LOGINดวงตะวันทอแสงอ่อนอุ่นสาดส่องเข้ามาในห้องที่เงียบสงัด ลู่เสียนลืมตาขึ้นช้าๆ แสงแดดกระทบดวงตาสุกสกาวจนต้องหลับลงอีกครั้ง นางค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาใหม่มองดูเพดานที่สุดจะแปลกตา เหลียวมองรอบกายพบเจอกับห้องคล้ายยุคโบราณ เป็นยุคไหนก็สุดจะรู้ แต่ยังไม่ทันได้ใช้ความคิด อยู่ๆ ก็รู้สึกปวดหัวรุนแรงหนักหน่วงขึ้น นางกุมขมับส่ายหน้าดิ้นทุรนทุรายสุดทรมาน ความทรงจำมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองไม่ขาดสาย
ลู่เสียนจำได้ว่ากำลังอยู่ในงานเปิดตัวเครื่องเพชรสุดหรูคอลเลคชั่นใหม่แห่งปี ที่เธอได้รับรางวัลนักธุรกิจดีเด่นผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ในขณะที่เดินออกจากห้องน้ำแล้วชนเข้ากับใครบางคน จากนั้นสติก็ดับวูบลงไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกทีก็มาโผล่ที่นี่ซึ่งมันคือที่แสนจะไม่คุ้นเคย นักธุรกิจหญิงสาวสวยที่เก่งกาจมีความสามารถสูงพ่วงด้วยความโสดสนิทประสบความสำเร็จสูงสุดกับการทำธุรกิจค้าเครื่องประดับดังระดับโลก เส้นทางของเธอไม่ได้สวยหรูนักเพราะมีคู่แข่งมากมายจับจ้องเขมือบทั้งธุรกิจและมุ่งหวังในตัวเธออยู่ตลอดเวลา ตอนนี้คงเป็นโอกาสเหมาะของพวกเขาและคราวเคราะห์ของเธอที่ต้องจบชีวิตลงในวัยเพียงสามสิบปีอย่างง่ายดาย ไม่รู้ว่าความซวยหรือโชคชะตาบิดเบี้ยวที่นำพาเธอเข้ามาอยู่ในร่างสาวน้อยผู้โง่เขลายังไม่ถึงยี่สิบปี ที่แต่งงานกับรองแม่ทัพผู้เก่งกล้าเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติของบุรุษอกสามศอก จากความทรงจำที่รับเข้ามานางผู้นี้รับบทบาทชีวิตรันทดหนักใช่ย่อยมาตั้งแต่เล็ก ถูกตราหน้าว่าโง่เขลาเบาปัญญา ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่างๆ นาๆ หัวใจของนางคงบอบช้ำมามาก อายุเพียงเท่านี้ต้องมาอดทนอดกลั้นเรื่องสับปะรังเคของชีวิตได้ขนาดนี้ก็นับว่าเยี่ยมแล้ว ลู่เสียนเกิดความคิดว่าจะช่วยล้างอายให้ร่างนี้เองในเมื่อพ่อแท้ๆ เป็นถึงฮ่องเต้ยังผลักไสและทอดทิ้ง นางยังต้องแคร์สิ่งใดอีกเล่า เจ้าของธุรกิจอย่างเธอก็ไม่ได้ดีเลิศเลอ ออกจะร้ายกาจเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อชะตาลิขิตให้เป็นอย่างนี้แล้วนางต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น ถึงเวลาทวงคืนศักดิ์ศรีของลู่เสียนแล้ว คิดได้ดังนั้นนางลุกขึ้นอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าอาภรณ์เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ทันที ต่อเมื่อเปิดตู้ออกมาดูเสื้อผ้าที่พับเอาไว้อย่างเรียบร้อย มันทั้งเชยและสีค่อนข้างซีดเหมือนถูกใช้งานมานานนม “เสื้อผ้านี่ใช้มาสิบปีหรือ ทำไมเก่าจังแถมยังดูเฉิ่มเชย