ログインเพราะนามสกุลที่ใช้ยังเป็นของภูดิศ
ถึงแม้จะชอบคุณเคนคนนี้ที่แสนใจดีและจริงใจ แต่ดาริกายังไม่อยากให้พี่สาวด่วนตัดสินใจ
“คุณเคนก็ทำบริษัทเกี่ยวกับการก่อสร้างไม่ใช่เหรอคะ พี่ดาคิดดีแล้วหรือยัง ถ้าคุณแก้วรู้เข้า ท่านต้องไม่พอใจและมาต่อว่าพี่ดาอย่างแน่นอน”
“พี่ถึงหนักใจไง” ดรุณีถอนหายใจอย่างอ่อนล้า จะไปทำอะไรก็ไม่ได้ ได้แค่ทำร้านขนมงกๆ นามสกุลของเขาเปรียบเสมือนคำสาป และการผูกมัดหล่อนไม่ให้ออกไปไกลจากร้านขนมแห่งนี้ ดรุณีครุ่นคิดมานานแล้วว่าถึงเวลาหรือยังที่จะคืนนามสกุลให้เขา
“ถ้าพี่ดาอยากทำงานกับคุณเคนจริงๆ ดรีมว่าพี่ดาจัดการเรื่องหย่าก่อนเถอะ คนอย่างคุณแก้วไม่ยอมให้พี่ดาทำอย่างนั้นแน่ ท่านคงอับอายจนแทบอยากหน้าแทรกดินหนีถ้าคนอื่นรู้ว่าเราเกี่ยวข้องกับท่านยังไง ดรีมไม่กลัวหรอกนะ แต่แค่ไม่อยากให้พี่ดามีปัญหา”
คุณแก้วกัลยา คือภรรยาเจ้าของบริษัทคอนสตรัคชั่นยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย และอีตาลูกชายคนกลางของท่านก็คือพี่เขยสุดห่วยของหล่อนนี่แหละ ไม่ชอบหน้าทั้งแม่ทั้งลูกเลย เจอทีไรอยากวิ่งหนีให้ไกลถึงขอบโลก สองคนนี้ใจดีแค่กับหนูขวัญเท่านั้น พูดเพราะ พูดหวาน แต่กับพี่สาวหล่อน ไม่ชอบหน้า เจอทีไรเอะอะก็แขวะเอะอะก็เหน็บต่อว่าต่างๆ นานา คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหนก็ไม่รู้
ดรุณีฝืนยิ้ม พยักหน้ารับ “พี่ก็คิดเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว คุณหมอกเอง… ก็เกริ่นๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว” ว่าอยากหย่า อยากปล่อยกันและกันให้ไปเจอคนอื่นที่ดีกว่า เขาหมายถึงใคร หมายถึงตัวเองใช่ไหมที่อยากเจอผู้หญิงคนอื่น เพราะสำหรับดรุณีแล้ว ถึงแม้มันจะเจ็บปวด แต่คงไม่มีอะไรสุขใจไปมากกว่าการได้อยู่ใกล้คนที่ตนเองหลงรัก
“เหอะ! ถ้าพี่ดาหย่าให้จริง คงปิดบ้านเลี้ยงไปสิบวัน ดีใจยิ่งกว่าบริษัทได้กำไรหมื่นล้านอีกมั้ง!”
เอ่ยอย่างเหยียดๆ เกลียดในตัวภูดิศที่ไม่เคยให้เกียรติพี่สาวของหล่อนเลย ควงผู้หญิงคนอื่นออกงานเดือนละคน ไม่ยอมให้ใครรู้ด้วยซ้ำว่าจดทะเบียนกับพี่สาวหล่อนแล้ว ผู้ชายเฮงซวย เห็นแก่ตัวพรรคนั้น อุตส่าห์สาปแช่งทุกวัน ไม่น่าอายุไม่ยืนมาถึงทุกวันนี้
ทันใดนั้นเองประตูร้านจากที่เปิดพอแง้มๆ ก็ผลักเข้ามาเต็มบาน ทั้งสองหันไปมองต่างก็ตกใจเมื่อเห็นคุณแก้วกัลยาเดินหน้าบึ้งเข้ามา
ท่านตวัดสายตามาจิกใส่ดาริกา “จะนินทาอะไรใคร ทำไมไม่เช็กให้ดีๆ ก่อนล่ะดรีมว่าปิดประตูหรือยัง”
ยอมรับว่าตกใจ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะเถียงกลับในทันที “ก็นี่มันร้านของเรานี่คะ จะพูดอะไรต้องเกรงใจใครด้วยเหรอ”
“ดรีม!” ปรามน้องสาวไม่ให้หยาบคายไปมากกว่านี้ น้องแสนดื้อเชิดหน้าใส่ไม่ยอมขอโทษคุณแก้วด้วยซ้ำ เป็นฝ่ายดรุณีที่ต้องเข้าไปยกมือไหว้ท่าน “ดาขอโทษแทนน้องด้วยนะคะ คุณแก้ว”
“ฉันไม่ถือโทษเด็กไร้มารยาทหรอก” หญิงวัยกลางคนมาดคุณนายจิกสายตาใส่ดาริกา ดูทำเข้า ยังมีหน้ามาเชิดใส่ตนอีก ไม่ยอมไหว้ด้วยซ้ำ ท่านเห็นว่านับวันดาริกายิ่งทำตัวก้าวร้าวมากขึ้น
“หัดสั่งสอนน้องบ้างนะ ทำตัวแบบนี้เรียนจบไปทำงานที่ไหนคงไม่มีใครอยากรับหรอก ฉันแวะมาเยี่ยมกับเอาของมาให้หลาน”
ของที่ว่าคือเสื้อผ้าสำหรับเด็กผู้หญิงแต่ละตัวสวยๆ ทั้งนั้น มีนม ขนม และของเล่นสองสามชิ้น บรรจุอยู่ในถุงขนาดใหญ่
ดรุณียกมือไหว้ก่อนรับของส่งให้ดาริกานำไปเก็บในบ้าน เดินทะลุหลังร้านไปก็ถึง เครื่องปรับอากาศแม้จะถูกเปิดให้เย็นมากแค่ไหนแต่ก็ดับความร้อนในใจดรุณีไม่ได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคุณแก้วกัลยาเพียงลำพัง ท่านถามถึงอาการของหลาน อยากจะเจอแต่หลานยังหลับก็เลยไม่รบกวน หล่อนตอบกลับทุกคำถามจากนั้นท่านก็เงียบไป
ดรุณีรู้สึกอึดอัด จึงทำลายความเงียบด้วยการนำน้ำมาเสิร์ฟ ท่านปรายสายตามามอง ไม่ดื่ม ไม่แตะ แต่ก็ไม่ไปไหน กวาดสายตามองรอบๆ ร้าน ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่ง “ฉันได้ยินเรื่องที่เธอพูดเมื่อกี้หมดแล้วนะ นายเคนเสนอจะให้เงินเดือนกี่บาทล่ะ”
น้ำเสียงของคุณแก้วกัลยาค่อนข้างเหน็บแนม ดรุณีจึงบอกตัวเลข แอบเห็นว่าท่านแสยะยิ้ม
“ก็ถือว่าเยอะนะ สำหรับคนว่างงานนานอย่างเธอ”
“ค่ะ” หญิงสาวยิ้ม ก็ไม่รู้จะพูดคำไหนได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ลดสายตาลงต่ำมองกระเบื้องและถุงเท้าที่ตนเองสวมใส่ มันช่างเรียบง่าย แตกต่างจากรองเท้าส้นเตี้ยมีราคาของคุณนายแสนล้านอย่างคุณแก้วกัลยา อายุท่านแม้จะห้าสิบกว่าแล้วแต่รูปร่างและใบหน้ายังสง่างาม และยังทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสในบริษัทร่วมกับคุณภูธเนศผู้เป็นสามี ทุกครั้งที่ได้เผชิญหน้ากัน ดรุณีมักจะจำวันแรกที่เจอท่านได้เสมอ สตรีผู้ดี ร่ำรวย เก่งกาจ ไม่สนใจใครหน้าไหน คนทำงานดีก็ถูกชม ส่วนคนทำงานพลาดท่านด่ากราดไม่เว้นช่วงให้ใครหายใจ ทุกคนที่ถูกท่านด่าต่างถูกเชิญให้ออกจากงานทั้งนั้น และดรุณีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะมีปัญหาสุขภาพขณะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า จนกระทั่งมารู้ทีหลัง ว่ากำลังตั้งครรภ์กับลูกชายท่าน ตนก็ตกงานเสียแล้ว
คุณนายถอนหายใจ สงสารลูกสะใภ้อยู่นะ รู้ว่าดรุณีอยากมีรายได้เพิ่มเพื่อจะได้สิทธิ์การเลี้ยงดูลูก ในกรณีที่ลูกชายของตนต้องการจะหย่าขาดและเรียกร้องสิทธิ์นี้ แต่เพราะนิสัยท่านเชิดแบบนี้มานานแล้วก็เลยพูดอะไรอ่อนโยนไม่เป็น
“ถึงแม้ว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับเธอ แต่ฉันก็ควรมีสิทธิ์บอกว่าฉันไม่ชอบถ้าเธอเลือกจะไปทำงานกับคู่แข่ง เธอกำลังใช้นามสกุลของฉัน จะคิดจะทำอะไรก็เห็นแก่หน้าตระกูลของฉันบ้าง”
“ดาเข้าใจค่ะ ดาจะรอจัดการเรื่องหย่าก่อนถึงจะตอบรับคำชวนของคุณเคน”
“ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีสิทธิ์นะดรุณี อย่าลืมสิว่าเธอเป็นลูกสะใภ้ของฉัน! จะไปทำงานกับคู่แข่งได้ยังไง”
“แล้วคุณแก้วจะให้ดาทำยังไงคะ ดาอยากมีงานทำ คุณแก้วก็รู้นี่คะว่าเพราะอะไร” ลูกชายท่านพูดกรอกหูทุกวันเรื่องหย่า เจอหน้าทีไรก็พูดถึงแต่เรื่องนี้ หัวใจดรุณีอ่อนล้าไปหมดเพราะคำพูดพวกนั้นจากภูดิศ หล่อนเจ็บขนาดนี้ ท่านยังไม่เห็นใจกันบ้างอีกเหรอ
“สนใจคำพูดฉันคนเดียวก็พอแล้ว ตาหมอกจะพูดอะไรก็ปล่อยเขาพูดไป!” ท่านยืนกรานหนักแน่นแบบนี้และทำได้มาหลายปีแล้ว ถึงจะไม่ได้พอใจในตัวดรุณีนัก อย่างน้อยผู้หญิงคนนี้ก็เป็นแม่ของหลานท่าน ยังไงท่านก็ยกตำแหน่งลูกสะใภ้ให้แค่ดรุณี ผู้หญิงรายทางที่ตาหมอกควง ก็ตัวหลอกทั้งนั้น มองแวบเดียวก็ดูออกถึงไส้ถึงพุงแล้ว
จนถึงทุกวันนี้ในใจตาหมอกก็มีแต่แม่นั่น ไม่เคยรักคนอื่นเลย
“คุณแก้วเป็นแม่คุณหมอก เข้าใจคุณหมอก แต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าดารู้สึกยังไง เสียใจมากแค่ไหน” ดรุณีหลั่งน้ำตาต่อหน้าและท่านก็ทำเหมือนทุกครั้ง คือเมินหน้าหนี มือหล่อนเกิดสั่นระริก
ในทันใดนั้นเองดาริกาก็กลับเข้ามาในร้านและมายืนเคียงข้าง อ้อมแขนของน้องอุ้มหลานมาด้วย หนูขวัญมองหน้าคุณแม่สลับกับคุณย่า แกกำลังสงสัยว่าคุณแม่ร้องไห้ทำไมจึงส่งมือมาให้ท่านอุ้ม
“หนูขวัญ มาหาคุณย่าสิคะ” ท่านเปลี่ยนอารมณ์เร็วมาก ส่งยิ้มให้หลานจะเข้ามาอุ้ม แต่ดาริกาไม่ยอมให้เข้ามา
“เธอคิดจะทำอะไร” เด็กคนนี้ชักจะหยาบคายขึ้นทุกวัน!
สาวน้อยนักศึกษาก้มศีรษะลงเล็กน้อยต่อหน้าท่าน “ขอโทษนะคะคุณแก้ว แต่ไม่ใช่วันนี้ค่ะ หลานของดรีมยังไม่หายป่วยเกรงว่าน้ำมูกของแกจะไปเลอะชุดแพงๆ ของคุณเข้า”
“เธอกำลังประชดฉันอยู่นะดรีม” คุณนายเหวลั่น ชี้หน้าเด็กสาวรุ่นลูก ท่านเกรี้ยวกราดเสียจนลุงคนขับรถตกใจ ลุงนิรุตจะเข้ามาขัดทว่าถูกด่าเปิง ถอยหลังไปหลายก้าว ไม่กล้าเข้ามายุ่งอีก
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ได้ประชด”
“ฉันรุ่นแม่เธอนะ หัดเคารพกันบ้างสิ!”
“ดรีมไม่ได้อยากหยาบคายนะคะ แต่สิ่งที่คุณแก้วกับครอบครัวคุณแก้วทำกับเรามันมากเหลือเกิน ดรีมกลั้นใจพูดประจบคุณไม่ได้ พี่ดาเองก็อยากหย่ากับคุณหมอก เราคุยกันแล้ว”
“ดรีม! ดา! พวกเธอรู้ตัวใช่ไหมว่ากำลังพูดอะไร และกำลังพูดกับใคร! ถ้าฟ้องหย่าจริงคิดเหรอว่าเธอสองคนจะเอาปัญญาที่ไหนมาชนะฉันกับตาหมอก มีทรัพย์สินแค่ร้านเล็กๆ นี้ แถมมีแววจะเจ๊งเหล่ไม่เจ๊งเหล่ คิดเหรอว่าศาลจะตัดสินให้พวกเธอเป็นฝ่ายชนะ ได้เลี้ยงหลานฉัน!”
ท่านชี้หน้ากราดด่าแม้หลานจะยังอยู่ตรงนี้
“พอเถอะค่ะ ดา… สงสารลูก” ดรุณีสะเทือนใจ สะอึกสะอื้น ปิดตาลูก ไม่อยากให้แกเห็นภาพคุณย่าในมุมมองที่แปลกไป ทว่าคุณแก้วยังไม่ยอมหยุดด่า ชี้หน้าด่าทั้งจะเข้ามาตีแขนดาริกา ทะเลาะกันลั่น ในที่สุดหนูขวัญก็แผดเสียงร้องไห้ออกมา
“แง้…”
“หย่าได้ แต่ฉันต้องเป็นฝ่ายได้เลี้ยงหนูขวัญ ไม่ใช่พวกเธอ!”
“…”
“เสียแรงที่ฉันช่วยเรื่องเงินเธอมาตลอดนะดรุณี ถ้าฉันรู้ว่าน้องสาวเธออกตัญญูแบบนี้ ฉันไม่ช่วยเธอให้เสียความรู้สึกหรอก!”
“ดาขอโทษนะคะ ดรีมพอเถอะ…”
“เรื่องนี้คุณหมอกพูดกับพี่ดาทุกครั้งที่เจอหน้า แล้วคุณแก้วจะให้เราทำยังไงคะ ให้หน้าด้านเก็บทะเบียนสมรสไว้ทำไม”
ดาริกาพยายามใช้เหตุผลอธิบาย แต่ดูเหมือนว่าคุณแก้วจะไม่สนใจ เป็นฝ่ายดรุณีที่ทนสงสารลูกไม่ไหวรีบพาแกออกมา หนูขวัญร้องไห้ไม่ยอมหยุดแม้จะถูกวางตัวลงบนพื้น มีคุณแม่คอยเช็ดน้ำตาให้
“ฮึก… ฮือ… คุณย่า…” ยัยหนูเพิ่งสองขวบเศษ ยังพูดได้ไม่กี่คำ ก็แค่ คุณแม่ ดรีม ป๊ะป๋า คุณปู่ คุณย่า ทุกคนรักหนูขวัญกันทั้งนั้น แต่วันนี้คุณย่ากลับขึ้นเสียงใส่ แกเพิ่งฟื้นจากไข้กลัวจะร้องไห้แล้วร่างกายกลับมาร้อนอีก ถ้าลูกป่วยซ้ำสอง หล่อนคงแทบขาดใจ
“ไม่ต้องกลัวนะคะ คุณแม่อยู่ตรงนี้แล้ว หนูขวัญไม่ต้องร้องแล้วนะลูก คุณย่าไม่ได้โกรธ ท่านรักหนูขวัญนะ”
“ฮือ…” เด็กหญิงตัวน้อยใช้กำปั้นเล็กๆ ขยี้ตา โถมกายเข้ากอดมารดา ทิ้งน้ำหนักศีรษะลงกลางอกแสนอุ่นของท่าน
“ไม่ต้องร้องนะลูก ไม่ต้องร้องไห้นะคะ”
ดรุณีเช็ดน้ำตาให้ลูก แม้บนใบหน้าตนเองจะมีมากกว่าก็ตาม ดรุณีสะอึกสะอื้นร่ำไห้เนื้อตัวสั่นสะท้าน น้อยใจในตัวคุณแก้ว คุณหมอก และทุกคน ว่าทำไมถึงใจร้ายกับหล่อนมากขนาดนี้
คุณแม่ยังสาวร้องไห้อย่างหนัก จนกระทั่งมือป้อมๆ ยกขึ้นมาแตะบนแก้ม หล่อนจึงรู้ ว่าทั้งชีวิตนี้จะขออยู่เพื่อลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น
ตอนพิเศษหลายเดือนผ่านมา นอกจากจะทำขนมขายในร้านตามปกติแล้ว ตามคำแนะนำของคุณป้าคุณหมอกท่านให้ลูกชายมาติดต่อซื้อขนมจากที่ร้านไปจัดอีเว้นท์ด้วย ช่วงนี้ดาริกาจึงงานยุ่งทำขนมกับน้องในร้านเกือบจะทุกวัน ได้ค่าเหนื่อยกลับมาอย่างคุ้มค่า หายเหนื่อย เริ่มจะอิจฉาแล้ว น้องมีเงินเก็บเยอะ รวยเกินหน้าเกินตาดรุณียังทำงานช่วยสามีในตำแหน่งเลขาผู้ช่วย เขาไม่ยอมให้ย้ายไปช่วยงานคุณมีนให้ฝ่ายนั้นไปหาเลขาเอง คุณหมอกน่ะขี้หวง ขี้หึง ใครเข้ามาคุยกับหล่อนก็ไม่ยอม เช้านี้น้องนำขนมหลายร้อยชิ้นไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีปฐวีอาสาขับรถมารับส่ง เขาเพิ่งกลับจากพม่ามาติดต่องานที่กรุงเทพก็ยังไม่วายตามมาจีบน้องสาวต่อ ไม่เข็ดเลย น้องยังเปรยๆ ไว้ว่าจะหัดขับรถแล้วซื้อมาใช้สักคัน เวลาส่งขนมจะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่น ซึ่งคนอื่นที่ว่าก็คือคุณปฐวีของเรานี่แหละ รอลุ้นกันไปยาวๆวันอาทิตย์ลูกค้าค่อนข้างเยอะแต่ดรุณีไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะน้องรับสมัครพนักงานเพิ่มสองตำแหน่ง รวมถึงกุ๊กด้วย จึงแค่มานั่งสวยๆ รอเช็กบิลลูกค้า“มาแล้วค่ะ ถามคุณแม่สิคะว่าเหนื่อยไหม” เสียงโทนเข้มดัดให้อ่อนลงได้ดัดจริตมาก ดรุณีละสายตาจากลูกค้าในร้านมองกลับไปยั
บทส่งท้ายร่างอรชรของดาริกาเดินเข้ามาทางหลังร้าน การแต่งตัวยังเป็นสไตล์เดิมเพิ่มเติมคือความแมน ดรุณีเริ่มจะหนักใจกลัวน้องสาวจะพาน้องสะใภ้มาเจอมากกว่าน้องเขย ยังดีหน่อยที่ดาริกาไม่ได้แสดงออกว่าชอบผู้หญิง ไม่อย่างนั้นคงลุ้นยากหน่อย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูถึงกับมีหนุ่มมาตามจีบถึงบ้าน แวะเวียนกันมาไม่ว่าจะเป็นคุณวีคุณมีน น้องน้อยคนนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะสนใจใคร สนใจแค่ทำขนมขายผู้ท้าชิงคนที่ 1 ปฐวี มาช่วยงานในร้านพร้อมกับสโลแกนจีบสาวว่ารุ่นใหญ่พร้อมเปย์ แต่ก็อกเดาะเพราะถ้าพูดถึงเรื่องเปย์คงแพ้ภูมินทร์ที่ฐานะรวยมากกว่าผู้ท้าชิงคนที่ 2 ภูมินทร์ อายุมากกว่าสี่ปีไม่ห่างมากแบบปฐวี หล่อ รวย พร้อมการันตีความแซ่บ แต่ดรุณีมองตาเดียวก็รู้ว่าน้องสาวไม่สนใจใครเลยว่าแต่… อยากรู้จัง ว่าน้องชอบผู้ชายแบบไหนกันนะ“น้องดรีม บนบานศาลกล่าวอะไรไว้ทำไมไม่ยอมทำตาม ไหนบอกถ้าคุณหมอกรักพี่ จะยอมทำตัวเรียบร้อยอ่อนหวานแต่งตัวน่ารักๆ ล่ะ ถ้าเจ้าที่เจ้าทางมาทวงคุณหมอกกลับไปพี่ไม่เป็นม่ายเหรอ ยากมากนะรู้ไหม กว่าพี่จะลงเอยกับคุณหมอกได้” น้องเดินเข้ามาถึงหน้าเคาน์เตอร์ยังไม่ทันอ้าปากทักอะไร ก็เจอประโยคบ่นยาวดรุณีหลุบสายตา
22ร้านถูกปิดไว้และใส่กุญแจคล้องจากด้านนอก หนุ่มๆ ยืนเฝ้าและตะโกนเสียงดังจนคนผ่านไปผ่านมาไล่ให้หยุดส่งเสียงรบกวนภูดิศพยายามต่อสายหาภรรยาและดาริกาทว่าไร้การตอบรับใดๆ เมื่อเปลี่ยนไปโทรหามารดาท่านจึงสั่งให้กลับบ้าน“พวกกูไปส่งมึงที่บ้านเอง” เพื่อนๆ ออกอาสาและเดินทางไปที่บ้านหลังใหญ่ของประธานบริษัทไทยออลสตาร์ หนุ่มๆ อดฉลองกันไปเป็นแถบเมื่อมาถึงบ้านแล้วเห็นหน้าคุณแก้วกัลยากับคุณภูธเนศกำลังเคร่งเครียด“แม่ครับ ผมไปหาน้องดาที่บ้านแต่ไม่มีใครอยู่เลย”“ใช่ ทั้งสองคนเขาไปหาที่อยู่ใหม่” ท่านตอบห้วนๆ คนในบ้านเงียบกริบต่างไม่มีใครพูดอะไร ชวนให้อึดอัดแท้แม้แต่ก๊วนสถาปนิกก็ยังตกใจ ปีนขึ้นนั่งเบียดกันบนโซฟาใหญ่ส่งสัญญาณมือไปถามภูมินทร์ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องหันกลับไปมองคุณแก้วกัลยา ซึ่งท่านกำลังใช้สายตาว่างเปล่ามองภูดิศ“หา… หาที่อยู่ใหม่ทำไมครับ แล้วบ้านล่ะ ร้านล่ะ” ภูดิศถามไปแล้วจะร้องไห้ อาการน้อยใจเดิมตีตื้นกลับมาเพราะจนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิด ทำไมภรรยาถึงเมินเฉย ไม่รักเขาเหมือนเมื่อก่อน“แม่ครับ พ่อครับ ตอบผมหน่อยสิ” เข้าไปจับแขนท่านทั้งสอง เขย่าเบาๆ“หมอ
แม้ลำดับการพรีเซนต์ของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นจะมาเป็นลำดับต้นๆ แต่ผลงานกลับแย่เกินบรรยาย แม้แต่เจ้าของโครงการยังกระอักกระอวลใจในการฟังการนำเสนองาน จนมาถึงคิวของหนุ่มๆ จากไทยออลสตาร์คอนสตัคชั่น ซึ่งก็สมชื่อบริษัท รวมดาวเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงไว้ทั้งนั้น ทุกคนพูดเก่ง มั่นใจ พรีเซนต์เก่ง ตอบคำถามเยี่ยม ภาษาอังกฤษฉะฉานกันทุกคน มีการนำเสนอทั้งในสไลด์ แบบจำลองสามมิติ และตัวโมเดลขนาดย่อส่วนบริษัทอื่นก็มีสิทธิ์ในการฟัง ทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกออกจากห้องหรือใช้โทรศัพท์ในขณะฟังการพรีเซนต์ จนกระทั่งครบทุกบริษัท ทางเจ้าของโครงการขอเวลาปรึกษากันราวครึ่งชั่วโมงก็พร้อมประกาศผล โดยในช่วงประกาศผลทางผู้จัดงานยินยอมให้นักข่าวจากหลายสำนักเข้ามาเก็บภาพ เก็บวิดีโอนำไปลงข่าวคอลัมธุรกิจสิ้นเสียงประกาศผู้ชนะ หนุ่มๆ จากออลสตาร์ร้องเฮกันลั่นห้องจัดประชุม ได้ขึ้นไปเซ็นสัญญาโครงการ ณ ขณะนั้นเลย ภูดิศยังใส่ผ้าพันข้อมือแต่สามารถเซ็นได้สบายมากรับหน้าที่เป็นผู้คุมงาน พวกเขาถ่ายรูปคู่กันกับเจ้าของโครงการ คนในนั้นปรบมือพอผ่านๆ เพราะต่างก็เสียดายที่บริษัทตนผลงานไม่เข้าตากรรมการทีมงานของภูดิศเข้ามายืนซ้อนหลังถ่ายรูป อดห
21“รบกวนคุณมีนจอดข้างหน้านี้ให้หน่อยนะคะ”“ทำไมล่ะครับ ยังไม่ใกล้ถึงร้านเลยนะ”ถามหลังจากหยุดรถให้ตามความต้องการของพี่สะใภ้ ถนนเส้นนี้เป็นทางไปร้านดรุณีก็จริงแต่ก็อีกหลายกิโลกว่าจะไปถึง ภูมินทร์ไม่ต้องการให้หล่อนกลับบ้านด้วยตัวเอง สภาพจิตใจย่ำแย่ขนาดนี้คงไม่แคล้วลงไปเดินร้องไห้ข้างถนนน้ำตาคลอเปิดประตูเตรียมจะลงจากรถ “คุณมีนกลับไปเถอะนะคะ ดาไม่อยากให้น้องสงสัย”“แต่ว่า…” ภูมินทร์มีสีหน้าหนักใจ “ให้ผมไปส่งร้านเถอะนะครับคุณดา”“คุณมีนกลับไปเถอะนะคะ ดาขอร้อง ดาอยากอยู่คนเดียว”ใบหน้าสวยแดงก่ำไปหมดเกิดจากการร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายนาทีดรุณีหลบไปพักทำใจที่อื่นเกือบสองชั่วโมงจึงกลับมาที่ร้าน ด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้คราบน้ำตาให้น้องสาวสงสัย“พี่ดาหายไปไหนมาคะ” ออกจากร้านไปตั้งแต่ตอนเที่ยงจนตอนนี้บ่ายสามกว่าเพิ่งจะกลับมา ภูดิศมาหาตั้งสองรอบพอตอบว่ายังไม่เห็นกลับบ้านก็รีบขับรถออกไป ท่าทางแปลกๆ เหมือนสองคนมีปัญหาอะไรกัน“พี่แวะห้างดูเครื่องทำวาฟเฟิลมาน่ะ อันเก่าของเราเริ่มใช้งานไม่ดีแล้ว”“จริงค่ะ แต่ว่าวันนี้ร้านเงียบจังเนอะพี่ดา ตั้งแต่พี่ดาออกไปมีลูกค้าเข้ามาสองโต๊ะเอง สั่งแค่เครื่องดื่มค
เปิดร้านได้สักพักคุณปู่คุณย่าน้องขวัญก็มาหาที่ร้านและรับหลานไปเที่ยวเล่น หลังคุณท่านทั้งสองออกไปได้สักพักภูดิศก็เริ่มลนลานอยากออกไปบ้าง ทว่าใจปอดไม่กล้าขออนุญาตเมีย ถึงขั้นที่ดรุณีต้องเป็นฝ่ายออกปากพูดเอง “ถ้ามีธุระก็ไปเถอะค่ะ ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้ากันถึงขนาดนี้”“พี่ว่าพี่พูดเคลียร์ทุกอย่างแล้วนะน้องดา ทำไมน้องดายังไม่หายโกรธสักทีล่ะ”“เอาเป็นว่า ถ้าจะไปตอนไหนก็ตามใจนะคะ ดาจะไปดูขนมหลังร้าน” บอกเท่านั้นก็เดินผ่านสามีเข้าหลังร้านทันทีภูดิศถอนหายใจหนักมากตวัดสายตาขวางๆ มองน้องพนักงาน ก่อนจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงถอดผ้ากันเปื้อนและขับรถออกจากร้านขนมหวาน ไปหาที่จอดใหม่ในห้างฯ แถวนี้ เขาต้องใส่แจ็คเก๊ตตัวหนา ใส่แว่นเพื่ออำพรางตัวตนแฟนคลับน้ำหวานมากันค่อนข้างเยอะ มีทั้งแฟนพันธุ์แท้และคนทั่วไปที่มาเดินห้างในวันหยุด หล่อนมาเปิดตัวเครือข่ายโทรศัพท์ใหม่ที่เพิ่งจะได้รับเกียรติเป็นพรีเซนเตอร์ ยืนอยู่กลางเวทีพูดถึงประสบการณ์ใช้โทรศัพท์ ภูดิศกอดอกมองจากด้านหลังด้วยความเบื่อหน่าย พลางส่งข้อความไปหาก๊วนเพื่อน‘อีกหนึ่งชั่วโมงกูจะหลอกเหยื่อเข้าไปบริษัท พวกมึงเตรียมรับมือไว้’กรุ้งกริ้ง กริ้งกริ้ง เสียงโมเดลเ