Se connecter“เจ้าพูดจาเหมือนท่านตาของเจ้าไม่มีผิด” หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
เยว่หนิงชะงักไปทันที ดวงตาคู่งามเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
“ท่าน... รู้จักท่านตาของข้าหรือเจ้าคะ!” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสงสัย
หญิงวัยกลางคนมองใบหน้าของเยว่หนิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลง แววตาที่เคยสงบนิ่งพลันเผยความเศร้าจาง ๆ
“เยว่หนิง... ข้ามาที่นี่เพื่อเตือนพี่ชายของเจ้า” นางหยุดไปชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“ข้าได้ข่าวว่าจวนของพวกเจ้าถูกนักฆ่าลอบโจมตี และถูกไฟเผาจนไม่เหลือซาก... ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต”
เพียงได้ยินประโยคนั้น สีหน้าของเยว่หนิงก็พลันซีดลง แม้นางจะรู้เรื่องนี้ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากของผู้อื่น ความเจ็บปวดที่พยายามกดเอาไว้กลับถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง
หญิงวัยกลางคนทอดสายตามองนางด้วยความเวทนา
“ข้าไม่คิดเลยว่า... ก่อนที่จะได้พบพี่ชายของเจ้า ข้ากลับได้พบเจ้าก่อน”
เยว่หนิงมองสตรีตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ถ้อยคำที่อีกฝ่ายกล่าวก่อนหน้านี้... เรื่องราวของสตรีผู้หนึ่งที่ถูกบังคับให้ดื่มยาทำแท้งในระหว่างตั้งครรภ์ เรื่องที่ท่านตาของนางเคยเป็นหมอหลวง และได้รับคำสั่งให้ไปรักษาสตรีผู้หนึ่งซึ่งกำลังได้รับความทรมานจากฤทธิ์ยา ทุกอย่างตรงกันอย่างน่าประหลาด
ทันใดนั้น ดวงตาของเยว่หนิงก็สั่นไหว
“หรือว่าท่านคือ...”
นางยังไม่ทันกล่าวจนจบ หญิงวัยกลางคนก็ยิ้มบาง ๆ ราวกับเข้าใจว่านางกำลังคิดสิ่งใด
“ใช่” คำตอบสั้น ๆ ทำให้เยว่หนิงนิ่งงัน
“แต่เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นอดีตไปแล้ว” น้ำเสียงของนางแผ่วเบา
เยว่หนิงสูดลมหายใจเข้าลึก นางไม่เคยคิดเลยว่า สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะเป็นบุคคลเดียวกับที่ท่านตาเคยเล่าให้ฟัง
หญิงวัยกลางคนมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน
“ข้ากับมารดาของเจ้าเป็นสหายกันมาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อข้าได้ข่าวว่าเกิดเรื่องขึ้นกับตระกูลของเจ้า... ข้าเสียใจยิ่งนัก”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่บางครั้งวาสนาก็ช่างประหลาดนัก ข้าไม่เคยพบหน้าเจ้ามาก่อน แต่กลับได้มาพบเจ้าที่นี่ ในวันที่เจ้ากำลังตามหาพี่ชายของตน” รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
“มารดาของเจ้าเคยเขียนจดหมายถึงข้าอยู่เสมอ เล่าเรื่องราวของเจ้าให้ข้าฟังตั้งแต่ยังเด็ก”
เยว่หนิงนิ่งฟัง หัวใจพลันอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า มารดาของตนยังมีสหายที่อยู่ห่างไกล และคอยรับฟังเรื่องราวของนางมาตลอดหลายปี
หญิงวัยกลางคนล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนหยิบกล่องเล็ก ๆ ออกมา นางวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าเยว่หนิงอย่างทะนุถนอม
“ข้ามีของสิ่งหนึ่งอยากมอบให้เจ้า ของสิ่งนี้อาจช่วยปกป้องเจ้าได้ หากวันหนึ่งเจ้าต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิต”
นางเปิดฝากล่องอย่างช้า ๆ แววตาของเยว่หนิงไหววูบเมื่อเห็นสิ่งของภายใน
“รับไว้เถิด ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากสหายเก่าของมารดาเจ้า”
เยว่หนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับของสิ่งนั้นมาไว้ในมือ
หญิงวัยกลางคนมองนางนิ่ง ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“และมีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องจำให้ขึ้นใจ... อย่าไว้ใจใคร ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้ใด ไม่ว่าเขาจะดีกับเจ้าเพียงใด หรือแสดงความจริงใจต่อเจ้าเพียงไหน ในเวลานี้ เจ้าไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู จงรักษาชีวิตของตนเองให้ได้ก่อน”
นางหยุดไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวย้ำชัดถ้อยชัดคำ
“เยว่หนิง... อย่าไว้ใจใครเด็ดขาด”
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูเยว่หนิงถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตู“คุณหนู ตื่นหรือยังเจ้าคะ? ท่านประมุขให้มาตามเจ้าค่ะ ทุกคนอยู่ที่ห้องโถง”นางลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เยว่หนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรีบแต่งตัวแล้วเดินออกจากห้องเมื่อมาถึงห้องโถง ทุกคนนั่งอยู่พร้อมหน้า สีหน้าของดูจริงจังกว่าปกติ“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” บิดาหันมามองนาง“เมื่อคืนมีโจรปล้นขบวนสินค้าที่เดินทางผ่านถนนสายเหนือ เส้นทางนั้นไม่ปลอดภัยแล้ว เราคงต้องเปลี่ยนเส้นทาง” หัวใจของเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยถนนสายเหนือ...เป็นเส้นทางที่พวกเขากำลังจะไป“กลับไปใช้ถนนสายเก่าที่ต้องผ่านหุบเขา”เยว่หนิงชะงัก"ข้าไม่อยากเดินทางผ่านหุบเขา”“เหตุใด?” ซูเหวินเซวียนถามนางกำชายเสื้อแน่น จะบอกได้อย่างไร? เพราะนางรู้สึกว่ามันอันตราย?“ข้าไม่อยากไปจริง ๆ” น้ำเสียงของนางจริงจังกว่าปกติมารดามองบุตรสาว ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ“ถ้าเยว่หนิงไม่สบายใจ เราหาทางอื่นไม่ได้หรือ?”“ถ้าเช่นนั้นอ้อมไปทางตะวันตก จะใช้เวลาเพิ่มอีกสามวัน แต่ถนนค่อนข้างปลอดภัย”“เช่นนั้นไปทางตะวันตกเถิดเจ้าค่ะ” สุดท้ายทุกคนจึงตกลงเดินทางไปทางตะวันตกขบวนรถม้าออกจากหมู่บ้านในช่วงสาย เยว่หนิง
“ไปพักผ่อนด้วยกันสักหน่อยก็ดี พวกเราไม่ได้ออกไปเที่ยวพร้อมหน้ากันมานานแล้ว” บิดาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า เยว่หนิงหลุบตาลง ซ่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ เอาไว้ นางยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนทุกอย่างได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ คราวนี้ครอบครัวของนางจะไม่อยู่ที่จวนในวันที่นักฆ่าบุกมาคืนนั้น เยว่หนิงกลับห้องและเริ่มคิดถึงเส้นทางเดิมทีนางเคยคิดถึงเมืองชิงเหอเป็นตัวเลือกหนึ่ง เพราะเมืองนั้นอากาศดีและเหมาะกับการพักฟื้น แต่เพียงความคิดนั้นผุดขึ้นมา นางก็ปัดมันทิ้งทันทีชิงเหอ... ที่นั่นคือสถานที่ที่นางตาย ต่อให้คราวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นางก็ไม่คิดเสี่ยงพาครอบครัวไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำสุดท้ายของชีวิต ดังนั้น นางจึงเลือกเมืองเหอผิงแทนเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปหลายวันทางรถม้า มีน้ำพุร้อนและอากาศเย็นสบาย ผู้คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป ทั้งยังอยู่คนละทิศกับชิงเหอ เหมาะแก่การพักฟื้น และที่สำคัญ...ไม่เกี่ยวข้องกับเส้นทางที่นางเคยเดินในชีวิตก่อนนางหยิบกระดาษขึ้นมา เขียนเส้นทางคร่าว ๆ ลงไป นางไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นเพราะสิ่งใด แต่ตราบใดที่นางเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้มากพอ
หลังกลับถึงจวน ซูเยว่หนิงก็ถูกมารดาพาไปนั่งพักทันที“แขนช้ำไปหมดแล้ว” มารดามองรอยแดงตรงท่อนแขนของนางแล้วขมวดคิ้ว“ข้าบอกแล้วว่าให้ระวัง เหตุใดจึงชอบทำให้คนอื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อย”“ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย” ซูเยว่หนิงตอบเสียงเบานางนั่งนิ่งขณะที่สาวใช้เข้ามาช่วยจัดการแผล ส่วนมารดายังคงบ่นอยู่ข้าง ๆ ไม่หยุด เสียงนั้นฟังดูธรรมดาเหลือเกิน ธรรมดาจนซูเยว่หนิงต้องก้มหน้าลงเพื่อซ่อนดวงตาที่เริ่มร้อนผ่าวนางคิดถึงมันมากเหลือเกิน“เจ็บหรือ?” มารดาถามเมื่อเห็นนางเงียบซูเยว่หนิงพยักหน้า เพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง มารดามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาลูบศีรษะคืนนั้นซูเยว่หนิงนอนไม่หลับ นางนอนมองเพดานอยู่บนเตียง พลางลูบหน้าอกตัวเองเบา ๆ ความเจ็บจากคมมีดยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ แม้ไม่มีบาดแผลแล้ว แต่บางครั้งเพียงหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย หน้าอกก็จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ราวกับร่างกายยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยถูกทำร้ายอย่างไรอีกสองสัปดาห์นักฆ่าจะมา และอีกหนึ่งเดือนนางจะตาย ซูเยว่หนิงพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่กว่าจะหลับลงได้เช้าวันรุ่งขึ้น นางถูกปลุกด้วยเสียงเอะอะจากด้านนอก“คุณหนู! คุณหนู!” เสีย
แสงสีทองพลันสว่างวาบขึ้นตรงหน้าซูเยว่หนิงรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างกำลังลอยอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลย้อนกลับ เสียงลม เสียงผู้คน และเสียงสายน้ำจากแดนวิญญาณค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความรู้สึกเบาหวิว ก่อนทุกอย่างจะหยุดลงในชั่วพริบตา“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ!” เสียงร้องตกใจดังขึ้น ซูเยว่หนิงลืมตาขึ้นทันทีสิ่งแรกที่เห็นคือโคมดอกไม้หลากสีซึ่งแขวนเรียงรายอยู่เหนือศีรษะ แสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าแพรสีสด เกิดเป็นเงาพร่างพราวบนพื้นถนน เสียงผู้คนพูดคุยกันดังอยู่รอบกาย เด็ก ๆ วิ่งถือโคมกระดาษไปตามถนน กลิ่นหอมของขนมอบลอยมาตามลมปะปนกับกลิ่นดอกไม้ซูเยว่หนิงกะพริบตาช้า ๆ นางมองไปรอบกายอย่างเลื่อนลอยเทศกาลบุปผา...หนึ่งเดือนก่อนวันที่นางตายหัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นทันที นางยกมือขึ้นแตะหน้าอกโดยไม่รู้ตัวไม่มีบาดแผลไม่มีเลือดแต่เพียงสัมผัสตรงตำแหน่งนั้น ความเจ็บปวดจากความทรงจำก็พลันแล่นวาบขึ้นมา คมมีดแทงทะลุร่าง ลมหายใจที่ขาดห้วง กลิ่นคาวเลือด แผ่นหลังที่กระแทกพื้นตรงหน้าผาซูเยว่หนิงหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก ๆ ทุกอย่างยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่“คุณหนู?” เสียงเรียกข้างกายทำให้นางได้สติ ซูเยว