เป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ไม่มีใครคอยดูแลเลยหรือ” ลู่เสียนเลือกเสื้อผ้าสีฟ้าอ่อนที่ดูดีกว่าชุดอื่นๆ มาสวมใส่อย่างเสียไม่ได้ นางคิดว่าก่อนอื่นต้องตัดเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่เครื่องนุ่งห่มมอซอย่างนี้จะใส่ไปไหนได้นอกจากโรงครัว นางรู้สึกหิวขึ้นมาจึงเดินไปรินน้ำชาใส่ถ้วยกระเบื้องใบเล็กอันสวยงาม ทว่าน้ำชานั้นดูเก่าเหม็นหืนเหมือนไม่ได้ล้างภาชนะเปลี่ยนชามาหลายวัน นางเมินหน้าวางถ้วยชาลงแบบเซ็งๆ จากที่คิดว่าจะจิบชารองท้องเสียหน่อยดันมาเจอชาบูดเสียนี่ นางส่ายหน้าระอากับความไม่สมดุลของจวนรองแม่ทัพที่ดูกว้างขวางโอ่โถงสมฐานะแต่ฮูหยินกลับได้อยู่เรือนหลังเล็กๆ ไร้คนเหลียวแล จะเรียกว่าน่าบัดซบคงจะเหมาะดี สิ่งแรกที่พบเจอบนชีวิตใหม่ย่ำแย่ได้ขนาดนี้แสดงว่าต้องมีเรื่องอื่นที่หนักหนาสาหัสกว่านี้แน่ นางนั่งพินิจพิจารณาสิ่งต่างๆ ไปรอบห้อง วิเคราะห์สถาณการณ์ที่ดูน่าจะเป็นไปได้อยู่เพียงชั่วครู่ มีเด็กสาวรับใช้นางหนึ่งเดินกระแทกเท้าถือถาดอาหารด้วยสีหน้าบึ้งตึงวางลงบนโต๊ะอย่างแรง ลู่เสียนนั่งกอดอกไขว่ห้างดูทรงอำนาจเชิดหน้าจับจ้องไม่วางตา สาวใช้ตวัดสายตามองอย่างอารมณ์เสีย ลู่เสียนหันเหความสนใจมาที่ถาดอาหารแทนด้วยความหิว นางค่อยๆ เลื่อนสายตามองไปที่อาหารที่ดูเหมือนว่ามันไม่น่าจะเป็นอาหารของฮูหยินของจวนนี้ ชามข้าวต้มที่มีน้ำโหรงเหรงกับถั่วลิสงทอดอมน้ำมันเพียงหยิบมือ “อาหารของข้าหรือนี่ อยากจะบ้าตาย!!” นางนั่งมองมันอยู่นานกินไม่ลงเอาเสียเลย แต่เพราะเสียงท้องร้องประท้วงไม่ยอมหยุด ลู่เสียนจำใจต้องคีบมันเข้าปากกลืนลงคออย่างทุลักทุเล “รสชาติจืดๆ มันๆ กินน้ำข้าวต้มกับถั่วทอด มันเข้ากันตรงไหน” อาหารมีเท่าแมวดมแล้วนางจะอิ่มได้อย่างไร หญิงสาวผู้นี้มีชีวิตอยู่ด้วยถั่วลิสงทอดอมน้ำมันหล่อเลี้ยงชีวิตหรือ ไม่น่าเชื่อ! นี่มันเหยียบย่ำกันชัดๆ คิดได้ดังนั้นลู่เสียนก็วางตะเกียบลงเดินออกนอกเรือนมุ่งหน้าไปยังเรือนของหมู่ชิวหลันทันที บริเวณหน้าเรือนมีบ่าวไพร่สองคนยืนก้มหน้านิ่งรอรับใช้นายท่าน เมื่อเห็นลู่เสียนเดินเข้ามาพวกเขาก็แปลกใจแต่ไม่มีใครกล้าขัดขวางเมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวดูเอาเรื่องของนาง มู่ชิวหลันนั่งยิ้มหวานเอาใจโจวชุนอี้ คอยคีบอาหารให้เขาแทบจะป้อนเข้าปากเอาอกเอาใจตลอดเวลา ลู่เสียนมองปลากระพงชิ้นโตเนื้อเด้งในจานที่ทั้งคู่นั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยทำให้นางต้องกลืนน้ำลายอีกครั้ง “น่าอร่อยจริงๆ” เสียงกังวานใสทำให้สองหนุ่มสาวหยุดชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นพร้อมกันมองดูผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญอย่างขัดใจ “ข้าเคยบอกแล้วใช่หรือไม่ ท่านจำไม่ได้หรอกหรือ” โจวชุนอี้ยืนขึ้นอย่างหงุดหงิดที่พบหน้านาง “ข้าอยากร่วมโต๊ะด้วย ทำไมอาหารของท่านไม่เหมือนของข้าล่ะ” ลู่เสียนมองตาเขาแววตาเปลี่ยนไปจากที่เคยริบหรี่แต่ตอนนี้กลับกล้าแข็งจนผิดสังเกต “เหตุใดจะไม่เหมือน ท่านต้องการมาหาเรื่องหรือ” โจวชุนอี้ไม่รู้ว่านางกินสิ่งใดในแต่ละมื้อเพราะเขาให้มู่ชิวหลันจัดการเรื่องในจวนทั้งหมด อีกฝ่ายเกรงว่าความจะแตกที่สั่งให้เด็กเอาถั่วทอดและน้ำข้าวไปให้ลู่เสียนกิน รีบเอ่ยตัดบทขึ้นก่อน “ท่านพี่เจ้าคะให้ท่านหญิงกินข้าวกับเราก็ได้เจ้าค่ะ นางอาจจะเหงา” น้ำเสียงฉอเลาะทำให้โจวชุนอี้ที่ยืนฮึดฮัดอย่างขัดใจยอมทำตามที่มู่ชิวหลันขอ เขาสั่งให้เด็กนำข้าวมาให้ลู่เสียนเพิ่มอีกหนึ่งที่ ลู่เสียนยกยิ้มมุมปากพออกพอใจที่ทั้งคู่ยอมง่ายๆ นึกอยู่ในใจว่านางมารนี่ร้ายไม่เบาเลย ตบหัวแล้วลูบหลังได้เนียนดีจริงๆ “เชิญท่านหญิงทานให้อร่อย” มู่ชิวหลันยิ้มหวานให้ลู่เสียนกิริยาดูอ่อนช้อยและจริงใจ “เรียกชื่อนางก็พอ” โจวชุนอี้ออกคำสั่ง มองลู่เสียนอย่างขัดใจ มู่ชิวหลันจับแขนของเขาไว้เป็นเชิงปรามให้เก็บอารมณ์ ทั้งสามคนกินอาหารร่วมโต๊ะกันจนอิ่มแล้วโจวชุนอี้จึงรีบออกไปทำงาน เหลือเพียงหญิงสาวสองคนนั่งจิบชาด้วยกันเพียงลำพัง “ท่านคิดอะไรอยู่หรือ ถึงกล้าเข้ามากินข้าวกับข้าและท่านพี่” มู่ชิวหลันเปลี่ยนคำพูดและท่าทีที่อ่อนหวานเป็นเย่อหยิ่งวางอำนาจขึ้นมาทันที ลู่เสียนมองกิริยานั้นอย่างรู้ทันนางยักไหล่ทำไม่รู้ไม่ชี้ “เราสามคนผัวเมียกินข้าวด้วยกันมันถูกต้องแล้ว ไม่เห็นแปลกตรงไหน” นางตอบพลางยกชาขึ้นมาจิบ “อืม ชาเลิศรสช่างดื่มได้คล่องคอผิดกับชาบูดที่เรือนของข้า” ลู่เสียนตั้งใจพูดกระทบมู่ชิวหลันทำเอานางหน้าเสียเล็กน้อยรีบแก้ต่างทันที “วันหลังท่านก็เอาชามาเปลี่ยนที่นี่ จะมีเด็กๆ คอยดูแลให้” มู่ชิวหลันพูดจากับนางราวกับลู่เสียนเป็นเด็กรับใช้เสียงเอง “เรือนของข้าไม่ต้องมีบ่าวคอยดูแลหรอกรึ การทำความสะอาด ยกสำรับหรือแม้แต่เปลี่ยนน้ำชาพวกนี้คนที่เป็นฮูหยินเช่นข้าต้องคอยทำเองทุกวี่วันแล้วจะมีบ่าวไพร่พวกนี้ไว้ทำไม หรือว่าเจ้าเอาตัวพวกเขาไปรับใช้ตัวเองจนหมดแล้ว อันที่จริงเจ้าควรจะแบ่งเด็กมาให้ข้าสักสองสามคนเหมือนที่ข้ายังแบ่งสามีใช้ร่วมกับเจ้าได้เลยจริงไหม” ลู่เสียนลอยหน้าลอยตาพูดจาฉะฉานขึ้นกว่าเดิม ทำให้มู่ชิวหลันเริ่มหน้าตาบึ้งตึงที่ลู่เสียนกล้าตำหนิซึ่งๆ หน้า เพียงชั่วข้ามคืนนางเปลี่ยนจากคนหัวอ่อนสมองกลวงกลายเป็นนางปีศาจนางมารไปได้อย่างไรกัน “ทุกอย่างต้องแล้วแต่ท่านพี่อนุญาต” มู่ชิวหลันอ้างถึงโจวชุนอี้ขึ้นมาทันควันหวังข่มขู่ให้ลู่เสียนเกรงใจ นางใช้โจวชุนอี้เป็นเกราะกำบังให้ตัวเองที่แสร้งว่าอ่อนแอ เกรงใจเขาในฐานะเจ้าของจวนให้เขาเป็นคนช่วยแก้ปัญหาจะดีกว่า “ถ้ามัวแต่รอโจวชุนอี้เรือนของข้าคงมีฝุ่นเกาะหนาเตอะเป็นกองดิน สกปรกรกรุงรังเหมือนบ้านร้าง เจ้าทนได้หรือหากบ่าวไพร่เอาไปนินทากันข้างนอกสนุกปาก ว่าจวนของท่านรองแม่ทัพที่มีภรรยาถึงสองคนกลับปล่อยปะละเลยให้เรือนดูโสโครกเหมือนเล้าหมู” ลู่เสียนพูดต้อนมู่ชิวหลันให้จนมุม นางเม้มปากแน่นสนิทด้วยความโกรธเคือง จำใจยกเด็กรับใช้ให้สองคน ลู่เสียนยิ้มเหยียดมุมปากอย่างพึงพอใจ เดินนำหน้ากลับเรือนและจัดการสั่งให้ทำความสะอาดทันที ส่วนนางคอยยืนกำกับอยู่ทุกซอกทุกมุมเพื่อให้สะอาดที่สุด เสร็จแล้วจึงตรวจตราความเรียบร้อยแล้วสั่งให้เช็ดถูส่วนที่ยังไม่สะอาดต่อซึ่งต้องถูให้เอี่ยม ทำเอาบ่าวไพร่หมดแรงไปตามๆ กัน เมื่อก่อนนั้นพวกเขาทำความสะอาดพอให้พ้นหน้าที่ ลู่เสียนก็ยังไม่กล้าสั่งให้เก็บกวาดเพิ่ม ครั้งนี้นางควบคุมทุกขั้นตอน หากมีร่องรอยความสกปรกหลงเหลืออยู่ก็บังคับให้ทำต่อจนสะอาดไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวแขกเหรื่อจากต่างเมืองทยอยเดินทางมาถึงเมืองต้าเทียนอย่างไม่ขาดสาย งานเฉลิมฉลองครั้งนี้จัดขึ้นยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ชาวประชาต่างแซ่ซ้องชื่นมื่นไปทั่วทั้งเมือง ผู้ครองเมืองน้อยใหญ่ต่างร่วมยินดีปรีดากับงานนี้เป็นอย่างยิ่ง ทางเจ้าภาพอย่างเมืองต้าเทียนก็ต้อนรับขับสู้ได้ดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อยหมิงอ๋องและลู่เสียนแยกกันแต่งตัวเสร็จก็ออกมาช่วยฮ่องเต้ต้อนรับอาคันตุกะที่เริ่มหลั่งไหลมาอย่างล้นหลาม ด้านฮ่องเต้ฮองเฮา ไท่จื่อ รวมถึงเหล่าราชวงศ์พร้อมขุนนางต่างมากันพร้อมหน้าฮ่องเต้ลู่เว่ยเสด็จมาถึงและมอบของที่ระลึกพร้อมกับสนทนาอยู่พักใหญ่จึงได้นั่งลงประจำโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้ในงานเริ่มด้วยอาหารและเครื่องดื่มมากมายขึ้นโต๊ะไม่ขาดสายพร้อมกับชมการแสดงร่ายรำอ่อนช้อยงดงามของทางต้าเทียนที่จัดเตรียมล่วงหน้าเพื่องานนี้บรรยากาศทั้งภายในภายนอกวังหลวงต่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไรงานเฉลิมฉลองยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นเป็นเวลาครึ่งค่อนวันโดยไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ในขณะที่อาหารพร้อมสุราชั้นดียังคงลำเลียงตามโต๊ะต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ลู่เสียนเข้าเฝ้าไทเฮาหลังจากที่ไม่ได้มาเสียนาน ไทเฮาทรงดีพระทัยที่เห็นหน้าของนางอีกครั้ง"เจ้าหายหน้าไปนาน คงยุ่งมากสินะ"ไทเฮาทักทายขึ้นใบหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันทีที่พบหน้าลู่เสียน