Mag-log in"หากโลกนี้เหลือคนที่รักท่านเพียงสองคน ข้าคือหนึ่งในนั้น... และหากวันใดที่ท่านไม่รักตัวเองแล้ว ข้าก็ยังจะเป็นคนเดียวที่รักท่านสุดหัวใจ" 'ท่านอ๋อง' ผู้ถูกขนานนามว่าแม่ทัพปีศาจ โหดเหี้ยม เย็นชา และไร้หัวใจ โลกทั้งใบของเขามีเพียงพี่สาวที่เขารักและปกป้องสุดชีวิต จนไม่เหลือพื้นที่ให้ใครได้ก้าวเข้าไป แต่ท่ามกลางสายตาที่หวาดกลัวและคำสาปแช่งจากทุรชน กลับมีหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่าง 'จูซานเฉียว' ที่เฝ้ามองเขาด้วยสายตาที่ต่างออกไป นางไม่ได้รักเขาที่เกียรติยศ นางไม่ได้รักเขาที่ความเก่งกาจ แต่นางรัก... แม้ในวันที่เขาเกลียดตัวเองที่สุด "คนทั้งโลกอาจตราหน้าว่าท่านคือปีศาจ แต่สำหรับซานเฉียว ท่านคือโลกทั้งใบที่ข้าอยากโอบกอดไว้ด้วยรักทั้งหมดที่ข้ามี"
view more๑
กองทัพปีศาจสะท้านเมืองหลวง
ชัยชนะเหนือแคว้นต้ามู่เล่าลือไปทั่วเมืองหลวง ทว่ายามขบวนทัพคืนถิ่นกลับยิ่งเป็นที่โจษจัน เมื่อทหารม้าเกราะเหล็กนับหมื่นยาตราเข้าสู่เมืองด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาท ดุจขุนเขาถล่มทลาย พสุธาสั่นสะเทือน
ชาวเมืองที่รอต้อนรับกองทัพปีศาจตะลึงค้าง เมื่อเห็นฝุ่นควันมหาศาลมาพร้อมกับกองทัพที่ทุกคนสวมผ้าคลุมอัศวินสีดำโบกสะบัดพลิ้วไปตามจังหวะอาชาย่างเหยาะและลมฤดูร้อนที่มาพร้อมกับอภิมหาฝูงกา
ชาวเมืองที่ไม่เคยเห็นฝูงกามากมายเช่นนี้หลุดความสนใจไปครู่หนึ่ง ต่างพากันชี้นิ้วไปบนนภา วิจารณ์ตามความเชื่อ แสดงทัศนะตามข้อมูลที่ฝังรากลึกในใจ
“เหตุใดอยู่ ๆ ก็มีอีกามากมายเพียงนี้”
“อยู่มาจะสามสิบปี ข้าก็เพิ่งเคยเห็นเช่นกัน น่าแปลก เหตุใดต้องมาพร้อมท่านอ๋องเช่นนี้”
“หรืออีกาอัปมงคลนี่เกิดจากท่านอ๋อง”
เสียงวิจารณ์ที่ดังขึ้นด้านล่างหอคอยประตูเมืองเรียกให้กงซุนหมิงจูองค์หญิงใหญ่ของแคว้นต้าลู่ในวัย 29 ชันษาให้ความสนใจ หันไปถามญาติผู้น้องฝั่งพระมารดาที่พ่วงตำแหน่งนางกำนัลคนสนิท
“ซานเฉียว ชาวบ้านพูดอันใดกัน เหมือนจะเป็นในแง่ร้ายมากกว่าในแง่ดี”
“หม่อมฉันจะลงไปสำรวจให้เพคะองค์หญิง”
เจ้าของนามจูซานเฉียวย่อกายลงทำความเคารพองค์หญิงอย่างนอบน้อม ร่างที่นับว่ามีเนื้อหนังมังสามากกว่าคุณหนูทั่วไปเดินลงจากหอคอยประตูเมืองไปด้านล่างเพื่อสืบเรื่องราวให้องค์หญิง
ด้วยบันไดหลายขั้นกับช่วงขาที่ไม่ได้ยาวมากนัก แม้ตอนลงบันไดจะไม่ลำบากเท่าตอนขึ้นบันได แต่ก็ยังหายใจเป็นจังหวะไม่เป็นปรกติ
“กาลกิณีเข้าเมืองก็เป็นเช่นนี้ มาพร้อมอีกาสัตว์อัปมงคลก็สมกับอ๋องปีศาจแล้ว”
กึก!
จูซานเฉียวชะงักเท้าให้กับวาจาแปล่งหู จากที่ลมหายใจติดขัดเพราะต้องขยับตัวเยอะเมื่อครู่ ความเหนื่อยพลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง
“เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอันใด!”
ดวงตาคู่งามถลึงตาใส่บุรุษชาวบ้านที่มีความอาวุโสมากกว่าแต่ศักดิ์ไม่ทัดเทียม
“กล้าดีอย่างไรมาวิจารณ์ท่านอ๋องในทางเสียหาย ไม่ว่าจะในแง่ของการกระทำเพื่อบ้านเมืองหรือฐานันดรศักดิ์ พระองค์ล้วนเหนือกว่าเจ้าทุกอย่าง ปากเน่า ๆ ของเจ้าหากไร้คำพูดที่ดีจะกล่าวถึงท่านอ๋องก็อมขี้ฟันไปเสีย!”
“ปากเปราะเราะรายนักแม่นางผู้นี้ ข้าเพียงกล่าวไปตามที่ใจคิดเท่านั้น ผิดด้วยหรือ”
“ยังไม่รู้ความผิดของตัวเองอีก กาลกิณีคำนี้ต่อให้พูดใส่ใครก็ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง”
ยิ่งได้ทวนคำพูดนี้อีกครั้ง จูซานเฉียวยิ่งอารมณ์เดือดดาล เดินเข้าหาบุรุษชาวบ้านจนเขาต้องถอยห่างเพราะไม่อยากมีเรื่องกับคนต่างระดับ
“กรี๊ด~”
“เฮ้ย! มันเข้ามากันแล้ว”
ในตอนนั้นเองที่เสียงแตกตื่นของชาวเมืองดังขึ้น เป็นระฆังช่วยบุรุษชาวบ้านผู้นี้ให้รอดพ้นจากมือนิ่มที่เล็บยาวพร้อมสำหรับข่วนหน้าคน
จูซานเฉียวเห็นชาวบ้านชี้นิ้วไปยังท้องนภาก็เงยหน้าขึ้นมองตามปลายนิ้วสบเข้ากับฝูงกากำลังพุ่งเข้ามาในเมือง บางตัวบินโฉบหวิดโดนชาวบ้าน
การเคลื่อนไหวของพวกมันมองผิวเผินดูไร้ทิศทาง แต่หากมองดูอย่างละเอียดแล้วจะเห็นว่าพวกมันคล้ายกำลังถูกชักใย คนเขลาก็คิดว่าเป็นอาเพศ ต่างจากผู้มีวิชาความรู้ที่มองเพียงแวบเดียวเท่านั้นก็ทราบว่านี่คือฝีมือมนุษย์
“ท่านอ๋อง...”
