LOGINเช้าวันมงคลมาถึงพร้อมกับเสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง ทว่าบรรยากาศหน้าจวนราชครูมู่หรงเฉินกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แปลกประหลาด ขบวนมงคลสองขบวนตั้งแถวรอรับเจ้าสาวอยู่คนละฟากถนน ฤกษ์มงคลเดียวกัน เจ้าสาวจากตระกูลเดียวกัน ทว่าโชคชะตากลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวในสายตาของผู้คน
ฟากหนึ่งคือขบวนของมู่หรงเจียว ที่ดูอ่อนช้อยงดงามตามแบบแผนราชสำนัก เหอจิ่งเว่ย ในชุดมงคลสีแดงปักลายมังกรทองดูสง่างามดุจเทพบุตร เขาขี่ม้าขาวท่ามกลางเหล่านางกำนัลและขันทีที่โปรยกลีบดอกไม้ไปตามทาง เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วพลิ้วชวนฝัน ทว่าอีกฟากหนึ่ง ขบวนของมู่หรงเสวี่ยกลับเงียบกริบ แต่ความเงียบนั้นกลับทรงพลังจนน่าขนลุก ไม่มีเสียงดนตรีรื่นเริง มีเพียงเสียงฝีเท้าของม้าศึกเกราะดำนับร้อยที่เหยียบลงบนพื้นดินพร้อมกันจนแผ่นดินสะเทือน ทหารหาญในชุดเกราะทมิฬยืนนิ่งราวกำแพงเหล็ก แววตาคมปลาบที่ผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วนข่มขวัญคนทั้งเมืองหลวงจนไม่มีใครกล้าส่งเสียงกระซิบ ที่หน้าขบวนนั้น ไม่มีเจ้าบ่าวขี่ม้าสง่างาม มีเพียงหมวกเกราะเหล็กสลักลายพยัคฆ์ของแม่ทัพเซี่ยที่วางอยู่บนหลังม้าศึกสีนิลตัวเปล่า ราวกับจะประกาศให้โลกรู้อยู่ในทีว่า ถึงตัวข้าไม่มาแต่อำนาจของข้าอยู่ตรงนี้ ใครกล้าหมิ่นเจ้าสาวของข้าก็เท่ากับหมิ่นง้าวศึกในมือ มู่หรงเสวี่ยก้าวออกมาจากประตูจวนในชุดสีแดงเพลิงที่ปักลายเงินสง่า ท่วงท่านางนิ่งสงบจนน่าประหลาด นางมิได้ปรายตามองเหอจิ่งเว่ยที่กำลังจ้องมองนางด้วยแววตาสมน้ำหน้าปนอาวรณ์แม้เพียงนิด นางก้าวขึ้นเกี้ยวหามสีแดงเข้มที่มีตราพยัคฆ์ประทับอยู่อย่างมั่นคง "ออกเดินทาง" เสียงตะโกนของนายกองดังขึ้นกึกก้อง ขบวนทั้งสองเริ่มเคลื่อนตัว มู่หรงเจียวที่นั่งอยู่ในเกี้ยวหรูหราแอบแง้มผ้าม่านมองพี่สาวด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยในใจ 'ต่อให้เจ้าจะดูน่าเกรงขามเพียงใด สุดท้ายเจ้าก็แต่งกับความว่างเปล่า ส่วนข้าได้ครอบครองบุรุษที่เป็นดั่งดวงตะวัน' ทว่าความรู้สึกของเหอจิ่งเว่ยกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยามที่ม้าขาวของเขาเดินสวนกับเกี้ยวของมู่หรงเสวี่ย กลิ่นอายความเยือกเย็นและความมั่นคงจากขบวนทหารกลับข่มขวัญเขาจนมือที่ถือบังเหียนสั่นระริก เขาเห็นนางนั่งนิ่งอยู่หลังผ้าม่านโปร่ง แววตาของนางที่มองข้ามเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงฝุ่นละอองนั้น มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกตบหน้า เมื่อเกี้ยวเจ้าสาวเทียบหน้าจวนแม่ทัพเซี่ย มู่หรงเสวี่ยก้าวลงสู่พื้นดินที่ดูแห้งแล้งและเคร่งขรึม จวนแห่งนี้ไม่ได้ประดับประดาด้วยผ้าไหมหลากสีอย่างจวนอ๋อง ทว่ากลับสะอาดสะอ้านและเต็มไปด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวด "น้อมรับฮูหยินใหญ่" เสียงทหารเฝ้าประตูและบ่าวรับใช้ดังขึ้นพร้อมกัน ทว่าแววตาของบางคนกลับแฝงไปด้วยความกังขา โดยเฉพาะพ่อบ้านเหลียน ชายชราหน้าตาเคร่งขรึมผู้ดูแลจวนมานาน เขาเดินเข้ามาหาพร้อมกับถาดที่วางสมุดบัญชีและกุญแจจวนชุดเก่า "เรียนฮูหยิน ท่านแม่ทัพสั่งไว้ว่าหากท่านมาถึง ให้ท่านพักผ่อนที่เรือนปีกตะวันตก ส่วนเรื่องการบริหารจวนท่านแม่ทัพกำชับว่าต้องทำตามกฎเดิมทุกประการ ห้ามผู้ใดเปลี่ยนแปลง" นี่คือการลองดีครั้งแรก กฎเดิมที่ว่าคือการปล่อยให้จวนกึ่งร้างและจำกัดเบี้ยหวัดบ่าวไพร่เพื่อประหยัดงบสงคราม พ่อบ้านเหลียนคิดว่าคุณหนูใหญ่ผู้บอบบางอย่างนางจะยอมจำนนและใช้ชีวิตอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ มู่หรงเสวี่ยทำเพียงแค่ยิ้มบาง นางหยิบกุญแจทองคำสลักลายพยัคฆ์ ที่เซี่ยอี้เฟยส่งมาให้ล่วงหน้าออกมาวางบนถาดแทนกุญแจชุดเก่า "กฎเดิมงั้นหรือ" นางเอ่ยเสียงเย็นกังวาน "ท่านแม่ทัพมอบอำนาจเด็ดขาดให้ข้าบริหารจวนแห่งนี้ กุญแจดอกนี้คือเครื่องยืนยัน หากเจ้าบอกว่าต้องทำตามกฎเดิม เช่นนั้นเจ้ากำลังจะบอกว่าคำสั่งในจดหมายลับของท่านแม่ทัพที่ส่งถึงข้าไม่มีความหมายงั้นหรือ" พ่อบ้านเหลียนหน้าซีดลงทันทีเมื่อเห็นกุญแจทองคำดอกนั้น มันคือกุญแจคลังลับที่แม้แต่เขาก็ยังไม่มีสิทธิ์จับต้อง "ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นขอรับ" "ดี" มู่หรงเสวี่ยตวัดสายตามองไปรอบ ๆ "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จวนแห่งนี้คือเขตรับผิดชอบของข้า ใครที่จงรักภักดี ข้าจะเพิ่มเบี้ยหวัดให้สามเท่าจากคลังส่วนตัวของข้า ใครที่คิดจะใช้อำนาจเก่ามาข่มเหงคนใหม่ ข้ามีมีดสั้นเล่มนี้ที่ท่านแม่ทัพมอบไว้ให้ตัดสินเอง" นางชักมีดสั้นกระดูกขาวออกมาจากเอวเพียงครึ่งนิ้ว แสงสะท้อนของคมมีดล้อกับแสงตะวันทำให้ทุกคนในลานจวนสั่นสะท้าน อำนาจของนางถูกสถาปนาขึ้นในพริบตาด้วยบารมีจากอาวุธ และจากเงินตราที่นางพร้อมจะโปรยปราย ค่ำคืนแรกในห้องหอสีแดงหม่น มู่หรงเสวี่ยนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองเพียงลำพัง นางถอดเครื่องประดับศีรษะที่หนักอึ้งออก เหลือเพียงชุดนอนสีแดงมงคลที่บางเบา กลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องหอมที่นางปรุงเองอบอวลไปทั่วห้อง ภายนอกหน้าต่าง ลมหนาวพัดกระโชกจนกิ่งไม้เสียดสีกันดังหวีดหวิว นางทอดมองดวงจันทร์พลางคิดถึงความอิสระที่นางได้รับในชาตินี้ ช่างเป็นคืนเข้าหอที่สงบสุขที่สุด ทว่าทันใดนั้นเอง ความรู้สึกเย็นวูบหนึ่งก็แล่นผ่านสันหลัง แสงเทียนในห้องไหววูบราวกับมีแรงลมปริศนาพัดผ่าน ทั้งที่หน้าต่างทุกบานปิดสนิท เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นแผ่วเบา มู่หรงเสวี่ยสัญชาตญาณไวเหนือคนปกติ นางคว้ามีดสั้นกระดูกขาวใต้หมอนแล้วหมุนตัวกลับไปทางมุมมืดของห้องทันที "ใคร!" นางตวาดเสียงต่ำ ปลายมีดชี้ตรงไปยังเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงเสาอยู่ในเงามืด เงาร่างนั้นค่อย ๆ ก้าวออกมาสู่แสงเทียนสลัว เขาเป็นบุรุษในชุดนักรบสีดำทมิฬที่เปื้อนไปด้วยฝุ่นทรายและคราบเลือดแห้งกรัง กลิ่นอายความดุดันและคาวเลือดจาง ๆ แผ่ออกมาจากตัวเขาจนมู่หรงเสวี่ยรู้สึกหายใจลำบาก ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เงาผม ทว่าดวงตาที่คมปลาบดุจตาเหยี่ยวนั้นกลับจ้องมองนางอย่างไม่ละสายตา นางเกือบจะพุ่งเข้าไปแทง แต่บุรุษผู้นั้นกลับเคลื่อนที่ไวประดุจภูตพราย เพียงพริบตาเดียว