นางคลานเข่าช้าๆขยับเข้าใกล้จนชิดตัวไทเฮา ดวงตาพร่ามัวภายใต้ใบหน้าริ้วรอยเหี่ยวย่นสบตากับดวงตากลมโตคู่สวยแวววาวที่ภายในดูหม่นหมองกลบความสุกสกาวของเมื่อก่อนลงไปมาก"หม่อมฉันขอกอดไทเฮาได้หรือไม่เพคะ"ลู่เสียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นไหว ไทเฮายิ้มรับพร้อมอ้าแขนตอบรับ นางโผเข้ากอดผู้อาวุโสเหมือนหาที่พึ่งพิง กอดนี้อบอุ่นราวกับอ้อมกอดของมารดา ลู่เสียนกอดไทเฮาไว้อย่างนั้นยังไม่ยอมปล่อย หญิงสูงวัยกว่ายกมือขึ้นลูบศีรษะไปมาช้าๆ เข้าใจทันทีว่าสาวน้อยต้องการคนปลอบใจลู่เสียนกอดไทเฮาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานเหมือนว่าตอนนี้นางหมดหนทาง ทั้งอยากพูดความจริงทั้งอยากปกป้องคนที่นางรักความลังเลทำให้ลู่เสียนรู้สึกคับแน่นอยู่ในใจ"กอดไทเฮาแล้วอบอุ่นดีนะเพคะ หม่อมฉันไม่เคยกอดแม่แต่ไทเฮาอบอุ่นเหมือนอ้อมกอดของแม่"นางเอ่ยเสียงใสแต่ดวงตาเหม่อลอยเพราะมันคือเรื่องจริงที่ลู่เสียนไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกมารดาเลยสักครั้ง นางเติบโตขึ้นมาด้ว
โจวชุนอี้มาพบเยี่ยเฟยหรงอีกครั้ง ใบหน้าคมสันดูเป็นกังวล แววตาฉายแววความอึดอัดได้ชัดเจน สีหน้าเขาเคร่งเครียดกว่าปกติลงไปมาก เยี่ยเฟยหรงรู้ดีว่าโจวชุนอี้คงมีเรื่องหนักใจไม่น้อย นั่นยิ่งทำให้เยี่ยเฟยหรงอยากรู้มากขึ้น"สหายของข้ามีเรื่องใดไม่สบายใจถึงได้หน้าตาบึ้งตึงขนาดนี้"เขาช่วยผ่อนคลายให้สหายรักอารมณ์ดีขึ้นทว่ากลับไม่เป็นผลแต่อย่างใด เยี่ยเฟยหรงกลอกตาไปมายกชาขึ้นจิบเงียบๆ ไม่พูดสิ่งใดต่อ"หากข้ามีข้อเสนอบางอย่าง เจ้าจะช่วยได้หรือไม่"โจวชุนอี้เอ่ยขึ้นน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าของเขาขรึมลงยิ่งกว่าเดิมเล็กน้อย เยี่ยเฟยหรงเลิกคิ้ว ยกยิ้มมุมปากพร้อมพยักหน้าช้าๆ"ข้ายินดี เจ้าว่ามาได้เลยสหายรัก"เขาตอบโดยไม่ลังเล โจวชุนอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ยื่นหน้าเข้าใกล้เยี่ยเฟยหรงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมเพื่อความแน่ใจ"เจ้าแน่ใจนะ"เยี่ยเฟยหรงสบตาสหายรักแน่นิ่ง เรื่องนี้มันต้องสำคัญมากแน่ โจวชุนอี้ถึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนี้"หากเจ้าต้องการ มีเรื่องใดบ้างที่ข้าจะไม่ช่วย"เขาพูดขึ้น ลงน้ำหนักทุกคำพูดอย่างหนักแน่น ให้ความมั่นใจอีกครั้ง โจวชุนอี้เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มชัด"ไม่ต้องห่วงเรื่องใด ครั้
