LOGINเสียงนกกระจิบประสานเสียงร้องเจื้อยแจ้วปลุกทุกชีวิตให้ตื่นขึ้นในยามเช้า ลู่เสียนลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ ห้องที่ว่างเปล่าอย่างเงียบเหงาเพียงลำพัง นางลุกขึ้นอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าในชุดอาภรณ์สีเหลืองอ่อนดูสบายตา ถึงแม้จะเป็นชุดธรรมดาแต่กลับขับผิวขาวนวลให้ดูมีออร่าผ่องใส นางเดินออกจากเรือนเพื่อสำรวจดูบริเวณจวนว่ามีสิ่งใดที่พอจะทำได้บ้าง โจวชุนอี้ยืนอยู่บริเวณนั้นเมื่อเห็นลู่เสียนเขาจึงเดินเข้ามาหามีท่าทีออกจะรำคาญเล็กน้อย
“ท่านอยู่ที่นี่ในฐานะฮูหยินของข้า บ่าวไพร่จะไม่มีใครเรียกว่าองค์หญิงแต่จะเรียกนายหญิงแทน” “ข้าเข้าใจ จะเรียกอย่างไรก็ได้” นางพูดขึ้นตามน้ำเพราะไม่อยากขัดใจเขาแต่เช้า “และท่านต้องรับอาหารในเรือนของท่านเท่านั้น” เขาพูดขึ้นโดยเมินหน้าไปทางอื่น ทำให้ลู่เสียนแปลกใจจึงได้เอ่ยถามขึ้น “ท่านกับข้าไม่ต้องรับอาหารหรือดื่มชาด้วยกันหรอกหรือ?” “ข้าทำงานไม่เป็นเวลาจะมากพิธีไม่ได้หรอก ท่านรอก็เสียเวลาเปล่า” เขายังคงเชิดหน้าพูดอยู่เช่นเดิม “ข้ารอได้ไม่เสียเวลาเลย” “แต่เสียเวลาของข้า!” เขาขึ้นเสียงดังใส่นางแล้วรีบเดินจากไปเริ่มจะอารมณ์เสียกับความดื้อดึงไม่รู้กาละเทศะของนาง ลู่เสียนได้แต่ยืนนิ่งปนตกใจ นางหมุนตัวเดินกลับเรือนช้าๆ เหมือนคนไร้ชีวิตชีวา ลู่เสียนนั่งลงกินข้าวคนเดียวอย่างเหงาๆ ไม่รู้ว่าแต่ละวันต้องทำสิ่งใดบ้าง ที่นี่เป็นจวนที่แสนจะเงียบเหงาไม่เหมือนในวังหลวงที่มีคนเข้าออกคอยดูแลตลอดเวลา จะมีก็เพียงหญิงรับใช้ชั่วคราวที่แวะเวียนมาทำความสะอาดเรือนและจัดสำรับให้เท่านั้น “นี่เจ้า เห็นชุนอี้หรือไม่” ลู่เสียนถามขึ้นกับเด็กสาวรับใช้เมื่อไม่เห็นหน้าสามีหมาดๆ มาตั้งแต่ที่ห้องอาหาร สาวใช้นางนั้นดูมีพิรุธไม่กล้าตอบตามตรงได้แต่ยืนก้มหน้านิ่งก่อนขอตัวไปทำงานต่อ ลู่เสียนจึงไม่มีโอกาสได้ถามอะไรเพิ่ม นางจึงออกจากห้องเดินไปหาดูรอบๆ จวนจนกระทั่งถึงเรือนหลังหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่ นางไม่รู้ว่าที่จวนนี้มีธรรมเนียมอย่างไรในเมื่อเข้ามาอยู่ในอยู่ที่นี่โดยที่รองแม่ทัพไม่โปรดปรานเช่นนี้ บรรดาบ่าวไพร่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจจะรับใช้ แม้แต่พ่อแม่ของสามีก็ยังไม่เคยเข้าไปทำความเคารพยกน้ำชาหลังแต่งงาน เสียงพูดจาหวานหูของชายหญิงดังออกมาจากในเรือนนี้ ลู่เสียนคิดว่าจะลองเข้าไปถามดูว่ามีใครพบเห็นสามีของนางบ้างหรือไม่ แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากนางก็ต้องตกใจกับหนุ่มสาวที่อยู่ตรงหน้า สองคนหยอกล้อกันราวกับเป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานเข้าหอมาเมื่อคืน “ชุนอี้ นางผู้นี้เป็นใคร!” ลู่เสียนถามขึ้นอย่างสงสัยใคร่รู้ในตัวหญิงงามอีกคน มู่ชิวหลันก้มหน้ามีท่าทางประหม่ารู้สึกหน้าเสียเล็กน้อยที่เจอลู่เสียน พอปรับอารมณ์ได้สักพักจึงย่อตัวทำความเคารพโดยมีโจวชุนอี้ยืนเคียงข้างกาย “คารวะองค์หญิงเพคะ หม่อมฉันมู่ชิวหลัน” “มู่ชิวหลัน เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ลู่เสียนถามขึ้นน้ำเสียงขุ่นเคือง “ข้ารับนางเข้ามาอยู่ในจวนเอง เพื่อเตรียมตัวแต่งงานเป็นภรรยาเอกเหมือนท่าน” คำพูดของเขาเหมือนมีดน้ำแข็งกรีดลึกลงถึงเนื้อในหัวใจของหญิงสาว นางยืนตัวแข็งทื่อเหมือนก้อนหิน ทุกอย่างเงียบลงชั่วครู่ นางพูดไม่ออกกับสิ่งที่ได้ยินว่ามันคืออะไรกัน ลู่เสียนมองดูโจชุนอี้แววตาเจ็บปวดตัดพ้อ “เพราะเหตุใดท่านถึงทำเช่นนี้!” น้ำเสียงสั่นเครือถามขึ้นอย่างยากลำบาก ทว่าเขายังคงมีกิริยาเย็นชาต่อนางเช่นเดิมกล่าวขึ้นโดยไม่สนใจความรู้สึกราวกับนางไม่มีตัวตน “ข้าทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องนี้แล้ว และพระองค์ก็ทรงอนุญาต ส่วนท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด ในเมื่อผู้ใหญ่เข้าใจแล้วเหตุใดท่านถึงจะไม่เข้าใจ” เขาพูดยืดยาวโดยไม่มองหน้าลู่เสียนเช่นเคย ดั่งว่าเรื่องนี้เป็นของธรรมดา “ทะ…ทำไมท่านถึงทำกับข้าเยี่ยงนี้เล่า” น้ำเสียงเบาหวิวเริ่มขาดห้วงถามขึ้นอีกครั้ง ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นการไม่สมควรที่เขาจะรับสตรีอีกคนเข้าไปอยู่ในเรือนเพื่อเตรียมตัวแต่งงานเป็นภรรยาเอกอีกคน แต่นางก็ยังไม่ค่อยกล้าถือสิทธิ์เพียงเพราะกลัวโจวชุนอี้จะผลักไสกลับเข้าวังหลวง “ข้าเคยบอกท่านแล้ว ท่านจำไม่ได้หรือแกล้งโง่กันแน่ เมื่อดื้อดึงจะแต่งงานกับข้าท่านก็ต้องยอมรับกฎของข้าได้ ไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดมันก็เป็นสิทธิ์ของข้า ท่านมาอยู่ที่จวนนี้มีหน้าที่ทำตามเท่านั้น แล้วท่านจะปลอดภัยในชีวิตหากอยู่เงียบๆ ไม่ก่อเรื่องราวใดขึ้น” เขาบอกนางอย่างคับแค้นใจจึงแก้เผ็ดด้วยการพามู่ชิวหลันเข้ามาอยู่ในจวนเตรียมตัวแต่งงานกันเพื่อเป็นภรรยาเอกทัดเทียมลู่เสียน สาวน้อยสุดจะดึงดันแม้จะปวดใจเพียงใดนางก็ไม่อาจเลือกได้ ยินยอมทำตามธรรมเนียมปฏิบัติของโจวชุนอี้อย่างว่าง่าย “ถ้าอย่างนั้นข้ายอมก็ได้ ว่าแต่…ข้ายังไม่ได้พบท่านพ่อท่านแม่เลย…เรา…” นางยังพูดไม่ทันจบโจวชุนอี้ก็สวนขึ้นมาเพื่อหยุดความคิดลู่เสียน “ไม่จำเป็น! พิธีการทุกอย่างผ่านพ้นไปหมดแล้ว ท่านอยู่แต่ในเรือนของท่านก็เพียงพอไม่ต้องอยากรู้จักใครหรือสนทนากับใคร แค่นี้ข้าก็อับอายผู้คนเต็มที” พูดจบเขาก็ดึงมือมู่ชิวหลันออกไปข้างนอกแล้วพานางควบม้าออกจากจวนไป ทิ้งให้ลู่เสียนมองตามอย่างเจ็บร้าว โจวชุนอี้ตั้งแง่รังเกียจนางตั้งแต่เด็กเพราะลู่เสียนเป็นเด็กหญิงที่โง่เขลาและขี้ขลาด นางหัวอ่อนยอมคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง เขาเคยสอนนางคัดอักษรแต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็จำไม่เคยได้ ฮ่องเต้ให้เรียนหนังสือนางก็เรียนไม่ได้ มีหลายครั้งที่ถูกนางกำนัลหลอกใช้เพื่อไต่เต้าเป็นสนมของฮ่องเต้จนเกิดเรื่องราวใหญ่โตนางก็เจอมาแล้ว จะมีใครกันที่จะยินดีรับคนโง่เขลาไปเป็นคู่ครอง ที่ผ่านมาฮ่องเต้แทบจะยกนางใส่พานให้บุรุษผู้เพียบพร้อม ทั้งองค์ชายต่างแคว้น ทั้งขุนนาง บัณฑิต เศรษฐีที่มีอิทธิพลที่สุด แต่เมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของนาง พวกเขาก็ปฏิเสธกันพัลวัน พวกเขาทั้งฉลาดเฉลียวเก่งกาจทุกอย่าง แล้วจะเอานางไปครองคู่ให้เสียชื่อคงไม่มีใครกล้าเสี่ยง ฮ่องเต้ได้ทีจึงประเคนนางให้เขาง่ายๆ อย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน ฮ่องเต้เองก็ไม่ได้รักลู่เสียนเหมือนธิดาองค์อื่นเพราะนางกำพร้าแม่ตั้งแต่แบเบาะ นางเติบโตขึ้นมาเป็นหญิงสาวผู้โง่เขลาดูเป็นกาลกิณีของเมืองเว่ยไปแล้ว แม้จะไม่มีพิษมีภัยแต่นางก็โง่งมเกินรับไหว ช่วยงานพิธีการสำคัญของราชสำนักไม่ได้ออกงานสำคัญก็ไม่ได้ ทำได้เพียงงานในเรือนเช่นเย็บปักถักร้อย งานครัวเท่านั้น หากปล่อยไว้ในวังก็อาจจะตกเป็นเครื่องมือของขุนนางที่คิดกบฏมาเล่นงานฮ่องเต้ภายหลังได้ หรืออาจจะมีผลถึงขั้นชิงราชบัลลังก์ได้เช่นกัน ฮ่องเต้จึงรีบตัดไฟแต่ต้นลมให้นางออกเรือนไปกับบุคคลที่ไว้ใจได้เสีย ถึงตอนนี้ลู่เสียนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงอีกต่อไป นางได้แต่กล้ำกลืนความร้าวรานใจไว้เพียงผู้เดียว โจวชุนอี้ไม่ให้นางยุ่งกับใครนางก็ไม่ยุ่ง แต่นางก็คิดหาวิธีทำสิ่งต่างๆ ให้เขาพอใจนั่นก็ถือว่าดีมากแล้ว ลู่เสียนได้ให้บ่าวออกไปซื้อผ้าที่ตลาดมาให้ นางจะเย็บเสื้อคลุมให้สามีใส่คลายหนาว มันคงเป็นความสุขอย่างเดียวที่นางมี ลู่เสียนตั้งอกตั้งใจเย็บปักเสื้อคลุมอย่างอารมณ์ดีลืมความหมองเศร้าไปได้ชั่วขณะ หญิงสาวได้แต่อยู่เงียบๆ ง่วนอยู่กับงานเย็บปักถักร้อยทุกวี่ทุกวัน ทำให้จวนของรองแม่ทัพโจวชุนอี้มีวี่แววว่าจะมีแต่ความสงบสุข เพราะเขาควบคุมลู่เสียนให้อยู่ในโอวาทได้ เพียงเท่านี้เขาก็ไม่ต้องห่วงว่านางจะออกมาอาละวาดมู่ชิวหลัน อีกอย่างลู่เสียนเองก็ไม่กล้าหืออยู่แล้วแขกเหรื่อจากต่างเมืองทยอยเดินทางมาถึงเมืองต้าเทียนอย่างไม่ขาดสาย งานเฉลิมฉลองครั้งนี้จัดขึ้นยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ชาวประชาต่างแซ่ซ้องชื่นมื่นไปทั่วทั้งเมือง ผู้ครองเมืองน้อยใหญ่ต่างร่วมยินดีปรีดากับงานนี้เป็นอย่างยิ่ง ทางเจ้าภาพอย่างเมืองต้าเทียนก็ต้อนรับขับสู้ได้ดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อยหมิงอ๋องและลู่เสียนแยกกันแต่งตัวเสร็จก็ออกมาช่วยฮ่องเต้ต้อนรับอาคันตุกะที่เริ่มหลั่งไหลมาอย่างล้นหลาม ด้านฮ่องเต้ฮองเฮา ไท่จื่อ รวมถึงเหล่าราชวงศ์พร้อมขุนนางต่างมากันพร้อมหน้าฮ่องเต้ลู่เว่ยเสด็จมาถึงและมอบของที่ระลึกพร้อมกับสนทนาอยู่พักใหญ่จึงได้นั่งลงประจำโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้ในงานเริ่มด้วยอาหารและเครื่องดื่มมากมายขึ้นโต๊ะไม่ขาดสายพร้อมกับชมการแสดงร่ายรำอ่อนช้อยงดงามของทางต้าเทียนที่จัดเตรียมล่วงหน้าเพื่องานนี้บรรยากาศทั้งภายในภายนอกวังหลวงต่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไรงานเฉลิมฉลองยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นเป็นเวลาครึ่งค่อนวันโดยไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ในขณะที่อาหารพร้อมสุราชั้นดียังคงลำเลียงตามโต๊ะต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ลู่เสียนเข้าเฝ้าไทเฮาหลังจากที่ไม่ได้มาเสียนาน ไทเฮาทรงดีพระทัยที่เห็นหน้าของนางอีกครั้ง"เจ้าหายหน้าไปนาน คงยุ่งมากสินะ"ไทเฮาทักทายขึ้นใบหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันทีที่พบหน้าลู่เสียน นางคลานเข่าช้าๆขยับเข้าใกล้จนชิดตัวไทเฮา ดวงตาพร่ามัวภายใต้ใบหน้าริ้วรอยเหี่ยวย่นสบตากับดวงตากลมโตคู่สวยแวววาวที่ภายในดูหม่นหมองกลบความสุกสกาวของเมื่อก่อนลงไปมาก"หม่อมฉันขอกอดไทเฮาได้หรือไม่เพคะ"ลู่เสียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นไหว ไทเฮายิ้มรับพร้อมอ้าแขนตอบรับ นางโผเข้ากอดผู้อาวุโสเหมือนหาที่พึ่งพิง กอดนี้อบอุ่นราวกับอ้อมกอดของมารดา ลู่เสียนกอดไทเฮาไว้อย่างนั้นยังไม่ยอมปล่อย หญิงสูงวัยกว่ายกมือขึ้นลูบศีรษะไปมาช้าๆ เข้าใจทันทีว่าสาวน้อยต้องการคนปลอบใจลู่เสียนกอดไทเฮาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานเหมือนว่าตอนนี้นางหมดหนทาง ทั้งอยากพูดความจริงทั้งอยากปกป้องคนที่นางรักความลังเลทำให้ลู่เสียนรู้สึกคับแน่นอยู่ในใจ"กอดไทเฮาแล้วอบอุ่นดีนะเพคะ หม่อมฉันไม่เคยกอดแม่แต่ไทเฮาอบอุ่นเหมือนอ้อมกอดของแม่"นางเอ่ยเสียงใสแต่ดวงตาเหม่อลอยเพราะมันคือเรื่องจริงที่ลู่เสียนไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกมารดาเลยสักครั้ง นางเติบโตขึ้นมาด้ว
โจวชุนอี้มาพบเยี่ยเฟยหรงอีกครั้ง ใบหน้าคมสันดูเป็นกังวล แววตาฉายแววความอึดอัดได้ชัดเจน สีหน้าเขาเคร่งเครียดกว่าปกติลงไปมาก เยี่ยเฟยหรงรู้ดีว่าโจวชุนอี้คงมีเรื่องหนักใจไม่น้อย นั่นยิ่งทำให้เยี่ยเฟยหรงอยากรู้มากขึ้น"สหายของข้ามีเรื่องใดไม่สบายใจถึงได้หน้าตาบึ้งตึงขนาดนี้"เขาช่วยผ่อนคลายให้สหายรักอารมณ์ดีขึ้นทว่ากลับไม่เป็นผลแต่อย่างใด เยี่ยเฟยหรงกลอกตาไปมายกชาขึ้นจิบเงียบๆ ไม่พูดสิ่งใดต่อ"หากข้ามีข้อเสนอบางอย่าง เจ้าจะช่วยได้หรือไม่"โจวชุนอี้เอ่ยขึ้นน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าของเขาขรึมลงยิ่งกว่าเดิมเล็กน้อย เยี่ยเฟยหรงเลิกคิ้ว ยกยิ้มมุมปากพร้อมพยักหน้าช้าๆ"ข้ายินดี เจ้าว่ามาได้เลยสหายรัก"เขาตอบโดยไม่ลังเล โจวชุนอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ยื่นหน้าเข้าใกล้เยี่ยเฟยหรงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมเพื่อความแน่ใจ"เจ้าแน่ใจนะ"เยี่ยเฟยหรงสบตาสหายรักแน่นิ่ง เรื่องนี้มันต้องสำคัญมากแน่ โจวชุนอี้ถึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนี้"หากเจ้าต้องการ มีเรื่องใดบ้างที่ข้าจะไม่ช่วย"เขาพูดขึ้น ลงน้ำหนักทุกคำพูดอย่างหนักแน่น ให้ความมั่นใจอีกครั้ง โจวชุนอี้เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มชัด"ไม่ต้องห่วงเรื่องใด ครั้
ไท่จื่อกำลังทรงอักษรในห้องส่วนตัวโดยมีไป๋ซิงคอยรินน้ำชาให้ตามปกติ นางเห็นว่าบรรยากาศดูเงียบไปหน่อยจึงเอ่ยขึ้นเสียงหวานนุ่มนวล"ไท่จื่อเพคะ ลองจิบชานี่ดูเสียก่อน เป็นชาชั้นดี ดื่มแล้วช่วยผ่อนคลายเพคะ"ไท่จื่อหยุดเขียนอักษร เขาเงยหน้ามองนางอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งยิ้มๆ ก่อนยกชาขึ้นจิบตามคำแนะนำของไป๋ซิง"เจ้าช่างสรรหาของบำรุงให้ข้าเสียจริง"เขาพูดจาหยอกเย้าเล็กน้อยทำให้นางถึงกับเขินอาย ก้มหน้ายิ้มหวานดูไม่ประสีประสาเท่าใดนักองครักษ์เข้ามารายงานว่าหมิงอ๋องขอพบ ไท่จื่อละสายตาจากสาวน้อยพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ไป๋ซิงรู้งาน นางรีบถอยออกจากบริเวณนั้นทันที เมื่อหมิงอ๋องมาถึงเขาทำความเคารพไท่จื่อพร้อมกับไป๋ซิงทำความเคารพทั้งคู่แล้วรีบถอย ขอตัวออกจากห้องไป เพราะทั้งคู่มีเรื่องหารือที่เป็นความลับ ไม่ต้องการบุคคลที่สามอยู่แล้วหมิงอ๋องแปลกใจที่เห็นไป๋ซิงอยู่ที่นี่""เจ้ามีเรื่องด่วนอันใดรึ"ไท่จื่อทักทายเขาที่มองไล่หลังไป๋ซิงด้วยความสงสัย จึงมองตามสายตาของเขาพร้อมหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้น"เจ้าคงแปลกใจที่เห็นไป๋ซิงอยู่ที่นี่"หมิงอ๋องหันหลังกลับมาสนทนากับไท่จื่อต่อ"เพราะเหตุใดพะยะค่ะ""พอดีตำหนัก
เหอหลีเจี๋ยและไป๋ซิงมาพบกันตามที่นัดเอาไว้ที่จวรของเขา หญิงสาวย่อตัวทำความเคารพผู้อาวุโสอย่างนอบน้อม"ไม่ต้องมากพิธีหรอก นั่งเถิด"เขาเชิญสาวน้อยนั่งลงไม่ได้รีบร้อน แต่หญิงสาวกลับร้อนใจแทนทุกเรื่องที่ต้องรับฟัง ทั้งตื่นเต้นและอยากรู้"ท่านลุงมีธุระจะพูดกับข้า เป็นเรื่องอะไรกันเจ้าคะ""เหอะๆ เจ้าช่างเจรจานัก เหตุใดหมิงอ๋องถึงไม่มองเจ้าเลย"เหอหลีเจี๋ยพูดเสียงเรียบทำให้ไป๋ซิงหน้าสลดลง นางซึมลงเล็กน้อยก้มหน้านิ่ง เขารู้ตัวว่าพูดกระทบจิตใจนางจึงรีบแก้เก้อ"เอ่อ ..ข้าหมายถึง หมิงอ๋องตาไม่ถึงมากกว่า ฉะนั้นเจ้าลองเปลี่ยนเป้าหมายเถิดข้าพอจะช่วยให้เจ้าสมหวังได้ คิดดูซิระหว่างอัครมเหสีขององค์ไท่จื่อที่ต่อไปจะต้องขึ้นครองราชย์ เทียบกันกับสนมเอกของหมิงอ๋อง เจ้าคงคิดได้ว่าสิ่งไหนน่าชื่นชมมากกว่ากัน ไหนๆ เจ้าก็ต้องการอยู่ข้างกายราชวงศ์แล้วก็ควรเลือกให้ดีที่สุด เจ้าเองก็มีชาติตระกูลที่สูงส่ง จะยอมลดตัวเองเป็นเพียงสนมเอกที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะไขว่คว้าตำแหน่งนั้นมาได้ หมิงอ๋องก็ไม่ใช่คนที่ควบคุมได้ง่ายเสียด้วย สู้ปรนนิบัติไท่จื่อให้ดีหน่อย ช่วยรับฟังพระองค์อย่างเข้าใจ เป็นผู้ตามที่ดี เท่านี้เจ้าก็ไม่ต
"ไปสืบเรื่องนี้ให้ละเอียด ใครมีส่วนเกี่ยวข้องข้าไม่เอามันไว้แม้แต่คนเดียว!"ฮ่องเต้ออกคำสั่งกับองครักษ์ให้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยและให้ทุกคนออกไปให้หมดเสนาไป๋อวิ้นยังไม่ไว้วางใจนางอยู่ดี เขาเชื่อมั่นว่าลู่เสียนมาด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ค่อยดีนัก และยังสงสัยว่านางอาจจะร่วมมือกับเสนาบดีเหอหลีเจี๋ยทำสิ่งที่ไม่หวังดีต่อต้าเทียนก็เป็นได้หมิงอ๋องจ้องหน้าเสนาไป๋อย่างเอาเรื่อง