Se connecter“โอย งานเข้า จะหาเงินสิบล้านจากไหนภายในสิ้นเดือน!”
“มัวแต่ร้องโวยวาย มันจะไปช่วยอะไร รีบไปหาลูกค้าเดี๋ยวนี้เลยไป”
“เตี่ยอ่า... วันนี้หมวยก็วิ่งหาเงินทั้งวันแล้ว ขอกินข้าวก่อนนะ”
ในเวลานั้นประเทศในตะวันออกกลางกำลังตื่นเต้นกับข่าวชีคฟาริส อัล มีดีส ตกลงพระทัยเปิดประเทศ ชาติตะวันตกต่างพากันมองหาช่องทางลงทุน รายการข่าวช่วงข่าวต่างประเทศรายงานเพียงผ่านๆ ไม่ได้เจาะลึกรายละเอียดอะไรมากนัก แต่อลิชาตั้งใจฟัง แววตาเริ่มเป็นประกายเหมือนคิดอะไรบางอย่างออก
“คิดอะไรแผลงๆ อีกละสิ” เตี่ยสับสันมือลงกลางศีรษะลูกสาว ทำเอาอลิชาเกือบร้องเอ๋งออกมา
“โอย เปล่านะเตี่ย หมวยออกไปเก็บเงินก่อนนะคะเตี่ย”
อลิชาเงยหน้ามองนาฬิกาก็คิดว่าได้เวลาไปตามนัดแล้ว ร้านจิวเวลรีของครอบครัวเธอเป็นร้านเก่าแก่ ดังนั้นจึงย่อมมีคนใหญ่คนโตแวะเวียนมาซื้อและขายเป็นประจำ หลายครั้งที่พวกท่านเหล่านั้นเดือดร้อนจำต้องใช้เงินจึงฝากขาย แต่ไม่ให้เปิดเผยที่มาว่าเป็นอัญมณีของใคร ซึ่งตามปกติแล้วอลิชาก็จะไม่พูดอยู่แล้ว หรือบางคนฝากขายเพราะไม่ค่อยได้ใส่หรือไม่ก็อยากจะหมุนไปซื้อพลอยชิ้นใหม่ๆ ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหนอลิชาคิดค่านายหน้า 2% ตามราคาขาย และเมื่อวันก่อนเธอเพิ่งจะขายต่างหูไพลินน้ำงามได้ห้าแสน คิดค่านายหน้าออกมาแล้วก็ได้เงินหลายบาทเอามาเติมบัญชี
เธอกับลูกค้านัดกันที่ธนาคารเพื่อนำเช็คเงินสดไปขึ้นเงิน อีกฝ่ายเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ พอนับเงินครบก็ยื่นเงินให้สองพัน บอกว่าเป็นค่าเหนื่อย
“หมวยขออนุญาตรับแค่ค่านายหน้า 2% ตามที่ตกลงกันไว้นะคะ คุณพี่ให้เพิ่มสองพัน หมวยก็ไม่รับค่ะ” อลิชายิ้มหวาน พูดเนิบๆ ช้าๆ
“พี่ไม่ได้ให้เพิ่ม พี่ให้แค่สองพัน”
“หมวยกับคุณพี่ตกลงกันที่ 2% นะคะ เผื่อคุณพี่ลืม”
“แล้วต้องการเท่าไร”
“2% ของราคาขายค่ะ”
“ฉันให้แค่สองพันก็พอแล้ว ถือว่าคนกันเอง เป็นแค่เด็กจะเอาเงินไปทำไมมากมาย ต่างหูไพลินพี่ก็ซื้อมาแล้วขายไปไม่ได้บวกกำไรเลย เสียค่านายหน้าเป็นหมื่นพี่ก็ขาดทุนสิ”
“ยิ่งเป็นคนกันเองยิ่งต้องรักษาสัจจะนะคะ หมวยค้าขายซื่อสัตย์ไม่เคยเอาเปรียบใคร ถ้าหมวยยอมรับเงินสองพันของคุณพี่ หมวยก็จะกลายเป็นเด็กโง่เง่า ยอมให้คนไม่รักษาคำพูดเอาเปรียบ จริงไหมคะ”
อลิชาตอบเสียงหวานแต่เชือดอีกฝ่ายแบบตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องเกรงใจคนที่คิดจะเบี้ยว อีกฝ่ายจึงหน้าเจื่อนไปและเหลือบมองรอบตัวเห็นคนเดินไปเดินมาในธนาคาร ก็นึกอายสายตาคนอื่น พอนับเงินส่งให้ครบตามจำนวน อลิชาก็ยิ้มหวานเจี๊ยบพร้อมพนมมือกราบขอบพระคุณ ในอนาคตถ้านางติดต่อฝากขายอะไรอีกก็รับฝากให้แต่ไม่วิ่งขายให้หรอก
อลิชาได้เงินแล้วยังไม่กลับทันที แต่แวะไปที่ร้านหนังสือเพื่อกวาดซื้อหนังสือที่มีข้อมูลของประเทศลึกลับ แต่ก็พบว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนที่มีสิ่งที่เธอต้องการเลย
ช่างเป็นประเทศที่น่าท้าทายเสียจริงๆ
“ยิ้มอะไรเหรอเมียจ๋า”“ก็อยากจะยิ้ม ยิ้มไม่ได้เหรอเพคะ”“ตอบกวนแบบนี้เดี๋ยวมีเรื่อง” ชารีฟค่อยๆ ลุกจากเตียงของสองแฝด เดินตรงเข้ามาหาราวกับพญาสิงโต ริมฝีปากของเขาประทับลงบนริมฝีปากแดงระเรื่อ สอดลิ้นเข้ามาในอุ้งปากน้อยๆ แล้วบรรจงจูบแลกลิ้นออดอ้อน“ลูกหลับแล้ว ไปดูดาวกันเถอะ”“ตอนนี้เหรอคะ”“ฉันอยากจะสร้างลูกอีกสักคน คราวนี้จะให้ made in desert แบบแท้ๆ”“บ้า”“แล้วไปไหม” เขาถามเย้า อลิชาจึงยิ้มแกมขำออกมา“ไปสิ ไม่เห็นต้องถาม” ท้องฟ้ายามเที่ยงคืนมืดมิดเหมือนผืนกำมะหยี่ที่ระยิบระยับด้วยดวงดารา ด้วยเขตพื้นที่ตรงจุดนี้ยังคงบริสุทธิ์ปราศจากมลภาวะใดๆ ทำให้มองเห็นดวงดาวมากมายและสุกใสราวกับแสงโคม งามดั่งสวรรค์ประทาน เธอและเขาเดินเท้าเปล่าเปลือยสัมผัสเม็ดทราย ในมือมีกิ่งไม้แห้งๆ เดินลากพื้นทรายเป็นทางยาว ปล่อยให้กระแสลมอ่อนโยนและดวงดาวนับหมื่นนับพันบนฟากฟ้าโอบกอดกันไว้ แม้ว่าลมจะพัดจนไหล่เล็กๆ หนาวสั่น แต่ว่าทั้งสองก็หลงรักห้วงเวลาอั
อลิชาชอบฟาร์มแห่งนี้มาก เธอจะจูงมือลูกเดินเล่นไปรอบๆ ลัดเลาะไปตามใต้ร่มเงาไม้ของต้นอินทผาลัม ผ่านดงต้นส้มและต้นมะนาวควินซ์ซึ่งเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ผลคล้ายลูกแพร์รสชาติเปรี้ยวๆ เมื่อเดินไปใต้ร่มต้นมะกอกฝรั่งตรงไปสู่สระใหญ่ เป็ดและห่านจะร้องเซ็งแซ่ ซ้ายมือเป็นกรงนกยูงขนาดใหญ่มหึมา พวกมันกำลังรำแพนสวยงาม ส่วนขวามือเป็นเรือนกระจกปลูกผักสดๆ อาโปชอบต้นพีชที่พ่อปลูกไว้ริมตำหนัก ส่วนวาโยเฉยๆ เพราะตื่นเต้นกับฝูงแกะและแพะของพ่อมากกว่า“เสด็จพ่อจ๋า เสด็จพ่อจ๋าดูนั่น” วาโยชี้ไปที่นกนักล่าซึ่งบินร่อนแล้วก็โฉบวูบลงมา กางกรงเล็บตะปบกระต่ายป่าไปเป็นอาหาร ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วแต่วาโยก็ปรบมือชอบใจ“ถ้าเข้าไปในเขตทะเลทรายลึกๆ จะเห็นเสือดาว หมาจิ้งจอก หมาป่าด้วยนะ”“วาโยอยากไปพ่ะย่ะค่ะ”“ไม่กลัวเหรอลูก”“ไม่กลัว วาโยแข็งแรง”“งั้นพ่อจะพาไป” ชารีฟอุ้มลูกชายให้นั่งบนหลังม้า ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นตามไปอย่างองอาจ เขาสอนให้ลูกรู้จักรากเหง้าของตนเอง บอกให้รู้ว่าสายเลือดของเขาถือกำเนิดจากทะเล
บทส่งท้าย ครอบครัวแสนสุข อาโปกับวาโยวีดีโอคอลกลับไปหาตากับยายทุกวัน และสัญญากันว่าเดือนหน้าตากับยายจะมาหา อลิชาจึงตั้งใจว่าจะให้เตี่ยกับแม่ปิดร้านมาพักผ่อนที่มีดีสสักเดือนสองเดือนแล้วค่อยขึ้นเครื่องบินส่วนตัวกลับไปส่งที่เมืองไทย ไม่นานนักสองตายายก็ได้รับข่าวดีว่าอลิชากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ชารีฟดีใจจนไปเหมาซื้อหุ้นบริษัทผ้าอ้อมเด็กและจะรอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่โดยรอใช้รูปของลูกแปะบนหีบห่อ เห่อหนักกว่าเตี่ยเธอเสียอีกพ่อคุณเอ๊ย“อาโปกำลังจะได้เป็นพี่ใหญ่แล้วนะ ส่วนวาโยกำลังจะได้เป็นพี่ชาย”“น้องของหนูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพคะ” อาโปอยากได้น้องสาว แต่วาโยอยากได้น้องชาย“ยังไม่รู้ชัดหรอกจ๊ะ ต้องรออีกสักสี่เดือนถึงจะบอกได้นะ” อลิชาอุบไว้เพราะความจริงแล้วเธอฝันถึงเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ร้องเรียกเธอว่าแม่จ๋าๆ หนูมาขอเป็นลูกแม่ หน้าตาเหมือนชารีฟเปี๊ยบ! แถมพอมาอยู่ที่มีดีสก็แพ้ท้องอยากกินขนมสายไหมอยุธยาอีก เธอพยายามไม่บอกใครเพราะไม่อยากให
“ทำไมปากนายแดงจัง”“กระหม่อมเพิ่งจูบเมียพ่ะย่ะค่ะ”โอเค ชัดเจน... ชีคฟาริสพยักหน้าและทำท่าจะเอาบ้าง แต่มุกระวีถลึงตาใส่เสียก่อน เขาจึงหัวเราะร้ายๆ ในลำคอแล้วผายมือไปที่เพชรพลอยที่วางโชว์ในตู้นิรภัย “อยากได้อะไรก็เลือกเลย ฉันซื้อให้” “ไม่เอา ไม่ต้องมาทำตัวป๋าแถวนี้ หม่อมฉันอยากจะได้อะไรก็จะซื้อเอง” มุกระวีเชิดหน้าใส่และทำท่าจะเดินออกท่าเดียว อลิชารู้ว่าชีคฟาริสโคตรจะใจป้ำ จ่ายเงินซื้อของรัวเป็นปืนกล เธอจึงไม่ยอมปล่อยให้ลูกค้าชั้นเยี่ยมหลุดลอยหรอกจ้า “หม่อมฉันเพิ่งได้แหวนแอเมทีสต์สีม่วงรูปหัวใจมาใหม่นะเพคะท่านฟาริส ลองดูหน่อยว่าคุณมุกระวีชอบไหม” แอเมทีสต์สีม่วงเจียระไนสดสวย มีทั้งแหวน ต่างหู สร้อย กำไล ราคาก็แตกต่างกันออกไปตามเกรดพลอย ถ้าสีม่วงเข้มจัดๆ จะมีราคาแพง หากสีม่วงอ่อนๆ หรือเกือบใสก็จะราคาลดหลั่นกันไป เธอหยิบแหวนแอเมทีสต์สีม่วงเข้มออกจากตู้ ชีคฟาริสไม่พูดอะไรมาก คว้าแหวนวงนั้นมาลองสวมนิ้วให้มุกระวี เห็นว่าพลอยสีม่วงขับผิวขาวผ่องสวยดี พระองค์
“ชารีฟไม่อยู่หรอกหรือ”“ไปส่งแฝดที่โรงเรียนเพคะ เดี๋ยวสักพักก็คงจะมา แหม หม่อมฉันไม่นึกไม่ฝันเลยนะเพคะว่าพระองค์จะปิ๊งสาวต่างชาติ”“เธอพูดเหมือนชารีฟเป๊ะเลยนะ แต่หมอนั่นด่ากระทบฉันซะแสบๆ คันๆ” ชีคฟาริสหัวเราะและแนะนำหญิงสาวที่พามาด้วยให้อลิชารู้จัก“มุกระวี เธอคนนี้ชื่ออลิชา เป็นน้องสะใภ้ของฉันเอง ตอนนี้ลูกสองแล้ว เธอมีศักดิ์เป็นพระชายาแห่งเฟซซาน... อลิชา นี่มุกระวี เป็นสาวไทยเหมือนกับเธอ”มุกระวียิ้มออกมาพร้อมยกมือไหว้ อลิชายกมือรับไหว้และทักทายมุกระวีด้วยความยินดี ต่างคนต่างรู้สึกเหมือนได้เจอคนรู้จักในต่างแดน อลิชายังอดชมไม่ได้ว่ามุกระวียิ้มแล้วสวยบาดใจจริงๆ เธอสง่างามในขณะเดียวกันก็แสนหวาน แต่อย่าคิดว่ามุกระวีจะเป็นหญิงสาวอ่อนแอเด็ดขาดเชียว อลิชายิ้มน้อยยิ้มใหญ่และกล่าวทักทายออกไป“ต้องทำใจหน่อยนะคะ”“เอ่อ...” ตอนแรกมุกระวีก็ไม่เข้าใจ พอเข้าใจขึ้นมาก็หัวเราะคิก เพราะอลิชาหมายความถึงชายผู้ทรงอำนาจที่จับมือเธอไม่ปล่อย มุกระวีจึงยิ่งนึกชอบอลิชามากขึ้นไปอีก&
“หม่อมฉันขอโทษที่หนีไปนะเพคะ ไม่โกรธนะคนดี ก็ตอนนั้นหมวยสับสนชีวิตอ่า...” อลิชาพยายามทำเสียงง้องแง้ง แต่คนตัวใหญ่ไม่ง้องไม่แง้งด้วยสักนิด“ฉันมานั่งคิดนอนคิดดูแล้ว ขืนปล่อยให้เธออยู่แต่ในวังเลี้ยงลูก เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่านจนต้องวุ่นวายตามจับกลับมาอีก ฉันมีงานต้องดูแลการขุดเจาะน้ำมันที่เฟซซานอยู่แล้ว ฉันก็เลยคิดว่าจะฝากงานบางอย่างให้เธอทำ”“งานอะไรหรือเพคะ หม่อมฉันเคยแต่ค้าขายเพชรพลอย อาจจะทำอย่างอื่นไม่เก่งพอ”“ฉันก็เองก็ไม่เก่ง รับดูแลงานนี้มาหลายปี ขาดทุนทุกปีแถมลูกค้าก็ไม่มี เลยคิดว่างานนี้เหมาะกับเธอมากกว่า”“พูดขนาดนี้ หม่อมฉันอยากรู้แล้วสิว่างานอะไร”“นี่ไง” เขาหยุดที่อยู่ร้านจิลเวลรีใหญ่ซึ่งตกแต่งหรูหราสวยงาม ตั้งอยู่บนทำเลดีเยี่ยม ก่อนจะชี้นิ้วขึ้นไปที่ป้ายร้าน อลิชาจึงแหงนหน้าตาม ป้ายชื่อร้านเขียนว่า ‘ALISHA’ “ชารีฟ...” “เธออยากทำไหม
เมื่อประตูห้องพักผ่อนชมสวนของท่านหญิงเปิดออก ภายในห้องมีเจ้านายฝ่ายสตรีที่ไปมาหาสู่กันและกำลังพูดคุยอย่างออกรส พอเธอมาถึง เสียงพูดคุยก็เงียบลง ทุกสายตาหันมา หัวใจของเธอก็แทบจะแช่แข็ง ถ้าไม่ได้เขากุมมือเธอไว้ เธอคงจะเข่าอ่อนลงไปกลิ้งที่พื้นแล้ว“เวลาเธอตื่นเต้นแล้วจมูกบานจังนะ”
“มั่วแล้ว ใครจะไปเชื่อ”เธอหัวเราะปากกว้าง พุงกระเพื่อม“ผู้ที่ตัดสินได้ว่าจริงหรือไม่จริงก็คือท่านหญิงดีนาร์ เธอกล้าไปพร้อมกับฉันไหมละ ถ้าใครหนี คนนั้นเป็นลูกหมา”“กล้ามาตั้งแต่เกิดแล้วจ้า ฉันจะฟ้องให้หมดเลยว่าคุณทำอะไรฉันบ้าง ถึงตอนนั้นก็อย่าร้
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่แน่ใจแต่ดวงตะวันลอยขึ้นกลางท้องฟ้าแล้ว อลิชาลืมตาตื่นอีกครั้งเพราะเสียงซ่าๆ สลับกับเสียงพูดภาษาเปอร์เซียที่ดังออกมาจากวิทยุ พายุทะเลทรายสงบลงไปแล้ว แสงแดดกลับมาส่องจ้าเช่นเดิม เธอมองไปรอบตัว เห็นกระจกรถแตกร้าวยิบๆ ขุ่นมัวจนมองอะไรไม่เห็นอีกต่อไ
“พันผ้าปิดปากปิดจมูกไว้ แล้วก้มลง” เขาสั่งแล้วล้มตัวลงนอน ก่อนชะงักเล็กน้อยเมื่อสบตาเธอในมุมนี้ เธอกำลังตัวสั่นและร้องไห้ “ไม่ต้องกลัว เธอมีฉันอยู่”“ฉันไม่ได้กลัวสักหน่อย”“ตัวสั่นเป็นลูกหมาแล้วยังจะปากดี”“มันจะพัดอีกนาน







