LOGINเช้าวันถัดมา ลู่หมิงจูเยื้องกรายมายังเรือนท้ายจวนของลู่หมิงเซียนพร้อมด้วยสาวใช้คนสนิท บนดวงหน้าอ่อนหวานงดงามประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเห็นอกเห็นใจจอมปลอม ทว่าลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้นกลับแฝงประกายเย้ยหยันและสมเพชเวทนาไว้อย่างมิดชิด
นางยืนทอดสายตามองแผ่นป้ายชื่อเรือนที่ผุพังหมิ่นเหม่ราวกับจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อด้วยรอยยิ้มสะใจ เดิมทีเรือนพักทรุดโทรมแห่งนี้ควรเป็นสถานที่สำหรับนาง ทว่าด้วยความโปรดปราณและรักใคร่ของจิ้งชินอ๋อง จึงทำให้นางได้ย้ายไปเสวยสุขอยู่ในเรือนใหญ่อันโอ่อ่าแทนที่พี่สาวต่างมารดาผู้เคยเย่อหยิ่งคนนี้
“คุณหนูจะเข้าไปข้างในจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนร้างด้วยความหวาดระแวง
เพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานตอนที่นางนำยาต้มมาส่งแล้วโดนไล่ตะเพิดกลับไป ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็ยังคงติดตรึงอยู่ในใจ แล้วนี่วันนี้พวกนางยังต้องย่างกรายกลับมาเหยียบเรือนอัปมงคลนี่อีก ลางสังหรณ์ในใจมันร่ำร้องเตือนภัยตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาออกจากเรือนใหญ่ด้วยซ้ำ
‘ให้ตายสิ วันนี้เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลยนะ’
“เจ้าคิดว่าข้าอยากจะมาเหยียบสถานที่โสโครกและรกร้างเช่นนี้หรืออย่างไร” ลู่หมิงจูตวัดเสียงตอบด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองใจที่ต้องลดตัวมาเหยียบเรือนชั้นต่ำเช่นนี้
“แต่ว่าเมื่อวานเจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือ ว่านังคนบ้านั่นหัวหมอและร้ายกาจขึ้นเพียงใด หากข้าไม่มาดัดหลังและทวงสถานะของข้าให้ชัดเจน เงินสินเดิมมหาศาลพวกนั้นไม่ตกเป็นของนางคนเดียวหรอกหรือ”
“แต่นั่นก็เป็นสินเดิมที่ควรเป็นของนางตั้งแต่แรกแล้วนี่เจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวชุ่ยเผลอเอ่ยแย้งออกไปด้วยความซื่อ โดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของผู้เป็นนาย
ทว่าเมื่อเด็กสาวหันกลับมาสบเข้ากับดวงตาหวานล้ำที่กำลังตวัดมองมาอย่างเชือดเฉือน ก็ถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“บะ บ่าวหมายถึง...”
“หุบปากโง่ๆ ของเจ้าเสีย!” ลู่หมิงจูเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธกรุ่น
“ของทุกอย่างที่นังสารเลวนั่นครอบครองย่อมต้องตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียวทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่จิ้งชินอ๋องก็ต้องสยบอยู่ใต้ร่างของข้าแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน”
“แต่ว่าเรื่องสินเดิมนั่น…”
“บอกให้หุบปากแล้วเดินตามข้ามาเงียบๆ!”
เสี่ยวชุ่ยจำต้องกลืนคำท้วงติงลงคอไปจนหมดสิ้น แล้วก้าวตามหลังผู้เป็นนายเข้าไปด้านในอย่างจำยอม
ยามนี้ลู่หมิงจูอยู่ในอาภรณ์เนื้อดีปักลวดลายงดงามตระการตา ร่างกายอวบอิ่มนวลเนื้อเปล่งปลั่งเย้ายวนใจเพราะกำลังตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอดเต็มที นางเชิดหน้าชูคอขึ้นอย่างถือดี
สองมือลูบไล้ท้องโตของตนเองเบาๆ พลางก้าวเดินดุ่มๆ เข้าไปในเรือนร้างด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก หมายมั่นจะไปเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพี่สาวต่างมารดาให้จมดินในเช้าวันนี้ให้จงได้
ในขณะเดียวกัน ลู่หมิงเซียนที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาคำนวณและจัดสรรรายการสินเดิมที่เหลืออยู่บนโต๊ะไม้หน้าเรือน หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างของสองนายบ่าวที่กำลังย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกที
นางไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองให้เสียเวลา ก็รู้ได้ทันทีว่าสตรีมารยาผู้ใดกำลังเดินมาหาเรื่องถึงที่
ลู่หมิงเซียนพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกมาด้วยความเอือมระอาเต็มประดา
‘ให้ตายสิ... เมื่อวานก็เจอสามีเฮงซวย วันนี้ยังมีน้องสาวสารเลวมาอีก พวกเขาไม่มีวันปล่อยให้ข้าได้อยู่อย่างสงบสุขสักวันเลยสินะ!’
“พี่หญิง” ลู่หมิงจูเอ่ยเสียงหวาน พลางหันไปส่งสายตาให้บ่าวคนสนิทวางสมุดบัญชีเล่มหนาลงบนโต๊ะ
“ช่วงนี้คลังจวนของพวกเราค่อนข้างฝืดเคือง เนื่องจากท่านอ๋องต้องนำเงินไปสำรองจ่ายยามตรวจทานบัญชีคลังหลวง อีกทั้งงานเลี้ยงใหญ่ในวังที่กำลังจะถึงนี้ยังต้องใช้วงเงินรับรองเข้าสังคมอยู่อีกมาก ข้าในฐานะผู้ดูแลเรือนหลังจึงจำเป็นต้องปรับลดเบี้ยเลี้ยงและงบบำรุงเรือนของพี่หญิงลงครึ่งหนึ่ง”
นางหยุดพูดเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ยามเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่ยังคงเรียบเฉยไร้ปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ลู่หมิงจูก็เริ่มได้ใจนึกว่าลู่หมิงเซียนตื่นกลัวจนยอมจำนนเสียแล้ว
“ข้าเห็นว่าพี่หญิงเลิกราคั่งแค้นและเข้าใจความยากลำบากของท่านอ๋องแล้ว จึงนำสมุดบัญชีนี้มาให้ตรวจดู จะได้ไม่หาว่าข้าลำเอียงเจ้าค่ะ”
ลู่หมิงจูปรายตามองลู่หมิงเซียนด้วยท่วงท่าเหนือกว่า นางมั่นใจว่าสตรีไร้สมองอย่างลู่หมิงเซียนยามได้เห็นตัวเลขซับซ้อนพวกนี้คงทำได้เพียงร้องไห้ฟูมฟาย หรืออาละวาดอย่างโง่เขลา ไร้เหตุผล ซึ่งนั่นจะยิ่งส่งเสริมให้ท่านอ๋องผลักไสและเกลียดชังนางยิ่งกว่าเดิม
ทว่าลู่หมิงเซียนกลับเพียงปรายตามองสมุดบัญชีตรงหน้าด้วยความเรียบเฉย นางไม่ได้โกรธเกรี้ยวและไม่ได้ร้องไห้โวยวายอย่างที่อีกฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ หากแต่นิ้วเรียวยาวกลับเริ่มเปิดพลิกหน้ากระดาษอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว
สายตาของนักบัญชีตัวแม่จากโลกอนาคต กวาดมองผ่านตัวเลขเลือนรางเพียงไม่กี่วินาที ริมฝีปากบางก็ยกยิ้มเย็นชาขึ้นมาทันที เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ
“คลังจวนฝืดเคืองอย่างนั้นหรือ”
ลู่หมิงเซียนใช้นิ้วเคาะลงบนสมุดบัญชีหน้าหนึ่งเป็นจังหวะช้าๆ พลางช้อนสายตาขึ้นประสานกับอีกฝ่ายด้วยแววตาลึกล้ำยากจะคาดเดา
“เจ้าจัดซื้อถ่านไม้หอมสำหรับเรือนของตนเองในราคาชั่งละห้าสิบตำลึง ทั้งที่ราคาตลาดกลางในเมืองหลวงตกเพียงชั่งละสิบตำลึงเท่านั้น เบิกงบเกินจริงไปถึงห้าเท่าเช่นนี้เรียกว่าคลังฝืดเคือง หรือเรียกว่ายักยอกเข้ากระเป๋าตนเองกันแน่เพคะ พระชายารอง”
ท้ายประโยคนางเน้นคำหนักแน่นพลางกดสายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า ไร้ซึ่งความยำเกรงหรือหวาดหวั่นแม้เพียงนิด
ลู่หมิงจูหน้าชาวาบเมื่อถูกจับได้ ไม่คิดว่าคนตรงหน้าที่ทั้งโง่เขลาเรื่องตัวเลขและไม่เคยสนใจสิ่งใดมาก่อนจะจับพิรุธเรื่องนี้ขึ้นมาได้
"ทะ ท่านพูดจาเลอะเทอะอะไร!"
สตรีสกุลลู่ผู้นี้ ในอดีตพระองค์เคยทรงมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอไร้พิษสงคนหนึ่ง ทว่ายามนี้นางกลับฉลาดปราดเปรื่อง นิ่งสงบ และรู้จักกาลเทศะเป็นที่สุดนางรู้จักอดทนรอคอยจังหวะเวลา และใช้หมากทางการเมืองกวาดล้างพันธะ ตัดสายสัมพันธ์กับอนุชาของพระองค์ได้อย่างเด็ดขาด สะอาดหมดจดไร้ซึ่งช่องโหว่ทางกฎหมายในพระทัยลึกๆ ฮ่องเต้เองก็ทรงนึกเสียดายปัญญาความสามารถทางการค้าและนวัตกรรมอันน่าอัศจรรย์ของนางไม่ใช่น้อยทว่าเมื่อพระองค์ทรงทราบความจริงว่า เสด็จอาหญิง หรือก็คือองค์หญิงใหญ่ผู้มีอิทธิพลและบารมีสูงส่งในราชสำนัก เป็นผู้คอยเกื้อหนุนและจับมือร่วมการค้ากับลู่หมิงเซียนอยู่เบื้องหลังเงียบๆโดยที่ไม่เคยยื่นมือเข้าช่วยผู้ใดได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ นั่นย่อมแสดงว่าพระนางต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่ และเป้าหมายที่ว่าก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวทางมณฑลชางเป่ยนั่นเป็นแน่ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้นซ้ำร้าย หากคิดใช้อำนาจบีบบังคับดึงตัวนางเข้าสู่วังหลังในตำแหน่งกุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงตระหนักดีว่า นอกจากจะต้องรับศึกกับจิ้งชินอ๋องผู้กำลังเสียดายอดี
ณ ห้องประชุมใหญ่ภายในกองบัญชาการกองทัพหลวงบรรยากาศภายในโถงกว้างอึมครึม เยือกเย็น และเงียบสงบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเหล่าทหารจิ้งชินอ๋องผู้ซึ่งสลัดชุดเสื้อคลุมผ้าไหมสีเข้มออก แล้วผลัดเปลี่ยนมาอยู่ในชุดขุนนางเต็มยศ นั่งประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักตรงหัวโต๊ะ ท่วงท่าการนั่งผ่าเผยและองอาจ ทว่าใบหน้าหล่อเหลาคมกริบกลับตึงเครียดและบึ้งตึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนรังสีเยียบเย็นอันหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ทำเอาเหล่าหัวหน้าทหาร นายกอง และเหล่าขุนนางที่มารอประชุมหารือเรื่องเสบียงยุทธปัจจัยของกองทัพ ต่างพากันยืนก้มหน้าสงบนิ่ง ไร้ผู้ใดกล้าขยับตัว หรือแม้แต่จะนั่งลงบนเก้าอี้ร่วมโต๊ะกับเขาเลยสักคนเดียวหลินโม่และหลินเจ๋อ สององครักษ์คนสนิท ยืนกุมด้ามดาบเฝ้าอยู่เบื้องหลังนางท่านของตน นัยน์ตาของทั้งสองฉายแววหนักใจและอดทอดถอนใจลึกๆ ไม่ได้ในฐานะคนที่รับรู้เหตุการณ์มาโดยตลอด พวกเขารู้ดีที่สุดว่าท่านอ๋องของพวกเขาเดินหมากก้าวพลาดไปสิบก้าวแล้วความเสี
“ยามที่ข้านอนป่วยหนักอยู่ในเรือนร้างท้ายจวน ร่างกายหนาวสั่น ไข้ขึ้นสูงจนแทบสิ้นลมไร้ซึ่งหมอมารักษา และแม้ข้าวสักเม็ดหรือน้ำสักหยดก็ยังตกไม่ถึงท้อง ยามนั้นข้าไม่เห็นว่าท่านอ๋องผู้ทรงเมตตาและแสนดีต่อหน้าผู้คนเช่นท่าน จะเคยนึกถึงหรือเสด็จมามอบชาบำรุงสักถ้วยให้ข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียวเลยนี่เพคะ”‘ป่วยหนัก…’‘เรือนร้างท้ายจวน?...’เสียงเซ็งแซ่หนาหูเกี่ยวกับเรื่องสะเทือนใจที่นางเอื้อนเอ่ยออกมาดังระงมไปทั่วหอการค้าถ้อยคำแทงใจดำแง้มหน้ากากความสมบูรณ์แบบของจิ้งชินอ๋องออกต่อหน้าธารกำนัล บรรดาฮูหยินและคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วทั้งโถงต่างเบิกตากว้าง พากันสูดลมหายใจเข้าด้วยความตื่นตะลึงภาพลักษณ์ท่านอ๋องผู้แสนดีและรักใคร่พระชายาเอก พลันพังทลายลงในชั่วพริบตา“สวรรค์! ที่แท้ภาพท่านอ๋องผู้แสนดีก็เป็นเพียงหน้ากากจอมปลอมหรือนี่ ย
ทว่าอีกด้าน จิ้งชินอ๋องที่ยืนกอดอกจ้องมองหอการค้าของอดีตชายาเอกของตนอยู่นั้น จู่ๆ หลินโม่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า“ยามนี้สายมากแล้ว ท่านอ๋องจะเข้าวังเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงเคาะนิ้วเบาๆ เป็นจังหวะตรงกรอบหน้าต่างไม้แกะสลักเท่านั้นทันใดนั้น หลินเจ๋อที่หายตัวไปไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับกล่องไม้หอมแกะสลักลวดลายประณีตในมือ“เจ้าหายไปไหนมา” หลินโม่ก้าวเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถามสหายของตนด้วยความสงสัยระคนอยากรู้อยากเห็น“ไปทำงานสำคัญมา นี่เจ้าไม่ได้ฟังที่ท่านอ๋องสั่งการก่อนออกนอกจวนเลยหรือ”“เรื่องอันใดกัน” หลินโม่ตาโตเอ่ยถามหลินเจ๋อพลางสลับมองกล่องไม้ในมือของสหายไปด้วยหลินเจ๋อส่ายหัวเบาๆ ให้สหายคู่ใจ ก่อนจะรีบก้าวเดินเข้าไปห
ภายในหอการค้าที่ผู้คนพากันจับจ่ายซื้อของกันพลุกพล่าน ลู่หมิงเซียนกวาดสายตามองความสำเร็จตรงหน้าด้วยความอิ่มเอมใจ แม้จะรู้สึกคล้ายมีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องมาจากมุมมืดฝั่งตรงข้าม แต่นางก็เพียงปรายตามองผ่านเลยไปอย่างไม่ใส่ใจสำหรับนางในเวลานี้ อดีตสามีผู้โง่เขลารายนั้นก็เป็นได้เพียงแค่คนแปลกหน้าที่ไม่มีค่าพอให้ต้องชายตามองอีกต่อไปแล้วหมากบนกระดานเมืองหลวงถูกนางกวาดจนเรียบแล้ว และก้าวต่อไปของนาง ก็คือการสร้างธุรกิจการค้า เครื่องประทินโฉมและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะทำให้นางได้กลายเป็นเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งที่สุดในใต้หล้า ซึ่งไม่ใช่แค่ในเมืองหลวงแห่งนี้และแน่นอนที่สุด ตระกูลลู่และจวนจิ้งชินอ๋อง จะไม่มีวันได้แตะต้องทรัพย์สินของนางได้อีก หากอับจนหนทางก็คงเหลือเพียงทางเดียวคือการก้มหัวขอให้นางช่วยเหลือเท่านั้น‘ซึ่งไม่มีวันนั้น... วันที่ข้าจะหยิบยื่นมือช่วยพวกเขาอย่างแน่นอน!’บรรยากาศภายในหอการค้าชั้นลอยและโถงกลางคึกคักไปด้วยบรรดาฮูหยิน และคุณหนูจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ที่กำลังจับจ่ายเลือกซื้อสินค้านอกจากผ้าไหมแพรพรรณชั้นเลิศจากร้านเว่ยเซียง และ
ณ หอการค้าหมิงเซียน ยามสายของวัน..อาคารสามชั้นอันโอ่อ่า ป้ายทองคำขนาดใหญ่สลักตัวอักษรพู่กันเด่นชัดว่าหอการค้าหมิงเซียน ส่งประกายระยิบระยับรับแสงอาทิตย์ที่สอดส่องลงมาผ่านไปราวสองวันแล้วแม้ว่าพิธีเปิดอันยิ่งใหญ่จะผ่านพ้นไป ทว่าในเช้าวันที่สามของการเปิดหอการค้านี้ บรรดาพ่อค้าวาณิชและลูกค้ากลับยิ่งหลั่งไหลกันเข้ามาอุดหนุนและสั่งจองสินค้ากันอย่างเนืองแน่นยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะถุงแร่ความร้อนรุ่นรีฟิล หรือที่รู้จักกันไปทั่วเมืองหลวงในนามถุงแร่คลายหนาว ตลอดจนผ้าไหมตัดเย็บประณีต ซึ่งกลายเป็นสินค้าหายากและเป็นที่ต้องการสูงสุดในเมืองหลวงเวลานี้ภายในโถงกว้างชั้นล่าง ลู่หมิงเซียนในชุดอาภรณ์สีแดงทับทิมปักลวดลายเมฆมงคลเรียบหรู ยืนตรวจสอบความเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มสดใส มั่นใจ และฉายแววความสุขุมของผู้บริหารหญิงอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีเสี่ยวเฉียวและหลงจู๊ฝีมือดีคอยช่วยเหลือจัดการบัญชีและต้อนรับแขกเหรื่อไม่ขาดสายผ่านไปชั่วยามกว่าๆ เมื่อลูกค้าเริ่มบางตาลง องค์หญิงใหญ่ในคราบฮูหยินเซียวแห่งร้านฝ







