LOGINทุกลมหายใจผ่อนเข้าออกด้วยจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากต้องทำงานหนักมาตั้งแต่ช่วงเช้า ดรุณีต้องวิ่งวนระหว่างบ้านกับร้านเพื่อมาดูลูกค้ากับลูกสาว หนูขวัญอาการดีขึ้นบ้างแล้วหลังได้รับการรักษาจากคุณหมอที่ย่าของแกพามารักษาถึงบ้าน แต่ก็ยังไม่สดชื่นเท่าไหร่นัก หนูน้อยยังนอนติดเตียง ตื่นมาทีไรก็ชอบอ้อนขอให้กอด ดรุณีเห็นแล้วชื่นใจดีใจที่ลูกกลับมามีชีวิตชีวามากกว่าช่วงสองสามวันก่อน วันนี้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการร้านบ้านขนมหวานของตนค่อนข้างเยอะ ทำเมนูเสิร์ฟแทบไม่ทัน
หญิงสาวเหลือบไปมองนาฬิกาบ่อยครั้งสงสัยว่าทำไมป่านนี้น้องสาวยังกลับมาไม่ถึงร้านอีก วาฟเฟิลหอมกรอบถูกนำออกจากเครื่องอบมาตากพัดลมลดระดับความร้อน แปรงเล็กๆ ปาดหน้าเนยมาเช็ดทำความสะอาดเครื่อง ก่อนมือเล็กจะเทแป้งวาฟเฟิลลงไปอบอีกครั้ง ลูกน้องในร้านเข้ามาจัดส่วนที่เสร็จใส่จาน โรยหน้าด้วยท็อปปิ้งต่างๆ ตามออร์เดอร์ นำไปเสิร์ฟลูกค้า ร้านแห่งนี้นอกจากเครื่องดื่มแล้วยังมีเค้ก ขนมหวาน อาหาร รวมถึงเมนูอื่นอีกมากมาย มีโต๊ะประมาณยี่สิบโดยเหมารวมโต๊ะอินดอร์ในสวนด้านนอก ร้านไม่ใหญ่มาก ดูแลกันเองในครอบครัวแค่พี่กับน้อง
เจ้าของร้านชื่อ ‘ดรุณี’ อายุย่างยี่สิบหก หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ผิวพรรณเนียนสวย มีหนุ่มๆ มาขายขนมจีบไม่เว้นวันแม้จะรู้ว่าหญิงสาวมีลูกสาวแล้วหนึ่งคน และน่ารักมากด้วย ส่วนเจ้าของร้านอีกคนชื่อ ‘ดาริกา’ นักศึกษาสาวปีสี่
สองพี่น้องคู่นี้หน้าตาสวยน่ามองไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนคะแนนความนิยมจะอยู่ที่คนเป็นพี่เพราะอ่อนหวานมากกว่า ส่วนคนน้องนั้นดุยิ่งกว่าพิตบูล ใครมาจีบก็ถูกไล่กลับบ้านทุกราย
ดาริกาบอกไม่อยากมีแฟน ไม่สนใจจะคุยกับใคร เพราะกลัวได้แฟนได้พ่อของลูกห่วยๆ แบบพี่เขย น้องสาวหล่อนพูดเกินไป ภูดิศไม่ได้ห่วยขนาดนั้นซะหน่อย ตรงกันข้ามเขาเป็นพ่อที่ดีมาก รักลูก เลี้ยงลูกแทนหล่อนได้สบาย ก็แค่ไม่รักหล่อนเท่านั้นแหละ
ทำไงได้ ก็หล่อนไม่มีอะไรที่คู่ควรเขาเลยนี่นา
ร้านนี้เป็นธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่สมัยบิดามารดาของทั้งสองยังมีชีวิต พวกท่านรักร้านนี้มากและหวังอยากให้ทั้งสองช่วยกันดูแลร้านให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเยอะๆ แรกเริ่มนั้นดรุณีเป็นพนักงานออฟฟิศ แต่เพราะมีเหตุจำเป็นบางอย่างทำให้ไม่สามารถทำงานต่อได้ จึงตัดสินใจกลับมาบริหารงานในร้านได้ร่วมสามปีแล้ว ช่วงบ่ายสามไปจนถึงหกโมงเย็นลูกค้าจะแน่นร้านเป็นพิเศษส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน ร้านบ้านขนมหวานของสองศรีพี่น้องตั้งอยู่ใกล้โรงเรียน แหล่งชอปปิง และห้างสรรพสินค้า สามารถเดินมาจากรถไฟฟ้าได้แค่ห้านาทีก็ถึง ภายในร้านเป็นกระจกรอบด้าน ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ง่ายๆ เน้นกระถางต้นไม้และรูปภาพต่างๆ ให้ดูสภาพตาสบายใจ แม้จะยังสวยแต่มันก็เก่าบ้างแล้วแหละ
“ออร์เดอร์ใหม่นะคะพี่ดา เยอะมาก ลูกค้ายกโขยงกันมากินเลี้ยงวันเกิดเกินสิบคนค่ะ”
ก็ดีสิ ลูกน้องทำหน้าเหนื่อยแต่ดรุณีกลับยิ้มรับ ชอบใจที่มีลูกค้าเข้าร้านเยอะ
“พี่ทำอาหารเอง หนูมาทำวาฟเฟิลแทนพี่ทีนะ”
ดรุณีให้น้องทำต่อส่วนตัวเองนั้นเข้าครัวไปทำเมนูไข่ข้นใส่เบคอน เสียงลูกค้าจอแจดังไปทั้งร้านส่วนพนักงานก็เร่งปั่นเครื่องดื่ม ทำขนม ทำอาหารยกใหญ่แทบไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองอะไร จนกระทั่งดาริกากลับจากมหา’ลัย น้องวิ่งแปดคูณร้อยมาจากบีทีเอส หอบแฮ่กๆ หน้าเคาน์เตอร์ร้าน ผมเผ้ายังชี้ฟูอยู่เลยก็รีบวิ่งไปสวมผ้ากันเปื้อนพร้อมทำงาน
“ขอโทษที่มาช้านะคะพี่ดา พอดีดรีมเข้าไปหาอาจารย์มา”
“พี่เข้าใจ ดรีมดูหน้าร้านให้พี่ทีนะ ยังเหลือเมนูอาหารอีกสามจาน”
“ได้ค่ะ ไว้ใจได้เลยเดี๋ยวดรีมช่วยดูให้”
ดาริกายิ้มรับ รวบผมลวกๆ ขึ้นมัดทบเป็นมวยด้านบนไม่ให้มันรกรุงรังใบหน้า ก่อนจะวิ่งวุ่นช่วยพนักงานเสิร์ฟอาหาร ว่างก็มาปั่นเครื่องดื่ม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกค้าแค่คนเดียวหรือสองคนก็ทำให้คนมองมีความสุขได้แล้ว ร้านนี้เป็นธุรกิจครอบครัวดังนั้นดาริกาจึงรักมันมาก ออร์เดอร์เยอะไปถึงช่วงหนึ่งทุ่มก็เริ่มมีน้อยลง เหลือลูกค้าไม่กี่โต๊ะเท่านั้น น้องพนักงานจัดเก็บสถานที่ ล้างอุปกรณ์บางส่วน และกลับในเวลาสองทุ่ม
หลังจากนั้นดรุณีกับดาริกาช่วยกันดูร้านแค่สองคน
“เป็นยังไงบ้างคะ”
สาวน้อยชุดนักศึกษาเดินยิ้มมาแต่ไกลเข้ามาหาพี่สาว ก้มลงมองบัญชีของร้านอ่านยังไงก็ไม่ค่อยเข้าใจ ดาริกาลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ หยิบใบเสร็จต่างๆ ขึ้นมาดู ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ มองแล้วก็กลอกตาแรง เหนื่อยหน่าย ค่าใช้จ่ายสูงลิบจนแทบมองไม่เห็นตัวกำไร แค่พอมีหมุนในร้านแบบเดือนชนเดือนเท่านั้น
การทำร้านขนมให้ได้กำไรสูงๆ ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้มันยากมาก มองไปทางไหนก็มีร้านแบบนี้อยู่เต็มไปหมด คู่แข่งเยอะ ก็ต้องขายตัดราคากัน เน้นที่ราคาไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนไปเน้นที่จำนวนลูกค้าแทน ผลก็อย่างที่เห็น ถึงแม้ลูกค้าจะเยอะแต่รายได้ของร้านก็ไม่ได้สูงตามไปเลย
พี่สาวหันมามองหน้า มีแววตาเศร้า เท่านั้นดาริกาก็คอตก เสียใจ กลัวจะรักษาร้านไว้ไม่ได้นาน
“ดรีมก็รู้ว่าเราขายได้เยอะก็จริง แต่ค่าใช้จ่ายของเราก็มีเยอะไม่ต่างกัน ดูวันต่อวันไม่ได้หรอก ไว้รอสรุปยอดกำไรรายเดือนแล้วกันนะ” แตะไหล่น้องให้กำลังใจ หล่อนเองก็รักร้านนี้ไม่แพ้กัน ก็คงต้องดูแลช่วยกันต่อไปอาจจะมีสักวันที่ลูกค้าเข้ามากกว่านี้
“ดรีมเพิ่งรู้ว่าเพื่อนในสาขาคนหนึ่งทำเพจรีวิวที่เที่ยว คนตามเยอะมากน่าจะหลักแสน ดรีมจะขอเขาให้มารีวิวร้านเรา พี่ดาคิดว่ายังไงคะ”
อีตาแอดมินเพจก็เป็นหนึ่งในคนที่ตามจีบ ดาริกาเชิดใส่หลายครั้งแต่พอมานึกๆ ดูแล้ว หว่านเสน่ห์แลกผลสักนิดคงไม่เป็นไร ว่าแล้วสาวนักศึกษาก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม ว่าแต่… อีตานั่นจะยอมช่วยดีๆ ไหมนะ หล่อนดันด่าไปเยอะเลยตั้งแต่รู้ว่าเขาสนใจจะจีบตนเอง
“ถ้าทำได้ก็ดีเลยสิ ขอบใจดรีมมากนะ”
มีประกายสดใสจากดรุณีแวบเดียวเท่านั้นทว่าวินาทีถัดมาก็กลับมาเครียดเหมือนเดิม ตอนนี้ในหัวหล่อนมีหลายเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ กายอรชรลุกออกจากเก้าอี้นำใบเสร็จและสมุดบัญชีร้านไปเก็บให้มิดชิด ล็อกกุญแจเสร็จสรรพ หล่อนทอดสายตามองล็อกเกอร์ตู้นั้น ก่อนจะค่อยๆ หมุนกายกลับมาเพื่อสบสายตากับน้องสาว ฝั่งดาริกานั้นเลิกคิ้วขึ้นสูงเชิงถาม
“มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมพี่ดามองหน้าดรีมแบบนั้น”
“พี่คิดว่า… จะออกไปหางานทำ”
“ทำไมล่ะคะ ช่วยกันทำร้านก็ดีอยู่แล้วนะ”
“อีกเดือนเดียวดรีมก็เรียนจบแล้ว เข้ามาบริหารเต็มตัวได้ พี่ออกไปทำงานข้างนอกเราก็จะได้มีรายได้เพิ่มด้วยไง ไม่ดีเหรอ”
ฝืนใจส่งรอยยิ้มไปให้ แม้ข้างในหัวใจจะเจ็บปวดและหวาดกลัวมากแค่ไหนก็ตาม ห่วงร้าน ห่วงน้อง ห่วงลูก แต่ก็อยากมีรายได้เยอะๆ มาเลี้ยงลูก เผื่อสักวันหนึ่งไม่มีใครคอยช่วยเรื่องเงินจะสามารถเลี้ยงลูกเองได้ สิ่งที่ดรุณีกลัวจับใจคือการถูกแย่งลูกไป หากภูดิศอยากหย่าและจะยื่นขอสิทธิ์การเลี้ยงดูลูกก็ย่อมทำได้ เขามีเงิน มีอำนาจ มีความพร้อมมากกว่า
ส่วนหล่อน… แทบจะไม่มีอะไรติดตัวเลย
เกิดความเงียบขึ้นระหว่างสองพี่น้อง ดรุณีก้มหน้าลง เผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเล่าต่อ “เมื่อวานที่คุณเคนมาหา เขาชวนพี่ไปทำงานด้วย เขามีแผนจะมาเปิดบริษัทที่เมืองไทยก็เลยอยากได้คนคอยช่วยงาน สำนักงานไกลหน่อยแต่เขาอาสาออกค่าใช้จ่ายการเดินทางให้ หรือถ้าพี่ไม่อยากไปกลับ เขาก็เสนอที่พักพนักงานให้ แต่… พี่ไม่กล้าตอบรับ”
เพราะนามสกุลที่ใช้ยังเป็นของภูดิศ
“อ้าวเฮ้ย ไปจริงเหรอวะหมอก” แก๊งเพื่อนเรียกตามหลังแต่ไม่ทัน มันถือจานข้าวเปล่าลุกออกจากโต๊ะไปแล้ว กินไวเป็นบ้าเลย ข้าวพวกเขายังเต็มจานกันเกือบทุกคน มันสวาปามอยู่คนเดียวหนุ่มๆ เซ็งเป็ดเป็นแถบ ละสายตาจากภูดิศ กลับมามองดรุณีที่ทำตาใสมองพวกเขาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี อึดอัด อยากลุกออกไปจะแย่แล้ว เต้ ท็อป วี เลิกถามรัว ส่งยิ้มบางๆ มาให้ จากกระโดกกระเดกแย่งกันพูดเมื่อครู่ก็กลับมามีมารยาทมากขึ้น“พวกพี่แกล้งเล่นครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริษัทของเรานะ มีปัญหาอะไรถามพวกพี่ได้ตลอดเลย ไม่ต้องไปถามไอ้หมอกหรอก”“ใช่ครับ พวกพี่มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ไอ้วียังโสดน๊า” คนที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาไม่วายสปอลย์เพื่อน ดรุณีผ่อนคลายลงมากถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา และพยักหน้าเบาๆ เพื่อรับทราบพี่ท็อปพูดเสริม “กินข้าวกันเถอะครับ ไอ้วี! มึงไม่ต้องยิ้ม ไปซื้อน้ำมาให้น้องดาเลย กับขนมด้วยนะ เลี้ยงรับน้องหน่อย”สามหนุ่มสามมุมวาไรตี้ฉีกยิ้มกว้าง ไล่ปฐวีให้ไปซื้อน้ำมาบริการแบบฟรีๆ ดรุณีมองพี่ๆ ในแง่ดีมากขึ้น ร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร โดยไม่รู้ตัวเลย ว่าถูกถ่ายรูปไปนินทาในกลุ่มไลน์อีกแล้ว สาวๆ พนักงานที่แอบชอบสถาปนิกในกลุ่มนั้
ภูดิศ รักษาการประธานกรรมการบริษัทแอบอู้งาน นั่งสบายเหยียดแข้งเหยียดขาพาดบนโต๊ะ ดูกล้องวงจรปิดโถงทางเดินชั้นผู้บริหารมาจนถึงโต๊ะเลขาหน้าห้อง แอบสังเกตการณ์เลขาผู้ช่วยคนใหม่ อยากรู้ว่าหล่อนตั้งใจทำงานมากแค่ไหน หรือไม่ยอมหยิบจับอะไรจะนั่งเฝ้าเขาอย่างเดียวภาพจากกล้องยี่ห้อนี้ชัดชะมัดเลย คุณแม่หนูขวัญกำลังนั่งหน้าจอคอมพ์พิมพ์ก๊อกๆ แก๊กๆ ลงบนแป้นพิมพ์ แฉลบสายตามาอ่านและพิมพ์สดๆ โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยแปลแต่อย่างใดดูจากท่าทางก็เข้าทีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาน่าโยนลงถังขยะหรือเปล่า ผิดแกรมม่า พิมพ์ตกหล่นอะไรทำนองนั้นเขาก็ไม่เอากล่องอีเมลเด้งขึ้นมามุมล่างขวาของจอแมคบุ๊ก ภูดิศละสายตาจากหน้าจอใหญ่ กลับมามองจอเล็กและคลิกเม้าท์เข้าไปอ่าน พบว่าเป็นอีเมลคอนเฟิร์มวันเวลาคุยงานกับนักธุรกิจชาวฮ่องกง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ผ่านมาที่เขาบินไปฮ่องกงครั้งหนึ่ง เขากดเปลี่ยนภาษาและตอบกลับไป ลงชื่อกำกับเสร็จสรรพ และก๊อบปี้ส่งต่อข้อมูลไปให้คุณสุวิทย์ เพื่อให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อมตาเขาเริ่มปรือๆ อีกแล้ว กาแฟสองแก้วที่ดรุณีชงมาให้ท่าจะเอาไม่อยู่ จึงต่อสายไปข้างนอกใช้หล่อนให้ลงไปซื้อจากร้านกาแฟข้างล่าง
“แล้วนี่อะไร นั่งอยู่กับใครนานสองนาน”แค่ปรายสายตามองเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจจะหันไปมองให้เต็มสองตา ร้อยวันพันปีดรุณีไม่เคยมายุ่งกับครอบครัวหรือบริษัทเขา แต่หลังจากมีข่าวดังก็โผล่หน้ามาให้เห็นแบบนี้ คงไม่พ้นฝีมือมารดาเขาแน่นอน นี่ขนาดตัวอยู่อังกฤษ แต่ยังไม่วายส่งคนมาจับผิด กลางวันมีดรุณีคอยจับผิด กลางคืนก็มีอีกคนส่งมาประกบเขา ตั้งใจให้กระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยหรือไง นึกถึงเรื่องนี้ทีไรภูดิศชักจะอารมณ์เสียทุกทีปฐวีมองหน้าทั้งสองคน “อ้าว ไม่รู้จักกันหรอกเหรอ คุณดาบอกแม่มึงให้มาช่วยงาน” “ไม่เชิงรู้จัก แค่เคยเห็นหน้า” ประชดเข้าให้ดรุณีเองก็เริ่มมีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา โกรธ เจ้าหล่อนเอียงใบหน้ามามองอย่างเร็ว ในสายตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่เขาตัดสัมพันธ์“คุณแม่ไปอังกฤษ เธอมาเสียเที่ยวแล้วแหละ กลับบ้านไปขายขนมไปเฝ้าร้านของเธอต่อเถอะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรให้เธอทำ!”“เฮ้ย! พอได้แล้วไอ้หมอก!” ปฐวีลุกขึ้นมาห้าม มันใช้มือผลักอกเขาออกไม่ให้ต่อว่าอะไรดรุณีไปมากกว่านี้ ออกตัวแรงปกป้องทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไร“ไม่พอ! ถ้างานหลักคือจับตามองฉันก็นั่งเฝ้าประตู เฝ้าลิฟต์แถวนี้แหละ บริษัทของฉันรับแต่คนมีคุณภาพ
ดรุณีเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปยังบริษัทไทยออลสตาร์คอนสตรัคชั่นที่อยู่ห่างออกไปราวห้านาที การเดินทางมาโรงเรียนน้องขวัญและมาทำงานค่อนข้างลำบาก เดินเท้า ต่อบีทีเอส ต่อวินมอเตอร์ไซค์ ค่าใช้จ่ายใช้ไปค่อนข้างเยอะแต่ก็บ่นไม่ได้เพราะขัดใจคุณแก้วกับคุณหมอกได้ที่ไหน วินมอเตอร์ไซค์ขับเร็วมากพาแว้นแซงรถหลายคันมาจนถึงที่หมายโดยร่างกายไม่มีบุบสลาย ลงจากรถขาอ่อนถึงกับสั่น จ่ายเงิน ส่งหมวกกันน็อกคืน“ขอบคุณครับ” หนุ่มอายุอานามใกล้เคียงกันเอ่ยแล้วเลี้ยวรถขับย้อนศรกลับวิน ถือว่ายังเช้ามากพนักงานยังไม่บางตา ดรุณีเดินตามทางเท้ามายังประตูกระจกจะผลักเข้าไปทว่ากลับพบว่ามีมือใหญ่ของใครไม่รู้วางทาบทับ สองหนุ่มสาวหันมามองหน้ากันต่างคนต่างตกใจ“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง ผมไม่ได้ตั้งใจจะจับมือคุณ” ยกแก้วกาแฟในมือขึ้นเป็นหลักฐาน แอบเห็นเงาตนเองสะท้อนกระจก โทรมฉิบหายเลยโว้ย ทำไมต้องมาเจอคนน่ารักในช่วงเวลาที่สภาพย่ำแย่ขนาดนี้นะไอ้วีเอ๊ย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยิ้มสู้ไว้ก่อน“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเองก็ไม่ทันมองคุณเหมือนกัน”“โอเคครับ เชิญด้านในได้เลยนะ”ปฐวียิ้มเขิน เปิดประตู ฝ่ายหญิงก้มหน้าขอบคุณ โอ๊ย ตายแล้วววว หน้านิ่งยังน่ารักเล
เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงรักสบายห่วงแค่เรื่องเงิน ถึงกระนั้นภูดิศก็ยังรักคุณน้ำหวาน ตามตื๊อ ติดต่อฝ่ายหญิงจนถูกสามีเธอส่งคนมากระทืบหลายครั้ง จนต้องหลบไปพักใจที่เมืองนอก ทิ้งหล่อนให้อุ้มท้องคนเดียว หนูขวัญเติบโตในครรภ์ด้วยการฟูมฟักจากหล่อนเพียงลำพัง ไร้เงาพ่อของลูก กระทั่งลูกคลอดภูดิศถึงกลับเมืองไทยและแวะมาหา‘ฉันให้เธอได้แค่ความเป็นเพื่อน อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ว่ามา ฉันอยากใช้แลกกับลายเซ็นเธอบนใบหย่าของเรา’เจอหน้ากันกี่ครั้ง เขาก็ถามถึงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว“ถึงดารักคุณมากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์”ดวงตาคู่หวานสวยปานตากวาง ทอดสายตามองหน้าตนเองที่สะท้อนกระจก ใบหน้ารูปไข่แม้จะสวยแต่ก็แสนจะเศร้า หึงในตัวเขามากแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการนิ่งเฉย แต่ไหนแต่ไรก็แทบไม่เคยได้อยู่ใกล้กัน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาตามกฎหมาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของลูกเขา ทว่าดรุณีรู้ตัวเองดีว่าตนไม่มีสิทธิ์ในตัวเขาเลยหกนาฬิกาสามสิบนาทีดรุณีอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จสรรพ สวมใส่ชุดทำงานเก่าเมื่อราวๆ สามปีก่อน เพราะไม่คิดว่าจะได้ทำงานประจำอีกจึงไม่ได้หาซื้อชุดใหม่ เมื่อคืนได้รับสายจากคุณแก้วกัลยา ท่านโทรสายตรงจากอังกฤษเ
โดยเฉพาะพวกที่ได้ลำดับการพรีเซ็นท์ก่อน อย่างบริษัทประเทศญี่ปุ่น!หลังจากเคลียร์งานในออฟฟิศเสร็จ คล้อยบ่ายไปดูไซต์งานที่ชลบุรี โดยปกติภูดิศชอบทำงานแบบนี้มากกว่าเข้าไปช่วยบิดาที่ฝ่ายบริหาร ไซต์งานชลบุรีเป็นงานสร้างคอนโดสูงสี่สิบชั้น เครื่องจักรทำงานทั้งวันทั้งคืนแข่งกับเวลาเสียงดังไปหมด คนงานก็เยอะเดินสวนกันไปมา ภูดิศถูกเชิญมาห้องประชุมซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในนั้น และมีคนงานระดับหัวหน้านั่งรออยู่แล้ว“อัดงบอัดคนเข้าไปอีกแล้วกัน เร่งโครงการให้มันเร็วมากขึ้น”ภูดิศเข้าดูความคืบหน้าโครงการทุกอย่าง ทั้งการก่อสร้าง ทั้งเอกสารรายงานหลายสิบฉบับ กว่าจะได้กลับกรุงเทพก็เกือบสองทุ่มและในขณะนั้นก็มีสายเรียกเข้า เขาเหลือบสายตาไปมองแวบเดียวเท่านั้นแม้จะเหนื่อยมาก แต่ก็กดรับหนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ผับแห่งหนึ่งในย่านรัชดา“หมอก น้ำหวานรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมา” เสียงหวานเอ่ยอย่างมั่นใจ ริมฝีปากสีแดงสดฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน รีบลุกจากเก้าอี้มากอดแขนกำยำทว่ากลับต้องหน้าเสีย “ทำไมล่ะคะ แค่นี้เอง” ถามเพราะเขาปัดมือตนเองออก“ผมเพิ่งมาจากไซต์งาน ยังไม่อาบน้ำ”ดาราสาวระบายรอยยิ้มอ่อนๆ ออกม







