LOGINเฉิงอี้เฟยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่หญิงสาวสัมผัสมองเห็นหลังเปิดเปลือกตาขึ้นคือความมืด เฉิงอี้เฟยขมวดคิ้วนึกคิดชั่วขณะหนึ่ง หวนนึกถึงความทรงจำสุดท้าย ทว่าสิ่งที่จำได้กลับมีเพียงเหตุการณ์ก่อนจะตื่นขึ้นมาในสถานที่แห่งนี้
เจ้าของดวงตาสับสนยื่นมือออกไปรอบตัวอย่างสะเปะสะปะด้วยใจคาดหวังว่าจะสัมผัสอะไรได้ แล้วเธอก็พบว่าตัวเองเหมือนจะอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่กว่าตัวนิดหน่อย
“อึก ปวดหัว” คนพึ่งได้สติยกมือขึ้นจับหัว ภาพความทรงจำไม่คุ้นเคยพรั่งพรูเข้ามาจนใบหน้าบิดเบี้ยว เม็ดเหงื่อผุดผายตามใบหน้า
หญิงสาวพยายามหายใจเข้าออกแต่อากาศภายในก็น้อยเหลือเกิน
แค่อาการปวดหัวก็ทรมานมากกว่าแล้วยังจะหายใจยากอีก!!
เฉิงอี้เฟยคิดอย่างหัวใจ ยกมือทุบผนังแคบ
ตึง!!
เสียงตรงหน้าทำให้คนสองคนที่กำลังยื้อยุดกันอยู่หยุดชะงัก
จางอี้เปาหันมองโลงศพตรงหน้านิ่ง เป็นฝ่ายได้สติก่อนมารดายื่นมือออกไปคว้าปากก็พูดขึ้นมาว่า
“ท่านแม่ ท่านแม่อยู่ในนั้นใช่ไหมขอรับ ฮึก ท่านแม่ อาเปาจะหาท่านแม่!!”
จางหลิวได้สติตามมา แม่ทัพหนุ่มรับวางบุตรชายลงข้างกาย กระชากฝาโลงเปิดออก
และทันทีที่ดวงตาทั้งสองสบเข้าด้วยกันแม่ทัพหนุ่มถึงกับแข็งค้าง
ยังหายใจอยู่
เฉิงอี้เฟยตรงหน้าเขายังหายใจ นางยังขยับได้ แถมยังสบตาเขาได้อีกด้วย
หัวใจแม่ทัพสั่นไหวยื่นมือสั่น ๆ ออกไป เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นะ...น้องหญิง?”
คนถูกเรียกกะพริบตาถี่ ๆ เพียงแค่มองสบตาเขาความรู้สึกคิดถึงพลันไหลทะลักออกมา
“จางหลิว” น้ำเสียงเบาหวิวแต่กระแทกใจคนฟัง
ร่างบางเบาหวิวถูกคนตัวสูงดึงเข้าสู่อ้อมกอด จมูกซุกซบศอกคอสูดดมกลิ่นหอม ใช้ริมฝีปากสัมผัสแก้มนวลตรวจสอบร่างกายของนางว่าอบอุ่นหรือไม่
และทันทีที่เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างบาง หยาดน้ำสีใสก็ไหลลงมาจากหางตา
“น้องหญิงเจ้ากลับมาแล้ว กลับมาอยู่ข้างข้า”
เฉิงอี้เฟยสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก สติเองก็กลับคืนมาเพียงส่วนหนึ่ง ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังยกแขนขึ้นกอดชายหนุ่มหลังสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดสั่นไหวและหยาดน้ำตาบริเวณไหล่บาง
เขากำลังร้องไห้เพียงแค่ได้เห็นว่าเธอฟื้นขึ้นมา
คนถูกสวมกอดชะงักกึก ซุกซบใบหน้าเข้าหาลำคอระหง กระชับอ้อมแขนให้แน่นมากขึ้นกว่าเดิม เงียบฟังเสียงหัวใจจากกายบาง
เพียงแค่ได้รับสัมผัสอบอุ่นจากเฉิงอี้เฟยจางหลิวก็แน่ใจว่ายิ่งกว่าเดิม
ภรรยากลับมาแล้วนางยังคงมีลมหายใจอยู่ หาใช่ร่างไร้วิญญาณเฉกเช่นเมื่อวาน เขาไม่สงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดคนที่ตายไปแล้วถึงได้ฟื้นคืน
ไม่สิจางหลิวไม่อยากจะนึกสงสัยเสียมากกว่า ขอแค่นางกลับมาไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดเขาก็ยินดีทั้งสิ้น และหากหลังจากนี้มีเรื่องใดเกิดหรือข่าวลือใดเกี่ยวกับการกลับมาของนางเกิดขึ้น เขาก็พร้อมจะเป็นกำแพงคอยปกป้อง ขอแค่นางไม่จากกันไปอีกครั้งก็พอ
“ท่านแม่ ฮึก ท่านแม่ ! อาเปาคิดถึง” เด็กชายตัวน้อยเห็นบิดาเอาแต่กอดมารดาแน่นจึงขยับชายเสื้อเอ่ยออกมาด้วยความน้อยใจ
อาเปาก็อยากจะกอดท่านแม่เหมือนกัน แต่ท่านพ่อที่ทำอาเปาเสียใจกลับไม่ยอมปล่อยให้อาเปาได้กอดท่านแม่
ท่านแม่ทัพหนุ่มที่เริ่มหายจากอาการตกใจผละตัวออกหลุบสายตาตามองลูกน้อย โน้มตัวลงอุ้มจางอี้เปาขึ้น
“ภรรยาเจ้ายังคงลูกของเราได้ไหม?”
เฉิงอี้เฟยมองจางหลิวหันสายตามองเด็กชายตัวน้อย ยื่นนิ้วโป้งออกมาเช็ดน้ำตาบริเวณหางตาให้ ริมฝีปากประดับรอยยิ้มอ่อนโยน
“มาให้แม่อุ้มหน่อย”
เพียงเท่านั้นร่างเล็กก็โผเข้าหามารดา แขนเล็กกอดคอมารดาแน่น
“ฮึก ท่านแม่อาเปาคิดถึง อาเปาไม่ลา ไม่อยากเอ่ยลา”
เฉิงอี้เฟยนิ่งเงียบ ใช้มือลูบศีรษะลูกน้อยปลอบโยน ในหัวคิดเกี่ยวกับคำพูดของลูกชาย
ก่อนจะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองถูกครอบครัววางแผนฆ่าตาย พอฟังจากคำพูดและบรรยากาศรอบกายตอนนี้ตนคงอยู่ในโลงศพ ส่วนสองพ่อลูกก็คงจะกำลังร่ำลาเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนนำไปเผา
โชคดีที่ตื่นขึ้นมาก่อน ถ้าตื่นขึ้นมาหลังถูกฝังไปแล้วเธอคงได้ขาดอากาศหายใจตายไปอีกรอบ
ชายสูงวัยที่ถูกบรรยากาศสูงศักดิ์ทำให้สั่นกลัวคลายความรู้สึกประหม่าลง ต้องขอบคุณท่าทางของพระชายา ไม่อย่างนั้นแล้วจนถึงตอนนี้ร่างกายเขาก็คงยังไม่หยุดสั่นดวงตาคนผ่านโลกมามาก มองหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี แม้ท่านแม่ทัพจะนิ่งเงียบไปบ้าง ทว่าสายตาที่ท่านมองพระชายานั้นล้วนเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่อย่างสุดซึ้ง“ฮุ่ยหมิงยิ้มหน่อยสิ พอท่านยิ้มแล้วจะยิ่งน่ามอง รูปปั้นดินเหนียวนี้หลังเสร็จแล้วข้าจะนำไปตั้งไว้ในห้องของเรา ท่านว่าดีหรือไม่?”คำว่า ห้องของเรา ทำคนฟังหัวใจอ่อนระทวยเผยยิ้มอ่อนโยน ยื่นมือออกมาโอบเอวภรรยา“ดี” คำตอบสั้น ๆ แต่กลับสามารถสั่นไหวหัวใจดวงน้อยได้เฉินเหมยลี่ฉีกยิ้มกว้างให้เขา ขยับกายเล็กน้อยปรับท่านั่งให้ถนัดแล้วขยับปากเอ่ยกับคนตรงหน้า“ท่านลุงเริ่มได้เลย”ชายสูงวัยเร่งรีบตอบรับแล้วเริ่มขยับมือนวดดินเหนียวในมือให้นุ่มพอที่จะใช้ปั้นบนถนนคับคั่งไปด้วยผู้คนเดินสวนกันไปมา บ้างมาเป็นครอบครัว บ้างมาเป็นกลุ่มสหาย บ้างมาเป็นคู่คนมาเป็นคู่เดินเคียงกันท่าทางขัดเขิน เมื่อไหล่ทั้งสองกระทบกันก็จะหันมาสบสายตาแลกเปลี่ยนรอยยิ้มมีความสุขหรือไม่หากคนใดยังไม่มีคู่ บางครั้งการเดินเบียดเสียดกันจนผ้าเช
“ภรรยา...”“...”“ภรรยาอย่าได้นิ่งเงียบเช่นนี้เลย ถึงเจ้าจะไม่พอใจแต่พี่ก็ไม่มีความคิดจะขอโทษ”“...” ตวัดสายตามอง ก่อนจะหันกลับไปเดินต่อ“ภรรยา อย่าโกรธเลยนะ ที่ทำเช่นนี้เพราะรักพี่เจ้ามาก”แม่ทัพหนุ่มเดินตามหลังภรรยาเหมือนลูกไก่เดินตามแม่ไก่ แต่แม่ไก่กลับไม่คิดผ่อนฝีเท้าลงโชคดีที่ช่วงขาเขายาวกว่าภรรยาไม่ว่าอีกฝ่ายจะเดินเร็วแค่ไหนก็ตามทัน“ภรรยา”“หากท่านยังเรียกข้าด้วยน้ำเสียงเช่นนี้อีกวันนี้ข้าจะไม่พูดกับท่าน”“...” หลงฮุ่ยหมิงปิดปากฉับ ก่อนจะเผยรอยยิ้มมีความสุข ก้าวมายืนข้างกาย“เจ้าหายโกรธพี่แล้ว?”เงยหน้ามองคนกระดี๊กระด๊ามีความสุข“ข้าไม่ได้โกรธท่าน ข้าเพียงโมโหที่ท่านทำอะไรไม่รู้จักคิด”“ภรรยาการที่สามีฝากร่องรอยของตนไว้บนตัวภรรยาหาใช่เรื่องไม่รู้จักคิด”เฉินเหมยลี่ยกมือปิดปากอีกฝ่าย หันซ้ายหันขวาสีหน้าตื่นตระหนก“ท่านยังคิดจะพูดออกมาอีก! ไม่รู้สึกอายหรืออย่างไร?!” เหมยลี่ถลึงตามองเขา ใบหูแดงก่ำหลงฮุ่ยหมิงมองสีหน้าแดงระเรื่อของภรรยา กระตุกยิ้มมุมปาก จับมือที่ปิดปากออกโน้มหน้าเข้าใกล้ กระซิบเสียงเบาข้างหู “ภรรยาต้องขออภัยที่ทำให้เจ้าเขินอาย ทว่าใบหน้าขัดเขินของเจ้าช่างน่ามองยิ
ยามวสันต์มาเยือน ลมหนาวพัดพาให้รู้สึกเดียวดาย“ใครกันที่แต่งกลอนเช่นนี้ให้น้องหญิงได้ยิน ตัวเจ้าไม่เหมาะกับบทกลอนเช่นนี้เลย” หลงฮุ่ยหมิงก้าวเข้ามาสวมกอดภรรยา เงยหน้ามองท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว“น้องเพียงกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้มีเหตุผลใดมากนัก” เฉินเหมยลี่เอนกายพิงหน้าอกแกร่ง ยกมือขึ้นวางทับมือเขา“ท่านพี่น้องอยากออกไปเที่ยวด้านนอก อยากไปชมเทศกาลโคมลอย”“น้องอยากไปลอยโคมให้ใครหรือ?”คนฟังขมวดคิ้วดูชายผู้นี้สิ แต่งงานกันมาร่วมครึ่งปีแล้วยังคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องได้อยู่อีกเฉินเหมยลี่หันหน้าเข้าหา เงยหน้ามอง ยกมือขึ้นจับคางบังคับให้ก้มหน้ามองกัน“คิดมากอันใดของท่าน ใต้หล้านี้ใครเลยจะไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพใหญ่แต่งบุตรสาวตระกูลเฉินเป็นพระชายา ซ้ำยังรักใคร่ลึกซึ้ง ท่านแสดงออกว่าหวงแหนข้ามากเสียขนาดนี้จะยังมีบุรุษบ้านใดกล้ามองข้าเชิงนั้นอยู่อีกหรือ”“เจ้าอยากให้คิด?”เหมยลี่กระตุกยิ้ม“น้องว่าคิดก็ดีนะเจ้าคะ จะได้ลองออกไปเปิดหูเปิดตาดูบ้าง อยู่แต่ในบ้านมองหน้าท่านไปนาน ๆ น้องเองก็เริ่มเบื่อแล้ว”หลงฮุ่ยหมิงขมวดคิ้ว อุ้มคนตัวลอย“ในเมื่อน้องหญิงเบื่อเช่นนั้นพวกเรามาสร้างความตื่นเต้นกันดีกว่า เจ้
เฉินเหมยลี่มองเขาพลางถอนหายใจยาวส่วนนั้นของนางยังเจ็บเสียดอยู่ยังไม่พร้อมรับความแข็งขืนของเขาเข้ามาในตอนนี้ แต่จะปล่อยเขาเอาไว้อย่างนี้ก็ไม่ได้อีกไหน ๆ อีกฝ่ายก็ยอมรับผิดโดยการนวดให้แล้ว นางจะให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แล้วกัน“ช่วยดึงข้าลุกขึ้นหน่อย”หลงฮุ่ยหมิงทำตาม ประคองภรรยาลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตรงนั้นยังชี้โด่“นั่งนิ่ง ๆ แล้วอย่าสัมผัสข้า”“...” หลงฮุ่ยหมิงไม่เข้าใจคำพูดภรรยา แต่ไม่นานนักเขาก็เข้าใจในสิ่งที่นางพูด เมื่อมือเรียวสวยยื่นออกมาสัมผัสส่วนแข็งขืน ขยับรูดมือขึ้นลงเบา ๆ“อื้มมม ภรรยา” ยกมือขึ้นหวังดันคนตัวเล็กออก“อย่า หยุดมือท่านแล้ววางไว้ข้างกาย”มือหนาถูกเก็บกลับไปดวงตาดำขลับสั่นไหวเล็กน้อย มองเฉินเหมยลี่ขยับมือรูดส่วนนั้นขึ้นลงไม่กี่ครั้งแล้วจัดแจงปลดเปลื้องอาภรณ์ฮุ่ยหลิงน้อย ใช้ปลายนิ้วแตะเบา ๆ วนส่วนหัวเล่น“อื้ออ” ชายหนุ่มเชิดหน้าขึ้นสัมผัสเพียงแผ่วเบาก็ทำเขาอ่อนไหวมากขนาดนี้แล้วคนมองกระตุกยิ้มชอบใจ ขยับนั่งคุกเข่าตรงหน้า ปลายนิ้วช้อนผมซึ่งตกลงปรกหน้าขึ้นทัดหู โน้มหน้าเข้าหาแก่นกาย แลบลิ้นเรียริมฝีปากแห้งผาก ก่อนจะตวัดลิ้นเลียวนรอบส่วนปลาย“ภรรยา อื้อ เจ้า คิดจะท
“ท่านหมอพระชายาเป็นอย่างไรบ้าง”“เรียนท่านอ๋องพระชายาเพียงใช้กำลังมากเกินไปอย่างกะทันหันจึงป่วยไข้ขึ้นมาขอรับไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง ข้าจะจัดเทียบยาให้ต้มดื่มสักสองสามวันก็จะหายเป็นปกติขอรับ”พอได้ฟังคำอธิบายจากปากหมอชรา หลงฮุ่ยหมิงถึงกับยกมือขึ้นปิดปากกระแอมไอเหลือบสายตามองแววตาขุ่นเคืองของพระชายาใครจะไปคิดว่าการร่วมรักเพียงครั้งเดียวจะทำให้พระชายาถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ เขาก็ว่าตนเองยับยั้งชั่งใจมากแล้วนะ ถึงได้ทำเพียงแค่ครั้งเดียวแม้จะเป็นครั้งเดียวที่กินเวลานานกว่าหนึ่งชั่วยามก็ตาม...“ในเมื่อพระชายาไม่เป็นอะไรมาก เช่นนั้นหมอชราผู้นี้ขอตัวก่อนขอรับ ก่อนกลับข้าจะเขียนเทียบยาให้”“ขอบคุณท่านหมอมาก เชิญท่าน” หลงฮุ่ยหมิงทำมือเชื้อเชิญ ปล่อยให้หมอชราเดินออกจากห้องหอไปพร้อมต้าต่านเมื่อเหลือกันเพียงสองคนชายหนุ่มจึงเดินมาหยุดข้างเตียง ดึงเก้าอี้ด้านข้างมาหย่อนตัวนั่ง“พระชายาเป็นเช่นไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่?”“...” เฉินเหมยลี่ยังคงมองเขานิ่ง“พระชายาพี่ไม่ได้ตั้งใจทำจนเจ้าป่วยไข้ ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ครั้งเดียวเจ้าก็ล้มป่วยแล้ว...” ปลายเสียงเบาหวิวเมื่อสายตาที่มองมาน่ากลัวขึ้นกว่าเดิมเพิ่
“ภรรยาเจ้าชอบตรงนี้ใช่หรือไม่?” คำเรียกขานที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันกระตุ้นให้ขอบหูขาวเนียนแดงระเรื่อเหมยลี่กัดริมฝีปากเขินอาย หลบสายตาไม่กล้ามองนัยน์ตาร้อนแรง“อึก อื้อออ!!”ลิ้นร้อนแทรกผ่านส่วนอ่อนไหวเข้าไปสัมผัสความอ่อนนุ่มด้านในหลงฮุ่ยหมิงใช้ลิ้นปรนเปรอจนนางเคลิ้มไหวส่งเสียงร้องระงมให้ได้ยินเต็มสองหูสองขาเรียวยกขึ้นเกี่ยวคอชายหนุ่ม ขณะที่สองมือขยำผ้าปูที่นอนจนยับยู้ยี่ บิดเร่าร่างกายไปมาสมองเริ่มมึนเบลอคิดอะไรไม่ออก สติเองก็เริ่มเลือนราง ตอนนี้สิ่งที่ติดอยู่ในห้วงความคิดมีเพียงความต้องการอันยากจะอดกลั้น“อึก ฮุ่ยหมิง สามี ฮึก ข้า ข้า...ต้องการท่าน” น้ำเสียงแหบพร่า ขาดหายและเว้าวอนหลงฮุ่ยหมิงดันศีรษะขึ้นมองใบหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยอารมณ์ความต้องการ กระตุกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มร้าย ยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าชื้นเหงื่อ“ภรรยาส่วนนี้ของเจ้ายังคับแคบนัก ข้าเกรงว่าจะไม่สามารถรองรับตัวข้าได้”“แต่ว่าข้า ข้า”“ภรรยาเชื่อข้านะ ข้าไม่อยากทำให้เจ้าเจ็บตัว”ดวงตาปรือปรอยตวัดมองคนที่ยังยิ้มทั้งที่นางเอ่ยขอถึงขนาดนี้แล้วด้วยความโมโห“ท่านจะทำหรือไม่ทำ?”“...”ไม่รอฟังคำตอบคนถูกกระตุ้นจนแทบจะ