ความสนใจของจูซานเฉียวถูกดึงดูดด้วยเจ้าของมือหนาสวมปลอกข้อมือ เขาปล่อยมือจากบังเหียนม้า ง้างคันศรเล็งไปที่ฝูงกา ธนูสามดอกพุ่งออกจากปลายนิ้ว กระจายเป็นสามทิศทลายฝูงอีกาให้หายวับไปทันตา จากฝูงกาที่มาเป็นพยับเมฆเหลือเพียงท้องฟ้าสว่างไสว ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“หายไปแล้ว”
“ที่แท้เป็นค่ายกลหรอกหรือ ท่านอ๋องจับค่ายกลนี้ได้ ทลายค่ายกลด้วยองค์เอง”
“ทรงพระปรีชาสามารถนัก สมแล้วที่เป็นอ๋องปีศาจ แม่ทัพที่เหล่าทุรชนพวกนั้นหวั่นกลัว”
ผลงานการทลายค่ายกลเมื่อครู่เป็นที่ประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพ จากอ๋องกาลกิณีคืออ๋องวีรบุรุษ
จูซานเฉียวยิ้มที่อ๋องกงซุนหยุนไฮ้เปลี่ยนคำว่าร้ายให้กลายเป็นดีได้ด้วยความสามารถ นางละสายตาจากอาชาสีนิล เดินไปหาบุรุษชาวบ้านคนเมื่อครู่ที่นางมีเรื่องค้างเอาไว้
โชคดีของนางที่เขายังอยู่ที่เดิม โชคร้ายของเขาที่ครั้งนี้จะไม่มีสิ่งใดมาขวางการวิวาทได้อีกแล้ว นางจะเอาเรื่องคนที่ว่าร้ายท่านอ๋องของนางให้ถึงที่สุด!
“เห็นแล้วหรือไม่ ท่านอ๋องมิใช่ตัวกาลกิณีอย่างที่เจ้าพูด ท่านอ๋องทรงพระปรีชาสามารถ ทราบว่านี่คือการจงใจของคนในที่ลับ หวังซึ่งทำลายท่านอ๋องแต่กลับซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอย่างคนขลาด หารู้ไม่ว่านอกจากจะทำอันตรายท่านอ๋องไม่ได้แล้ว ยังทำให้ท่านอ๋องได้แสดงพระอัจฉริยภาพ”
“เรื่องเป็นเช่นนี้แล้วข้าจะกล่าวอันใดได้”
จูซานเฉียวเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนขึ้นแล้วก็หันมาให้ความสนใจอ๋องหนุ่มซึ่งจังหวะนั้นได้ทรงอาชาผ่านประตูใหญ่เข้ามาโดยไม่ชายตามองนางแม้แต่น้อย
พรึบ!
วรกายแกร่งกระโจนลงจากอาชา ช่วงขายาวก้าวฉับ ผ่านนางไปขึ้นบันไดสูง
จูซานเฉียวทราบในทันทีว่าอ๋องหนุ่มกำลังขึ้นไปหาใคร นางเลิกให้ความสนใจบุรุษชาวบ้านคนดังกล่าว รีบตามหลังอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ไปติด ๆ
ทว่าเมื่อยามที่นางเงยหน้าขึ้นมองขั้นบันไดกลับเห็นว่าอ๋องหนุ่มก้าวนำไปไกลหลายขั้นทั้งที่ก้าวเพียงก้าวเดียวเท่านั้น...แต่ทีเดียวสามขั้น!
เร็วเพียงนี้
จูซานเฉียวดวงตาเบิกโพลงจ้องช่วงขาเขาเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็รีบก้าวตามขึ้นไป
“แฮ่ก ๆ”
กึก!
ในตอนนั้นเองที่นางสัมผัสได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจดจ้องมา เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ยืนกอดอกอยู่ตรงช่วงบันไดโค้ง
“คิดว่าหมาตัวใดตามมา ที่แท้ก็สตรีเจ้าเนื้ออย่างเจ้านี่เอง เนื้อเยอะก็เหนื่อยแบบนี้”
อ๋องกงซุนหยุนไฮ้ไม่ให้ความสนใจจูซานเฉียวอีก ก้าวเดินฉับ ๆ ขึ้นบันไดต่อ จูซานเฉียวเห็นเช่นนั้นก็สูดหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังกาย มือจับเข่าก้าวเดินขึ้นไปต่อ
นางพยายามไม่มองเท้าตัวเองเพราะไม่อยากย่อท้อ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แสงทองอาบส่องทำดวงตานางพร่ามัว
“อ๊ะ!”
จูซานเฉียวยื่นมือไปบีบราวบันไดเอาไว้ ณ ห้วงเวลานั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่ลมสายใหญ่พัดไอร้อนจากแสงแดดจ้ากระทบร่างหญิงสาว อยู่ ๆ นางก็เกิดอาการหน้ามืด ร่างกายซวนเซน่ากลัวว่าจะพลัดตกจากที่สูง
“ไม่นะ! ข้าจะตกไม่ได้”
จูซานเฉียวมือข้างหนึ่งบีบราวบันไดไว้แน่น อีกข้างยกขึ้นกลางอากาศในท่วงท่าที่ใครก็คิดว่านางขอความช่วยเหลือ มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่กำลังช่วยเหลือตัวเองด้วยการเปิดระบบพิเศษ เสี่ยงใช้ความสามารถอันเป็นความลับเฉพาะตนเคลื่อนย้ายตัวเองไปจากสถานการณ์อันตราย
พรึบ!
ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะเรียกใช้ระบบพิเศษนั้น ร่างอิ่มก็ถูกฉุดรั้งด้วยมือคู่หนึ่งพานางจากราวบันไดมายืนตรงลานพักบันไดซึ่งมีกำแพงสูงก่อเอาไว้ ปลอดภัยสำหรับคนที่กำลังเป็นลมแดด
“สตรีเจ้าเนื้อ ขึ้นบันไดเพียงไม่กี่ขั้นถึงกับจะเป็นลมเชียวหรือ เนื้อส่วนเกินของเจ้าเป็นตัวถ่วงแล้ว”
ขนงเข้มเลิกขึ้นสูงเป็นเชิงตั้งคำถามที่คนมองรู้สึกว่ากวนอารมณ์ยิ่ง ในใจนางคิด...
นี่ท่านอ๋องใช่กำลังหยอกเอินกันอยู่หรือไม่
จูซานเฉียวจ้องหน้าชายหนุ่ม ลืมไปสิ้นว่าตนกำลังอยู่ในท่วงท่าใด ยามนี้มือหนาช้อนเอาไว้ใต้เอวนางในท่าสะพานโค้งก็ไม่ปาน
“นี่! จะให้เปิ่นหวางยกร่างเจ้าอีกนานหรือไม่ เมื่อไรจะยืนตัวตรงเสียที”
จูซานเฉียวก้มลงมองตัวเอง ตกใจไม่น้อยด้วยไม่คิดว่าตนจะได้อยู่ใกล้ชิดกับบุรุษในดวงใจในท่วงท่าแนบชิดเช่นนี้ นางกลับมายืนหลังตรงเช่นเดิม ริมฝีปากสีหวานคิดจะเอื้อนเอ่ยขอบคุณเขาที่ให้การช่วยเหลือ แต่ยังช้าไปเมื่อเทียบกับประโยคนี้...
“เปิ่นหวางแข็งแกร่งยังเมื่อยแขน ไม่เบาเลยเจ้า!”
๑๘๐บทส่งท้ายงานอภิเษกที่ควรจะยิ่งใหญ่ถูกจัดแบบเรียบง่ายตามสถานการณ์และความประสงค์ของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่วันนี้อยู่ในชุดแต่งงานสีน้ำเงินเหลือบม่วง ลายปักเรียบง่าย มีส่วนสีแดงมงคลให้เห็นเพียงขอบเสื้อเท่านั้นเครื่องประดับ มงกุฎหงส์ กำไล ยังคงประดับสมกับตำแหน่งพระชายางานอภิเษกที่มาพร้อมกับทายาทราชวงศ์กงซุน!ผลการตรวจเมื่อสามวันก่อนหน้านี้ เป็นจริงอย่างที่กัวน่ายเหมี่ยวคิดเอาไว้ จูซานเฉียวมีโอกาสตั้งครรภ์สูง แม้ชีพจรจะยังวัดได้ไม่แน่ชัดนัก แต่จากการสอบถามอาการเบื้องต้นเช่นรอบเดือนที่ควรมาแต่ไม่มาก็ทำให้แน่ชัดว่านี่เป็นสัญญาณการตั้งครรภ์พิธีอภิเษกแบบเรียบง่ายถูกจัดขึ้นในห้องโถง ของเรือนรับแขกจวนอ๋อง ผู้ที่มาร่วมงานอภิเษกในครั้งนี้นอกจากจะมีฮ่องเต้กงซุนเทียนชานและฮองเฮาแล้ว ยังมีไทเฮา จูไท่เฟยนั่งในตำแหน่งบรรพบุรุษของอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ จูกังเจิ้ง กัวน่ายเหมี่ยว เซียงไช่นั่งในตำแหน่งบรรพบุรุษของเจ้าสาว รับการคาร
