Mag-log inเช้าวันที่สามหลังพิธีมงคลก็มาถึงพร้อมกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายในจวนแม่ทัพ มู่หรงเสวี่ยตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า แม้ข้อมือของนางยังคงทิ้งรอยแดงจาง ๆ จากสัมผัสอันทรงพลังของเซี่ยอี้เฟยเมื่อคืนก่อน แต่นั่นกลับเป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตใหม่ของนางมีตัวตนที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลัง
ก่อนจะออกเดินทางไปจวนราชครู นางเรียกประชุมบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่ลานกว้าง พ่อบ้านเหลียนและบ่าวเก่าแก่บางส่วนยังมีสีหน้ากระด้างกระเดื่อง มู่หรงเสวี่ยกลับมิได้ยี่หระ นางยืนนิ่งสง่าท่ามกลางลมหนาว สั่งให้ทหารของจวนขนหีบทองคำออกมาตั้งกลางลาน "ข้าบอกแล้วว่าใครจงรักภักดี ข้าปูนบำเหน็จ" นางเอ่ยเสียงเรียบพลางเปิดสมุดบัญชีที่นางตรวจสอบเองเมื่อคืน "สำหรับคนที่โกงกินเบี้ยหวัดทหารและเบียดบังเงินซ่อมบำรุงจวนไปเข้ากระเป๋าตนเอง ข้าก็ไม่ไว้หน้าเช่นกัน" นางโยนบัญชีลับลงแทบเท้าบ่าวรับใช้คนหนึ่งที่หน้าซีดเผือดทันที "เจ้าเบิกเงินซื้อข้าวสารในราคาที่สูงกว่าตลาดสามเท่ามาตลอดสองปี พ่อบ้านเหลียน ท่านบอกว่าท่านดูแลจวนตามกฎเดิม กฎเดิมของท่านคือการปล่อยให้มอดแมลงกัดกินบ้านตนเองเช่นนี้หรือ" พ่อบ้านเหลียนถึงกับเข่าอ่อนคุกเข่าลงกับพื้น เมื่อเห็นว่าคุณหนูใหญ่ที่ดูบอบบางกลับตรวจสอบกลโกงที่ซุกซ่อนมานานได้อย่างรวดเร็ว มู่หรงเสวี่ยสั่งโบยบ่าวผู้กระทำผิดต่อหน้าทุกคนและประกาศเพิ่มเบี้ยหวัดให้คนที่เหลือทันที อำนาจเบ็ดเสร็จในจวนถูกจัดระเบียบใหม่ภายในชั่วยามเดียว จวนที่เคยแห้งแล้งพลันกลับมามีชีวิตชีวาด้วยบารมีของฮูหยินคนใหม่ ยามสาย รถม้าของจวนแม่ทัพเคลื่อนตัวมาถึงหน้าจวนราชครู ทว่าการต้อนรับกลับไม่ได้อบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็น ท่านราชครูมู่หรงเฉินยืนหน้าเคร่งขรึมอยู่กลางห้องโถง เขาไม่ชอบใจตั้งแต่แรกที่บุตรสาวคนโตทำตัวไม่รักดีเลือกแต่งกับแม่ทัพโฉดจนถูกชาวเมืองหัวเราะเยาะ และยังทำลายแผนการที่จะให้ตระกูลมู่หรงมีอำนาจล้นฟ้าจากการมีลูกสาวเกี่ยวดองราชวงศ์ถึงสองคน "เจ้ายังกล้ากลับมาอีกหรือ" ท่านราชครูตวาดน้ำเสียงสั่นด้วยโทสะ "ชื่อเสียงของข้าที่สะสมมาทั้งชีวิตต้องป่นปี้เพราะความหัวรั้นของเจ้า แต่งกับหมวกเกราะเหล็ก หึ! ช่างน่าอัปยศอดสูนัก" มู่หรงเสวี่ยย่อกายลงคำนับอย่างสุขุม "ท่านพ่อโปรดระงับโทสะ ลูกแต่งออกไปตามราชโองการและตามความต้องการขององค์รัชทายาท ความสุขของน้องสาวมิใช่สิ่งที่ท่านปรารถนาหรอกหรือ" "พี่หญิงท่านก็พูดเกินไป" เสียงของมู่หรงเจียวดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเหอจิ่งเว่ย ทั้งคู่เดินเคียงคู่กันเข้ามาด้วยท่าทางอวดอ้าง "ท่านพ่อเพียงเป็นห่วงท่าน ที่ต้องไปอยู่จวนเงียบดุจป่าช้า คืนเข้าหอที่ผ่านมาท่านคงต้องนอนกอดหมวกเกราะแทนสามีช่างน่าเวทนานัก" เหอจิ่งเว่ยจ้องมองมู่หรงเสวี่ย หวังจะเห็นรอยช้ำจากน้ำตา ทว่าเขากลับต้องชะงักเมื่อเห็นผิวพรรณของนางที่ดูผุดผ่องกว่าเดิม และแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจไม่ได้มีความเศร้าโศกเลยแม้แต่น้อย "นอนกอดสิ่งใดไม่สำคัญเท่าใจที่สงบ" มู่หรงเสวี่ยยิ้มมุมปากพลางจงใจยกมือขึ้นปัดปอยผม เผยให้เห็นรอยแดงจาง ๆ ที่ข้อมือขาวนวล "รอยที่ข้อมือนี้ แม้จะเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็เป็นรสสัมผัสที่ร้อนรุ่มและจริงใจกว่าคำพูดหวานหูจอมปลอมที่ข้าเคยได้รับมาทั้งชีวิตนัก" เหอจิ่งเว่ยถลึงตาค้าง หัวใจของเขาเหมือนถูกค้อนหนัก ๆ ทุบลงกลางอก รอยนั่น รอยมือบุรุษชัด ๆ หมายความว่าเซี่ยอี้เฟยแอบกลับมาหานางจริงอย่างนั้นหรือ ความริษยาพลุ่งพล่านจนเขาสำลักน้ำชาออกมาอย่างเสียกิริยา "เจ้า! เจ้าพูดจาไร้ยางอาย!" ท่านราชครูตบโต๊ะดังสนั่น "เป็นสตรีกลับมาพูดเรื่องในห้องหอต่อหน้าผู้คน" "ลูกเพียงพูดความจริงเจ้าค่ะ" มู่หรงเสวี่ยตอบนิ่ง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่คุกรุ่น พลันมีเสียงฝีเท้าจากภายนอก พร้อมกับนายทหารชุดดำจากจวนแม่ทัพที่ก้าวเข้ามาอย่างองอาจ เขาไม่ได้สนใจอำนาจของราชครูหรือรัชทายาท แต่กลับมุ่งตรงมาคุกเข่าต่อหน้ามู่หรงเสวี่ย "เรียนฮูหยิน มีม้าเร็วจากสนามรบนำของขวัญจากท่านแม่ทัพมามอบให้ท่านขอรับ" ทหารผู้นั้นเปิดกล่องไม้ใบทรงยาวออก ภายในคือดอกไม้น้ำแข็งหายากที่เติบโตบนหน้าผาสูงชันของแดนเหนือ มันถูกเก็บรักษาไว้ในโถแก้วที่แช่หิมะอย่างดีเพื่อให้ยังคงความสดสวย และเคียงข้างกันนั้นคือหัวใจเสือดาวน้ำแข็งที่ปรุงเป็นยาบำรุงกำลังชั้นเลิศ และที่สำคัญที่สุด คือจดหมายสั้น ๆ ที่วางเด่นหราอยู่บนของขวัญ มู่หรงเสวี่ยจงใจอ่านออกเสียงให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึก ‘ถึงเสวี่ยเอ๋อร์ของข้า ดอกไม้นี้ข้าปีนขึ้นไปเก็บมาด้วยตนเอง เพราะเห็นว่ามันงดงามเด็ดเดี่ยวเหมือนเจ้า ส่วนหัวใจเสือดาวนี้ จงกินเข้าไปเสีย จะได้มีแรงรับมือข้าในคราวหน้า ข้าไม่ชอบสตรีที่สลบไปตั้งแต่อุ่นเตียงไม่ทันจบ จงรอข้า อีกไม่นานข้าจะกลับไปทวงสัญญาคืนเข้าหอจากเจ้าให้ครบทุกชั่วยาม’ สิ้นเสียงอ่าน ทั่วทั้งห้องโถงเงียบกริบดุจถูกแช่แข็ง ใบหน้าของมู่หรงเจียวซีดเผือดด้วยความอิจฉาจนตัวสั่น ส่วนเหอจิ่งเว่ยกำหมัดแน่น ความแค้นและความเสียดายปะทุขึ้นในใจจนแทบกระอักเลือด ท่านราชครูเองก็อ้าปากค้าง ไม่คาดคิดว่าแม่ทัพที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตจะหลงเมียและเร่าร้อนถึงเพียงนี้ "ดูท่า ท่านแม่ทัพจะไม่ได้เห็นข้าเป็นเพียงอากาศธาตุอย่างที่พวกท่านคิดนะ" มู่หรงเสวี่ยปิดกล่องอย่างแช่มช้า แววตาสะใจฉายชัด "ในเมื่อหมดธุระแล้ว ข้าต้องขอตัวกลับไปบำรุงร่างกายรอสามีตามคำสั่ง" นางเดินออกจากจวนราชครูด้วยท่วงท่าผู้ชนะ ทิ้งให้เบื้องหลังคือไฟแห่งความริษยาที่เผาผลาญหัวใจของทุกคนที่เคยดูถูกนาง เมื่อขึ้นรถม้า มู่หรงเสวี่ยลูบกลีบดอกไม้น้ำแข็งเบา ๆ นางรู้ว่าจดหมายนั้นเซี่ยอี้เฟยจงใจเขียนให้คนอื่นรู้เพื่อกางปีกปกป้องนาง ทว่าความอบอุ่นที่ซึมลึกเข้าสู่หัวใจกลับเป็นของจริง "เซี่ยอี้เฟย ท่านช่างเป็นจอมโจรปล้นหัวใจที่ร้ายกาจนัก" นางยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดในสองชาติภพ ชีวิตใหม่ในจวนแม่ทัพเพิ่งเริ่มต้น และนางก็พร้อมแล้วที่จะเป็นยอดหญิงเคียงข้างยอดขุนพลผู้นี้ไปตลอดกาลแสงสีทองของดวงตะวันยามเช้าสาดส่องเหนือยอดทิวเขาชานเมืองหลวง ทอประกายระยิบระยับล้อกับหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกโบตั๋นป่าที่กำลังบานสะพรั่งเต็มลานเรือนตระกูลเซี่ย บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือด เสียงคมดาบ หรือความกลัวจากการทรยศหักหลังที่เคยตามหลอกหลอนมาสองชาติภพมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ริมระเบียงในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายด้วยด้ายเงินวาววับ เส้นผมดำขลับทิ้งตัวยาวสลวยถึงบั้นเอว ใบหน้าหวานล้ำอิ่มเอิบไปด้วยความสุขที่แท้จริงดวงตาคู่สวยที่เคยแฝงแววระแวดระวังและเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนดุจผิวน้ำในฤดูใบไม้ผลิ นางทอดสายตามองไปยังแปลงผักสวนครัวและสวนหม่อนที่นางกับสามีช่วยกันลงแรงปลูกไว้เมื่อวันก่อน ยามนี้มันเริ่มแตกยอดอ่อนสีเขียวขจีท้าทายแสงแดด"คิดเรื่องใดอยู่หรือ เสวี่ยเอ๋อร์"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งอบอุ่นที่สอดเข้ามาโอบกอดเอวของนางจากทางด้านหลัง เซี่ยอี้เฟยในชุดลำลองผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม แผงอกกว้างกำยำยังคงอุ่นร้อน ชายหนุ่มซบหน้าลงกับไหล่ของภรรยา สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนกายของนางเข้าปอดลึกราวกับไม่มีวันอิ่ม
สายลมโชยพัดพากลิ่นอายชื้นของดินและผืนป่าชานเมืองหลวง ทิ้งเบื้องหลังความวุ่นวายแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักไว้ไกลโพ้น ขบวนรถม้าเรียบง่ายทว่าแข็งแรงของอดีตแม่ทัพใหญ่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางสายเล็กที่ทอดยาวสู่ชานเมืองทิศใต้ ยามนี้บนรถม้าไม่ได้มีทองคำหรืออาวุธสงครามล้ำค่าอันใด มีเพียงหีบเสื้อผ้าไม่กี่ใบและร่างระหงของมู่หรงเสวี่ย ที่กำลังนั่งพิงแผงอกกว้างของเซี่ยอี้เฟยด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายที่สุดในชีวิตชายหนุ่มในชุดผ้าไหมธรรมดาสีน้ำเงินครามไร้เกราะเหล็กหนักอึ้ง ใช้แขนแกร่งโอบรัดเอวของภรรยาไว้หลวม ๆ พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปะทะแก้มเนียนอย่างรักใคร่ แววตาคู่คมที่เคยดุดันดุจเสือร้ายยามอยู่กลางสมรภูมิ บัดนี้กลับฉายประกายความคลั่งรักและเทิดทูนจนแทบจะล้นปรี่ออกมาทุกลมหายใจ"เสวี่ยเอ๋อร์ นั่งรถม้ามาครึ่งค่อนวัน เจ้าเหนื่อยหรือไม่ หากเจ้าเพลีย ข้าจะสั่งให้ขบวนหยุดพักผ่อนใต้ร่มไม้ก่อน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความห่วงใยประหนึ่งนางเป็นแก้วตาดวงใจที่อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อมู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา คลี่ยิ้มหวานละมุนที่ทำเอาคนมองหัวใจกระตุก "ข้ามิได้เหนื่อยเลยสักนิดเจ้าค่ะท่านพี่ ตรงกันข้าม ข
ท่ามกลางกลิ่นอายของความล่มสลายที่ปกคลุมจวนราชครูมู่หรงเซิ่น ความเงียบงันที่น่าใจหายคืบคลานเข้าแทนที่เสียงเจรจาของขุนนางที่เคยแวะเวียนมาประจบสอพลอ เมื่อราชโองการสายฟ้าฟาดประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ มิใช่เพียงมู่หรงเจียวที่ต้องรับยาพิษพระราชทาน มู่หรงเซิ่น ผู้เป็นบิดาและหัวหน้าตระกูล กลับต้องโทษฐานละเลยการอบรมบุตรและมีส่วนรู้เห็นในความฉ้อฉลของพรรคพวก แม้ฮ่องเต้จะยังทรงเห็นแก่คุณงามความดีในอดีตไม่สั่งประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร แต่โทษทัณฑ์การริบทรัพย์สินทั้งหมดและเนรเทศไปยังชายแดนตะวันตกอันทุรกันดารชั่วชีวิต ก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็นสำหรับบุรุษผู้ลุ่มหลงในอำนาจมาตลอดชีวิตมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลมู่หรงที่ถูกปิดผนึกด้วยตราประทับของราชสำนัก นางมองดูบิดาที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นนางเป็นเพียงผลประโยชน์ บัดนี้เขากลับมีผมที่หงอกขาวเพียงข้ามคืน เดินก้มหน้าโซเซถูกทหารหลวงควบคุมตัวไปรับโทษ แววตาของนางไม่ได้มีความแค้นเคืองที่แผดเผาอีกต่อไป ทว่ากลับเป็นความเยือกเย็นของการจบสิ้นวงจรแห่งวิบากกรรมที่เคยรั้งเหนี่ยวใจนางมาสองชาติภพ"จบสิ้นเสียที" มู่หรงเสวี่ยพึมพำกับสายลม แววตาคมปลาบของนางในยามนี้ก
หยาดน้ำค้างยามค่ำคืนเกาะกุมตามยอดหญ้าในอุทยานหลวงอันเงียบสงัด ทว่าความเงียบสงบภายนอกไม่อาจบรรเทาความเดือดดาลและกระวนกระวายใจของคนในตระกูลมู่หรงได้เลย ข่าวใหญ่เรื่องพระชายาเอกมู่หรงเจียวถูกตลบหลังจนมุมกลางท้องพระโรงในข้อหากบฏขายชาติ และอดีตรัชทายาทเหอจิ่งเว่ย ถูกถอดถอนมงกุฎไปคุมขังในตำหนักเย็นชั่วชีวิตแพร่สะพัดออกไปนอกวังหลวงราวกับไฟลามทุ่ง ยามนี้จวนราชครูตระกูลมู่หรงไม่ต่างจากสุสานที่ไร้เสียงสิ่งมีชีวิต ขุนนางน้อยใหญ่ที่เคยวิ่งเข้าหาซบอิงอำนาจต่างพากันหันหลังหนีและตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อเอาตัวรอดณ ห้องหับอันมืดสลัวในคุกหลวงที่ลึกลงไปใต้ดิน ไอเย็นและกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ แผ่ซ่านจนชวนให้ขนลุก ร่างของมู่หรงเจียวนั่งคุดคู้อยู่บนกองฟางแห้ง อาภรณ์งดงามที่นางเคยภาคภูมิใจยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโคลนและรอยฉีกขาด ใบหน้างดงามซูบซีดไร้สีเลือด แววตาที่เคยฉายประกายเย่อหยิ่งเหลือเพียงความว่างเปล่าระคนคลั่งแค้นเสียงฝีเท้าเบาบางดังกังวานขึ้นจากทางเดิน มู่หรงเจียวสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองดุจคนมีความหวังว่าจะมีใครมาช่วย ทว่าทันทีที่แสงโคมไฟส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือน หัวใจของนางพลันด
วังหลวงเช้าวันใหม่บรรยากาศภายในท้องพระโรงยามนี้กดดันจนขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นทรงพลังดังกังวานขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏกายของเซี่ยอี้เฟย ท่วงท่าองอาจดุดันเคียงข้างกายของเขาคือมู่หรงเสวี่ยในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองดูสง่างามดุจนางพญาหงส์ แววตาคู่สวยเยือกเย็นนิ่งสนิทราวกับกำลังเดินเข้าสู่กระดานหมากที่นางเป็นผู้คุมชะตาชีวิตของทุกคนบนบัลลังก์มังกรองค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาด้วยสายพระเนตรอันทรงอำนาจ ในขณะที่เหอจิ่งเว่ยและมู่หรงเจียว ที่ถูกทหารควบคุมตัวเข้ามาในข้อหาอื้อฉาว ยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางห้อง มู่หรงเจียวยังคงพยายามเชิดหน้า แสร้งทำเป็นสตรีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลั่นแกล้งดั่งเช่นหน้ากากบัวขาวที่นางเคยสวมใส่มาแต่อดีตชาติ"แม่ทัพเซี่ย เจ้าและฮูหยินเดินทางมาขัดการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ มีฎีกาด่วนอันใดงั้นหรือ" เสียงของฮ่องเต้ดังกังวานแฝงความสงสัยเซี่ยอี้เฟยก้าวเท้าไปเบื้องหน้า คุกเข่าลงอย่างหนักแน่น ทว่าแววตากลับคมกริบดุจปลายทวน "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมและฮูหยินมีคดีใหญ่ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของบ้านเมืองมาทูลถวาย ยามนี้กอง
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิดและเหน็บหนาวของเมืองหลวง แสงโคมไฟริบหรี่จากร้านขายของท้ายตลาดทอดเงายาวดูวังเวง ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าสถานที่อับชื้นและดูซอมซ่อแห่งนี้ จะเป็นรังลับของกองกำลังสายลับจากแคว้นเหนือที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อบ่อนทำลายราชสำนักขันทีเฒ่าผู้มีความโลภบังตาลอบเดินเลาะตามตรอกซอกซอยอับสายตา ทันทีที่มาถึงประตูหลังร้าน เขารีบเคาะประตูเป็นจังหวะลับเพื่อส่งมอบซองสีน้ำตาลหนาซึ่งภายในบรรจุแผนที่ค่ายทหารของปลอม ที่ มู่หรงเสวี่ยจัดฉากสลับเปลี่ยนไว้เรียบร้อยแล้วเขายังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าตนเองกำลังทำความชอบครั้งใหญ่ให้แก่พระชายาเอก"นี่คือแผนยุทธศาสตร์และแนวป้องกันของกองทัพ พระชายาสั่งให้พวกเจ้าลงมือทันทีที่จับสัญญาณได้" ขันทีเฒ่ากระซิบเสียงสั่นชายชุดดำผู้รับสารยิ้มเหี้ยม แววตาคมกริบฉายประกายละโมบ "ดีมาก บอกพระชายาของเจ้า เมื่อแคว้นเหนือบุกยึดชายแดนและส่งยอดฝีมือเข้าเมืองหลวง ตำแหน่งฮองเฮาจะตกเป็นของนางอย่างแน่นอน"ทว่า ทันทีที่ซองสารเปลี่ยนมือและขันทีเฒ่าหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับวังหลวง เสียงนกแสกขยับปีกดังกังวานกึกก้องไปทั่วสี่ทิศ พลันปรากฏร่างเงาสายลับในชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบทองของกอง
ภายใต้แสงโคมสลัวในห้องโถงตะวันออกของจวนราชครู บรรยากาศดูหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความโลภที่กระจายออกมาจากแววตาของสตรีสองแม่ลูก อนุหลิน ผู้มีความงามแบบดอกไม้ป่าที่เริ่มร่วงโรยพยายามปั้นยิ้มประจบเอาใจ ขณะที่มู่หรงเจียวนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย สายตาของทั้งคู่จดจ้องไปยังหีบไม้จันทน์หอมสลักลาย
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูสดใสแฝงไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำ ร้านผ้าแพรไหมที่ขึ้นชื่อว่าประณีตที่สุดในใต้หล้า บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยขบวนรถม้าหรูหราจากสองจวนใหญ่ที่บังเอิญมาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมายมู่หรงเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าในอาภรณ์สีขาวนวลตา ท่วงท่าของนางสงบนิ่งเมื่อนางเดินเข้าไปภายในร้าน สายตาพลันปะ
ณ ค่ายทหารชายแดนเหนืออันทุรกันดาร ลมหนาวพัดกระโชกหอบเอาละอองทรายมาปะทะกับกระโจมใหญ่ กลิ่นอายของคาวเลือดและเขม่าไฟยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบงันกลับปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณยามที่ขันทีจากเมืองหลวงคลี่ราชโองการสีเหลืองทองออกเซี่ยอี้เฟย แม่ทัพใหญ่ผู้ครองฉายาปีศาจกระหายเลือด นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม
สายลมยามบ่ายพัดผ่านศาลาริมสระบัวภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก กลิ่นอายของดอกบัวหอมระรื่นไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบกายของมู่หรงเสวี่ยผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย นางกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบรอรถม้าของตระกูล ขณะนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยจนน่ารำคาญกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังนางไม่หันไปมอง แต่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ







