Masukณ ตำหนักองค์รัชทายาท
โจวหยางอวี้กำลังเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงชมบุปผา แม้จะรู้ว่างานเลี้ยงในครั้งนี้พระมารดาคิดจะจับคู่ให้เขากับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ ทว่าโจวหยางอวี้ก็หาได้เกรงกลัว เพราะเขามีสตรีในดวงใจอยู่แล้ว และวันนี้เขาก็คิดที่จะบอกความรู้สึกของตนให้นางได้รับรู้
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดเช่นนั้น จู่ๆ ลูกธนูดอกหนึ่งที่ไม่รู้ว่าพุ่งมาจากทิศทางไหนก็ปักเข้าตรงฉากกั้นที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่โจวหยางอวี้ยืนอยู่เท่าใดนัก
“มีคนปองร้ายองค์รัชทายาท!”
ทหารองครักษ์รีบเข้ามาคุ้มกันโจวหยางอวี้ทันทีที่เห็นว่ามีลูกธนูพุ่งเข้ามาในตำหนัก ทว่าโจวหยางอวี้กลับยกมือขึ้นห้าม เมื่อเห็นว่าบนหัวธนูมีจดหมายฉบับหนึ่งปักอยู่
เขายื่นมือไปดึงลูกธนูดอกนั้นออกมา จากนั้นจึงเปิดอ่านเนื้อหาที่อยู่ด้านใน
‘ลู่ฟางหนิงกำลังตกอยู่ในอันตราย’
หลังได้อ่านเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้น โจวหยางอวี้ก็รีบออกจากตำหนักไปทันที แม้จะไม่มั่นใจนักว่าจดหมายที่ส่งมาให้เขาเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก แต่เมื่อข้อความที่อยู่ด้านในนั้นมีชื่อของลู่ฟางหนิงปรากฏอยู่ ต่อให้เป็นเรื่องโกหกเขาก็ยินดีออกไปช่วยนาง
“องค์รัชทายาทได้โปรดหยุดก่อนพ่ะย่ะค่ะ จดหมายฉบับนี้มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน บางทีอาจจะเป็นหลุมพรางที่ใครบางคนสร้างขึ้นมาเพื่อให้พระองค์ออกจากพระราชวัง กระหม่อมจะรีบไปตรวจสอบให้เดี๋ยวนี้ พระองค์ทรงประทับรออยู่ที่ตำหนักก่อนเถิด”
‘ไห่เฉิง’ องครักษ์ประจำกายของโจวหยางอวี้เอ่ยขึ้น หากองค์รัชทายาทรีบร้อนออกจากตำหนักโดยไม่ตรวจสอบที่มาที่ไปของจดหมายให้ชัดเจนเสียก่อน เกรงว่าจะตกหลุมพรางของคนอื่นเอาได้ง่ายๆ ที่สำคัญงานเลี้ยงก็ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว อีกไม่นานคนของฮองเฮาต้องมาเชิญองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นจะแจ้งฮองเฮาว่าอย่างไรเล่า
“แม้จดหมายปริศนาฉบับนี้จะเป็นหลุมพรางของคนที่คิดร้ายต่อข้า ข้าก็ยินดีไปช่วยนาง”
โจวหยางอวี้หาได้สนใจคำตักเตือนขององครักษ์ ภายในจิตใจของเขาร้อนรุ่มเพราะเป็นห่วงลู่ฟางหนิง กลัวว่านางจะตกอยู่ในอันตรายจริงๆ เขาจึงรีบออกจากพระราชวังโดยไม่มีทหารติดตามไปด้วย จะมีก็เพียงแค่องครักษ์ประจำกายประมาณสี่ห้าคนเท่านั้น
หลังจากที่โจวหยางอวี้ออกไปแล้ว คนของเซวียกุ้ยเฟยที่แฝงตัวอยู่ในตำหนักรัชทายาทก็รีบร้อนออกไปแจ้งข่าวให้เจ้านายของตนเช่นกัน
เซวียกุ้ยเฟยรอฟังข่าวอยู่ภายในตำหนักอย่างใจเย็น เมื่อสายของตนที่วางเอาไว้เข้ามารายงาน พระนางก็สั่งให้นางกำนัลข้างกายส่งจดหมายไปให้กับนักฆ่าสกุลเซวียทันที
อีกด้านหนึ่งของเมืองหลวง รถม้าของสกุลลู่เคลื่อนตัวไปตามถนนสายหลักเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่พระราชวัง ลู่อวิ้นเหมยนั่งอยู่ด้านในนั้นด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องที่ลู่ฟางหนิงเอ่ยบอกกับนางก่อนหน้านี้ว่าไม่ต้องการเข้าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาและให้นางมาแทนเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่เมื่อโอกาสมาเยือนตรงหน้าแล้ว ต่อให้เรื่องที่ลู่ฟางหนิงเอ่ยมาเป็นเรื่องโกหก นางก็จะคว้าเอาไว้
โจวหยางเทียนที่แอบซุ่มรอเวลา เมื่อเห็นว่ารถม้าที่มีตราประจำตระกูลลู่เคลื่อนมาถึงจุดหมายที่เขาวางเอาไว้แล้ว เขาก็ส่งสัญญานให้พี่น้องสกุลเฟยลงมือทันที
เฟยหง เฟยเยว่ เฟยหลินและเฟยหรานเมื่อได้รับสัญญานจากโจวหยางเทียน พวกเขาทั้งสี่คนก็รีบสวมผ้าคลุมหน้า ก่อนจะกระโจนออกไปขวางรถม้าของสกุลลู่เอาไว้
“พวกเจ้าเป็นใคร?” คนขับรถม้าสกุลลู่เอ่ยถามด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ก็มีกลุ่มคนปริศนาเข้ามาขวางรถม้าเอาไว้ อีกทั้งท่าทางของพวกเขาก็ดูไม่น่าไว้วางใจสักเท่าใดนัก
”เกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ?” ลู่อวิ้นเหมยที่นั่งอยู่ด้านในเอ่ยถามคนขับรถม้า เมื่อพบว่ารถม้าที่นางนั่งมาหยุดกะทันหัน ทว่านางไม่ได้ยินเสียงตอบกลับจากคนขับรถม้า นอกจากเสียงต่อสู้ฟาดฟันกันด้านนอก
“คุณหนู พวกเราถูกซุ่มโจมตี!” คนขับรถม้าเอ่ยได้เพียงเท่านั้น ร่างของเขาก็ถูกเหล่าพี่น้องสกุลเฟยถีบกระเด็น ลู่อวิ้นเหมยตกใจมากที่ได้ยินเช่นนั้น ขณะที่ปลายดาบของหนึ่งในพี่น้องสกุลเฟยกำลังจะพุ่งเข้ามาในรถม้า ประกายดาบแหลมคมของโจวหยางอวี้ก็ลอยมาขัดขวางเอาไว้ได้ทันเวลาเสียก่อน
ลู่อวิ้นเหมยนั่งตัวสั่นอยู่ในรถม้า ไม่คาดคิดว่านางจะต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์ที่อันตรายขนาดนี้ ในตอนนั้น นางก็นึกขึ้นได้ว่าสาเหตุที่ลู่ฟางหนิงให้นางมาแทนเพราะรู้ว่าเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับนาง ครั้นคิดเช่นนั้นประกายตาของนางก็แฝงไปด้วยความโกรธแค้น
ลู่ฟางหนิงคิดจะใช้นางเป็นเหยื่อล่อกระนั้นหรือ!
ด้วยความโกรธเมื่อรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแผนการของลู่ฟางหนิงที่ลวงให้นางมาพบกับอันตราย ลู่อวิ้นเหมยก็ยกม่านขึ้น ก่อนจะมองออกไปด้านนอกหน้าต่างเพื่อหาทางหนีให้กับตนเอง แต่แล้วสายตาของนางก็ปะทะเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของบุรุษผู้หนึ่ง แม้นางจะไม่เคยพบเจอกับเขามาก่อน แต่ภาพวาดของเขาที่นางซื้อมาจากจิตรกรฝีมือดีก็ทำให้นางรับรู้ได้ในทันทีว่าบุรุษที่กำลังช่วยนางอยู่ในตอนนี้คือองค์รัชทายาท
“เหตุใดองค์รัชทายาทถึงอยู่ที่นี่ได้?”
ภายในหัวของลู่อวิ้นเหมยต่างเต็มไปด้วยคำถาม อีกทั้งหัวใจยังเต้นสั่นไหวไม่เป็นจังหวะเมื่อได้พบกับโจวหยางอวี้ บุรุษที่นางเฝ้าใฝ่ฝันถึง แต่กระนั้นนางก็พยายามควบคุมตนเอง ก่อนจะปิดม่านลง
แม้ตอนนี้ด้านนอกจะมีกลุ่มโจรดักซุ่มโจมตีรถม้าของนางอยู่และนางรู้สึกหวาดกลัวมากขนาดไหน แต่นางก็เชื่อมั่นว่าองค์รัชทายาทจะต้องเอาชนะกลุ่มโจรที่มาดักซุ่มทำร้ายนางได้แน่ รอแค่เวลานั้นมาถึง นางจะต้องเอ่ยขอบคุณเขา และหลังจากนั้นการหาทางใกล้ชิดเขาก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
พี่น้องสกุลเฟยกำลังปะทะอยู่กับโจวหยางอวี้ พวกเขามิได้ลงมือเต็มกำลังเพราะลู่ฟางหนิงสั่งเอาไว้ว่าให้พวกเขาแสร้งแสดงละครให้โจวหยางเทียนตายใจเท่านั้น
โจวหยางเทียนแอบซุ่มอยู่มุมหนึ่ง เมื่อพบว่าโจวหยางอวี้ปรากฏตัวขึ้นและกำลังทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม เขาก็ส่งสัญญานให้กับนักฆ่าสกุลเซวียลงมือ
ลู่ฟางหนิงที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ห่างๆ เมื่อเห็นว่าโจวหยางเทียนกำลังส่งสัญญานให้กับใครบางคน นางก็มองตามมือของเขาขึ้นไป ก่อนจะพบว่ามีนักฆ่าสามคนที่แฝงตัวอยู่บนชั้นสองของร้านอาหารแห่งหนึ่ง พวกเขากำลังเล็งธนูไปทางโจวหยางอวี้ซึ่งตอนนี้กำลังต่อสู้อยู่กับเหล่าพี่น้องสกุลเฟย ไวเท่าความคิด ลู่ฟางหนิงในชุดคลุมสีดำทั้งตัวก็พุ่งไปยังชั้นสองของร้านอาหารแห่งนั้นทันที
นักฆ่าสกุลเซวียเห็นว่ามีคนเข้ามาขัดขวางแผนการของพวกเขา ไม่นานหลังจากนั้นบนชั้นสองของร้านอาหารก็เกิดการต่อสู้กันขึ้น ลู่ฟางหนิงมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจ นักฆ่าสามคนนี้นางสามารถจัดการได้อย่างสบายๆ หนึ่งในนั้นรู้ว่าพวกเขาต้องสู้คนที่มาขัดขวางไว้ไม่ได้แน่ๆ และหากว่าแผนการของพวกเขาล้มเหลว คนผู้นั้นจะต้องไม่ไว้ชีวิตของพวกเขาอย่างแน่นอน
ในขณะที่เพื่อนนักฆ่าสองคนกำลังต่อสู้อยู่กับบุคคลปริศนาที่เข้ามาขัดขวาง นักฆ่าคนนั้นก็ง้างลูกธนูที่เคลือบยาพิษไว้บนหัวธนูขึ้น ก่อนจะเล็งไปทางองค์รัชทายาทที่ยามนี้กำลังต่อสู้อยู่กับกลุ่มของพี่น้องสกุลเฟย
ลู่ฟางหนิงเพิ่งกำจัดนักฆ่าสองคนได้สำเร็จ ทว่าขณะที่นางกำลังจะหันไปจัดการอีกหนึ่งคนที่เหลือ นางก็พบว่าลูกธนูของนักฆ่าคนนั้นพุ่งออกจากคันตรงไปยังร่างของโจวหยางอวี้ที่อยู่ด้านล่างแล้ว
“ไม่นะ!”
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
ยามนี้ด้านนอกกำแพงเมืองหลวงมีกองทัพสกุลลู่นับหมื่นนายพร้อมอาวุธครบมือ ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงต่างอกสั่นขวัญผวาเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทหารรีบปิดประตูเมืองไม่ให้ผู้ใดเข้าออก ส่วนประชาชนทั้งหมด ทางการได้จัดหาสถานที่ปลอดภัยเอาไว้ให้แล้ว หากว่าเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นทหารสกุลลู่ยังคงลังเลเ
ในขณะที่ภายในงานเลี้ยงเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ราชองครักษ์ต่างก็กรูกันเข้ามาคุ้มครองโจวฮ่องเต้ หนิงอ๋องให้คนของตนพาหมอเทวดาออกไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว จากนั้นเขากับโจวหยางอวี้ก็ชักดาบออกมา ก่อนจะเข้าห้ำหั่นกับพวกกบฏโจวหว่านถิงเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย นางกำนัลและองครักษ์รีบเข้ามาคุ้มกันนางทันที
วันถัดมา โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงขอบคุณให้กับหนิงอ๋องและหมอเทวดาตงหยางอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงที่มีอยู่แล้วของหมอเทวดาตงหยางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่เขาสามารถรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทจนหายขาดได้งานเลี้ยงในวันนี้ นอกจากจะมีเหล่าเชื้อพระวงศ์เข้าร่วมแล้ว โจวฮ่องเต้และหวังฮองเฮาย
หลังจากปรึกษาหารือกับบิดาและพี่ชายทั้งสองเสร็จสิ้น ลู่ฟางหนิงก็ตรงไปยังเรือนของลู่อวิ้นเหมยซึ่งอยู่ท้ายจวนสกุลลู่ นางมาที่นี่เพราะต้องการพิสูจน์ว่าลู่อวิ้นเหมยเป็นคนที่ขโมยตราแม่ทัพไป เพื่อช่วยเหลือโจวหยางเทียนจริงหรือไม่ และหากว่าใช่นางจะทำอย่างไรกับพี่สาวต่างมารดาคนนี้ดีหลังจากที่เห็นลู่ฟางหนิงป