เขาก็เข้าประชิดตัวนางและใช้เพียงปลายนิ้วคีบใบมีดสั้นของนางไว้ได้อย่างง่ายดาย "ดุดันนัก" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและพร่ามัว มีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ "ข้าให้มีดเจ้าไว้ป้องกันตัว ไม่ใช่เอาไว้แทงสามีของเจ้าเอง" มู่หรงเสวี่ยใจสั่นระรัว นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตื่นตะลึง "ท่าน เซี่ยอี้เฟย" เขาไม่ตอบคำถาม แต่กลับโน้มกายลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ไออุ่นจากร่างกายของบุรุษที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนทำให้นางรู้สึกเหมือนจะละลาย มือหนาของเขาเชยคางนางขึ้น แววตาที่เคยมองคนทั้งโลกอย่างเฉยชากลับสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นความงามอันเด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้า "ข้าควบม้าฝ่าพายุมาเพียงเพื่อจะมาดูว่าเจ้าสาวของข้าเป็นสตรีประเภทใด" เขาเอ่ยพลางปัดปอยผมที่ข้างแก้มของนาง "เจ้าช่าง... ผิดคาดไปมากนัก มู่หรงเสวี่ย" เขาทิ้งไออุ่นไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนจะปล่อยมือและถอยหลังหายเข้าไปในเงาสลัวหน้าต่างที่เปิดออกชั่วครู่ "จงอยู่ที่นี่ให้สุขสบายเถิด ฮูหยินของข้า ข้าจะกลับไปจัดการศึกที่เหลือให้จบ แล้วข้าจะกลับมาคิดดอกเบี้ยจากเจ้าสำหรับคืนเข้าหอที่ข้าเสียไป" สิ้นคำพูด เงาร่างนั้นก็หายไปราวกับธาตุอากาศ ทิ้งให้นางยืนนิ่งอยู่กลางห้อง หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด นางกุมข้อมือข้างที่เขาเคยจับไว้แน่น ความร้อนรุ่มยังคงคงหลงเหลืออยู่ มู่หรงเสวี่ยยิ้มออกมาบาง ๆ ที่มุมปาก แววตามีประกายความท้าทายที่ดับไม่ลง "ท่านแม่ทัพปีศาจ ดูเหมือนว่าชีวิตในจวนของข้า จะไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่ข้าคิดเสียแล้ว" ในคืนเดียวกันนั้น ณ วังหลวง เหอจิ่งเว่ยกลับนั่งดื่มเหล้าดับทุกข์อยู่ริมหน้าต่าง มองดูมู่หรงเจียวที่นอนหลับอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เขาได้ครองคู่กับนางในดวงใจของเขาแล้ว แต่ทำไมในหัวของเขาถึงมีแต่ภาพสตรีในชุดแดงเพลิงที่ถือมีดสั้นเล่มนั้นวนเวียนอยู่ไม่จบสิ้นแสงสีทองของดวงตะวันยามเช้าสาดส่องเหนือยอดทิวเขาชานเมืองหลวง ทอประกายระยิบระยับล้อกับหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกโบตั๋นป่าที่กำลังบานสะพรั่งเต็มลานเรือนตระกูลเซี่ย บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือด เสียงคมดาบ หรือความกลัวจากการทรยศหักหลังที่เคยตามหลอกหลอนมาสองชาติภพมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ริมระเบียงในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายด้วยด้ายเงินวาววับ เส้นผมดำขลับทิ้งตัวยาวสลวยถึงบั้นเอว ใบหน้าหวานล้ำอิ่มเอิบไปด้วยความสุขที่แท้จริงดวงตาคู่สวยที่เคยแฝงแววระแวดระวังและเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนดุจผิวน้ำในฤดูใบไม้ผลิ นางทอดสายตามองไปยังแปลงผักสวนครัวและสวนหม่อนที่นางกับสามีช่วยกันลงแรงปลูกไว้เมื่อวันก่อน ยามนี้มันเริ่มแตกยอดอ่อนสีเขียวขจีท้าทายแสงแดด"คิดเรื่องใดอยู่หรือ เสวี่ยเอ๋อร์"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งอบอุ่นที่สอดเข้ามาโอบกอดเอวของนางจากทางด้านหลัง เซี่ยอี้เฟยในชุดลำลองผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม แผงอกกว้างกำยำยังคงอุ่นร้อน ชายหนุ่มซบหน้าลงกับไหล่ของภรรยา สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนกายของนางเข้าปอดลึกราวกับไม่มีวันอิ่ม