‘ซูเหวินเซวียน... คุณชายซู...’ เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ‘เอ๊ะ! เฟินเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นซูเหวินเซวียน? นี่... มิใช่ผู้หญิงหรือ?’‘นายหญิงให้พวกเราอยู่ในนี้เพื่อปกป้องคุณชายซูไม่ใช่หรือ หากนี่มิใช่คุณชายซูแล้วจะเป็นผู้ใดกันเล่า?’‘นี่คุณหนูซู ซูเยว่หนิงต่างหาก เจ้าโง่!’‘อ้าว...’ เสียงแรกเงียบไปครู่หนึ่ง ‘แล้วเช่นนี้ เรายังต้องช่วยนางหรือไม่?’‘ชะตาของคุณหนูซูกับคุณชายซูผูกพันกันแน่นหนา หากคนหนึ่งตกอยู่ในอันตราย อีกคนก็คงมิอาจปลอดภัยได้ ช่วยนางก็เท่ากับทำตามความตั้งใจของนายหญิง’‘ฟังดูมีเหตุผล’ เทียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นบ้าง ‘แต่พลังของข้าเหลือไม่มาก หากรักษานางจนหายดี ข้าคงพานางย้อนกลับไปได้เพียงวันสองวัน’‘ก็ไม่ต้องรักษาสิ’ เฟินเอ๋อร์เสนอทันทีเสี่ยวสือหันขวับ ‘ถ้าไม่รักษา กว่านางจะฟื้นตัวก็คงถึงวันที่ถูกฆ่าอีกครั้งพอดี’‘ข้าก็แค่เสนอความคิด’‘ความคิดโง่ ๆ’‘เจ้านี่ชอบว่าแต่คนอื่นจริง ๆ’‘พวกเจ้า...’ เทียนเอ๋อร์ถอนหายใจ ‘ไว้ค่อยเถียงกัน นางกำลังจะตื่นแล้ว’ เสียงของทั้งสามเงียบลงไม่นานนัก ขนตาของซูเยว่หนิงก็ขยับไหว นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เหนือศีรษะคือท้องฟ้าสีฟ้าอ่อน
ตามที่ตกลงกันไว้ จิ่งอันมิได้เดินเคียงข้างนาง แต่รักษาระยะห่างเอาไว้ คอยติดตามอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบ ๆ เส้นทางทอดยาวผ่านป่าเขา สายลมพัดยอดไม้ไหวเป็นระลอก แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นเงาพร่างพราวบนพื้นดิน ทุกอย่างดูสงบสุข สงบเสียจนเยว่หนิงไม่ทันสังเกตว่า มีเงาร่างหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความเงียบเมื่อออกจากเมืองชิงเหอมาได้ระยะหนึ่ง เยว่หนิงพลันรู้สึกถึงบางอย่างนางหยุดฝีเท้า สายตากวาดมองโดยรอบ“มีอะไรหรือ?” เสียงของจิ่งอันดังมาจากด้านหลัง“ข้าไม่รู้...เพียงรู้สึกว่าบรรยากาศแปลกไป”ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากพงไม้“เยว่หนิง ระวัง!” จิ่งอันตะโกนขึ้นพร้อมพุ่งเข้ามาทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัว เขาเข้าขวางเบื้องหน้านาง และเป็นฝ่ายรับการโจมตีนั้นแทน“จิ่งอัน!” เยว่หนิงร้องออกมาด้วยความตกใจจิ่งอันเซถอยไปสองสามก้าว แต่ยังคงฝืนยืนอยู่“ข้าไม่เป็นไร...เจ้ารีบไปเสีย”“ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่!” เยว่หนิงส่ายหน้าเงาร่างของนักฆ่าปรากฏขึ้นอีกหลายคน พวกมันมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงค่อย ๆ ขยับเข้ามา จิ่งอันกำกระบี่ในมือแน่น แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บแล้ว แต่ยังคงยืน







