LOGINเมื่อเมธาวีไปถึงที่โรงพยาบาลเธอจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้พี่สาว จากนั้นก็พาพี่สาวกลับบ้านเพื่อเก็บข้าวของก่อนที่จะเดินทางไปอเมริกา ซึ่งเธอเห็นด้วยกับความคิดนี้เพราะว่าอย่างน้อยจะได้เป็นการเปลี่ยนสถานที่ อีกอย่างมินตราจะได้ไปพักผ่อนที่นั่นด้วย และพ่อก็คงจะช่วยปลอบใจพี่สาวของเธอได้บ้าง เมธาวีไปส่งมินตราที่สนามบินด้วยตัวเอง พร้อมกับบอกเธอว่าบิดาจะมาคอยรับที่ปลายทาง และขอให้เธอดูแลตัวเองให้ดีสบายใจเมื่อไรก็ค่อยกลับมา ไม่ต้องห่วงงานที่บริษัทเพราะตนเองจะรับหน้าที่ดูแลต่อเอง
“พ่อทราบเรื่องของพี่ฟ้าแล้วนะคะ พ่อพูดแค่ว่าอยู่ที่เมืองไทยแล้วไม่สบายใจ ก็ให้ไปอยู่กับพ่อที่อเมริกาถือว่ามาพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศ หลานคนเดียวพ่อเลี้ยงได้”
เมื่อมินตราได้ยินคำตอบของพ่อจากน้องสาวของตัวเองก็มีผลทำให้เธอไม่สามารถระงับความเสียใจไว้ได้อีก เธอร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เมธาวีเดินเข้าไปกอดเธอเอาไว้แล้วก็เช็ดน้ำตาให้ และบอกให้ทำใจให้สบายไม่ต้องคิดมาก เพราะสุขภาพจิตของแม่มีผลต่อลูกในท้อง ให้เธอห่วงตัวเองและลูกน้อยให้มากเข้าไว้ เรื่องอื่นไม่ต้องไปคิดถึงมัน
ในที่สุดมินตราก็เดินทางมาถึงสนามบินลอสแองเจอลิส เธอมองหาบิดาแล้วก็พบว่าเขามารอรับเธออยู่ก่อนแล้ว
“ฟ้า...ทางนี้ลูก” มินตรายกมือไหว้บิดาบุญธรรม
“สวัสดีค่ะ...พ่อไม่น่าจะต้องลำบากมารับฟ้าเลยนะคะ”
“พ่อไม่ลำบากอะไรหรอกลูก เรากลับบ้านกันเถอะเดินทางมาถึงเหนื่อยๆ จะได้พักผ่อน หลานของพ่อจะได้พักผ่อนด้วย”
เมื่อทั้งคู่มาถึงบ้านพักวิชญะชวนมินตราให้มานั่งพักที่โซฟาในห้องนั่งเล่น แต่เธอไม่ยอมนั่งบนเก้าอี้แต่กลับนั่งลงที่พื้น สร้างความงุนงงให้กับวิชญะเป็นอย่างมาก
“ฟ้าทำไมไม่นั่งข้างบนล่ะลูก” เธอไม่ตอบแต่ก้มลงกราบที่ตักของเขาด้วยน้ำตานองหน้า
“พ่อคะหนูขอโทษที่ทำตัวไม่ดี ตั้งท้องโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ทำให้เสื่อมเสียวงศ์ตระกูล”
วิชญะดึงตัวลูกสาวขึ้นมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกับเขา และลูบหัวของเธอเบาๆ
“ไม่เอาลูกอย่าคิดมาก พ่อยังไม่เคยว่าลูกสาวของตัวเองเลย แล้วหนูเป็นใครถึงได้มาว่าลูกสาวของพ่อ เรื่องที่ลูกกังวลพ่อไม่เคยเดือดร้อน หลานคนเดียวพ่อเลี้ยงได้และพ่อก็รู้ว่าตะวันก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ตอนนี้ลูกแค่ทำจิตใจให้สบายอย่าคิดมาก เพราะอารมณ์ของแม่จะมีผลต่อลูกในท้อง อย่าร้องไห้ลูกเดี๋ยวหลานพ่อก็ขี้แยกันพอดี พ่อกับน้องยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่นะลูกเลิกคิดมากได้แล้ว” เขาเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวของตัวเอง
“อาการของพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”
“ดีขึ้นมากแล้วแต่หมอยังไม่อยากที่จะให้พ่อกลับไปทำงานหนักเหมือนเดิม อีกไม่นานพ่อก็คงจะได้กลับไปอยู่กับลูกที่เมืองไทย” มินตรารู้สึกสบายใจที่ได้ฟังคำพูดของพ่อ และมีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป ถึงแม้ว่ากวินจะตัดสินใจอย่างไรก็ตาม มันจะไม่มีผลกับเธออีกต่อไปแล้ว เพราะเธอยังมีพ่อและตะวันที่รักและพร้อมจะเข้าใจและยืนเคียงข้างเธอในทุกสถานการณ์
ในวันต่อมามินตราได้ออกไปเดินดูของในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เธอเดินเลือกซื้อของเพียงลำพังคนเดียวด้วยความรู้สึกเหงาปนเศร้า และก็ได้มีโอกาสพบกับกันต์ที่นั่นโดยบังเอิญทั้งสองฝ่ายทักทายกัน จากนั้นก็ชวนกันไปคุยกันต่อที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
“คุณมีอะไรที่ไม่สบายใจอยู่หรือเปล่าเล่าให้ผมฟังได้นะครับ”
มินตราร้องไห้ออกมาทันที เธอพยายามที่จะกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ และนั่นทำให้กันต์ตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว เขาพยายามปลอบประโลมและถามถึงสาเหตุของความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น
มินตราเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง ในการเริ่มต้นการเล่ามันดูยาก เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนดี แต่เมื่อได้เล่าแล้วมันเหมือนกับไม่สามารถหยุดได้ น้ำตาของเธอไหลลงมาอยู่แทบจะตลอดเวลา กันต์จับมือของหญิงสาวเอาไว้เพื่อเป็นการปลอบประโลม บางทีเขาอาจจะต้องกลับไปที่เมืองไทยอีกสักครั้ง นับตั้งแต่ครอบครัวของเขามาตั้งรกรากอยู่ที่อเมริกา เขาก็ไม่ค่อยจะได้กลับไปที่นั่นนอกจากจะไปประชุมคราวที่แล้วและได้เจอมินตราโดยบังเอิญ
กันต์คิดจะกลับไปเพื่อทำหน้าที่ประสานรอยร้าว เพราะเท่าที่เขาฟังเรื่องราวจากปากของเธอ กันต์มีความรู้สึกว่าทั้งคู่ยังรักกันและกันอยู่ เพียงแต่ว่าฝ่ายชายยังไม่สามารถตัดใจละทิ้งชีวิตเสเพลของตัวเองได้ บางที่เพื่อนอย่างเขาน่าจะทำอะไรเพื่อเพื่อนและอดีตคนรักได้ เพราะถึงแม้ว่าจะเลิกลากันไปแล้วแต่เขาก็ยังมีความรู้สึกที่ดีกับเธอ
และยังจดจำเวลาแห่งความหวานชื่นที่เขากับเธอมีร่วมกันตอนที่เป็นแฟนกันได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม
และตอนนี้เขาก็มีแผนการที่จะทำให้เธอกลับไปคืนดีกับแฟนหนุ่ม แต่เขายังไม่ได้บอกให้อีกฝ่ายรับรู้ เพราะบางทีถ้ารู้เธออาจจะไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเขา เพื่อความแนบเนียนเธอจึงไม่ควรล่วงรู้ถึงแผนการนี้
หลังจากที่พบกันในวันนั้นกันต์ได้ไปมาหาสู่มินตรา เขาเข้านอกออกในบ้านที่ปิยภัศร์จัดให้คุณวิชญะพักอยู่ และหญิงสาวเองก็พักอยู่ที่นั่นด้วย กันต์มาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยกับเธอเพื่อให้เธอหายเหงาหายเศร้าลงบ้าง อีกทั้งยังขอตามเธอกลับไปที่เมืองไทย โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่ได้กลับไปเที่ยวที่นั่นนานแล้วก็เลยอยากจะกลับไปเยี่ยมเพื่อนฝูงบ้าง คราวที่แล้วที่กลับไปก็เพราะเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจยังไม่มีโอกาสได้เที่ยวหรือไปเยี่ยมเพื่อนและคนรู้จักเลย มินตราขอให้เขาไปพำนักอยู่ที่บ้านของเธอ กันต์ตกลงทันทีโดยไม่ลังเล เพราะมันตรงกับแผนของเขาพอดี
งานเลี้ยงฉลองสมรสของปิยภัศร์กับเมธาวีผ่านไปอย่างราบรื่นไม่มีที่ติ ภาพความประทับใจต่างๆ ก็จะยังคงอยู่ในใจของแขกผู้มีเกียรติ รวมถึงสื่อมวลชนที่มีโอกาสมาร่วมงานนี้ไปอีกนาน และงานนี้ก็คงจะเป็นงานที่ได้รับการกล่าวขานกันไปอีกนานแสนนาน เฉกเช่นเดียวกับงานแต่งงานของกวินและมินตรา หลังจากที่ฟังผู้ใหญ่ให้โอวาทคู่บ่าวสาวในการครองรักกันแล้ว ก็เป็นเวลาที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะอยู่ด้วยกันตามลำพัง ปิยภัศร์ช่วยถอดชุดแต่งงานของเมธาวีออก พร้อมกับบอกให้เธอไปอาบน้ำ เพื่อที่จะได้มาพักผ่อนเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว หญิงสาวยอมทำตามอย่างว่าง่ายเธอใช้เวลาไม่นานก็เดินออกมาจากห้องน้ำ และบอกให้เขาไปอาบน้ำไวไวก่อนที่เธอจะหลับไปซะก่อน พร้อมกับปิดปากหาวปิยภัศร์ยิ้มอย่างเอ็นดู “ถ้าคุณง่วงก็นอนไปก่อนได้เลยนะตะวันไม่ต้องรอผม” แต่เธอกลับบ่นพึมพำคนเดียว “จะมีใครเหมือนคุณไหมนะ ในวันแต่งงานของตัวเองแต่คุณกลับบอกให้เจ้าสาวนอนได้เลยโดยไม่ต้องรอ นี่ฉันไม่มีเสน่ห์ขนาดนั้นเลยเหรอ” หญิงสาวเดินไปนอนรอเขาบนเตียงโดยสวมแต่เสื้อคลุมเพียงตัวเดียวเท่านั้น เธอรอเขาอยู่น
“พี่ภัศร์ยังไม่ได้บอกผมเลยว่าทำไมถึงได้เข้าใจตะวันผิดจนถึงขั้นทะเลาะกัน” “ฉันเห็นนายพาตะวันไปเลือกซื้อแหวนแต่งงาน” “พี่ก็เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยเหรอครับ ดาก็เห็นเหมือนกัน มันเป็นความบังเอิญที่ลงตัว” “ขอฉันเตะนายสักทีซิ...โทษฐานที่นายมากอดเมียฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต” “พี่ภัศร์คงจะไม่ได้คิดที่จะทำอย่างที่พูดใช่ไหมครับ ผมเป็นน้องชายของพี่นะ” “คาดโทษไว้ก่อนละกัน เพราะถึงจะเป็นน้องชายก็ไม่มีสิทธิที่จะมากอดพี่สะใภ้ โดยที่พี่ชายยังไม่ได้อนุญาตเข้าใจไหม” “หวงมากนะเนี่ย” ภูริเอ่ยแซวพี่ชาย เมธาวีหันไปมองปิยภัศร์เพื่อเป็นการเตือนเขาว่าเธอหิวแล้ว “จริงด้วยมัวแต่คุยกันเพลินผมเลยลืมว่าคุณกำลังหิว ป่านนี้เจ้าตัวเล็กของเราคงหิวจนตาลายแล้ว” “อย่าบอกนะว่าพี่ภัศร์กับตะวันกำลังจะมีลูกด้วยกัน” “ก็มันใช่นี่” “ถือเป็นข่าวดี...ยินดีด้วยนะคะ” “ขอบคุณครับ” “พี่ภัศร์คงจะดีใจมากเลยล่ะสิ” “แน่นอนอยู่แล้วแต่ตอนนี้เราเข้าไปคุยกันต่อที่ห้องอาหารดีกว่า เชิญ
พูดมาถึงตรงนี้เมธาวีก็ทำตาโตอย่างนึกขึ้นมาได้ ที่เขาบอกว่าเห็นเธอไปเลือกซื้อแหวนกับภูริน้องชายของเขา ทำให้หญิงสาวคาดคั้นเขา “คุณบอกว่าคุณเห็นฉันกับน้องชายของคุณไปเลือกซื้อแหวนด้วยกัน แล้วคุณไปทำอะไรที่นั่น” “ผมก็ไปทำธุระของผมน่ะสิ” หญิงสาวแบมือไปตรงหน้าเขา “ไหนล่ะคะแหวนของฉัน” “แหวนวงนี้ผมไปสั่งทำพิเศษเพื่อคุณโดยเฉพาะเลยนะ ผมพิถีพิถันมากทั้งออกแบบแหวนเองควบคุมการคัดเพชรเอง เพื่อให้แน่ใจว่าผมจะได้เพชรงามน้ำหนึ่งมาประดับแหวนให้คุณ นี่ไงคุณชอบไหม” เขาส่งกล่องแหวนให้เธอ หญิงสาวรับมาเปิดดู เธอพบแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวสีชมพูเป็นเพชรเม็ดใหญ่ และเป็นเพชรน้ำหนึ่งอย่างที่เขาบอก “ชอบค่ะคุณจะไม่ใส่ให้ฉันเหรอคะ” เขาหยิบแหวนวงนั้นมาสวมนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ก่อนที่จะยกมือเรียวบางนั้นขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากของตนเองอย่างบางเบา “ความจริงแล้วผมเลือกออกแบบไว้อีกวงหนึ่ง แต่ผมว่าแบบนั้นเพชรมันจะเล็กกว่าวงนี้ ผมก็เลยให้เขาทำแบบนี้แทน ตั้งใจไว้ว่าจะใช้แหวนวงนี้ขอคุณแต่งงานแต่มาเห็นภาพบาดตาซะก่อน” “ความผิดขอ
“คุณตกลงที่จะแต่งงานกับผมแล้วใช่ไหม ผมดีใจจังเลยดีใจจนอยากที่จะตะโกนออกมาดังๆ ที่คุณจะอยู่ที่นี่ต่อในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของผม” “โอ๊ย!! ปล่อยฉันก่อนค่ะ ฉันเวียนหัวไปหมดแล้วนะ” เขาหัวเราะพร้อมกับเลิกจับเธอเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแบบนั้น “ผมขอโทษ...คุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า...หน้าคุณดูซีดจังเลย” “คุณสังเกตเห็นด้วยเหรอคะ” “เห็นสิผมสังเกตเห็นตั้งแต่คุณเดินเข้ามาในบ้านแล้ว” “แต่ก็ยังใจร้ายพูดไล่ฉันออกจากบ้านไปหน้าตาเฉยแบบไม่สะทกสะท้าน คุณคงจะเบื่อขี้หน้าฉันเต็มทีแล้วใช่ไหมคะ” เธอพูดพร้อมกับค้อนเขา “ใครว่าที่จริงแล้วผมเสียใจมากเลยนะที่จะต้องคืนอิสระภาพให้คุณ แต่คุณตกลงรับปากแต่งงานกับผมแล้วนะ” “ค่ะแต่ว่า...” “ทำไมต้องมีแต่ด้วยล่ะตะวัน” “คุณฟังฉันให้จบก่อนได้ไหมคะ ฉันจะพูดว่าฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ แต่ว่าคุณต้องจัดพิธีแต่งงานของเราเร็วหน่อยนะคะ เพราะฉันกลัวว่าถ้าให้รอนานเกินไปจะใส่ชุดแต่งงานไม่ได้” “คุณหมายความว่ายังไง...นี่คุณกำลังจะบอกผมว่าคุณกำลังตั
“ผู้ชายคนอื่นที่ไหน...ภูริเป็นน้องชายของผมนะครับป้าวรรณ” “ก็นั่นล่ะค่ะป้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคุณทำแบบนี้ทำไม” “เพื่อตะวัน ผมทำทุกอย่างเพื่อตะวัน ต่อไปนี้ผมจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเธอ ในเมื่อตะวันกับภูริรักกันผมจะจัดพิธีแต่งงานให้พวกเขาเอง” “คุณภัศร์ทราบได้ยังไงกันคะ ว่าคุณตะวันกับคุณภูรักกัน เธอเคยบอกคุณเหรอคะ” “ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบอกเรื่องนี้กับผมหรอกครับ ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน และวันนี้ผมก็เห็นเขาไปเลือกซื้อแหวนแต่งงานด้วยกัน แถมยังกอดกันต่อหน้าต่อตาผม แล้วแบบนี้ป้าวรรณยังจะให้ผมขัดขวางความรักของพวกเขาอีกเหรอครับ การที่ผมตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่ผมไม่เสียใจ ที่จริงแล้วต้องบอกว่าผมหัวใจสลายถึงจะถูก และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไม่มีตะวันแล้วผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง” “ป้าว่ามันจะต้องมีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น ทำไมคุณภัศร์ไม่ลองหันหน้าพูดคุยกับคุณตะวันล่ะคะ” “ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้วครับป้าวรรณ ผมให้อิสระเธอไปแล้วตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าตะวันจะเดินออกไปจากบ้านหลังนี้เมื่อไรเท
“ผมรักคุณรับปากแต่งงานกับผมนะครับ” เธอมองแหวนวงนั้นมันสวยมากบอกถึงรสนิยมของคนเลือกได้เป็นอย่างดี “ฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ” ชายหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ และหยิบแหวนวงนั้นสวมให้กับหญิงอันเป็นที่รักของเขาพร้อมกับยกมือของเธอขึ้นมาจูบ ภูริชวนญาดาไปพบพี่ชายของเขาและว่าที่พี่สะใภ้ที่บ้าน ญาดาเองรู้สึกประหม่าไม่น้อยที่จะต้องไปพบพี่ชายของเขา แต่ภูริจับมือของเธอไว้ตลอดเวลาราวกับจะถ่ายทอดความอบอุ่นและกำลังใจจากเขาไปสู่เธอนั่นเอง “ผมชักจะรู้สึกกลัวซะแล้วสิ ถ้าพี่ภัศร์เขาเข้าใจผมกับตะวันผิดเหมือนกับที่คุณเข้าใจจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่าครับ ไม่แน่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจจะกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเรา จะตีกันตายไปข้างหนึ่งหรือยังก็ไม่รู้” “พี่ชายของคุณเคยลงไม้ลงมือกับผู้หญิงด้วยเหรอคะ” “ไม่หรอกครับผมหมายถึงตะวันต่างหาก ป่านนี้จะทุบพี่ผมช้ำไปทั้งตัวแล้วมั้ง โทษฐานที่เขาไม่เชื่อใจเธอเหมือนอย่างที่คุณเข้าใจผิดในตัวผม” เมื่อเมธาวีเดินเข้าไปในบ้านพบว่าปิยภัศร์นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกด้วยสีหน้าเงียบขรึม ท







