้าวอ่อนลง แต่ทว่ายังไม่คลายความสงสัย ด้วยว่าการหลงลืมของจ้าวซือหงนั้นนับเป็นเรื่องประหลาด “ใช่...ข้าลืมเรื่องสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างข้ากับท่านข้าจำไม่ได้แม้แต่น้อย” “ท่านแม่ทัพ ท่านจะให้ข้ายืนฟังพวกท่านสนทนากันอีกนานเท่าใด” จ้าวซือหงละสายตาจากบุรุษตรงหน้า มองไปยังสตรีข้างกายหยางจื่อถงที่นางเกือบหลงลืมไป ก่อนจะสบตากับสามีอีกครั้งเชิงตั้งคำถามถึงที่มาของสตรีน้อยนางนี้ แต่ทว่าท่านแม่ทัพหยางกลับยังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดใดก็ไม่ทราบ ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดประหนึ่งกำลังจับดาบไปทำศึก คิ้วทั้งสองขมวดมุ่น จนอาจจะไม่ได้ยินเสียงของสตรีที่เขาพาเข้าจวนมา “มิทราบว่าแม่นางน้อยที่เกาะแขนสามีของข้าไม่ปล่อยคือผู้ใดหรือ ท่านจะมาเป็นอนุอย่างที่ข้าปรามาสไว้เมื่อครู่หรือไม่” ในเมื่อสามีนางไม่ตอบ นางก็เอ่ยถามสตรีที่อยากมีตัวตนในการสนทนาเช่นก่อนหน้า เพียงนางพูดถามขึ้น ใบหน้าของอีกฝ่ายก็เผยยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน มองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเสียมารยาท ซึ่งนับได้ว่าเป็นสตรีประหลาด แทนจะจะโมโหเดือดดาลที่นางหยามหมิ่นไปเสียขนาดนั้น กลับยิ้มเยาะออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย เฮ้อ ไม่รู้หยางจื่อถงไปเจอสตรีวิกลจริตเช่นนี้มาจากไหนกันหนอ “ท่านพี่ให้ข้าติดตามมาด้วย ท่านพี่ชมชอบในตัวของข้าไม่น้อย กล่าวว่าจะให้มาอยู่ที่จวนแห่งนี้ ส่วนท่านหากให้ข้าเดาคงจะเป็นฮูหยินที่ท่านพี่ไม่โปรดกระมัง” แค่ตอบมาว่าเข้ามาเป็นอนุสั้นๆ ก็จบแล้ว ไยสตรีน้อยน่ารำคาญถึงได้พูดออกมาเสียยืดยาวเช่นนี้กัน จ้าวซือหงโคลงศีรษะลอบถอนหายใจ แต่ก็มิทราบว่านางควรจะเหนื่อยใจเรื่องใดก่อนดีระหว่างสตรีน้อยตอบคำถามยืดยาด หรือสามีที่ยังตามหาวิญญาณของตนเองกลับมาคืนร่างไม่ได้กันแน่ แม้อยากจะไล่ตะเพิดสตรีเย้ยหยันนางผ่านทางสีหน้าและน้ำเสียง อีกทั้งคำเรียก ‘ท่าพี่’ ที่แสดงถึงความสนิทสนมกับหยางจื่อถง แต่นางกลับต้องข่มอารมณ์ทุกอย่างไว้ ตรึกตรองทุกอย่างด้วยความรอบครอบอีกครั้งหนึ่ง จึงตัดสินใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบอีกครั้ง “อ้อ เช่นนั้นข้าจะให้บ่าวจัดหาห้องให้เจ้าก็แล้วกัน” พูดพลางข่มความเดือดดาลและหน่ายใจเอาไว้ เดือดดาลที่สามีพาอนุเข้าจวน และหน่ายใจที่สตรีที่สามีพาเข้าจวนนั้นน่ารำคาญและเสียมารยาทจนเกินไป นางมิใช่คนใช้กำลังหรือโวยวายจนเกินเหตุ แม้ก่อนหน้าจะเอ่ยคำพูดที่เต็มไปด้วยโทสะใส่หยางจื่อถงก็ตามแต่ใช่ว่านางจะขลาดเขลาถึงขั้นลงไม้ลงมือกับอนุ หรือพูดไล่ให้นางออกจากจวนในยามพลบค่ำเช่นนี้ ประเดี๋ยวคนทั่วทั้งเมืองหลงคงมีเรื่องให้คุยกันสนุกปากว่าสามีที่กรำศึกนอกมาแรมเดือนพาสตรีเข้าจวนแต่กลับถูกฮูหยินไล่ตะเพิดออกจากจวนอย่างไม่ไว้หน้า ฮูหยินจวนนี้จิตใจคับแคบเหลือคณา แค่คิดนางก็ตกเป็นสตรีที่เต็มไปด้วยความริษยาไปทั่วทั้งเมืองแล้วกระมัง จะทำสิ่งใดย่อมต้องกระทำอย่างชาญฉลาด วู่วามไปประเดี๋ยวเจ้าแม่ทัพไร้พ่ายจะได้ใจและข่มเหงนางเช่นก่อนหน้านี้อีก แต่ทว่าบุรุษที่วิญญาณหลุดลอยไปไกลก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