ไท่จื่อกำลังทรงอักษรในห้องส่วนตัวโดยมีไป๋ซิงคอยรินน้ำชาให้ตามปกติ นางเห็นว่าบรรยากาศดูเงียบไปหน่อยจึงเอ่ยขึ้นเสียงหวานนุ่มนวล"ไท่จื่อเพคะ ลองจิบชานี่ดูเสียก่อน เป็นชาชั้นดี ดื่มแล้วช่วยผ่อนคลายเพคะ"ไท่จื่อหยุดเขียนอักษร เขาเงยหน้ามองนางอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งยิ้มๆ ก่อนยกชาขึ้นจิบตามคำแนะนำของไป๋ซิง"เจ้าช่างสรรหาของบำรุงให้ข้าเสียจริง"เขาพูดจาหยอกเย้าเล็กน้อยทำให้นางถึงกับเขินอาย ก้มหน้ายิ้มหวานดูไม่ประสีประสาเท่าใดนักองครักษ์เข้ามารายงานว่าหมิงอ๋องขอพบ ไท่จื่อละสายตาจากสาวน้อยพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ไป๋ซิงรู้งาน นางรีบถอยออกจากบริเวณนั้นทันที เมื่อหมิงอ๋องมาถึงเขาทำความเคารพไท่จื่อพร้อมกับไป๋ซิงทำความเคารพทั้งคู่แล้วรีบถอย ขอตัวออกจากห้องไป เพราะทั้งคู่มีเรื่องหารือที่เป็นความลับ ไม่ต้องการบุคคลที่สามอยู่แล้วหมิงอ๋องแปลกใจที่เห็นไป๋ซิงอยู่ที่นี่""เจ้ามีเรื่องด่วนอันใดรึ"ไท่จื่อทักทายเขาที่มองไล่หลังไป๋ซิงด้วยความสงสัย จึงมองตามสายตาของเขาพร้อมหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้น"เจ้าคงแปลกใจที่เห็นไป๋ซิงอยู่ที่นี่"หมิงอ๋องหันหลังกลับมาสนทนากับไท่จื่อต่อ"เพราะเหตุใดพะยะค่ะ""พอดีตำหนัก
เหอหลีเจี๋ยและไป๋ซิงมาพบกันตามที่นัดเอาไว้ที่จวรของเขา หญิงสาวย่อตัวทำความเคารพผู้อาวุโสอย่างนอบน้อม"ไม่ต้องมากพิธีหรอก นั่งเถิด"เขาเชิญสาวน้อยนั่งลงไม่ได้รีบร้อน แต่หญิงสาวกลับร้อนใจแทนทุกเรื่องที่ต้องรับฟัง ทั้งตื่นเต้นและอยากรู้"ท่านลุงมีธุระจะพูดกับข้า เป็นเรื่องอะไรกันเจ้าคะ""เหอะๆ เจ้าช่างเจรจานัก เหตุใดหมิงอ๋องถึงไม่มองเจ้าเลย"เหอหลีเจี๋ยพูดเสียงเรียบทำให้ไป๋ซิงหน้าสลดลง นางซึมลงเล็กน้อยก้มหน้านิ่ง เขารู้ตัวว่าพูดกระทบจิตใจนางจึงรีบแก้เก้อ"เอ่อ ..ข้าหมายถึง หมิงอ๋องตาไม่ถึงมากกว่า ฉะนั้นเจ้าลองเปลี่ยนเป้าหมายเถิดข้าพอจะช่วยให้เจ้าสมหวังได้ คิดดูซิระหว่างอัครมเหสีขององค์ไท่จื่อที่ต่อไปจะต้องขึ้นครองราชย์ เทียบกันกับสนมเอกของหมิงอ๋อง เจ้าคงคิดได้ว่าสิ่งไหนน่าชื่นชมมากกว่ากัน ไหนๆ เจ้าก็ต้องการอยู่ข้างกายราชวงศ์แล้วก็ควรเลือกให้ดีที่สุด เจ้าเองก็มีชาติตระกูลที่สูงส่ง จะยอมลดตัวเองเป็นเพียงสนมเอกที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะไขว่คว้าตำแหน่งนั้นมาได้ หมิงอ๋องก็ไม่ใช่คนที่ควบคุมได้ง่ายเสียด้วย สู้ปรนนิบัติไท่จื่อให้ดีหน่อย ช่วยรับฟังพระองค์อย่างเข้าใจ เป็นผู้ตามที่ดี เท่านี้เจ้าก็ไม่ต
