เข้าสู่ระบบเวลาผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ ซูเยว่หนิงเดินทางมาถึงเมืองชิงเหออย่างปลอดภัย นางนำเครื่องประดับราคาถูกไปขายเป็นเงินแล้วนำไปซื้อบะหมี่ร้อน ๆ สักชาม
ตลอด 7 วันที่ผ่านมา นางได้กินเพียงแผ่นแป้งแห้งแข็งและเย็นชืด ต่างจากอาหารดี ๆ ที่เคยกินในจวน แต่เพื่อประทังชีวิตนางก็ยอมอดทน ตอนนี้นางมาถึงเมืองชิงเหอที่ไม่มีผู้ใดรู้จักนาง นางจึงกล้าที่จะนำเครื่องประดับออกมาขายและหาอาหารอร่อย ๆ กินสักมื้อหนึ่ง แล้วหาซื้อเสื้อผ้าผัดเปลี่ยน นางเลือกซื้อเสื้อผ้าเนื้อผ้าดีปานกลาง สีสันไม่ฉูดฉาดมากนัก ทว่ากลมกลืนกับผู้คนในเมือง
ระหว่างทางนางสอบถามถึงท่านหมอพเนจรกับร้านค้าต่าง ๆ ได้ความว่าหมอพเนจรท่านนั้นได้เดินทางออกจากเมืองไปแล้ว นางจึงตั้งใจจะเข้าพักที่โรงเตี๊ยมก่อน แล้วค่อยคิดหาทางต่อไป โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองเธอตั้งแต่เดินทางมาถึงที่เมืองแห่งนี้
.
.
"เสี่ยวเอ้อร์ มีห้องว่างไหม" นางถาม
"แม่นาง... ตอนนี้ห้องพักเต็มหมดแล้ว ต้องขออภัยด้วยขอรับ ท่านลองไปสอบถามโรงเตี๊ยมที่สุดปลายถนนเถิด" ได้ยินดังนั้นนางจึงเตรียมจะเดินออกไป แต่กลับมีเสียงเรียกนางเอาไว้
"แม่นางตามหาห้องพักอยู่รึ มาพักกับข้าสิ" นางหันไปตามเสียง เห็นหญิงวัยกลางคน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา หากดูให้ดี ๆ จะเห็นว่ามีคุณภาพสูงกว่าชาวบ้านทั่วไป และสวมใส่เครื่องประดับหยกเนื้อดีกว่าที่มีขายในตลาดแห่งนี้ เดาว่าคงเป็นชนชั้นสูงสักคนที่ต้องการปิดบังฐานะ นางจึงเอ่ยถามออกไป
"ฮูหยินท่านนี้ช่างใจดีนัก ท่านต้องการสิ่งใดตอบแทน หากไม่เกินความสามารถข้ายินดีทำให้เจ้าค่ะ" นางพูดอย่างนอบน้อม
"เมื่อสักครู่ข้าบังเอิญได้ยินแม่นางตามหาหมอพเนจร ข้าเองก็มาตามหาเขาเช่นกัน เสียดายที่ข้ามาช้าไปเพียงไม่กี่วัน พอได้ยินว่าเจ้าตามหาหมอเพนจร ข้าจึงรู้สึกเอ็นดูนัก"
"ข้าเป็นศิษย์น้อง เพียงต้องการร่วมเดินทางไปกับท่านหมอพเนจรจึงตามหาเขาเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าฮูหยินป่วยด้วยโรคอันใด ข้าพอมีวิชาอยู่บ้าง คงพอช่วยได้เจ้าค่ะ"
"เมื่อนานมาแล้วข้าเป็นฮูหยินรองในจวนแห่งหนึ่ง เมื่อข้าตั้งครรภ์ฮูหยินใหญ่บังคับให้ข้าดื่มยาเพื่อทำแท้ง โชคดีที่ในตอนนั้นข้าได้ยาจากท่านหมอเทวดา ช่วยให้เขาลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัย แต่ร่างกายข้ากลับอ่อนแอยิ่งนัก ยามกลางคืนแม้ในช่วงฤดูร้อน ข้าก็หนาวสั่นต้องห่มผ้าถึงสามชั้น ยามฤดูหนาวข้าต้องผิงไฟตลอดเวลาไม่สามารถออกจากเรือนได้แม้เพียงก้าวเดียว ข้าไปหาหมอมาหลายที่แต่ไม่มีผู้ใดสามารถรักษาข้าได้" นางกล่าวสีหน้าเศร้าเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต
“ข้าขอตรวจดูสักครู่นะเจ้าคะ” เยว่หนิงกล่าวพลางยื่นมือออกไป
หญิงวัยกลางคนวางข้อมือลงบนโต๊ะอย่างให้ความร่วมมือ ปลายนิ้วของเยว่หนิงแตะลงบนชีพจรอย่างแผ่วเบา
หนึ่งลมหายใจ...
สองลมหายใจ...
นางขยับปลายนิ้วจากตำแหน่งชีพจรชุ่นไปยังตำแหน่งกวน ก่อนจะเลื่อนไปยังตำแหน่งฉื่อ สัมผัสแต่ละจุดอย่างละเอียด ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง
ครู่ต่อมา นางเพิ่มแรงกดลงเล็กน้อย... ชีพจรเบา อ่อน และลึก ทั้งยังเต้นไม่สม่ำเสมอ
“ปกติท่านมีอาการใจสั่นหรือไม่”
“มีบ้าง โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นเร็ว ๆ บางครั้งถึงกับหน้ามืด”
“มือเท้าเย็น เหนื่อยง่าย หายใจไม่เต็มปอด และไม่มีเรี่ยวแรงใช่หรือไม่เจ้าคะ”
หญิงวัยกลางคนเบิกตากว้าง
“ถูกต้องทุกอย่าง”
“แล้วประจำเดือนเล่า มาเป็นปกติหรือไม่เจ้าคะ” คำถามนี้ทำให้อีกฝ่ายมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา
“ตั้งแต่คลอดบุตรครั้งนั้นก็มาไม่ปกติ บางเดือนมาน้อย บางเดือนขาดไปเลย หากมา... ก็มักปวดท้องอย่างรุนแรง”
เยว่หนิงนิ่งไป นิ้วที่วางอยู่บนข้อมือถอนออกช้า ๆ
“ท่านเคยมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยหรือเอวอย่างรุนแรงไหมเจ้าคะ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเย็น”
“ยิ่งอากาศหนาวยิ่งปวด ราวกับมีน้ำแข็งก้อนหนึ่งฝังอยู่ในท้อง บางคืนปวดจนแทบนอนไม่หลับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็เข้าใจอาการทั้งหมดในทันที นางถอนหายใจเบา ๆ
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง...
ยาทำแท้งในครั้งนั้นมิได้เพียงทำร้ายเด็กในครรภ์ แต่ยังทำลายร่างกายของมารดาไปพร้อมกัน หากตอนนั้นนางได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ย่อมยังมีโอกาสฟื้นฟูได้ ทว่าเลือดที่เสียไปจำนวนมาก ประกอบกับฤทธิ์ยาที่รุนแรง หากไม่ได้รับการบำรุงและขับสิ่งตกค้างอย่างเหมาะสม ย่อมทำให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
เมื่อเลือดพร่อง ปราณย่อมอ่อน เมื่อปราณอ่อน การไหลเวียนย่อมติดขัด และเมื่อความเย็นสะสมอยู่ภายในเป็นเวลานาน ก็ยิ่งทำให้เลือดไหลเวียนได้ยาก สุดท้ายจึงกลายเป็นวงจรที่แก้ได้ยาก
เยว่หนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น
“ท่านเคยได้รับยาบำรุงเลือดหรือไม่เจ้าคะ”
“หมอหลายคนล้วนบอกว่าข้าเลือดพร่อง จึงให้ยาบำรุงเลือดแก่ข้า แต่ไม่ว่าจะกินมากเพียงใด อาการก็ไม่ดีขึ้น”
“แล้วหลังจากกินยาเหล่านั้น มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือปวดท้องมากขึ้นไหมเจ้าคะ”
หญิงวัยกลางคนพยักหน้า เยว่หนิงหลุบตาลง
“นั่นก็เพราะพวกเขารักษาเพียงปลายเหตุ ท่านไม่ได้เพียงแต่เลือดพร่อง ร่างกายท่านมีความเย็นสะสมอยู่ภายในเป็นเวลานาน อีกทั้งเลือดและปราณก็พร่องจากการเสียเลือดในครั้งนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ร่างกายของท่านเย็นเกินไปจนเลือดลมไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ”
หญิงวัยกลางคนหน้าซีด
“เช่นนั้น... ข้าจะรักษาได้หรือไม่”
หลายปีที่ผ่านมา นางเดินทางไปหาหมอมาแล้วไม่รู้กี่คน ทุกคนล้วนส่ายหน้า บางคนบอกว่านางร่างกายอ่อนแอ บางคนบอกว่าเป็นโรคเรื้อรัง บางคนถึงกับบอกให้นางทำใจเสีย แต่คนตรงหน้ากลับสามารถบอกอาการของนางได้แทบทั้งหมด เพียงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป
เยว่หนิงมองแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังนั้น ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“รักษาได้เจ้าค่ะ แต่โรคของท่านสะสมมานานหลายปี มิใช่สิ่งที่กินยาเพียงสองสามเทียบแล้วจะหาย ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายเดือน” นางตอบอย่างไม่ปิดบัง
“และระหว่างการรักษา ท่านห้ามตากลมหนาว ห้ามดื่มของเย็น ห้ามอดอาหาร และที่สำคัญห้ามกินยาบำรุงเลือดที่หมอคนอื่นสั่งให้โดยเด็ดขาด เพราะหากข้าคาดไม่ผิด สิ่งที่คั่งค้างอยู่ภายในท่านยังไม่ได้ถูกขับออกอย่างสมบูรณ์ หากรีบบำรุงเลือดโดยไม่จัดการสิ่งนั้นเสียก่อน ไม่เพียงไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่กลับอาจทำให้อุดตันรุนแรงกว่าเดิม”
เยว่หนิงลุกขึ้น ขอกระดาษกับพู่กันจากเสี่ยวเอ้อร์
“ข้าจะเขียนเทียบยาให้ท่านหนึ่งชุดก่อน ยานี้จะไม่เน้นบำรุงเพียงอย่างเดียว แต่จะค่อย ๆ ขับความเย็น เปิดทางให้เลือดลมไหลเวียน และบำรุงร่างกายไปพร้อมกัน”
ปลายพู่กันแตะลงบนกระดาษ แต่เพิ่งเขียนชื่อสมุนไพรตัวแรก หญิงวัยกลางคนก็เอ่ยขึ้น
“แม่นาง...”
“เจ้าคะ?”
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้าไม่ได้เป็นเพียงเลือดพร่อง เช่นนั้น... แล้วเหตุใดหมอทุกคนจึงตรวจไม่พบ”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า
“เพราะโรคของท่านไม่ได้อยู่ที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง มันอยู่ที่ร่างกายของท่านเสียสมดุลมานานเกินไป และคนที่จะรักษาโรคเช่นนี้ได้ ต้องมองคนทั้งคน ไม่ใช่มองเพียงอาการเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้หญิงวัยกลางคนตกอยู่ในความเงียบ
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูเยว่หนิงถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตู“คุณหนู ตื่นหรือยังเจ้าคะ? ท่านประมุขให้มาตามเจ้าค่ะ ทุกคนอยู่ที่ห้องโถง”นางลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เยว่หนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรีบแต่งตัวแล้วเดินออกจากห้องเมื่อมาถึงห้องโถง ทุกคนนั่งอยู่พร้อมหน้า สีหน้าของดูจริงจังกว่าปกติ“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” บิดาหันมามองนาง“เมื่อคืนมีโจรปล้นขบวนสินค้าที่เดินทางผ่านถนนสายเหนือ เส้นทางนั้นไม่ปลอดภัยแล้ว เราคงต้องเปลี่ยนเส้นทาง” หัวใจของเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยถนนสายเหนือ...เป็นเส้นทางที่พวกเขากำลังจะไป“กลับไปใช้ถนนสายเก่าที่ต้องผ่านหุบเขา”เยว่หนิงชะงัก"ข้าไม่อยากเดินทางผ่านหุบเขา”“เหตุใด?” ซูเหวินเซวียนถามนางกำชายเสื้อแน่น จะบอกได้อย่างไร? เพราะนางรู้สึกว่ามันอันตราย?“ข้าไม่อยากไปจริง ๆ” น้ำเสียงของนางจริงจังกว่าปกติมารดามองบุตรสาว ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ“ถ้าเยว่หนิงไม่สบายใจ เราหาทางอื่นไม่ได้หรือ?”“ถ้าเช่นนั้นอ้อมไปทางตะวันตก จะใช้เวลาเพิ่มอีกสามวัน แต่ถนนค่อนข้างปลอดภัย”“เช่นนั้นไปทางตะวันตกเถิดเจ้าค่ะ” สุดท้ายทุกคนจึงตกลงเดินทางไปทางตะวันตกขบวนรถม้าออกจากหมู่บ้านในช่วงสาย เยว่หนิง
“ไปพักผ่อนด้วยกันสักหน่อยก็ดี พวกเราไม่ได้ออกไปเที่ยวพร้อมหน้ากันมานานแล้ว” บิดาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า เยว่หนิงหลุบตาลง ซ่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ เอาไว้ นางยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนทุกอย่างได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ คราวนี้ครอบครัวของนางจะไม่อยู่ที่จวนในวันที่นักฆ่าบุกมาคืนนั้น เยว่หนิงกลับห้องและเริ่มคิดถึงเส้นทางเดิมทีนางเคยคิดถึงเมืองชิงเหอเป็นตัวเลือกหนึ่ง เพราะเมืองนั้นอากาศดีและเหมาะกับการพักฟื้น แต่เพียงความคิดนั้นผุดขึ้นมา นางก็ปัดมันทิ้งทันทีชิงเหอ... ที่นั่นคือสถานที่ที่นางตาย ต่อให้คราวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นางก็ไม่คิดเสี่ยงพาครอบครัวไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำสุดท้ายของชีวิต ดังนั้น นางจึงเลือกเมืองเหอผิงแทนเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปหลายวันทางรถม้า มีน้ำพุร้อนและอากาศเย็นสบาย ผู้คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป ทั้งยังอยู่คนละทิศกับชิงเหอ เหมาะแก่การพักฟื้น และที่สำคัญ...ไม่เกี่ยวข้องกับเส้นทางที่นางเคยเดินในชีวิตก่อนนางหยิบกระดาษขึ้นมา เขียนเส้นทางคร่าว ๆ ลงไป นางไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นเพราะสิ่งใด แต่ตราบใดที่นางเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้มากพอ
หลังกลับถึงจวน ซูเยว่หนิงก็ถูกมารดาพาไปนั่งพักทันที“แขนช้ำไปหมดแล้ว” มารดามองรอยแดงตรงท่อนแขนของนางแล้วขมวดคิ้ว“ข้าบอกแล้วว่าให้ระวัง เหตุใดจึงชอบทำให้คนอื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อย”“ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย” ซูเยว่หนิงตอบเสียงเบานางนั่งนิ่งขณะที่สาวใช้เข้ามาช่วยจัดการแผล ส่วนมารดายังคงบ่นอยู่ข้าง ๆ ไม่หยุด เสียงนั้นฟังดูธรรมดาเหลือเกิน ธรรมดาจนซูเยว่หนิงต้องก้มหน้าลงเพื่อซ่อนดวงตาที่เริ่มร้อนผ่าวนางคิดถึงมันมากเหลือเกิน“เจ็บหรือ?” มารดาถามเมื่อเห็นนางเงียบซูเยว่หนิงพยักหน้า เพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง มารดามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาลูบศีรษะคืนนั้นซูเยว่หนิงนอนไม่หลับ นางนอนมองเพดานอยู่บนเตียง พลางลูบหน้าอกตัวเองเบา ๆ ความเจ็บจากคมมีดยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ แม้ไม่มีบาดแผลแล้ว แต่บางครั้งเพียงหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย หน้าอกก็จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ราวกับร่างกายยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยถูกทำร้ายอย่างไรอีกสองสัปดาห์นักฆ่าจะมา และอีกหนึ่งเดือนนางจะตาย ซูเยว่หนิงพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่กว่าจะหลับลงได้เช้าวันรุ่งขึ้น นางถูกปลุกด้วยเสียงเอะอะจากด้านนอก“คุณหนู! คุณหนู!” เสีย
แสงสีทองพลันสว่างวาบขึ้นตรงหน้าซูเยว่หนิงรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างกำลังลอยอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลย้อนกลับ เสียงลม เสียงผู้คน และเสียงสายน้ำจากแดนวิญญาณค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความรู้สึกเบาหวิว ก่อนทุกอย่างจะหยุดลงในชั่วพริบตา“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ!” เสียงร้องตกใจดังขึ้น ซูเยว่หนิงลืมตาขึ้นทันทีสิ่งแรกที่เห็นคือโคมดอกไม้หลากสีซึ่งแขวนเรียงรายอยู่เหนือศีรษะ แสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าแพรสีสด เกิดเป็นเงาพร่างพราวบนพื้นถนน เสียงผู้คนพูดคุยกันดังอยู่รอบกาย เด็ก ๆ วิ่งถือโคมกระดาษไปตามถนน กลิ่นหอมของขนมอบลอยมาตามลมปะปนกับกลิ่นดอกไม้ซูเยว่หนิงกะพริบตาช้า ๆ นางมองไปรอบกายอย่างเลื่อนลอยเทศกาลบุปผา...หนึ่งเดือนก่อนวันที่นางตายหัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นทันที นางยกมือขึ้นแตะหน้าอกโดยไม่รู้ตัวไม่มีบาดแผลไม่มีเลือดแต่เพียงสัมผัสตรงตำแหน่งนั้น ความเจ็บปวดจากความทรงจำก็พลันแล่นวาบขึ้นมา คมมีดแทงทะลุร่าง ลมหายใจที่ขาดห้วง กลิ่นคาวเลือด แผ่นหลังที่กระแทกพื้นตรงหน้าผาซูเยว่หนิงหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก ๆ ทุกอย่างยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่“คุณหนู?” เสียงเรียกข้างกายทำให้นางได้สติ ซูเยว
‘ซูเหวินเซวียน... คุณชายซู...’ เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ‘เอ๊ะ! เฟินเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นซูเหวินเซวียน? นี่... มิใช่ผู้หญิงหรือ?’‘นายหญิงให้พวกเราอยู่ในนี้เพื่อปกป้องคุณชายซูไม่ใช่หรือ หากนี่มิใช่คุณชายซูแล้วจะเป็นผู้ใดกันเล่า?’‘นี่คุณหนูซู ซูเยว่หนิงต่างหาก เจ้าโง่!’‘อ้าว...’ เสียงแรกเงียบไปครู่หนึ่ง ‘แล้วเช่นนี้ เรายังต้องช่วยนางหรือไม่?’‘ชะตาของคุณหนูซูกับคุณชายซูผูกพันกันแน่นหนา หากคนหนึ่งตกอยู่ในอันตราย อีกคนก็คงมิอาจปลอดภัยได้ ช่วยนางก็เท่ากับทำตามความตั้งใจของนายหญิง’‘ฟังดูมีเหตุผล’ เทียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นบ้าง ‘แต่พลังของข้าเหลือไม่มาก หากรักษานางจนหายดี ข้าคงพานางย้อนกลับไปได้เพียงวันสองวัน’‘ก็ไม่ต้องรักษาสิ’ เฟินเอ๋อร์เสนอทันทีเสี่ยวสือหันขวับ ‘ถ้าไม่รักษา กว่านางจะฟื้นตัวก็คงถึงวันที่ถูกฆ่าอีกครั้งพอดี’‘ข้าก็แค่เสนอความคิด’‘ความคิดโง่ ๆ’‘เจ้านี่ชอบว่าแต่คนอื่นจริง ๆ’‘พวกเจ้า...’ เทียนเอ๋อร์ถอนหายใจ ‘ไว้ค่อยเถียงกัน นางกำลังจะตื่นแล้ว’ เสียงของทั้งสามเงียบลงไม่นานนัก ขนตาของซูเยว่หนิงก็ขยับไหว นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เหนือศีรษะคือท้องฟ้าสีฟ้าอ่อน
ตามที่ตกลงกันไว้ จิ่งอันมิได้เดินเคียงข้างนาง แต่รักษาระยะห่างเอาไว้ คอยติดตามอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบ ๆ เส้นทางทอดยาวผ่านป่าเขา สายลมพัดยอดไม้ไหวเป็นระลอก แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นเงาพร่างพราวบนพื้นดิน ทุกอย่างดูสงบสุข สงบเสียจนเยว่หนิงไม่ทันสังเกตว่า มีเงาร่างหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความเงียบเมื่อออกจากเมืองชิงเหอมาได้ระยะหนึ่ง เยว่หนิงพลันรู้สึกถึงบางอย่างนางหยุดฝีเท้า สายตากวาดมองโดยรอบ“มีอะไรหรือ?” เสียงของจิ่งอันดังมาจากด้านหลัง“ข้าไม่รู้...เพียงรู้สึกว่าบรรยากาศแปลกไป”ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากพงไม้“เยว่หนิง ระวัง!” จิ่งอันตะโกนขึ้นพร้อมพุ่งเข้ามาทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัว เขาเข้าขวางเบื้องหน้านาง และเป็นฝ่ายรับการโจมตีนั้นแทน“จิ่งอัน!” เยว่หนิงร้องออกมาด้วยความตกใจจิ่งอันเซถอยไปสองสามก้าว แต่ยังคงฝืนยืนอยู่“ข้าไม่เป็นไร...เจ้ารีบไปเสีย”“ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่!” เยว่หนิงส่ายหน้าเงาร่างของนักฆ่าปรากฏขึ้นอีกหลายคน พวกมันมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงค่อย ๆ ขยับเข้ามา จิ่งอันกำกระบี่ในมือแน่น แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บแล้ว แต่ยังคงยืน







