LOGIN“พระชายา! เหตุใดท่านจึงทำกิริยารุนแรงกับพระชายารองเช่นนี้กันเล่าเพคะ” เสี่ยวชุ่ยรีบโพล่งขึ้นทันทีเพื่อปกป้องผู้เป็นนายของตน ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาประคองพระชายารองอีกครั้ง
“หากว่าพระชายารองทรงเสียหลักหกล้มหรือเกิดเป็นอันตรายขึ้นมา ท่านอ๋องกลับมาคงจะ...”
“คงจะทำไม? หรือพวกเจ้ากำลังคิดจะสร้างเรื่องใส่ร้ายข้าอีกรอบกันล่ะ” ลู่หมิงเซียนยกยิ้มเย็นเยียบ พลางเอียงคอจ้องมองนายบ่าวคู่นี้ด้วยแววตานิ่งสนิท
“พระชายาเอกเช่นข้าที่นอนป่วยปางตายอยู่ในเรือนร้างท้ายจวนมานานหลายเดือน จะเอาแรงที่ไหนไปทำร้ายพระชายารองผู้สูงส่งของพวกเจ้ากันเล่า หรือหากเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็คงเป็นเพราะเจ้า... ที่เป็นบ่าวรับใช้ข้างกายของนางแท้ๆ แต่กลับดูแลนางได้ไม่ดีพอเสียมากกว่ากระมัง”
แววตาร้ายกาจที่กวาดมองมาและวาจาเฉียบคมนั้นทำเอาเสี่ยวชุ่ยถึงกับปากสั่นมือสั่นไปหมด ความทรงจำในอดีตที่นางเคยร่วมมือกับเหล่าสาวใช้คนอื่นๆ กลั่นแกล้งและสร้างเรื่องใส่ร้ายลู่หมิงเซียนไหลทะลักเข้ามาในหัว จนเวลานี้แทบจะเก็บอาการหวาดกลัวต่อหน้าพระชายาเอกไม่อยู่
ลู่หมิงจูรับรู้ได้ทันทีว่าสาวใช้ของตนกำลังจะจนมุมและเสียอาการ นางจึงรีบยื่นมือบางไปแตะแขนเสี่ยวชุ่ยเบาๆ เป็นเชิงปราม พร้อมกับส่งสายตาส่ายหัวปฏิเสธ ก่อนจะหันมาปั้นหน้ายิ้มหวานเอ่ยกับพี่สาวต่อ
“พี่หญิง... อากาศด้านนอกหนาวเย็นนัก เช่นนั้นเชิญท่านนั่งลงดื่มชาอุ่นๆ สักจอกก่อนเถอะนะเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้มีเวลามานั่งเล่นจิบชาเสแสร้งรักษาน้ำใจกับเจ้าหรอกนะ ลู่หมิงจู”
“พะ... พี่หญิง” รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าของลู่หมิงจูแข็งค้างไปในทันที เมื่อปะทะเข้ากับน้ำเสียงเย็นเยียบและแววตาดุดั่งคมมีดที่กวาดมองมา
“ส่งสมุดบัญชีสินเดิมฉบับจริง ตราประทับร้านค้าทั้งหมดและกุญแจคลังสินเดิมของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!”
ลู่หมิงเซียนไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง นางรัวคำสั่งเสียงเฉียบขาดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก พร้อมกับจ้องเขม็งไปยังสตรีจอมเสแสร้งตรงหน้าอย่างไม่คิดจะไว้หน้าให้อีกต่อไป
ลู่หมิงจูได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะบีบน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร
“พี่หญิง เหตุใดท่านจึงพูดเหมือนว่าข้ายักยอกของๆ ท่านมากันเล่าเจ้าคะ ข้าเพียงแต่ช่วยดูแลสินเดิมของท่านยามที่ท่านป่วยหนักก็เท่านั้น”
“ช่วยดูแล? หรือใช้ตราประทับของข้าแอบยักยอกผลกำไรเข้ากระเป๋าของตัวเองกันแน่” ลู่หมิงเซียนก้าวเข้าไปหานางอีกหนึ่งก้าว แววตาหงส์จ้องมองแน่วแน่จนลู่หมิงจูผงะถอยหลัง
“กฎหมายบ้านเมืองระบุเอาไว้อย่างชัดเจน สินเดิมเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของภรรยาแต่ง เจ้าที่เป็นเพียงชายารองแม้จะเป็นน้องสาวต่างมารดา แต่เจ้ามีสิทธิ์อันใดมายึดกุญแจคลังและตราประทับของข้า!”
“ขะ ข้า”
“จะถือว่าตนนั้นเป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋อง แล้วคิดจะทำการสิ่งใดก็ได้อย่างนั้นหรือ”
“พี่หญิงเหตุใดท่านจึงพูดเช่นนั้นกันเจ้าคะ”
ลู่หมิงเซียนมองคนตรงหน้าพลางกระตุกยิ้มเย็น ใบหน้าอ่อนหวานกับน้ำตาเพียงไม่กี่หยดนี้ใช้เรียกความสงสารจากผู้คนมานักต่อนักแล้ว
ทว่าเวลานี้มีหรือที่นางจะยอมตกเป็นเหยื่อให้ผู้อื่นตราหน้าว่ารังแกน้องสาวผู้อ่อนโยนคนนี้อีก
สายตาเยียบเย็นและรอยยิ้มประชดประชันของลู่หมิงเซียน ทำเอาลู่หมิงจูรวมถึงบ่าวคนสนิทของนางถึงกับเสียวสันหลังวาบขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“เสี่ยวเฉียว”
“เพคะ พระชายา” เสี่ยวเฉียวที่ยืนอยู่ด้านหลัง รู้สึกสะใจยิ่งนักที่ชายารองหน้าเนื้อใจเสือผู้นี้ถูกตบหน้าด้วยวาจาอันเฉียบขาด นางก้าวขึ้นมารอรับคำสั่งอย่างใจจดใจจ่อ
“ไปเรียกบ่าวชายจากเรือนหน้ามาสี่คน ขนหีบสินเดิมทั้งหมดของข้าที่อยู่ในห้องคลังเรือนนี้กลับไปที่เรือนของข้าให้หมด”
“รับทราบเจ้าค่ะ” เสี่ยวเฉียวรับคำสั่งเสียงดังฟังชัด ก่อนจะเงยหน้าจ้องมองเสี่ยวชุ่ยที่จ้องมองตนด้วยสายตาริษยาคับแค้นใจอย่างไม่เกรงกลัว
“พวกเจ้าใครกล้าแตะต้องของๆ ข้า ข้าจะสั่งโบยให้หมด” ลู่หมิงจูตวาดเสียงหลง ละทิ้งท่าทางอ่อนหวานงดงามทันที
“นี่มันจวนจิ้งชินอ๋องนะ! ท่านอ๋องทรงมอบอำนาจให้ข้าดูแลบริหารจัดการเรือนหลังมาโดยตลอด ท่านไม่มีสิทธิ์มาสั่งหรือทวงถามอะไรทั้งสิ้น” ลู่หมิงจูเผลอหลุดเสียงแข็งออกมาด้วยความร้อนรน สีหน้าที่เคยปั้นแต่งรอยยิ้มอ่อนโยนเริ่มบิดเบี้ยว
“อำนาจในการดูแลเรือนหลังจะเป็นของเจ้า นั่นข้าไม่เถียงและไม่คิดจะโต้แย้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างให้เจ้าใช้อำนาจในทางมิชอบ มาฉกฉวยลักขโมยทรัพย์สินสินเดิมของผู้อื่นเช่นนี้” ลู่หมิงเซียนแค่นหัวเราะเสียงเย็น พลางนึกขบขันสมเพชอยู่ในใจ
‘เจ้าของร่างเดิมจะนิสัยร้ายกาจและโง่งมจนเป็นข่าวอื้อฉาว ที่แท้ก็เพราะถูกคนพวกนี้บีบคั้นและใช้เล่ห์เหลี่ยมเหยียบย่ำนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่เอง’
‘แต่ก็น่าแปลกนัก... เหตุใดฮูหยินรองผู้เป็นมารดาที่ดูจิตใจดีมีเมตตา ถึงได้คลอดบุตรสาวหน้าเนื้อใจเสือเช่นนี้ออกมาได้กันนะ’
ลู่หมิงเซียนปรายตามองน้องสาวต่างมารดาตั้งแต่หัวจรดเท้า สตรีที่ภายนอกดูบอบบางอ่อนหวานดั่งดอกบัวขาว ทว่าเวลานี้กลับเผยตัวตนที่แท้จริงทั้งยังเก็บอาการไม่อยู่ ไม่ต่างอะไรจากนางร้ายในละครหลังข่าวที่นางเคยนอนดูยามพักผ่อนหลังเลิกงานเลยสักนิด
‘น่าสงสารสตรียุคนี้เสียจริง ที่ต้องดิ้นรนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพื่อความอยู่รอด แม้กระทั่งพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกันก็ยังไม่คิดละเว้น’
‘เฮ้อ… หากเลือกได้อีกครั้งขอให้ฉันกลับไปนั่งจมกองเอกสาร หลังขดหลังแข็งอยู่ในตึกสูงระฟ้าเสียยังจะดีกว่า ต้องมาเจอเรื่องชวนปวดหัวแบบนี้ น่าเบื่อเสียจริง!’
“หากเจ้ากล้าขัดขวางแม้แต่นิดเดียว ข้าจะเดินทางไปฟ้องศาลเมืองหลวงและแจ้งท่านพ่อให้ยกคนมาตรวจค้นเดี๋ยวนี้ อยากรู้เหมือนกันว่าหากเรื่องยักยอกสินเดิมแพร่งพรายออกไป หน้าตาของจิ้งชินอ๋องรวมถึงตระกูลฝั่งแม่เจ้าที่เพียรอวดอ้างสารพัดว่าลูกสาวคนดีคนนี้น่าภาคภูมิใจนักหนาจะยังเหลืออะไรให้ขายอีก”
สิ้นคำของลู่หมิงเซียน แววตาตื่นตระหนกของลู่หมิงจูและอาการอึกอักของบ่าวรอบข้าง ต่างเป็นสิ่งยืนยันว่าคำขู่เรื่องศาลเมืองหลวงได้ผล
เสี่ยวเฉียวไม่รอช้ารีบวิ่งไปลากบ่าวชายมาช่วยกันยกหีบสินเดิม สมุดบัญชีฉบับจริงและกุญแจคลังออกมาจากห้องเก็บของของลู่หมิงจูทันที ท่ามกลางสายตาแค้นเคืองแต่ทำอะไรไม่ได้ของชายารองผู้แสนอ่อนโยนในสายตาของคนทั้งจวน
“ขอบพระทัย... เอ๊ย! ขอบใจพระชายารองที่อุตส่าห์เมตตาดูแลจัดการทรัพย์สินสินเดิมของข้าแทนมาโดยตลอดนะเพคะ พระชายาเอกเช่นข้าซึ้งใจจนพูดไม่ออกเลยจริงๆ”
ลู่หมิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเย้ยหยัน ก่อนจะสะบัดหน้าหันหลังเดินเชิดออกจากเรือนของชายารองในทันทีอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้สตรีเบื้องหลังยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธเกรี้ยว จนกระทั่งลับตาไป ลู่หมิงจูถึงกับกรีดร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด
“... คนที่หน้าเลือดไร้ยางอายถึงขั้นขโมยทรัพย์สินและเบียดบังของๆ ผู้อื่นมาเป็นของตนอย่างหน้าตาเฉยเช่นเจ้า มีหน้ามีสิทธิ์อันใดมาชี้นิ้วด่าผู้อื่นว่าหิวเงินกันเล่า!”ลู่หมิงจูได้ยินคำด่ากระทบกระแทกของคนตรงหน้าก็ยิ่งเดือดดาลจนแทบสติขาด ทว่าเวลานี้ลู่หมิงเซียนไม่ใช่สตรีโง่เขลาขี้โวยวายเช่นเมื่อก่อนอีกต่อไป หากนางยังดันทุรังอาละวาดต่อมีหวังคงเป็นฝ่ายถูกสตรีผู้นี้ปั่นหัว จนทำให้ท่านอ๋องเห็นถึงความชั่วร้ายของนางแทนเป็นแน่เมื่อไม่อาจเอาคืนลู่หมิงเซียนได้แม้เพียงครึ่งคำ หญิงสาวจึงได้แต่เม้มปากแน่นถลึงตาจ้องมองอีกฝ่ายราวกับอยากจะเชือดเนื้อให้ตายตกไปตามกัน ทว่าสุดท้ายกลับทำได้เพียงกระทืบเท้าด้วยความแค้นเคือง แล้วเร่งฝีเท้าจากเรือนท้ายจวนไปอย่างหมดท่าตามหลังมาด้วยเสียงของเสี่ยวชุ่ยที่ร้องตะโกนเตือนผู้เป็นนายด้วยความหวาดเสียว กลัวว่าครรภ์แก่ใกล้คลอดจะทำให้สะดุดล้มหัวคะมำไปเสียก่อน“ระวังด้วยเจ้าคะคุณหนู... ค่อยๆ เดินเจ้าค่ะ”ลู่หมิงเซียนนั่งกอดอกมองตามแผ่นหลังที่กำลังเดินจ้ำอ้าวหนีไปด้วยความโกรธขึ้งอย่างทุลักทุเล ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างอย่างสะใจแล้วตะโกนไล่หลังดัดเสียงหวานเย้าแหย่ส่งท้าย“เดินทางกลับ
"ทะ ท่านพูดจาเลอะเทอะอะไร!""ยังไม่หมดนะ" ลู่หมิงเซียนพลิกไปอีกหน้าอย่างคล่องแคล่ว ประหนึ่งชินชากับการอยู่กับกองกระดาษมานานแล้วอย่างไรอย่างนั้น“งบจัดซื้อผ้าแพรจากต่างมณฑล ลงรายการซ้ำซ้อนกันสองรอบในเดือนเดียว ไหนจะค่าซ่อมบำรุงสวนดอกไม้เรือนของเจ้าที่ลงเบิกไปถึงสามร้อยตำลึง ทว่าเมื่อวานยามข้าไปเยือนที่แห่งนั้น พืชพันธุ์ดอกไม้ในสวนของเจ้ากลับเหี่ยวเฉาแห้งตายถึงเพียงนั้น ไม่ทราบว่าเบิกงบไปบำรุงหรือไปทำอะไรกันแน่หรือเพคะ”“ขะ ข้า”“รวมๆ แล้วแค่สามเดือนมานี้ มีเงินรั่วไหลออกจากคลังจวนไปไม่ต่ำกว่าสองพันตำลึง" ลู่หมิงเซียนปิดสมุดบัญชีดัง ปัง! เอนหลังกอดอก พลางจ้องมองชายารองที่เริ่มตัวสั่นสะท้านขึ้นมาแล้ว"เจ้าคิดว่าหากข้าหิ้วสมุดบัญชีเล่มนี้ไปหาท่านอ๋อง ผู้เป็นถึงผู้ดูแลการคลังแผ่นดิน เขาจะรู้สึกอย่างไรที่หญิงงามข้างกายที่เขาไว้วางใจกลับสวมเขาและยักยอกเงินจวนไปไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึงต่อเดือน หรือหากข้าส่งเรื่องนี้ให้กรมวังตรวจสอบ ชายารองอย่างเจ้าจะยังเหลือตำแหน่งให้เชิดหน้าชูตาอยู่อีกหรือไม่""เจ้า!... เจ้าต้องการอะไร" ลู่หมิงจูไม่อาจรักษากิริยาชายารองผู้สง่างามได้อีกต่อไป นางกัดฟันกรอดด้วยค
เช้าวันถัดมา ลู่หมิงจูเยื้องกรายมายังเรือนท้ายจวนของลู่หมิงเซียนพร้อมด้วยสาวใช้คนสนิท บนดวงหน้าอ่อนหวานงดงามประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเห็นอกเห็นใจจอมปลอม ทว่าลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้นกลับแฝงประกายเย้ยหยันและสมเพชเวทนาไว้อย่างมิดชิดนางยืนทอดสายตามองแผ่นป้ายชื่อเรือนที่ผุพังหมิ่นเหม่ราวกับจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อด้วยรอยยิ้มสะใจ เดิมทีเรือนพักทรุดโทรมแห่งนี้ควรเป็นสถานที่สำหรับนาง ทว่าด้วยความโปรดปราณและรักใคร่ของจิ้งชินอ๋อง จึงทำให้นางได้ย้ายไปเสวยสุขอยู่ในเรือนใหญ่อันโอ่อ่าแทนที่พี่สาวต่างมารดาผู้เคยเย่อหยิ่งคนนี้“คุณหนูจะเข้าไปข้างในจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนร้างด้วยความหวาดระแวงเพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานตอนที่นางนำยาต้มมาส่งแล้วโดนไล่ตะเพิดกลับไป ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็ยังคงติดตรึงอยู่ในใจ แล้วนี่วันนี้พวกนางยังต้องย่างกรายกลับมาเหยียบเรือนอัปมงคลนี่อีก ลางสังหรณ์ในใจมันร่ำร้องเตือนภัยตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาออกจากเรือนใหญ่ด้วยซ้ำ‘ให้ตายสิ วันนี้เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลยนะ’“เจ้าคิดว่าข้าอยากจะ
“คะ... คุณหนู”เสี่ยวเฉียวอ้าปากพะงาบๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ทว่าสุดท้ายก็ทำได้เพียงหุบปากลงและไร้ซึ่งคำพูดใดๆ จะมาโต้แย้งจะให้นางเถียงอย่างไรไหวกันเล่า ในเมื่อทุกคำที่คุณหนูของนางร่ายยาวออกมานั้น ล้วนเป็นความจริงที่ถูกต้องตามกฎระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านเมืองทุกประการต่อให้ท่านอ๋องกับชายารองจะสรรหาข้ออ้างร้อยแปดพันเก้ามาแก้ตัวมากมายเพียงใด แต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่อันรันทดอดอยากในเรือนร้างแห่งนี้ ย่อมเป็นหลักฐานมัดตัวที่แน่นหนา จนไม่มีทางปฏิเสธความผิดของตนเองไปได้เลยสักนิดเดียว“เอาล่ะ นั่งลงแล้วจัดการอาหารพวกนี้กันเถอะ”“จะให้บ่าวนั่งร่วมโต๊ะกับคุณหนูได้อย่างไรกันเจ้าคะ” เสี่ยวเฉียวละล่ำละลักเอ่ยท้วงขึ้นด้วยความตกใจ“ที่นี่ก็มีเพียงแค่ข้ากับเจ้า จะมากพิธีรีตองอะไรกันนักหนา นั่งลงเสียเถอะ ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว” ลู่หมิงเซียนเอ่ยตัดบทอย่างไม่ถือตัว พลางหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่สีลอกล่อนในทันทีนางใช้ตะเกียบหนีบชิ้นเนื้อไก่ตุ๋นส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมาเห็นสาวใช้ยังคงยืนเกร็งทำตัวไม่ถูก จึงรีบส่งเสียงเร่งเร้าพร้อมกวักมือเรียกให้นางน
หลังจิ้งชินอ๋องเดินออกจากเรือนร้างไปด้วยความขุ่นเคืองใจ เสี่ยวเฉียวก็รีบหันมองนายสาวของตนด้วยความทึ่งระคนหวาดหวั่นในอาญา นางขยับเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย“คุณหนู... ทำเช่นนี้จะไม่เป็นการล่วงเกิน จนทำให้ท่านอ๋องโกรธและสั่งลงโทษเอาได้หรือเจ้าคะ”“ลงโทษงั้นหรือ”เสี่ยวเฉียวพยักหน้าหงึกหงักด้วยความกังวล ทว่าลู่หมิงเซียนกลับทำเพียงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ“เด็กน้อยเอ๋ย... เจ้ายังมองคนไม่ออกหรอก คนจำพวกนี้น่ะหน้าเนื้อใจเสือจะตายไป ยิ่งข้าทำตัวหมางเมินไม่แยแส มีหรือที่พวกเขาจะกล้าเอาเรื่องให้เป็นข่าวใหญ่โต แค่กลัวว่าความลับเรื่องยักยอกสินเดิมจะสาวไปถึงตัว พวกเขาก็ร้อนรนจนแทบแย่อยู่แล้ว”“ตะ... แต่ว่าเมื่อครู่”“จิ้งชินอ๋องก็แค่ยังไม่ชินกับการที่ข้าเปลี่ยนไปก็เท่านั้น แต่ต่อไปเขาจะต้องปรับตัวให้คุ้นเคยเอง เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไปข้าจะทบต้นทบดอกทวงคืนทุกสิ่งที่ควรจะเป็นของข้ากลับมาให้หมดทุกอีแปะอย่างไรเล่า”ลู่หมิงเซียนกระตุกยิ้มด้วยความพึงพอใจ ในเมื่อโชคชะตาส่งให้นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ เช่นนั้นนางก็ขอใช้ความรู้ความสามารถที่มี ทำตามเป้าหมายของชีวิตใ
ลู่หมิงเซียนถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเบื่อหน่ายเต็มทน ท่าทีระอาใจระคนไม่แยแสต่อโลกของนาง ทำเอาเลือดในกายของจิ้งชินอ๋องพุ่งพล่าน ปลุกโทสะในอกของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาได้ในพริบตา“เจ้าอย่าได้คิดเชียวว่าแกล้งฟื้นคืนชีพจากความตาย แล้วจะใช้ลูกไม้เดิมๆ มาเรียกร้องความสนใจจากข้าได้อีก ตำแหน่งชายาเอกต่อให้เป็นของเจ้าก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพราะฮ่องเต้ทรงบีบบังคับให้ข้าต้องจำยอมรับมันไว้ต่างหาก”ชายหนุ่มก้าวเท้าประชิดเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันด้วยโทสะที่ปะทุขึ้นระลอกใหญ่“ข้าให้สถานะพระชายาแก่เจ้าได้แต่ส่วนอำนาจคุมเรือนและความรักของข้า เป็นของลู่หมิงจูแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น นับจากนี้ไปเจ้าอย่าได้ริอาจไปเสนอหน้าสร้างความรำคาญใจให้ข้ากับนางเห็นอีกเป็นอันขาด!”หลี่เฟิงหยวนกระตุกยิ้มเยาะพลางกอดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยความเย่อหยิ่ง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งรอคอยที่จะได้เห็นนางบ่อน้ำตาแตก กรีดร้องโวยวาย หรือพรั่งพรูความเจ็บปวดออกมาเหมือนดั่งเช่นทุกครั้งในอดีตทว่าเวลานี้ลู่หมิงเซียนกลับทำเพียงค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ เสียงกระเบื้องเครือบกระทบโต๊ะไม้ดัง แกร๊ก นางปัดฝุ่นที่ชายเสื้ออ