บทที่ ๑๗๙เตรียมตัวรับกับสถานะใหม่สาววันก่อนงานอภิเษก ทั้งจวนอ๋องและจวนตระกูลจูต่างได้รับของขวัญมากมายจากคนในวงการขุนนางด้วยกันเอง จูซานเฉียวได้รับการรายงานข่าวนี้จากอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ที่มาเฝ้าห้องหอเจ้าสาวด้วยตนเอง ทั้งที่พิธีการนี้ ราชวงศ์น้อยคนนักจะยึดหลักตามวิถีชาวบ้านการกระทำนี้ช่วยเพิ่มคะแนนความประทับใจที่จูกังเจิ้งมีต่อเขยสูงศักดิ์จนเขาสัมผัสได้หลังจากที่จูกังเจิ้งเสร็จงานจากศาลต้าหลี่ก็ตรงมาหาอ๋องกงซุนหยุนไฮ้ที่ตั้งใจมาเฝ้าเจ้าสาวถึงขั้นเตรียมเก้าอี้เอนกาย ชาพร้อม หมอนรองคอพร้อม ประหนึ่งว่าจะปักหลักอยู่ที่นี่ ไม่คิดไปที่ใดจนกว่าจะผ่านพ้นสามวันนี้ไปหลังจากทักทายกันแล้ว ประโยคแรกที่จูกังเจิ้งเอ่ยก็คือ “สามวันต่อจากนี้ ลำบากท่านอ๋องแล้ว”“ไม่นับว่าลำบาก เป็นเรื่องที่เจ้าบ่าวคนหนึ่งควรทำให้เจ้าสาวที่สุด เปิ่นหวางมอบพิธีแต่งงานใหญ่โตให้นางไม่ได้ก็ควรแสดงความจริงใจด้วยวิธีอื่น”จูกังเจิ
บทที่ ๑๗๘เห็นแต่จัดการไม่ได้คุ้นหรือไม่สามบุรุษราชวงศ์หนานกงวันนี้ได้มีการนัดหมายกันแข่งขี่ม้า ยิงธนู ฮ่องเต้หนานกงฮั่นจึงถือโอกาสนี้ประพาสป่า ฟื้นฟูความสัมพันธ์พี่น้อง ปล่อยวางอดีต ทำเพื่ออนาคต ช่วยกันสร้างต้าอู่ให้ร่มเย็นเป็นสุขอาชาสีขาวของฮ่องเต้หนานกงฮั่นนำอาชาตัวสีดำของหนานกงมู่และสีน้ำตาลของหลิวเยี่ยน มีองครักษ์ฝีมือดีล้อมหน้าล้อมหลัง ยากจะมีมือสังหารฝีมือดีคนใดเข้ามากล้ำกราย...แน่นอนว่าหนึ่งในองครักษ์นั้นยังมีหนี่ว์อีด้วย!เมื่อเจ้านายได้รับตำแหน่งใหญ่โต นางก็ได้รับโอกาสให้กลับมาเป็นองครักษ์ประจำกายอีกครั้งหนานกงมู่ที่เห็นว่าบรรยากาศดูผ่อนคลายเกินไปก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา...“ไม่คิดว่าเราสามคนจะมีวันนี้ด้วย ขี่ม้าท่ามกลางบรรยากาศทุ่งนาป่าเขา ไม่สนใจว่าจะเสียพันธมิตรจากแคว้นใดไปบ้าง”ฮ่องเต้หนานกงฮั่นค่อย ๆ หันมามองอนุชา ด้วยสายพระเนตรเรียบเฉย ไม่เป็นมิตรนัก
บทที่ ๑๗๗การแก้แค้นฉบับจูซานเฉียวหยางยี่เหรินสังเกตอาการสหายตั้งแต่ที่นั่งรถม้าผ่านตลาดจนกระทั่งถึงสุสาน จูซานเฉียวคล้ายมีเรื่องในใจตลอดเวลา แต่หยางยี่เหรินยังไม่ได้เค้นถามอันใด จนกระทั่งทำงานช่วงเช้าที่สุสานเสร็จแล้วถึงเอ่ยถามสหายให้รู้แจ้ง“ซานเฉียว เจ้าดูมีเรื่องในใจ”จูซานเฉียวยิ้มน้อย ๆ หมุนกำไลข้อมือเบา ๆ ถงเหยาที่แต่เดิมอยู่ในท่านอน ร่างกระเด็นไปทางนั้นทางนี้ตามการหมุน“ข้าแค่กำลังคิดว่างานอภิเษกจะออกมาดีหรือไม่ สุสานจะสร้างเสร็จได้ทันกาลหรือเปล่า มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย แต่ข้าไม่เป็นอันใด”หยางยี่เหรินถอนหายใจเบา ๆ เพราะทราบว่าสหายไม่ได้พูดความจริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นางก็ไม่คิดเค้นความสหาย หากว่าอีกฝ่ายไม่ประสงค์พูด“เอาเถอะ หากเจ้าอยากบอกข้าก็บอกข้าเอง”หยางยี่เหรินคนใหม่ไม่เซ้าซี้เช่นคนเดิม นี่เป็นข้อดีที่จูซานเฉียวค้นพบในร่างนี้ของสหาย“อีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องเข้าพิธีอภิเษก ไม่ต้องมาช่วยงานข้าที่สุสานแล้ว เตรียมอาบน้ำ ขั
๑๐เปิ่นหวางดีใจที่เจ้าปากแข็ง จูซานเฉียวแม้จะมีใจให้อ๋องกงซุนหยุนไฮ้ แต่องค์หญิงก็เป็นญาติผู้พี่ของนางพ่วงตำแหน่งเจ้านายที่ต้องรักษาความลับเอาไว้ สะกดจิตตัวเองในใจ ไม่ได้นะจูซานเฉียว เจ้าจะใจอ่อนเพื่อบุรุษแล้วหักหลังองค์หญิงไม่ได้ “ท่านอ๋องทรงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ หม่
๙บอกความลับของเสด็จพี่หญิงมา จูซานเฉียวจะมีวันที่กลับจวนเพื่อนอนค้างที่จวนตระกูลจูซึ่งก็คือวันนี้ นางนั่งเกี้ยวสองคนหาบมาหน้าพระราชวังที่ยามนี้รถม้ามีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลจูจอดรออยู่พร้อมสาวใช้คนสนิทของนาง “คุณหนู!” ทันทีที่เห็นเจ้านาย เฉาเฉ่าสาวใช้คนสนิทที่โตมาพร้อ
๘ทั้งที่เตือนแล้วแท้ ๆ เพียะ! ใบหน้าเสี่ยวอู่หันไปอีกฝั่งหนึ่งเมื่อโดนมือนิ่มของจูซานเฉียวประทุษร้าย สองมือจับใบหน้าตนข้างที่โดนตบก่อนที่จะค่อย ๆ หันหน้ามามองจูซานเฉียวด้วยแววตาที่หญิงสาวกำลังรออยู่ แววตาแห่งความโกรธแค้น! “โกรธล่ะสิ คิดว่าข้าทำเกินกว่าเหตุ ใ
๗ข้าจะตีปากคนปล่อยข่าว “หยุด~” วรกายแกร่งกระโดดลงจากอาชาคู่ใจโดยมีนายทหารชั้นผู้น้อยเดินเข้ามาจัดการเอาอาชาไปให้อาหารและน้ำดื่มสะอาด สองคนสนิทเดินเข้ามาหา ทำความเคารพแล้วรายงานผลการจัดระเบียบกองทัพ “ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมจัดการตามที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้ว

