เขาขบกรามเอาไว้แน่น พยายามอดทนเพราะเห็นว่าเป็นผู้อาวุโสกว่า"กระหม่อมจะไม่ยอมนิ่งเฉยแน่ หมิงอ๋องควรมีเหตุผลเหนืออารมณ์นะพะยะค่ะ ไม่อย่างนั้นพระองค์อาจจะตกเป็นเหยื่อเอาได้""ไม่ต้องสั่งสอนข้า ข้ารู้ว่าใครทำอะไร ตัวท่านเองควรมีมโนธรรมให้สมกับเป็นผู้อาวุโสบ้างนะ"พูดจบเขาก็จูงมือลู่เสียนกลับตำหนักโดยไม่สนใจเสนาไป๋อีก ผู้อาวุโสกว่าได้แต่ถอนหายใจส่ายหัวช้าๆ มองคนทั้งคู่แววตาคมกล้าจนลับตาไปหมิงอ๋องพาลู่เสียนกลับเข้าตำหนัก เขายืนนิ่งมองนางอยู่สักครู่ ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นาน"ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะไม่เป็นอย่างที่เสนาไป๋สงสัย"ลู่เสียนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน นึกน้อยเนื้อต่ำใจที่หมิงอ๋องไม่เชื่อใจนางเสียแล้ว ล
"ที่ลู่เสียนมาวันนี้ตั้งใจมาขออนุญาตฝ่าบาท แต่ตอนนี้คิดว่าไม่จำเป็นเพคะ หม่อมฉันจะหย่าไม่ว่าใครก็ห้ามไม่ได้ ต่อให้ฝ่าบาทไม่อนุญาตหม่อมฉันก็ไม่เปลี่ยนใจ ทูลลา"นางพูดจบย่อตัวคำนับง่ายๆ แล้วเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างทระนง ฮ่องเต้พูดไม่ออกได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความคับแค้นที่ลู่เสียนควบคุมไม่ได้อีกต่อไป
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่รอดพ้นโจวชุนอี้ไปได้ เขาได้ฟังมู่ชิวหลันรายงานยิ่งทำให้เริ่มโมโหขึ้นมาง่ายดาย มู่ชิวหลันพูดเสียงอ่อยอย่างตื่นกลัว ซบใบหน้างามลงกับอกแข็งแรงดั่งคนขวัญเสีย“ท่านพี่ ลู่เสียนบอกกับน้องเช่นนี้เจ้าค่ะ น้องไม่ทราบจะทำอย่างไรดีจึงต้องรายงานท่านพี่ให้จัดการ นางไม่ให้เกียรติท่านพี่เอาเส
“ลู่เสียน เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร ทำไมออกมาข้างนอกไม่ขออนุญาตข้าหรือแจ้งชิวหลันก่อน” โจวชุนอี้เริ่มแสดงอำนาจกับนางโดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่จ้องมองเหตุการณ์น่าระทึกใจ พวกเขารู้ดีว่านี่คือท่านรองแม่ทัพผู้หล่อเหลา ชายในฝันของหญิงสาวทั่วแคว้นเว่ยที่เพิ่งได้รับพระราชทานสมรสกับองค์หญิงใหญ่ของฮ่องเต้เมื่อไม
“เจ้ายกน้ำชาไปให้ฮูหยินหรือยัง” มู่ชิวหลันร้องทักขึ้นเมื่อเห็นสาวรับใช้ยืนเก้ๆ กังๆ เหมือนกังวลใจ“ยังเลยเจ้าค่ะ นายหญิง” นางตอบเสียงอ่อยทำให้มู่ชิวหลันนึกสงสัย“รีบไปจัดการให้นางเสีย ข้ารำคาญยิ่งนัก” นางยืนกอดอกขมวดคิ้วหงุดหงิดใจเมื่อพูดถึงผู้เป็นฮูหยินของจวน“ขะ…ข้า…ไม่อยากไปรับใช้ฮูหยินเจ้าค่ะ”