"ไปสืบเรื่องนี้ให้ละเอียด ใครมีส่วนเกี่ยวข้องข้าไม่เอามันไว้แม้แต่คนเดียว!"ฮ่องเต้ออกคำสั่งกับองครักษ์ให้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยและให้ทุกคนออกไปให้หมดเสนาไป๋อวิ้นยังไม่ไว้วางใจนางอยู่ดี เขาเชื่อมั่นว่าลู่เสียนมาด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ค่อยดีนัก และยังสงสัยว่านางอาจจะร่วมมือกับเสนาบดีเหอหลีเจี๋ยทำสิ่งที่ไม่หวังดีต่อต้าเทียนก็เป็นได้หมิงอ๋องจ้องหน้าเสนาไป๋อย่างเอาเรื่อง เขาขบกรามเอาไว้แน่น พยายามอดทนเพราะเห็นว่าเป็นผู้อาวุโสกว่า"กระหม่อมจะไม่ยอมนิ่งเฉยแน่ หมิงอ๋องควรมีเหตุผลเหนืออารมณ์นะพะยะค่ะ ไม่อย่างนั้นพระองค์อาจจะตกเป็นเหยื่อเอาได้""ไม่ต้องสั่งสอนข้า ข้ารู้ว่าใครทำอะไร ตัวท่านเองควรมีมโนธรรมให้สมกับเป็นผู้อาวุโสบ้างนะ"พูดจบเขาก็จูงมือลู่เสียนกลับตำหนักโดยไม่สนใจเสนาไป๋อีก ผู้อาวุโสกว่าได้แต่ถอนหายใจส่ายหัวช้าๆ มองคนทั้งคู่แววตาคมกล้าจนลับตาไปหมิงอ๋องพาลู่เสียนกลับเข้าตำหนัก เขายืนนิ่งมองนางอยู่สักครู่ ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นาน"ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะไม่เป็นอย่างที่เสนาไป๋สงสัย"ลู่เสียนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน นึกน้อยเนื้อต่ำใจที่หมิงอ๋องไม่เชื่อใจนางเสียแล้ว ล
ก่อนกรมขุนนางที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ตอนที่ได้เข้าร่วมงานฉลองวันเกิดของหมิงอ๋อง หลังจากนั้นจึงขอให้นางถวายตัวเป็นนางกำนัลส่วนตัวของฮองเฮา เพื่อเตรียมพร้อมเป็นเป็นพระชายาในตอนนั้นเขาอายุยี่สิบปี กำลังเรียนวิทยายุทธไปด้วย ร่ำเรียนตำราหลายๆ ศาสตร์อย่างคร่ำเคร่ง ภายหลังได้มีคำสั่งให้ร่วมรบศึกหลายครั้งจนก
"ข้าจะนั่งๆ นอนๆ ไปวันๆ งั้นรึ คงต้องเบื่อตายแน่" นางนั่งเหม่อลอยรำพึงรำพันอย่างไร้จุดหมายชางฝึกกระบี่ในช่วงเช้าที่สวนหลังจวนเพราะร่างกายของเขาเริ่มจะสมบูรณ์แล้วหลังจากออกศึกครั้งล่าสุด เขาโดนพิษดูดพลังทำให้ร่างกายอ่อนกำลังลงสูญเสียวรยุทธไปครึ่งหนึ่ง ใช้เวลารักษามาตั้งแต่บัดนั้น อาการบาดเจ็บของเขา
ผักหลากหลายชนิดที่ปลูกเอาไว้เริ่มเติบโตขึ้น ลู่เสียนเสาะหาปุ๋ยที่พอจะมีคงไม่พ้นมูลสัตว์ราคาถูกที่นางซื้อมาจากคนเลี้ยงวัวในหมู่บ้าน หลายวันที่ผ่านมานางไม่พบหน้าชาง คิดว่าเขาอาจจะยุ่งกับเรื่องส่วนตัวที่นางไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายถึงแม้จะนึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากวุ่นวายกับเขามากนักได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาด
"ที่ลู่เสียนมาวันนี้ตั้งใจมาขออนุญาตฝ่าบาท แต่ตอนนี้คิดว่าไม่จำเป็นเพคะ หม่อมฉันจะหย่าไม่ว่าใครก็ห้ามไม่ได้ ต่อให้ฝ่าบาทไม่อนุญาตหม่อมฉันก็ไม่เปลี่ยนใจ ทูลลา"นางพูดจบย่อตัวคำนับง่ายๆ แล้วเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างทระนง ฮ่องเต้พูดไม่ออกได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความคับแค้นที่ลู่เสียนควบคุมไม่ได้อีกต่อไป