สายลมโชยพัดพากลิ่นอายชื้นของดินและผืนป่าชานเมืองหลวง ทิ้งเบื้องหลังความวุ่นวายแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักไว้ไกลโพ้น ขบวนรถม้าเรียบง่ายทว่าแข็งแรงของอดีตแม่ทัพใหญ่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางสายเล็กที่ทอดยาวสู่ชานเมืองทิศใต้ ยามนี้บนรถม้าไม่ได้มีทองคำหรืออาวุธสงครามล้ำค่าอันใด มีเพียงหีบเสื้อผ้าไม่กี่ใบและร่างระหงของมู่หรงเสวี่ย ที่กำลังนั่งพิงแผงอกกว้างของเซี่ยอี้เฟยด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายที่สุดในชีวิตชายหนุ่มในชุดผ้าไหมธรรมดาสีน้ำเงินครามไร้เกราะเหล็กหนักอึ้ง ใช้แขนแกร่งโอบรัดเอวของภรรยาไว้หลวม ๆ พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปะทะแก้มเนียนอย่างรักใคร่ แววตาคู่คมที่เคยดุดันดุจเสือร้ายยามอยู่กลางสมรภูมิ บัดนี้กลับฉายประกายความคลั่งรักและเทิดทูนจนแทบจะล้นปรี่ออกมาทุกลมหายใจ"เสวี่ยเอ๋อร์ นั่งรถม้ามาครึ่งค่อนวัน เจ้าเหนื่อยหรือไม่ หากเจ้าเพลีย ข้าจะสั่งให้ขบวนหยุดพักผ่อนใต้ร่มไม้ก่อน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความห่วงใยประหนึ่งนางเป็นแก้วตาดวงใจที่อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อมู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา คลี่ยิ้มหวานละมุนที่ทำเอาคนมองหัวใจกระตุก "ข้ามิได้เหนื่อยเลยสักนิดเจ้าค่ะท่านพี่ ตรงกันข้าม ข
ท่ามกลางกลิ่นอายของความล่มสลายที่ปกคลุมจวนราชครูมู่หรงเซิ่น ความเงียบงันที่น่าใจหายคืบคลานเข้าแทนที่เสียงเจรจาของขุนนางที่เคยแวะเวียนมาประจบสอพลอ เมื่อราชโองการสายฟ้าฟาดประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ มิใช่เพียงมู่หรงเจียวที่ต้องรับยาพิษพระราชทาน มู่หรงเซิ่น ผู้เป็นบิดาและหัวหน้าตระกูล กลับต้องโทษฐานละเลยการอบรมบุตรและมีส่วนรู้เห็นในความฉ้อฉลของพรรคพวก แม้ฮ่องเต้จะยังทรงเห็นแก่คุณงามความดีในอดีตไม่สั่งประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร แต่โทษทัณฑ์การริบทรัพย์สินทั้งหมดและเนรเทศไปยังชายแดนตะวันตกอันทุรกันดารชั่วชีวิต ก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็นสำหรับบุรุษผู้ลุ่มหลงในอำนาจมาตลอดชีวิตมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลมู่หรงที่ถูกปิดผนึกด้วยตราประทับของราชสำนัก นางมองดูบิดาที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นนางเป็นเพียงผลประโยชน์ บัดนี้เขากลับมีผมที่หงอกขาวเพียงข้ามคืน เดินก้มหน้าโซเซถูกทหารหลวงควบคุมตัวไปรับโทษ แววตาของนางไม่ได้มีความแค้นเคืองที่แผดเผาอีกต่อไป ทว่ากลับเป็นความเยือกเย็นของการจบสิ้นวงจรแห่งวิบากกรรมที่เคยรั้งเหนี่ยวใจนางมาสองชาติภพ"จบสิ้นเสียที" มู่หรงเสวี่ยพึมพำกับสายลม แววตาคมปลาบของนางในยามนี้ก
