ANMELDEN“แค่ได้ยินคุณมีนพูดแบบนี้ ฉันกับลูกก็ดีใจมากแล้วค่ะ”
“ผมดีใจที่คุณดาไม่เกลียดผมนะครับ”
“ฉันก็บอกแล้วไงคะว่าเข้าใจดีทุกอย่าง ความจริงแม้แต่ตัวคุณหมอกเองก็ไม่ค่อยแวะมาที่นี่หรอกค่ะ อยากเจอลูกครั้งไหน เขาก็จะให้คุณแก้วมารับไปที่บ้านใหญ่ เป็นแบบนี้ได้สองปีแล้วค่ะ” ใบหน้านวลก้มลงต่ำ กลัวจะแสดงความน้อยใจออกมาให้ภูมินทร์เห็น “คุณหมอกงานยุ่งมาก เราไม่ค่อยได้คุยไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ อีกไม่นานเราก็จะหย่ากันแล้วค่ะ แต่… คุณมีนยังมาหาหลานได้เรื่อยๆ เลยนะคะ ดาไม่ว่าอะไร”
“ผมขอโทษแทนพี่หมอกด้วยนะครับ ที่จริงเขาน่าจะดูแลคุณดากับลูกมากกว่านี้”
ดรุณีส่งยิ้มไปให้ ส่ายหน้าไปมา “ฉันไม่ได้โกรธคุณหมอกหรอกค่ะ เราไม่ได้รักกันตั้งแต่แรกอยู่แล้วจะจบแบบนี้ก็ไม่แปลก คุณหมอกเป็นพ่อที่ดีมากค่ะหนูขวัญติดคุณหมอกมาก ถ้าหากหย่ากันฉันเองก็ไม่รู้ว่าคุณแก้วจะอยากได้หลานไปเลี้ยงเองหรือเปล่า ถ้าใช่ ฉันฝากคุณมีนช่วยดูแลหนูขวัญด้วยนะคะ”
สงสารจัง แต่ไม่รู้จะพูดปลอบยังไงดี ภูมินทร์มองใบหน้าหวานที่พยายามฝืนยิ้มตลอดเวลา จ้องเสียจนดรุณีต้องเปลี่ยนเรื่องคุย “ขอโทษนะคะ เล่าอะไรให้ฟังก็ไม่รู้ เอ่อ… ตอนนี้หนูขวัญกำลังหลับอยู่ค่ะ ถ้าคุณมีนอยากเจอฉันจะนำทางไปที่บ้าน อยู่หลังร้านนี้เองค่ะเดินไม่ไกล”
เสนออย่างนั้นหนุ่มนักเรียนนอกก็ตอบรับทันที “ไปครับ ถือเป็นเกียรติของผมมาก”
ดรุณีฝากน้องพนักงานดูแลร้าน ก่อนจะผายมือเชิญ “เชิญค่ะ”
“ครับ”
ดรุณีนำทางออกมายังประตูหลัง เดินตัดสวนหญ้าเล็ก ข้างหลังเป็นบ้านหลังกะทัดรัดชั้นเดียวที่ร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้
ภูมินทร์คลุกคลีกับวงการออกแบบและก่อสร้างมานาน แอบชมในใจว่าบ้านน่ารักมาก เดินเข้ามาข้างในก็ร่มรื่น ลมพัดโกรกเย็นสบาย รอบนอกล้อมไปด้วยกำแพงสูงใหญ่ มีลวดเหล็กด้านบนป้องกันขโมย ในบ้านค่อนข้างโล่ง เฟอร์นิเจอร์มีไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่โล่งเป็นสไตล์ลอฟ
“บ้านฉันหลังเล็กมาก หวังว่าคุณมีนคงไม่รังเกียจนะคะ” พูดขึ้นมาเมื่อเห็นภูมินทร์ใช้เวลานานกับการมองรอบบ้าน เขามองหมดทุกอย่าง พื้น กำแพง เพดาน
“ไม่รังเกียจเลยครับ ออกจะชอบซะอีก ร่มรื่นมาก”
ทั้งสองเข้ามาในห้องนอนของเจ้าบ้าน “ฉันปลุกหนูขวัญให้นะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ อย่ากวนเลย ให้แกนอนเถอะ”
ห้องนอนใหญ่ดูเล็กลงทันทีเมื่อภูมินทร์ก้าวเข้ามา ดาริกาเล่นคอมพ์อยู่มุมห้องสะบัดหน้าใส่พี่สาวและผู้มาใหม่
“ค่ะ เชิญคุณมีนตามสบายเลยนะคะ”
“ขอบคุณครับ” เข้าเข้ามาใกล้เตียงเด็กของหนูน้อยร่างอวบ ได้นั่งลงมองใกล้ๆ แบบนี้เห็นชัดว่าแก้มหลานเขาเหมือนซาลาเปามาก น่าจับ ภูมินทร์ตื้นตันใจน้ำตาแทบไหลจ้องหน้าหลานนานมาก หนูขวัญน่ารักขนาดนี้ ดรุณีก็สวยมากขนาดนี้ ทำไมพี่ชายถึงใจร้ายทอดทิ้งสองแม่ลูก
มือใหญ่ของคุณอาหนุ่มเอื้อมไปจับมือเล็กมาบีบเบาๆ “หนูขวัญน่ารักจังเลยครับคุณดา”
แม้ตาจะหลับแต่ปากเล็กยังขยับจุ๊บจิ๊บเหมือนหิวนม กินเก่งใช่ไหมหลานอา แก้มถึงได้ป่องน่าหอมน่าฟัดมากขนาดนี้
“สวัสดีค่ะ อามีนมาหาหนูขวัญแล้วนะคะ” ตาหนูน้อยขยับขยุกขยิกขึ้นมามอง แต่ก็ทนความง่วงไม่ไหวหลับกลางอากาศไปอีกรอบ ภูมินทร์ซึ้ง เห็นแค่นั้นก็ตื้นตันใจ โน้มใบหน้าลงไปจุ๊บแก้มหลานราวสองสามครั้ง มือป้อมเล็กดันใบหน้าคมคายออกห่าง ไม่อยากให้กวนตอนนอน
ดรุณีเข้ามาจับมือลูกวางลงข้างกาย ลูบหัวแกให้นอนหลับต่อ “เพิ่งฟื้นจากไข้ก็ไปวิ่งเล่นถึงหลับง่ายขนาดนี้ ความจริงวันนี้เปิดเทอมวันแรกค่ะ แต่ไม่ได้ไป”
“ไว้ถ้าผมกลับมาอยู่ไทย ผมจะไปส่งหลานที่โรงเรียนแทนพี่หมอกทุกวันเลยนะ” เอ่ยด้วยน้ำเสียงและสายตาที่อบอุ่น เลื่อนกลับมามองหน้าหลาน หยิบซองสีแดงเล็กๆ ในกระเป๋าเสื้อออกมาของข้างในคือสร้อยข้อมือสำหรับเด็ก เขาบรรจงใส่ให้แม้เด็กหญิงจะไม่ตื่น สร้อยเล็กมากกว่าจะติดตะขอได้ก็ใช้เวลาหลายวินาที
หนูขวัญ… อาจะดูแลหนูแทนคุณพ่อเองนะลูก
‘เราไม่ได้รักกันตั้งแต่แรก จะจบแบบนี้ก็ไม่แปลก’
พี่สะใภ้เอ่ยประโยคนั้นตามจริง แต่ทำไมกันนะ สายตาที่หล่อนใช้มองถึงเต็มไปด้วยความเสียใจ ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านหลังนั้นภูมินทร์ไม่สบายใจเลย เขาสงสารสองแม่ลูกใจแทบขาด อยากให้พี่ชายเปิดใจลองมองดรุณีสักครั้ง เท่าที่คุยกันเขายังมองไม่เห็นความน่ารังเกียจเลยแม้แต่น้อย
ภูมินทร์ต่อสายหาพี่ชาย “พี่หมอกว่างไหม ผมกำลังจะเข้าไปหา”
‘ไม่ต้องเข้ามา พี่ออกจากบริษัทมาสักพักแล้ว’
“อ้าวเหรอ พี่จะไปไหน”
‘ไปหาเพื่อนน่ะ แล้วนายมีอะไร’
“เปล่าหรอก แค่จะชวนไปกินข้าว ถ้าพี่มีนัดแล้วก็ไปเถอะ” แล้วสายโทรศัพท์ก็ถูกตัดไป ภูมินทร์โกรธตัวเองที่ไม่กล้าพูดถึงความรู้สึกที่มี รวมไปถึงความน่าสงสารของสองแม่ลูก เย็นวันนั้นหลังรับประทานมื้อเย็นเสร็จภูมินทร์ก็นั่งดูทีวีกับมารดาโดยกอดแขนท่านไว้ ซบหน้าอ้อน พลางดูรายการซุบซิบดารา
“รักคุณแม่จัง”
“ไปไกลๆ เลย โตแล้วยังกอดแม่อยู่ได้”
“ทำหวง ผมขอกอดนิดเดียว”
“กอดแน่นแค่ไหน แม่ก็ไม่ใจอ่อนหรอกนะ” ท่านรู้ทัน แฉลบสายตามอง
พ่อลูกชายตัวดีได้ยินเข้าก็ทำหน้าหงอย ครางฮือๆ ในลำคอจะอ้อนต่อ อยากอยู่อังกฤษต่อสักปี “คุณแม่อย่าใจร้ายกับผมนักสิ น่านะ นะครับ”
“อ้อนอะไรแม่แกอีกฮะเจ้ามีน ไม่ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเหรอ ไฟล์ทตีหนึ่งนะไม่ใช่หกโมงเช้า” เจ้าภูมินทร์มันขี้อ้อน ออเซาะขอทำงานต่อที่อังกฤษต่อสักสองสามปีถึงจะกลับไทย แต่คุณนายของบ้านกลับเซย์โนว์สถานเดียว แถมยังขู่จะริบบัตรเครดิตถ้าไม่ยอมกลับมาช่วยทำงาน
“คุณพ่ออย่าเร่งสิ ไว้อีกเดี๋ยวก็ได้ครับ เราออกจากบ้านสักสามทุ่มก็ยังทัน”
“ไปเร็วหน่อยก็ดีนะลูก แม่อยากเดินดิวตี้ฟรี”
“แม่ลูกดูทีวีกันตามสบาย พ่อขอไปอาบน้ำก่อนล่ะ”
“คุณพ่อ อย่าเพิ่งไปสิ มาช่วยผมอ้อนคุณแม่หน่อยนะ บริษัทเดิมที่ผมเคยทำงานด้วยเขาส่งอีเมลมาชวนไปทำงานด้วย ท็อปไฟท์ระดับโลกเลยนะครับ ไม่ใช่พวกไก่กาจะเข้าได้ แต่เขากลับเลือกผม” งอแงหนักมาก อ้อนกอดเอวมารดาจนท่านจั๊กจี้ “นะครับ ขอเวลาสักสองปีนะ”
“ไม่ได้ ไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่อายุสิบหกจนจะยี่สิบหกอยู่แล้ว พี่ชายเราทำงานอยู่คนเดียว ไม่สงสารบ้างเหรอ”
“สงสารทำไมครับ พี่หมอกของผมทำงานเก่งจะตาย เป๊ะเวอร์ คุมโครงการ ดูงานฝ่ายบริหาร ติดต่องาน พบปะสังสรรค์ แต่ละอย่างสิวๆ ทั้งน้านนน”
คุณภูธเนศจ้องลูกชายตาเขียว “งานพี่เขาเยอะมากนะมีน ลูกก็โตแล้ว หัดมีความรับผิดชอบบ้าง หุ้นชื่อตัวเองก็มี ไม่ทำงานทำการ จะรอแต่เงินปันผลจากการบริหารงานของพี่ชายแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน เทียบจากไทม์ไลน์ดูแล้วตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี พี่เขาก็เข้ามาช่วยงานพ่อแม่เลยแถมทำตั้งหลายปีกว่าจะไปเรียนต่อ แล้วดูตัวเองซิ ไปทำงานบริษัทอื่นเฉยเลย ไม่ยอมมาช่วยกัน ไม่รู้แหละ ครั้งนี้พ่อเห็นด้วยกับแม่ จะให้เวลาอยู่อังกฤษต่อเพื่อเคลียร์ตัวเองหนึ่งเดือน ห้ามต่อรอง!”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นภูมินทร์ยิ่งร้องโอดครวญดังมากขึ้น แต่ก่อนบิดาคอยสปอลย์เขามาตลอด แต่ทำไมตอนนี้กลับบีบให้กลับมาอยู่เมืองไทยซะงั้น ใบหน้าหล่อเหลาบูดบึ้งเป็นตูดหมึก “แค่เดือนเดียวไม่พอหรอกครับ เพื่อนผมมีหวังได้บินตามมาเฉ่งหัวแน่”
ตอนพิเศษหลายเดือนผ่านมา นอกจากจะทำขนมขายในร้านตามปกติแล้ว ตามคำแนะนำของคุณป้าคุณหมอกท่านให้ลูกชายมาติดต่อซื้อขนมจากที่ร้านไปจัดอีเว้นท์ด้วย ช่วงนี้ดาริกาจึงงานยุ่งทำขนมกับน้องในร้านเกือบจะทุกวัน ได้ค่าเหนื่อยกลับมาอย่างคุ้มค่า หายเหนื่อย เริ่มจะอิจฉาแล้ว น้องมีเงินเก็บเยอะ รวยเกินหน้าเกินตาดรุณียังทำงานช่วยสามีในตำแหน่งเลขาผู้ช่วย เขาไม่ยอมให้ย้ายไปช่วยงานคุณมีนให้ฝ่ายนั้นไปหาเลขาเอง คุณหมอกน่ะขี้หวง ขี้หึง ใครเข้ามาคุยกับหล่อนก็ไม่ยอม เช้านี้น้องนำขนมหลายร้อยชิ้นไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีปฐวีอาสาขับรถมารับส่ง เขาเพิ่งกลับจากพม่ามาติดต่องานที่กรุงเทพก็ยังไม่วายตามมาจีบน้องสาวต่อ ไม่เข็ดเลย น้องยังเปรยๆ ไว้ว่าจะหัดขับรถแล้วซื้อมาใช้สักคัน เวลาส่งขนมจะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่น ซึ่งคนอื่นที่ว่าก็คือคุณปฐวีของเรานี่แหละ รอลุ้นกันไปยาวๆวันอาทิตย์ลูกค้าค่อนข้างเยอะแต่ดรุณีไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะน้องรับสมัครพนักงานเพิ่มสองตำแหน่ง รวมถึงกุ๊กด้วย จึงแค่มานั่งสวยๆ รอเช็กบิลลูกค้า“มาแล้วค่ะ ถามคุณแม่สิคะว่าเหนื่อยไหม” เสียงโทนเข้มดัดให้อ่อนลงได้ดัดจริตมาก ดรุณีละสายตาจากลูกค้าในร้านมองกลับไปยั
บทส่งท้ายร่างอรชรของดาริกาเดินเข้ามาทางหลังร้าน การแต่งตัวยังเป็นสไตล์เดิมเพิ่มเติมคือความแมน ดรุณีเริ่มจะหนักใจกลัวน้องสาวจะพาน้องสะใภ้มาเจอมากกว่าน้องเขย ยังดีหน่อยที่ดาริกาไม่ได้แสดงออกว่าชอบผู้หญิง ไม่อย่างนั้นคงลุ้นยากหน่อย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูถึงกับมีหนุ่มมาตามจีบถึงบ้าน แวะเวียนกันมาไม่ว่าจะเป็นคุณวีคุณมีน น้องน้อยคนนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะสนใจใคร สนใจแค่ทำขนมขายผู้ท้าชิงคนที่ 1 ปฐวี มาช่วยงานในร้านพร้อมกับสโลแกนจีบสาวว่ารุ่นใหญ่พร้อมเปย์ แต่ก็อกเดาะเพราะถ้าพูดถึงเรื่องเปย์คงแพ้ภูมินทร์ที่ฐานะรวยมากกว่าผู้ท้าชิงคนที่ 2 ภูมินทร์ อายุมากกว่าสี่ปีไม่ห่างมากแบบปฐวี หล่อ รวย พร้อมการันตีความแซ่บ แต่ดรุณีมองตาเดียวก็รู้ว่าน้องสาวไม่สนใจใครเลยว่าแต่… อยากรู้จัง ว่าน้องชอบผู้ชายแบบไหนกันนะ“น้องดรีม บนบานศาลกล่าวอะไรไว้ทำไมไม่ยอมทำตาม ไหนบอกถ้าคุณหมอกรักพี่ จะยอมทำตัวเรียบร้อยอ่อนหวานแต่งตัวน่ารักๆ ล่ะ ถ้าเจ้าที่เจ้าทางมาทวงคุณหมอกกลับไปพี่ไม่เป็นม่ายเหรอ ยากมากนะรู้ไหม กว่าพี่จะลงเอยกับคุณหมอกได้” น้องเดินเข้ามาถึงหน้าเคาน์เตอร์ยังไม่ทันอ้าปากทักอะไร ก็เจอประโยคบ่นยาวดรุณีหลุบสายตา
22ร้านถูกปิดไว้และใส่กุญแจคล้องจากด้านนอก หนุ่มๆ ยืนเฝ้าและตะโกนเสียงดังจนคนผ่านไปผ่านมาไล่ให้หยุดส่งเสียงรบกวนภูดิศพยายามต่อสายหาภรรยาและดาริกาทว่าไร้การตอบรับใดๆ เมื่อเปลี่ยนไปโทรหามารดาท่านจึงสั่งให้กลับบ้าน“พวกกูไปส่งมึงที่บ้านเอง” เพื่อนๆ ออกอาสาและเดินทางไปที่บ้านหลังใหญ่ของประธานบริษัทไทยออลสตาร์ หนุ่มๆ อดฉลองกันไปเป็นแถบเมื่อมาถึงบ้านแล้วเห็นหน้าคุณแก้วกัลยากับคุณภูธเนศกำลังเคร่งเครียด“แม่ครับ ผมไปหาน้องดาที่บ้านแต่ไม่มีใครอยู่เลย”“ใช่ ทั้งสองคนเขาไปหาที่อยู่ใหม่” ท่านตอบห้วนๆ คนในบ้านเงียบกริบต่างไม่มีใครพูดอะไร ชวนให้อึดอัดแท้แม้แต่ก๊วนสถาปนิกก็ยังตกใจ ปีนขึ้นนั่งเบียดกันบนโซฟาใหญ่ส่งสัญญาณมือไปถามภูมินทร์ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องหันกลับไปมองคุณแก้วกัลยา ซึ่งท่านกำลังใช้สายตาว่างเปล่ามองภูดิศ“หา… หาที่อยู่ใหม่ทำไมครับ แล้วบ้านล่ะ ร้านล่ะ” ภูดิศถามไปแล้วจะร้องไห้ อาการน้อยใจเดิมตีตื้นกลับมาเพราะจนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิด ทำไมภรรยาถึงเมินเฉย ไม่รักเขาเหมือนเมื่อก่อน“แม่ครับ พ่อครับ ตอบผมหน่อยสิ” เข้าไปจับแขนท่านทั้งสอง เขย่าเบาๆ“หมอ
แม้ลำดับการพรีเซนต์ของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นจะมาเป็นลำดับต้นๆ แต่ผลงานกลับแย่เกินบรรยาย แม้แต่เจ้าของโครงการยังกระอักกระอวลใจในการฟังการนำเสนองาน จนมาถึงคิวของหนุ่มๆ จากไทยออลสตาร์คอนสตัคชั่น ซึ่งก็สมชื่อบริษัท รวมดาวเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงไว้ทั้งนั้น ทุกคนพูดเก่ง มั่นใจ พรีเซนต์เก่ง ตอบคำถามเยี่ยม ภาษาอังกฤษฉะฉานกันทุกคน มีการนำเสนอทั้งในสไลด์ แบบจำลองสามมิติ และตัวโมเดลขนาดย่อส่วนบริษัทอื่นก็มีสิทธิ์ในการฟัง ทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกออกจากห้องหรือใช้โทรศัพท์ในขณะฟังการพรีเซนต์ จนกระทั่งครบทุกบริษัท ทางเจ้าของโครงการขอเวลาปรึกษากันราวครึ่งชั่วโมงก็พร้อมประกาศผล โดยในช่วงประกาศผลทางผู้จัดงานยินยอมให้นักข่าวจากหลายสำนักเข้ามาเก็บภาพ เก็บวิดีโอนำไปลงข่าวคอลัมธุรกิจสิ้นเสียงประกาศผู้ชนะ หนุ่มๆ จากออลสตาร์ร้องเฮกันลั่นห้องจัดประชุม ได้ขึ้นไปเซ็นสัญญาโครงการ ณ ขณะนั้นเลย ภูดิศยังใส่ผ้าพันข้อมือแต่สามารถเซ็นได้สบายมากรับหน้าที่เป็นผู้คุมงาน พวกเขาถ่ายรูปคู่กันกับเจ้าของโครงการ คนในนั้นปรบมือพอผ่านๆ เพราะต่างก็เสียดายที่บริษัทตนผลงานไม่เข้าตากรรมการทีมงานของภูดิศเข้ามายืนซ้อนหลังถ่ายรูป อดห
21“รบกวนคุณมีนจอดข้างหน้านี้ให้หน่อยนะคะ”“ทำไมล่ะครับ ยังไม่ใกล้ถึงร้านเลยนะ”ถามหลังจากหยุดรถให้ตามความต้องการของพี่สะใภ้ ถนนเส้นนี้เป็นทางไปร้านดรุณีก็จริงแต่ก็อีกหลายกิโลกว่าจะไปถึง ภูมินทร์ไม่ต้องการให้หล่อนกลับบ้านด้วยตัวเอง สภาพจิตใจย่ำแย่ขนาดนี้คงไม่แคล้วลงไปเดินร้องไห้ข้างถนนน้ำตาคลอเปิดประตูเตรียมจะลงจากรถ “คุณมีนกลับไปเถอะนะคะ ดาไม่อยากให้น้องสงสัย”“แต่ว่า…” ภูมินทร์มีสีหน้าหนักใจ “ให้ผมไปส่งร้านเถอะนะครับคุณดา”“คุณมีนกลับไปเถอะนะคะ ดาขอร้อง ดาอยากอยู่คนเดียว”ใบหน้าสวยแดงก่ำไปหมดเกิดจากการร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายนาทีดรุณีหลบไปพักทำใจที่อื่นเกือบสองชั่วโมงจึงกลับมาที่ร้าน ด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้คราบน้ำตาให้น้องสาวสงสัย“พี่ดาหายไปไหนมาคะ” ออกจากร้านไปตั้งแต่ตอนเที่ยงจนตอนนี้บ่ายสามกว่าเพิ่งจะกลับมา ภูดิศมาหาตั้งสองรอบพอตอบว่ายังไม่เห็นกลับบ้านก็รีบขับรถออกไป ท่าทางแปลกๆ เหมือนสองคนมีปัญหาอะไรกัน“พี่แวะห้างดูเครื่องทำวาฟเฟิลมาน่ะ อันเก่าของเราเริ่มใช้งานไม่ดีแล้ว”“จริงค่ะ แต่ว่าวันนี้ร้านเงียบจังเนอะพี่ดา ตั้งแต่พี่ดาออกไปมีลูกค้าเข้ามาสองโต๊ะเอง สั่งแค่เครื่องดื่มค
เปิดร้านได้สักพักคุณปู่คุณย่าน้องขวัญก็มาหาที่ร้านและรับหลานไปเที่ยวเล่น หลังคุณท่านทั้งสองออกไปได้สักพักภูดิศก็เริ่มลนลานอยากออกไปบ้าง ทว่าใจปอดไม่กล้าขออนุญาตเมีย ถึงขั้นที่ดรุณีต้องเป็นฝ่ายออกปากพูดเอง “ถ้ามีธุระก็ไปเถอะค่ะ ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้ากันถึงขนาดนี้”“พี่ว่าพี่พูดเคลียร์ทุกอย่างแล้วนะน้องดา ทำไมน้องดายังไม่หายโกรธสักทีล่ะ”“เอาเป็นว่า ถ้าจะไปตอนไหนก็ตามใจนะคะ ดาจะไปดูขนมหลังร้าน” บอกเท่านั้นก็เดินผ่านสามีเข้าหลังร้านทันทีภูดิศถอนหายใจหนักมากตวัดสายตาขวางๆ มองน้องพนักงาน ก่อนจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงถอดผ้ากันเปื้อนและขับรถออกจากร้านขนมหวาน ไปหาที่จอดใหม่ในห้างฯ แถวนี้ เขาต้องใส่แจ็คเก๊ตตัวหนา ใส่แว่นเพื่ออำพรางตัวตนแฟนคลับน้ำหวานมากันค่อนข้างเยอะ มีทั้งแฟนพันธุ์แท้และคนทั่วไปที่มาเดินห้างในวันหยุด หล่อนมาเปิดตัวเครือข่ายโทรศัพท์ใหม่ที่เพิ่งจะได้รับเกียรติเป็นพรีเซนเตอร์ ยืนอยู่กลางเวทีพูดถึงประสบการณ์ใช้โทรศัพท์ ภูดิศกอดอกมองจากด้านหลังด้วยความเบื่อหน่าย พลางส่งข้อความไปหาก๊วนเพื่อน‘อีกหนึ่งชั่วโมงกูจะหลอกเหยื่อเข้าไปบริษัท พวกมึงเตรียมรับมือไว้’กรุ้งกริ้ง กริ้งกริ้ง เสียงโมเดลเ







