LOGIN“ข้าไม่เป็นไร เจ้ามาก็ดีแล้ว... ไปนำสำเนาบัญชีสินเดิมของข้าทั้งหมดมาที”
“เอ๋? แต่คุณหนูเจ้าคะ สมุดบัญชีสินเดิมของท่านถูกพระชายารองยึดไปดูแลทั้งหมดแล้วนะเจ้าคะ” เด็กสาวตอบเสียงเจื้อยแจ้ว พลางก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ เกรงว่าผู้เป็นนายจะโกรธและตวาดใส่ตนดังเช่นในอดีต
หากแต่นางคาดไม่ถึงว่าผู้เป็นนายสาวไม่เพียงแต่ไม่เอ็ดตะโรใส่ ทว่าเวลานี้กลับเอาแต่นั่งนิ่ง แววตาเรียวทอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับกำลังครุ่นคิดเรื่องใหญ่บางอย่างอยู่ในหัว
ลู่หมิงเซียนรีบดึงสติทบทวนความทรงจำอันกระจัดกระจายของเจ้าของร่างเดิม นางพยายามนึกย้อนถึงเรื่องราวสมัยยังอยู่จวนเสนาบดี รองฮูหยินผู้เป็นมารดาของชายารอง ซึ่งตามหลักควรจะเป็นศัตรูหัวใจคนสำคัญที่คอยชิงดีชิงเด่นกับแม่ของนาง กลับยินยอมผลักดันให้นางได้แต่งเข้าจวนชินอ๋องแทนที่จะเป็นบุตรสาวในไส้ของตนเองเสียอย่างนั้น
ยิ่งนึกย้อนไปถึงคืนก่อนวันแต่งงาน เจ้าของร่างเดิมแม้จะเอาแต่ใจและไม่ได้เชื่อฟังคำตักเตือนใดๆ แต่ในมือของรองฮูหยินกลับมีสมุดบันทึกสินเดิมฉบับจริง และเป็นฝ่ายเอ่ยปากย้ำด้วยตนเองว่านี่คือสินเดิมทั้งหมดที่นางต้องนำติดตัวไปใช้ตั้งตัวในจวนอ๋อง
ทว่าในเวลานั้น เจ้าของร่างเดิมมัวแต่ตามืดบอดด้วยความริษยาและเกลียดชังเพราะคิดว่ารองฮูหยินแย่งความรักของบิดาของตนไปจากมารดาจนนางตรอมใจตาย จึงปัดปฏิเสธและไม่คิดใส่ใจจะหยิบจับมันติดมือมาด้วยซ้ำ
‘แต่ถ้าหากความทรงจำนี้ไม่ผิดเพี้ยน สำเนาบัญชีสินเดิมชุดนั้นจะต้องถูกเก็บไว้ในที่ลับตา ซึ่งต่อให้เป็นชายารองผู้เป็นน้องสาวต่างมารดา ก็ไม่มีทางรู้ตำแหน่งที่ซ่อนนั้นอย่างแน่นอน’
“ข้าจำได้ว่าก่อนแต่งงานออกมา ฮูหยินรองแอบซุกซ่อนสำเนาบัญชีสินเดิมเก็บไว้ให้ข้าอีกชุดหนึ่งมิใช่หรือ เจ้าน่าจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง ไปหยิบมันมาให้ข้าทีสิ”
“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่าคุณหนูเรื่องนี้เอาไว้ก่อนมิได้หรือเจ้าคะ” เสี่ยวเฉียวเอ่ยท้วงด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“ท่านไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว คงจะหิวแย่ บ่าวไปแอบหาเสบียงจากห้องเครื่องมาได้โจ๊กชามหนึ่ง ท่านกินรองท้องไปก่อนเถอะนะเจ้าคะ รอให้บ่าวรวบรวมเบี้ยหวัดที่เหลือเก็บพอได้เมื่อไหร่ จะไปซื้อหมูตุ๋นชิ้นโตมาให้ท่านกินให้หนำใจเลย”
สิ้นคำของสาวใช้คนสนิท ลู่หมิงเซียนก็ก้มลงมองถ้วยกระเบื้องตรงหน้า โจ๊กข้าวสารใสแจ๋วเจิ่งนองจนมองอย่างไรก็เป็นได้แค่น้ำต้มข้าว
มุมปากของหญิงสาวกระตุกยิ้มเย็นเยียบ นึกไปถึงคนชั่วในจวนอ๋องที่กล้าแม้กระทั่งตัดลดอาหารการกินของพระชายาเอก ก่อนจะหันไปเอ่ยกับเสี่ยวเฉียวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“วางมันไว้ตรงนั้นก่อนเถอะ รีบไปเอาสมุดบัญชีมาให้ข้าก่อนเป็นอันดับแรก”
“ก็ได้เจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายเอ่ยกำชับถึงสองครั้งสองคราด้วยแววตาจริงจัง เสี่ยวเฉียวจึงไม่กล้าเอ่ยคัดค้าน รีบเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังห้องเก็บของท้ายเรือนในทันที
เสี่ยวเฉียวไปเพียงครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับสมุดบัญชีสินเดิมฉบับสำเนา ลู่หมิงเซียนรับมาพลิกเปิดดูอย่างรวดเร็ว
บัญชีสินเดิมนี้มีรายการทรัพย์สินตั้งต้น ทั้งร้านค้าห้าแห่ง ที่ดินนอกเมือง รวมถึงตั๋วเงินและเครื่องประดับนับร้อยชิ้น ยืนยันชัดเจนว่าร่างเดิมนี้ร่ำรวยเพียงใด
ทว่าสภาพความเป็นอยู่ปัจจุบันกลับได้กินแค่น้ำต้มข้าว ในหัวบอกนางทันทีว่าเงินและผลกำไรทั้งหมดถูกยักย้ายถ่ายเทไปลงกระเป๋าคนอื่นหมดแล้ว
ริมฝีปากบางยกยิ้มอย่างท้าทาย หลี่เฟิงหยวนจะเกลียดนางก็เกลียดไป ชายารองอยากจะกุมอำนาจจวนก็กุมไป หน้าที่ของสาวการเงินยุคใหม่ในร่างนี้ไม่ใช่การมานั่งร้องไห้ตบตีแย่งชิงบุรุษ แต่คือการใช้ความเชี่ยวชาญด้านบัญชีกอบโกยสินเดิมและเพิ่มจำนวนเงินเข้ากระเป๋าตัวเองให้ได้มากที่สุดต่างหาก
‘สะสมครบหนึ่งหมื่นตำลึงเมื่อไหร่ แม่จะยื่นหนังสือหย่าแล้วสะบัดหน้าออกจากจวนเน่าๆ แห่งนี้ทันทีเลย’
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หมิงเซียนก็ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง จนเสี่ยวเฉียวอดมองตามด้วยความหวาดระแวงไม่ได้ เด็กสาวหมายจะก้าวเข้าไปช่วยประคองร่างของนายสาว ทว่าคำสั่งเฉียบขาดต่อมาก็ทำให้นางต้องชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ
“เสี่ยวเฉียว เจ้าตามข้ามา”
ลู่หมิงเซียนทอดสายตามองตรงไปข้างหน้า รอยยิ้มเย็นเยียบที่หาดูได้ยากยิ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดเซียว แม้เรือนร่างนี้จะยังหลงเหลือความอ่อนแออยู่บ้าง ทว่าท่าทีกลับสง่างามและทรงอำนาจจนเสี่ยวเฉียวถึงกับมองตามด้วยความตะลึงงัน
“คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ”
“ไปทวงของของข้าคืนอย่างไรเล่า”
ลู่หมิงเซียนเอ่ยเสียงเรียบ นางก้าวเดินนำหน้าเสี่ยวเฉียวมุ่งตรงไปยังเรือนของลู่หมิงจูทันที ตลอดทางที่เดินผ่านบ่าวไพร่ในจวนต่างมองมาด้วยความประหลาดใจ
พระชายาเอกที่เคยป่วยหนักนอนติดเตียงมาหลายเดือน เหตุใดเวลานี้ถึงได้เดินหน้าเชิดแผ่รังสีน่าเกรงขามออกมาได้ถึงเพียงนี้กัน
ยามเมื่อทั้งสองมาถึงหน้าเรือนของชายารอง เสี่ยวชุ่ยที่กำลังยืนรายงานเรื่องราวให้ลู่หมิงจูฟังอยู่ด้านในนั้น ถึงกับตกใจจนหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นลู่หมิงเซียนก้าวผ่านประตูเข้ามาโดยไม่รอให้บ่าวหน้าเรือนขานรายงาน
เมื่อเห็นผู้มาเยือนเดินตรงเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวทั้งแววตาแข็งกร้าวคู่นั้น ทำให้นางนึกย้อนไปถึงภาพของลู่หมิงเซียนผู้ทรงอำนาจและเย่อหยิ่งในกาลก่อน ก็ทำเอาลู่หมิงจูเผลอสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่น
“พี่หญิง... ท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ”
ลู่หมิงจูประคองกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความช่วยเหลือของเสี่ยวชุ่ย ลู่หมิงเซียนทอดสายตามองน้องสาวต่างมารดาผู้นี้ ยามนี้ลู่หมิงจูอยู่ในชุดอาภรณ์หรูหราปักลวดลายประณีตงดงาม ท้องนูนเด่นบ่งบอกถึงครรภ์ที่แก่ใกล้คลอด ภาพความสุขสบายนี้ช่างยืนตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับลู่หมิงเซียนที่สวมเพียงอาภรณ์เนื้อหยาบสีหมองหม่นไร้ราคา
ยามเมื่อชายารองเห็นสายตาคมกริบที่กวาดมองมา นางก็แสร้งทำเป็นตื่นตระหนกประหลาดใจ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนดั่งพี่น้องผู้แสนดี พร้อมกับก้าวเข้าไปหมายจะยื่นมือมาประคอง
“พี่หญิง... อาการของท่านคงจะยังไม่หายดีเป็นแน่ ดูสิเจ้าคะ ใบหน้าของท่านยังซีดเซียวถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ยอมพักผ่อนอยู่แต่ในเรือนเล่าเจ้าคะ ลมด้านนอกทั้งหนาวทั้งเย็นนัก น้องเกรงว่าท่านจะ…”
ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วของลู่หมิงจูจะทันได้สัมผัสโดนตัว ลู่หมิงเซียนก็สะบัดแขนเสื้อหลบอย่างไม่ไว้หน้าและไร้เยื่อใย
“พระชายา! เหตุใดท่านจึงทำกิริยารุนแรงกับพระชายารองเช่นนี้กันเล่าเพคะ”
ณ หอการค้าหมิงเซียน ยามสายของวัน..อาคารสามชั้นอันโอ่อ่า ป้ายทองคำขนาดใหญ่สลักตัวอักษรพู่กันเด่นชัดว่าหอการค้าหมิงเซียน ส่งประกายระยิบระยับรับแสงอาทิตย์ที่สอดส่องลงมาผ่านไปราวสองวันแล้วแม้ว่าพิธีเปิดอันยิ่งใหญ่จะผ่านพ้นไป ทว่าในเช้าวันที่สามของการเปิดหอการค้านี้ บรรดาพ่อค้าวาณิชและลูกค้ากลับยิ่งหลั่งไหลกันเข้ามาอุดหนุนและสั่งจองสินค้ากันอย่างเนืองแน่นยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะถุงแร่ความร้อนรุ่นรีฟิล หรือที่รู้จักกันไปทั่วเมืองหลวงในนามถุงแร่คลายหนาว ตลอดจนผ้าไหมตัดเย็บประณีต ซึ่งกลายเป็นสินค้าหายากและเป็นที่ต้องการสูงสุดในเมืองหลวงเวลานี้ภายในโถงกว้างชั้นล่าง ลู่หมิงเซียนในชุดอาภรณ์สีแดงทับทิมปักลวดลายเมฆมงคลเรียบหรู ยืนตรวจสอบความเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มสดใส มั่นใจ และฉายแววความสุขุมของผู้บริหารหญิงอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีเสี่ยวเฉียวและหลงจู๊ฝีมือดีคอยช่วยเหลือจัดการบัญชีและต้อนรับแขกเหรื่อไม่ขาดสายผ่านไปชั่วยามกว่าๆ เมื่อลูกค้าเริ่มบางตาลง องค์หญิงใหญ่ในคราบฮูหยินเซียวแห่งร้านฝ
จวนจิ้งชินอ๋อง เมืองหลวงแคว้นหลี่ภายในเรือนหลิวอวี่ เรือนพักส่วนตัวของชายารองที่แยกออกมาจากเรือนใหญ่ของจวน ท่ามกลางม่านมุ้งแพรไหมเนื้อดีที่ประดับประดาอย่างหรูหรา ทว่าบรรยากาศภายในกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดและระทึกขวัญลู่หมิงจูนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง มือเรียวบางที่สวมปลอกเล็บทองสั่นระริกจนแทบถือหวีไม่อยู่ข่าวลือที่แพร่สะพัดในจวนเมื่อวานนี้... มือสังหารสองคนที่นางส่งไปจัดการลู่หมิงเซียนถูกชาวบ้านพบเป็นศพไร้รอยแผลภายนอก และถูกโยนทิ้งไว้นอกกำแพงเมืองอย่างเหี้ยมโหดนั่นหมายความว่าแผนการทั้งหมดที่นางเพียรวางเอาไว้พังพินาศไม่เป็นท่าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก็คือป้ายหยกประจำตัว สิ่งของล้ำค่าที่นางแอบมอบให้เสี่ยวชุ่ยนำไปใช้เป็นมัดจำล่วงหน้า ยามนี้กลับหายสาบสูญไปพร้อมกับพวกมันอย่างไร้ร่องรอย&lsquo
“พวกขุนนางคดโกงในเมืองหลวง กล้าดีอย่างไรมาสูบเลือดสูบเนื้อกองทัพเกราะพยัคฆ์ของข้า!”น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังแผ่กังวานไปทั่วห้องทรงงาน ทำเอาทหารม้าเร็วเบื้องนอกรวมไปถึงองครักษ์คนสนิททั้งสองต้องก้มศีรษะลงด้วยความสะท้านทว่าเมื่อนึกไปถึงสตรีที่เป็นผู้ส่งหลักฐานชิ้นนี้มา นัยน์ตาแข็งกร้าวของเขากลับปรากฏรอยแห่งความทึ่งและสนใจอย่างลึกซึ้ง‘ลู่หมิงเซียน อดีตพระชายาเอกของจิ้งชินอ๋องงั้นหรือ?’เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของนางในคราบคุณหนูเจ้าอารมณ์ผู้ไล่ตามสวามีมาบ้าง ทว่าพฤติกรรมในกระดาษแผ่นนี้ กลับแสดงให้เห็นถึงสตรีผู้มีสายตาการเมืองแหลมคม สติปัญญาเฉียบขาด และกล้าเดินหมากตลบหลังทั้งบิดาและอดีตสวามีของตนเองได้อย่างสะอาดหมดจดสตรีผู้นี้รู้ดีว่า หากมอบหลักฐานนี้ให้จิ้งชินอ๋องผู้เป็นผู้คุมกรมอาญาโดยตรง เรื่องราวคงถูกปกปิดและกลายเป็นห
‘คิดจะใช้หีบนี้เป็นข้ออ้าง แล้วส่งสตรีมากเล่ห์ผู้นี้มาเป็นเหยื่อล่อให้ข้าตกหลุมพรางยอมตบแต่งนางเข้าจวนเพื่อผูกมัดงั้นหรือ ช่างไร้สาระสิ้นดี!’เซียวเจิ้นเป่ยปัดผ้าคลุมขนหมาป่าไปด้านหลังด้วยความหงุดหงิด สายตาดุดันจ้องมองหีบไม้ตรงหน้าด้วยความเย็นชา ชายหนุ่มปักใจเชื่อไปเสียแล้วว่า สตรีที่ทำให้มารดาของเขาตื่นเต้นจนยอมลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นสตรีมากมารยา เจ้าเล่ห์เพทุบาย และรู้จักใช้เรือนร่างหรือน้ำตาเพื่อหลอกใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน“นำหีบไปเก็บไว้ในห้องหนังสือที่จวนเสีย” อ๋องหนุ่มออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากระแสเสียงกลับแฝงแววเหินห่างและกีดกันอย่างเด็ดเดี่ยว“ส่วนสตรีเจ้าของหีบผู้นั้น บอกคนของเราไว้ หากนางคิดจะใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงขององค์หญิงใหญ่ หรือจวนเจิ้นเป่ยอ๋องเพื่อสร้างอำนาจเบ่งบานในเมืองหลวงล่ะก็...”“ก็ให้อยู่ห่างๆ เอาไว้ อย่าไ
มณฑลชางเป่ย ดินแดนทางเหนืออันกว้างใหญ่ไพศาลหิมะแรกแห่งฤดูเหมันต์เริ่มร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทิวเขาสลับซับซ้อนและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่จนกลายเป็นผืนผ้าใบสีขาวบริสุทธิ์ สายลมหนาวพัดผ่านส่งเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหูณ ลานฝึกทัพกว้างใหญ่กลางค่ายทหารแดนเหนือ ซึ่งบัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยผืนหิมะขาวโพลน ทว่าพื้นหิมะเบื้องล่างกลับเจิ่งนองและแดงฉานไปด้วยเลือดสดๆ ไอเย็นยะเยียบแทรกซึมไปทั่วทุกอณูอากาศ ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับร้อนระอุและลุกโชนไปด้วยกลิ่นอายสังหารอันคาวคลุ้ง จนเหล่านายกองและแม่ทัพน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา กักลมหายใจด้วยความหวาดเกรงถึงขีดสุดกลางลานฝึกกว้าง ร่างสูงใหญ่สง่างามดั่งพญายมของ เซียวเจิ้นเป่ย หรือเจิ้นเป่ยอ๋อง ยืนตระหง่านนิ่งในชุดเกราะเหล็กสีดำทมิฬ หนาหนักและเปรอะเปื้อนคราบเลือดกรังจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม บนบ่ากว้างพาดทับด้วยผ้าคลุมขนหมาป่าสีเทาเงินผืนยักษ์ ดูราวกับแผงคอของจ่าฝูงหมาป่าผู้กระหายเลือดและพร้อมขย้ำเหยื่อทุกเมื่อ
“หือ?”ลู่หมิงเซียนชะงักเท้าลง นางรู้สึกคล้ายมีสายตาประหลาดมองมาทางด้านหลัง จึงหันขวับกลับไปมองด้วยความระแวง“มีอะไรหรือเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวเฉียวเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ พลางมองตามสายตาของนายสาวไปทว่านอกจากความมืดสลัวของตรอกซอกซอยที่ทอดยาวไร้ผู้คน และแสงโคมไฟที่ส่องมาไม่ถึงแล้ว ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นใดอีก“ไม่มีอะไรหรอกมั้ง ข้าคงหูฝาดไปเอง รีบกลับกันเถอะป่านนี้คนงานที่ร้านคงรอแย่แล้ว” ลู่หมิงเซียนส่ายหน้าเบาๆ พลางคลี่ยิ้ม“เจ้าค่ะ”สองนายบ่าวเดินลัดเลาะต่อไป หอบหิ้วห่อขนมหวานและอาหารว่างเต็มไม้เต็มมือ เพื่อนำไปฝากเหล่าคนงานที่ยังอยู่คอยเฝ้าร้านให้ โดยหารู้ไม่ว่าในเงื้อมเงาความมืดไม่ไกลออกไปสององครักษ์ฝีมือดีจัดการปิดปากพลางสกัดจุดคนร้าย