หยาดน้ำค้างยามค่ำคืนเกาะกุมตามยอดหญ้าในอุทยานหลวงอันเงียบสงัด ทว่าความเงียบสงบภายนอกไม่อาจบรรเทาความเดือดดาลและกระวนกระวายใจของคนในตระกูลมู่หรงได้เลย ข่าวใหญ่เรื่องพระชายาเอกมู่หรงเจียวถูกตลบหลังจนมุมกลางท้องพระโรงในข้อหากบฏขายชาติ และอดีตรัชทายาทเหอจิ่งเว่ย ถูกถอดถอนมงกุฎไปคุมขังในตำหนักเย็นชั่วชีวิตแพร่สะพัดออกไปนอกวังหลวงราวกับไฟลามทุ่ง ยามนี้จวนราชครูตระกูลมู่หรงไม่ต่างจากสุสานที่ไร้เสียงสิ่งมีชีวิต ขุนนางน้อยใหญ่ที่เคยวิ่งเข้าหาซบอิงอำนาจต่างพากันหันหลังหนีและตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อเอาตัวรอดณ ห้องหับอันมืดสลัวในคุกหลวงที่ลึกลงไปใต้ดิน ไอเย็นและกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ แผ่ซ่านจนชวนให้ขนลุก ร่างของมู่หรงเจียวนั่งคุดคู้อยู่บนกองฟางแห้ง อาภรณ์งดงามที่นางเคยภาคภูมิใจยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโคลนและรอยฉีกขาด ใบหน้างดงามซูบซีดไร้สีเลือด แววตาที่เคยฉายประกายเย่อหยิ่งเหลือเพียงความว่างเปล่าระคนคลั่งแค้นเสียงฝีเท้าเบาบางดังกังวานขึ้นจากทางเดิน มู่หรงเจียวสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองดุจคนมีความหวังว่าจะมีใครมาช่วย ทว่าทันทีที่แสงโคมไฟส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือน หัวใจของนางพลันด
วังหลวงเช้าวันใหม่บรรยากาศภายในท้องพระโรงยามนี้กดดันจนขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นทรงพลังดังกังวานขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏกายของเซี่ยอี้เฟย ท่วงท่าองอาจดุดันเคียงข้างกายของเขาคือมู่หรงเสวี่ยในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองดูสง่างามดุจนางพญาหงส์ แววตาคู่สวยเยือกเย็นนิ่งสนิทราวกับกำลังเดินเข้าสู่กระดานหมากที่นางเป็นผู้คุมชะตาชีวิตของทุกคนบนบัลลังก์มังกรองค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาด้วยสายพระเนตรอันทรงอำนาจ ในขณะที่เหอจิ่งเว่ยและมู่หรงเจียว ที่ถูกทหารควบคุมตัวเข้ามาในข้อหาอื้อฉาว ยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางห้อง มู่หรงเจียวยังคงพยายามเชิดหน้า แสร้งทำเป็นสตรีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลั่นแกล้งดั่งเช่นหน้ากากบัวขาวที่นางเคยสวมใส่มาแต่อดีตชาติ"แม่ทัพเซี่ย เจ้าและฮูหยินเดินทางมาขัดการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ มีฎีกาด่วนอันใดงั้นหรือ" เสียงของฮ่องเต้ดังกังวานแฝงความสงสัยเซี่ยอี้เฟยก้าวเท้าไปเบื้องหน้า คุกเข่าลงอย่างหนักแน่น ทว่าแววตากลับคมกริบดุจปลายทวน "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมและฮูหยินมีคดีใหญ่ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของบ้านเมืองมาทูลถวาย ยามนี้กอง
