LOGIN๗
ข้าจะตีปากคนปล่อยข่าว
“หยุด~”
วรกายแกร่งกระโดดลงจากอาชาคู่ใจโดยมีนายทหารชั้นผู้น้อยเดินเข้ามาจัดการเอาอาชาไปให้อาหารและน้ำดื่มสะอาด
สองคนสนิทเดินเข้ามาหา ทำความเคารพแล้วรายงานผลการจัดระเบียบกองทัพ
“ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมจัดการตามที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้ว จำนวนพลไม่ขาดไม่เกินพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี! เสร็จงานนี้แล้วจะได้สั่งงานใหม่”
เหวยฮู่ อูต้าหลียืนหลังตรงรอรับคำสั่ง
“เจ้าสองคนตกลงกันเอาเอง ใครก็ได้ลอบเข้าตำหนักองค์หญิงไปสืบหาตัวคนที่ปล่อยข่าวให้ร้ายเปิ่นหวาง นามเสี่ยวอู่ ไม่มีทางที่นางกำนัลน้อย ๆ จะมาปล่อยข่าวให้ร้ายเปิ่นหวางโดยไม่มีใครบงการแน่”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
อ๋องกงซุนหยุนไฮ้ย่างเท้าเข้าไปด้านในจวนที่มีพ่อบ้าน บ่าวไพร่ชายหญิงมายืนต้อนรับ เพราะไม่ได้ยินเสียงเท้าเดินตามมาจึงหยุดชะงัก ผินพักตร์หล่อเหลามามองด้านหลังก็เห็นคนสนิททั้งสองกำลังโต้เถียงกันอยู่
“ยังตกลงกันไม่ได้อีกหรือ”
การโต้เถียงของทั้งสองหยุดอยู่เพียงเท่านั้นเมื่อเจ้านายหันมาเพ่งเล็ง
“ท่านอ๋อง/ท่านอ๋อง”
“ว่าอย่างไร หากยังตกลงกันไม่ได้ เปิ่นหวางจะสั่งเองว่าใครควรไปทำหน้าที่นี้”
“คือว่า/เอ่อ...”
เป็นอีกครั้งที่ทั้งสองตอบพร้อมกันด้วยท่าทางอ้ำอึ้ง เพื่อไม่ให้งานเสียเวลาเพราะการเกี่ยงกันไปมา อ๋องกงซุนหยุนไฮ้จึงเป็นผู้มอบหมายงานให้เสียเอง
“อูต้าหลีเจ้าไป”
“ท่านอ๋อง หากเหวยฮู่ว่าง เขาจะต้องไปดูคนรักเก่าอีกแน่พ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องกงซุนหยุนไฮ้เหยียดยิ้ม
“แล้วอย่างไร ในเมื่อยังตัดใจไม่ได้ก็ให้เขากลับไปดู หากมีความสามารถก็แย่งกลับมาได้เลย เปิ่นหวางสนับสนุนเจ้าทุกอย่าง”
พรึบ!
กล่าวเพียงเท่านั้นก็สะบัดชุดคลุมอัศวินเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงคำพูดร้ายกาจเอาไว้ให้ลูกน้องคนสนิทขบคิด เหวยฮู่มองตามหลังเจ้านายด้วยความซึ้งใจ แต่ไม่นานก็กลายเป็นความหม่นเศร้า
“เป็นอันใดไป ท่านอ๋องทรงอนุญาตให้เจ้าไปก็ดีแล้วมิใช่หรือ ยังมาตีหน้าเศร้าอยู่อีก”
อูต้าหลีหันมาเห็นสหายตีหน้าเศร้าพอดี มุ่นคิ้วไม่เข้าใจสหาย
“ข้าซาบซึ้งใจที่ท่านอ๋องทรงสนับสนุน ที่น่าเศร้าคือนางไม่เปิดโอกาสให้ข้าเป็นชายโฉด แย่งนางมาจากเขา”
อูต้าหลียื่นมือไปตบไหล่สหายเบา ๆ
“ข้าคิดว่านางไม่อยากให้เจ้าเป็นชายโฉด”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ก็หมายความว่า หากเจ้ากระทำเช่นนั้น นอกจากคนจะต่อว่าเจ้าและนางในทางเสียหาย เรื่องอาจจะลามไปถึงท่านอ๋อง เจ้าก็ได้ยินที่พระองค์ตรัสเมื่อครู่ ทรงสนับสนุนเจ้าหากประสงค์จะแย่งนางกลับมา หากนางยอมพร้อมใจ ชื่อเสียงท่านอ๋องได้เปลี่ยนเป็นจอมปีศาจแน่”
เหวยฮู่มุ่นคิ้ว “เจ้าจะให้ข้าคิดเข้าข้างตัวเองเช่นว่า นางทำเพื่อข้าหรือ”
“อยู่ที่ว่าเจ้าอยากจะเชื่ออย่างไร” ตบไหล่สหายสองครั้ง “ข้าจะไปทำงานแล้ว เจ้าก็ไปพักเถอะ คืนนี้ค่อยมาเปลี่ยนเวรกับข้า”
“อือ”
ยามซวี[1] จูซานเฉียวในฐานะที่เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่และเป็นนางกำนัลคนสนิทขององค์หญิง ห้องนอนของนางมีเครื่องอำนวยความสะดวกพรั่งพร้อม ไม่แพ้ห้องนอนที่จวนตระกูลจู
นางเป็นหัวหน้านางกำนัล หน้าที่ดูแลปรนนิบัติช่วยองค์หญิงสรงน้ำเป็นของนางกำนัลชั้นรอง ส่วนนางเป็นผู้ดูแลภาพรวมของตำหนักจูหราน คืนนี้เป็นเวรนางที่ต้องมาตรวจความเรียบร้อยของตำหนัก เดินหน้าตึงมาที่เรือนของนางกำนัลโดยมีอาซวงเดินถือโคมไฟส่องทางให้
ระหว่างทางอาซวงทนเงียบมาตลอด จนกระทั่งใกล้ถึงเรือนนางกำนัลแล้ว นางถึงยอมเอ่ยปากในสิ่งที่คิดจะกล่าวตั้งแต่แรก
“แม่นางจูเจ้าคะ หากเสี่ยวอู่ทราบว่าข้าเป็นคนซัดทอดมาถึงนาง ข้าจะต้องโดนเล่นงานแน่เจ้าค่ะ”
กึก!
จังหวะการเดินจูซานเฉียวชะงัก ค่อย ๆ ผินหน้ามามองด้านข้างด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ข้ากำลังจะไปจัดการนาง เจ้ายังจะต้องกลัวอันใดอีก หากเจ้ากังวลมากนักก็อยู่ตรงนี้ ข้าถือไปเองได้”
“มาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”
“หึ”
จูซานเฉียวละสายตาจากอาซวง
เยื้องกรายไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงเรือนพักนางกำนัล ตอนเดินเข้ามาในอาณาเขตนางยังได้ยินเสียงสนทนาอยู่บ้าง แต่เมื่อนางก้าวเท้าเข้าใกล้เรือนพัก เสียงสนทนาทั้งหลายพลันเงียบสนิทลงโดยพลัน
“ให้สัญญาณกันดีเหลือเกิน”
จูซานเฉียวบิดยิ้มมุมปากแล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านในเรือนพักนางกำนัลที่ต้องนอนรวมกันสิบคน แยกเป็นฝั่งซ้ายขวาฝั่งละห้าเตียง
ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงรองเท้าจูซานเฉียวที่อัดส้นด้วยไม้กระทบพื้นสำรวจนางกำนัลชั้นรองเรียงคน เตียงว่างห้าเตียงตามจำนวนเวรยามที่เฝ้าตำหนัก ทว่าหนึ่งในห้านั้นมีคนที่นางกำลังตามหาอยู่นอนติดหน้าต่าง
“เสี่ยวอู่ ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่นอน ออกมาสนทนากับข้าด้านนอก คนที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องมีปฏิกิริยาอันใดทั้งสิ้น”
จูซานเฉียวเอ่ยเสียงเรียบแล้วหมุนตัวเดินจากไป
นางเดินมานั่งรออยู่โต๊ะไม้ลานกว้าง พื้นที่สำหรับกิจกรรมนันทนาการของเหล่านางกำนัล
ร่างอิ่มนั่งสำรวม หลับตาลงรออย่างใจเย็น สวนทางกับอาซวงที่ตอนนี้เกร็งจนเผลอกลั้นหายใจเนือง ๆ
“แม่นางจูเจ้าคะ เหตุใดเสี่ยวอู่ยังไม่ออกมาอีกเจ้าคะ หรือว่านางจะแกล้งไม่ได้ยินแล้วนอนหลับไปเลย”
มุมปากจูซานเฉียวกระตุก เอนตัวพิงโต๊ะยังคงหลับตาอย่างสบายใจ
“กำลังหาทางเอาตัวรอดอยู่กระมัง เชื่อเถอะว่านางทนความกดดันจากสหายไม่ได้แน่”
อาซวงเห็นจูซานเฉียวยังคงรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ได้จึงผ่อนลมหายใจระบายความตึงเครียด ยืนรอไม่นานคนที่พวกนางกำลังรออยู่ก็เดินออกมาจากห้องพักนางกำนัลด้วยท่าทางที่ดูก็รู้ว่าหวั่นเกร็งไม่น้อย
“แม่นางจูเจ้าคะ นางมาแล้วเจ้าค่ะ”
อาซวงเอ่ยขึ้นในยามที่เสี่ยวอู่เดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าแล้ว ดวงตาคู่โตลืมขึ้น คลี่ยิ้มให้หญิงสาวคลายใจ
“มาแล้วหรือ นางตัวดี!”
เสี่ยวอู่หน้าเจื่อนกับคำพูดที่สวนทางกับท่าทางของจูซานเฉียว แม้แต่อาซวงเองยังตกใจกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของหัวหน้านางกำนัล ในใจนางคิด...
อันใดกัน ท่าทางสงบนิ่งที่แสดงให้เห็นเมื่อครู่คือภาพลวงหลอกตาหรือ ภายนอกสงบนิ่งภายในเหมือนน้ำต้มเดือดใส่ฟืนสามท่อน
“แม่นางจู ข้าทำอันใดผิดไปหรือเจ้าคะ”
“เจ้าผิดที่กล้าพูดให้ร้ายท่านอ๋อง เผยเรื่องไร้สาระแก่ทุกคนในตำหนักจูหราน”
“ข้าไม่รู้ไม่เห็นอันใดทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ข้าเองก็ได้ยินมาจากที่อื่นเช่นกัน ช่วงเที่ยงข้าไปเอาสำรับที่ห้องเครื่องได้ยินคนที่นั่นพูดกัน ข้าเพียงนำมาเผยแพร่ต่อเท่านั้น”
จูซานเฉียวผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“เท่านี้ที่เจ้าว่ามีน้ำหนักพอให้ข้าลงโทษเจ้า ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อตีปากคนปล่อยข่าวภายในตำหนัก”
[1]ยามซวี คือ 19.00-20.59 น.
๑๘๐บทส่งท้ายงานอภิเษกที่ควรจะยิ่งใหญ่ถูกจัดแบบเรียบง่ายตามสถานการณ์และความประสงค์ของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่วันนี้อยู่ในชุดแต่งงานสีน้ำเงินเหลือบม่วง ลายปักเรียบง่าย มีส่วนสีแดงมงคลให้เห็นเพียงขอบเสื้อเท่านั้นเครื่องประดับ มงกุฎหงส์ กำไล ยังคงประดับสมกับตำแหน่งพระชายางานอภิเษกที่มาพร้อมกับทายาทราชวงศ์กงซุน!ผลการตรวจเมื่อสามวันก่อนหน้านี้ เป็นจริงอย่างที่กัวน่ายเหมี่ยวคิดเอาไว้ จูซานเฉียวมีโอกาสตั้งครรภ์สูง แม้ชีพจรจะยังวัดได้ไม่แน่ชัดนัก แต่จากการสอบถามอาการเบื้องต้นเช่นรอบเดือนที่ควรมาแต่ไม่มาก็ทำให้แน่ชัดว่านี่เป็นสัญญาณการตั้งครรภ์พิธีอภิเษกแบบเรียบง่ายถูกจัดขึ้นในห้องโถง ของเรือนรับแขกจวนอ๋อง ผู้ที่มาร่วมงานอภิเษกในครั้งนี้นอกจากจะมีฮ่องเต้กงซุนเทียนชานและฮองเฮาแล้ว ยังมีไทเฮา จูไท่เฟยนั่งในตำแหน่งบรรพบุรุษของอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ จูกังเจิ้ง กัวน่ายเหมี่ยว เซียงไช่นั่งในตำแหน่งบรรพบุรุษของเจ้าสาว รับการคาร
บทที่ ๑๗๙เตรียมตัวรับกับสถานะใหม่สาววันก่อนงานอภิเษก ทั้งจวนอ๋องและจวนตระกูลจูต่างได้รับของขวัญมากมายจากคนในวงการขุนนางด้วยกันเอง จูซานเฉียวได้รับการรายงานข่าวนี้จากอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ที่มาเฝ้าห้องหอเจ้าสาวด้วยตนเอง ทั้งที่พิธีการนี้ ราชวงศ์น้อยคนนักจะยึดหลักตามวิถีชาวบ้านการกระทำนี้ช่วยเพิ่มคะแนนความประทับใจที่จูกังเจิ้งมีต่อเขยสูงศักดิ์จนเขาสัมผัสได้หลังจากที่จูกังเจิ้งเสร็จงานจากศาลต้าหลี่ก็ตรงมาหาอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ที่ตั้งใจมาเฝ้าเจ้าสาวถึงขั้นเตรียมเก้าอี้เอนกาย ชาพร้อม หมอนรองคอพร้อม ประหนึ่งว่าจะปักหลักอยู่ที่นี่ ไม่คิดไปที่ใดจนกว่าจะผ่านพ้นสามวันนี้ไปหลังจากทักทายกันแล้ว ประโยคแรกที่จูกังเจิ้งเอ่ยก็คือ “สามวันต่อจากนี้ ลำบากท่านอ๋องแล้ว”“ไม่นับว่าลำบาก เป็นเรื่องที่เจ้าบ่าวคนหนึ่งควรทำให้เจ้าสาวที่สุด เปิ่นหวางมอบพิธีแต่งงานใหญ่โตให้นางไม่ได้ก็ควรแสดงความจริงใจด้วยวิธีอื่น”จูกังเจิ
บทที่ ๑๗๘เห็นแต่จัดการไม่ได้คุ้นหรือไม่สามบุรุษราชวงศ์หนานกงวันนี้ได้มีการนัดหมายกันแข่งขี่ม้า ยิงธนู ฮ่องเต้หนานกงฮั่นจึงถือโอกาสนี้ประพาสป่า ฟื้นฟูความสัมพันธ์พี่น้อง ปล่อยวางอดีต ทำเพื่ออนาคต ช่วยกันสร้างต้าอู่ให้ร่มเย็นเป็นสุขอาชาสีขาวของฮ่องเต้หนานกงฮั่นนำอาชาตัวสีดำของหนานกงมู่และสีน้ำตาลของหลิวเยี่ยน มีองครักษ์ฝีมือดีล้อมหน้าล้อมหลัง ยากจะมีมือสังหารฝีมือดีคนใดเข้ามากล้ำกราย...แน่นอนว่าหนึ่งในองครักษ์นั้นยังมีหนี่ว์อีด้วย!เมื่อเจ้านายได้รับตำแหน่งใหญ่โต นางก็ได้รับโอกาสให้กลับมาเป็นองครักษ์ประจำกายอีกครั้งหนานกงมู่ที่เห็นว่าบรรยากาศดูผ่อนคลายเกินไปก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา...“ไม่คิดว่าเราสามคนจะมีวันนี้ด้วย ขี่ม้าท่ามกลางบรรยากาศทุ่งนาป่าเขา ไม่สนใจว่าจะเสียพันธมิตรจากแคว้นใดไปบ้าง”ฮ่องเต้หนานกงฮั่นค่อย ๆ หันมามองอนุชา ด้วยสายพระเนตรเรียบเฉย ไม่เป็นมิตรนัก
บทที่ ๑๗๗การแก้แค้นฉบับจูซานเฉียวหยางยี่เหรินสังเกตอาการสหายตั้งแต่ที่นั่งรถม้าผ่านตลาดจนกระทั่งถึงสุสาน จูซานเฉียวคล้ายมีเรื่องในใจตลอดเวลา แต่หยางยี่เหรินยังไม่ได้เค้นถามอันใด จนกระทั่งทำงานช่วงเช้าที่สุสานเสร็จแล้วถึงเอ่ยถามสหายให้รู้แจ้ง“ซานเฉียว เจ้าดูมีเรื่องในใจ”จูซานเฉียวยิ้มน้อย ๆ หมุนกำไลข้อมือเบา ๆ ถงเหยาที่แต่เดิมอยู่ในท่านอน ร่างกระเด็นไปทางนั้นทางนี้ตามการหมุน“ข้าแค่กำลังคิดว่างานอภิเษกจะออกมาดีหรือไม่ สุสานจะสร้างเสร็จได้ทันกาลหรือเปล่า มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย แต่ข้าไม่เป็นอันใด”หยางยี่เหรินถอนหายใจเบา ๆ เพราะทราบว่าสหายไม่ได้พูดความจริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นางก็ไม่คิดเค้นความสหาย หากว่าอีกฝ่ายไม่ประสงค์พูด“เอาเถอะ หากเจ้าอยากบอกข้าก็บอกข้าเอง”หยางยี่เหรินคนใหม่ไม่เซ้าซี้เช่นคนเดิม นี่เป็นข้อดีที่จูซานเฉียวค้นพบในร่างนี้ของสหาย“อีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องเข้าพิธีอภิเษก ไม่ต้องมาช่วยงานข้าที่สุสานแล้ว เตรียมอาบน้ำ ขั
บทที่ ๑๗๖ตัดขาดทุกช่องทางหยางยี่เหรินมาเยี่ยมจูซานเฉียวหลังจากที่ได้ยินข่าวว่านางต้องพิษ จูซานเฉียวจึงบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดรวมถึงว่าใครที่เป็นตัวการในการวางยาองค์หญิงกงซุนหมิงจู“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นพ่อครัวถง หลิวเยี่ยนรับรู้แต่ไม่ห้าม ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ ฮ่องเต้หนานกงฮั่นที่แสดงออกว่ารักองค์หญิงมากกลับปล่อยหลิวเยี่ยนไปง่าย ๆ เพราะเห็นว่าเขาเป็นสายเลือดสุดท้ายของเสด็จอา เจ้าว่า…หากองค์หญิงทราบจะเสียพระทัยหรือไม่”หยางยี่เหรินสรุปเรื่องทุกอย่างด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก อีกทั้งยังหน่วงหัวใจเมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่นางพยายามคิดในแง่ดีเอาไว้เช่นว่า…อย่างน้อยองค์หญิงของนางก็ยังได้ตำแหน่งฮองเฮาที่ใครก็ตามจะไม่สามารถเป็นได้ในอีกหลายปีต่อจากนี้“องค์หญิงทราบหรือไม่ ข้าไม่ทราบ แต่คนที่เสียใจคือพวกเรา ข้าจะไม่ปล่อยให้คนที่รู้เห็นการตายขององค์หญิงแล้วยังเพิกเฉยได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
บทที่ ๑๗๕ราคาของความเสียใจจูซานเฉียวนั่งอยู่บนเตียง อ้าปากรับข้าวต้มฝีมือมารดาป้อนโดยมารดา ทว่าหูกับสายตากลับมองออกไปนอกลานเรือน ดูบิดากับสวามีสนทนากันด้วยท่าทางที่สงบนิ่งกว่าที่นางคิดเอาไว้เล่าย้อนไปหลังจากที่รถม้าเทียบหน้าประตูหอคอยเมือง จูซานเฉียวโผล่หน้าออกจากหน้าต่างรถม้าเพื่อให้บิดามารดาเห็นว่านางปลอดภัยดีจูกังเจิ้ง กัวน่ายเหมี่ยวยังไม่ถามสิ่งใดให้มากความ ให้รถม้ามุ่งไปจวนตระกูลจู ถือโอกาสนี้สอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากอ๋องกงซุนหยุนไฮ้จูซานเฉียวถูกพาตัวมาที่เรือนส่วนตัวเพื่อทำการอาบน้ำ เช็ดตัว คนที่อาสาอุ้มนางคืออ๋องกงซุนหยุนไฮ้ ทว่าหลังจากที่โดนใช้แรงงานแล้วกลับถูกเชิญออกโดยจูกังเจิ้งจูกังเจิ้งสนทนากับอ๋องกงซุนหยุนไฮ้อยู่หน้าลานเรือน ตั้งแต่จูซานเฉียวยังไม่ได้อาบน้ำ จนกระทั่งนางเปลี่ยนเป็นชุดนอน ให้มารดาป้อนข้าวต้ม ทั้งสองก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสนทนากันเสร็จสนทนาอันใดกันมากมายหนอ“เฉียวเอ๋อร์ ข้าวต้มที่แม่ทำ ไม่น่าสนใจเท่าว่าที่ลูกเขยสูงศักดิ์ของแม่หรือ&rdq
๑๐เปิ่นหวางดีใจที่เจ้าปากแข็ง จูซานเฉียวแม้จะมีใจให้อ๋องกงซุนหยุนไฮ้ แต่องค์หญิงก็เป็นญาติผู้พี่ของนางพ่วงตำแหน่งเจ้านายที่ต้องรักษาความลับเอาไว้ สะกดจิตตัวเองในใจ ไม่ได้นะจูซานเฉียว เจ้าจะใจอ่อนเพื่อบุรุษแล้วหักหลังองค์หญิงไม่ได้ “ท่านอ๋องทรงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ หม่
๙บอกความลับของเสด็จพี่หญิงมา จูซานเฉียวจะมีวันที่กลับจวนเพื่อนอนค้างที่จวนตระกูลจูซึ่งก็คือวันนี้ นางนั่งเกี้ยวสองคนหาบมาหน้าพระราชวังที่ยามนี้รถม้ามีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลจูจอดรออยู่พร้อมสาวใช้คนสนิทของนาง “คุณหนู!” ทันทีที่เห็นเจ้านาย เฉาเฉ่าสาวใช้คนสนิทที่โตมาพร้อ
๘ทั้งที่เตือนแล้วแท้ ๆ เพียะ! ใบหน้าเสี่ยวอู่หันไปอีกฝั่งหนึ่งเมื่อโดนมือนิ่มของจูซานเฉียวประทุษร้าย สองมือจับใบหน้าตนข้างที่โดนตบก่อนที่จะค่อย ๆ หันหน้ามามองจูซานเฉียวด้วยแววตาที่หญิงสาวกำลังรออยู่ แววตาแห่งความโกรธแค้น! “โกรธล่ะสิ คิดว่าข้าทำเกินกว่าเหตุ ใ
๖เปิ่นหวางไม่ชอบเอ็นดูคำนี้ จูซานเฉียวจับข้อมือนางกำนัลชั้นรองเดินมาที่อุทยานหลวงให้ห่างองค์หญิงให้ได้มากที่สุด อาซวงที่ตอนแรกประหวั่นพรั่นพรึงอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ มายามนี้กำลังกริ่งเกรงเพราะโดนนางกำนัลประจำพระองค์พ่วงตำแหน่งญาติผู้น้ององค์หญิงบีบข้อมือแน่น ยิ่งเดินไกลยิ่งลงแรงกว่าเดิม