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิดและเหน็บหนาวของเมืองหลวง แสงโคมไฟริบหรี่จากร้านขายของท้ายตลาดทอดเงายาวดูวังเวง ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าสถานที่อับชื้นและดูซอมซ่อแห่งนี้ จะเป็นรังลับของกองกำลังสายลับจากแคว้นเหนือที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อบ่อนทำลายราชสำนักขันทีเฒ่าผู้มีความโลภบังตาลอบเดินเลาะตามตรอกซอกซอยอับสายตา ทันทีที่มาถึงประตูหลังร้าน เขารีบเคาะประตูเป็นจังหวะลับเพื่อส่งมอบซองสีน้ำตาลหนาซึ่งภายในบรรจุแผนที่ค่ายทหารของปลอม ที่ มู่หรงเสวี่ยจัดฉากสลับเปลี่ยนไว้เรียบร้อยแล้วเขายังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าตนเองกำลังทำความชอบครั้งใหญ่ให้แก่พระชายาเอก"นี่คือแผนยุทธศาสตร์และแนวป้องกันของกองทัพ พระชายาสั่งให้พวกเจ้าลงมือทันทีที่จับสัญญาณได้" ขันทีเฒ่ากระซิบเสียงสั่นชายชุดดำผู้รับสารยิ้มเหี้ยม แววตาคมกริบฉายประกายละโมบ "ดีมาก บอกพระชายาของเจ้า เมื่อแคว้นเหนือบุกยึดชายแดนและส่งยอดฝีมือเข้าเมืองหลวง ตำแหน่งฮองเฮาจะตกเป็นของนางอย่างแน่นอน"ทว่า ทันทีที่ซองสารเปลี่ยนมือและขันทีเฒ่าหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับวังหลวง เสียงนกแสกขยับปีกดังกังวานกึกก้องไปทั่วสี่ทิศ พลันปรากฏร่างเงาสายลับในชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบทองของกอง
ภายใต้แสงโคมสลัวในห้องโถงตะวันออกของจวนราชครู บรรยากาศดูหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความโลภที่กระจายออกมาจากแววตาของสตรีสองแม่ลูก อนุหลิน ผู้มีความงามแบบดอกไม้ป่าที่เริ่มร่วงโรยพยายามปั้นยิ้มประจบเอาใจ ขณะที่มู่หรงเจียวนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย สายตาของทั้งคู่จดจ้องไปยังหีบไม้จันทน์หอมสลักลาย
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูสดใสแฝงไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำ ร้านผ้าแพรไหมที่ขึ้นชื่อว่าประณีตที่สุดในใต้หล้า บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยขบวนรถม้าหรูหราจากสองจวนใหญ่ที่บังเอิญมาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมายมู่หรงเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าในอาภรณ์สีขาวนวลตา ท่วงท่าของนางสงบนิ่งเมื่อนางเดินเข้าไปภายในร้าน สายตาพลันปะ
ณ ค่ายทหารชายแดนเหนืออันทุรกันดาร ลมหนาวพัดกระโชกหอบเอาละอองทรายมาปะทะกับกระโจมใหญ่ กลิ่นอายของคาวเลือดและเขม่าไฟยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบงันกลับปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณยามที่ขันทีจากเมืองหลวงคลี่ราชโองการสีเหลืองทองออกเซี่ยอี้เฟย แม่ทัพใหญ่ผู้ครองฉายาปีศาจกระหายเลือด นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม
สายลมยามบ่ายพัดผ่านศาลาริมสระบัวภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก กลิ่นอายของดอกบัวหอมระรื่นไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบกายของมู่หรงเสวี่ยผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย นางกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบรอรถม้าของตระกูล ขณะนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยจนน่ารำคาญกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังนางไม่หันไปมอง แต่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ







