로그인แดนปีศาจ ตำหนักองค์หญิงสิบเอ็ด
ภายในดินแดนปีศาจ แผ่นฟ้าถูกบดบังด้วยม่านหมอกสีม่วงแดงลอยวนอย่างน่าหวาดหวั่น เสียงคำรามของสัตว์ปีศาจในป่าด้านหลังตำหนักดังแผ่วเหมือนคำสาปที่ไม่เคยเงียบลง ตำหนักขององค์หญิงสิบเอ็ดตั้งอยู่บนยอดผา บนยอดหลังคาประดับด้วยโคมไฟโลหิตซึ่งลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีดำที่ไม่มีวันดับ
คืนนี้โคมทุกดวงสว่างเหมือนรับรู้ความเป็นตายของเจ้าของตำหนัก
ภายในห้องบรรทม ประตูไม้สีดำสนิทถูกเปิดอ้า หมอกสีม่วงคละคลุ้งมาจากเตียงประดับม่านผ้าทับทิมที่กระตุกไหวตามแรงดิ้นของสตรีผู้หนึ่ง
องค์หญิงสิบเอ็ดในอาภรณ์สีแดงเข้มร้องกรีดด้วยเสียงแหลมบาดหูเหมือนถูกบีบคอจากสิ่งที่มองไม่เห็น ร่างของนางบิดเกร็ง มือกำผ้าปูเตียงจนเล็บแตกเป็นเลือด เส้นเลือดสีม่วงคล้ำผุดขึ้นทั่วลำคอและแขนเหมือนเถาวัลย์ปีศาจแผ่ขึ้นทีละเส้น
“องค์หญิง! ได้โปรดอย่าขยับเพคะ!” ต้าลู่ สาวใช้คนสนิทตัวสั่นสะท้าน ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ทั้งคืน
กลางห้องหมอปีศาจหลายคนวิ่งวุ่น วัตถุควันหอม กล่องยา และยันต์สีเลือดถูกโยนเกลื่อนบนพื้น เพราะทุกอย่างที่ใช้ไป ล้วนไร้ผลต่ออาการของนาง
ด้านนอกห้องยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม เสียงรองเท้ากระทบพื้นหิน เสียงทหารตะโกนห้าม และเสียงโกรธเกรี้ยวของบรรดาองค์ชายปีศาจทั้งสิบพระองค์
“สิบเอ็ด! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ถอยไป! ปล่อยให้ข้าเข้าไป!!”
“องค์ชาย! ห้ามเข้าเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นคำสั่งขององค์หญิง!”
“ข้าสั่งให้พวกเจ้าถอยไป!!”
เสียงคล้ายโซ่เหล็กสะบัดดังเฉียดหูทหาร รัศมีปีศาจเข้มข้นแผ่กราดจนอากาศสั่นสะเทือน แต่องครักษ์คงทำตามคำสั่งขององค์หญิงไม่ยอมหลีกทาง
บนเตียงองค์หญิงสิบเอ็ดกระอักเลือดสด ๆ พุ่งออกมาอีกครั้ง เสียงของนางแหบต่ำจนแทบไม่เหมือนเสียงของมนุษย์ เลือดที่ไอออกมาเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำก่อนจะไหลซึมไปตามรอยแตกบนผ้าปูเตียง
“องค์หญิงเพคะ ทรงอย่าขยับอีกเดี๋ยวเลือดจะ…”
“ข้า เจ็บ ต้าลู่ ข้าเจ็บเหลือเกิน…”
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดหัวใจคนในห้องทุกคน องค์หญิงสิบเอ็ดมองประตูที่ปิดกั้นพี่ชายของนางทั้งสิบด้วยสายตาสั่นไหวและสิ้นหวัง
“ให้พวกเขาเข้าไป”
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ ราชาปีศาจก้าวเข้ามาด้วยความน่าเกรงขาม ทำให้ปีศาจทุกตนในห้องเงียบงันทันทีเหมือนโลกหยุดหมุน เขามองไปยังเตียงเพียงครั้งเดียว แววตาคมสีแดงเลือดว่างเปล่า ไร้อารมณ์ราวกับมองสตรีแปลกหน้า มิใช่บุตรแท้ ๆ ของตน
เหล่าองค์ชายทั้งสิบกรูเข้ามาตามหลังทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนความโกรธเกลียดตัวเองที่ช่วยน้องไม่ได้
“สิบเอ็ด! พี่อยู่ตรงนี้!”
“น้องข้า…อย่าหลับ! ข้าขอร้อง…”
“พี่จะหาทางรักษาเจ้าให้ได้!”
แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นโหดร้ายเกินจะรับได้ ร่างของน้องสาวกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนสี เส้นเลือดสีม่วงคล้ำผุดขึ้นทั่วลำคอและแขนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
องค์หญิงสิบเอ็ดฝืนลืมตาขึ้น มองพี่ชายของตนด้วยดวงตาที่ไม่เหลือประกายแห่งชีวิต เมื่อสายตาเหลือบเห็นราชาปีศาจผู้เป็นบิดาแท้ ๆ ยืนมองตนอย่างไร้ความรู้สึก นางก็หัวเราะเย้ยตนเองเสียงเบาหรืออาจเป็นเสียงร้องไห้ ไม่มีใครรู้แน่ชัด
แม้ในวาระสุดท้าย…ท่านก็ยังเฉยชาเช่นนี้หรือ
ข้า…เป็นลูกของท่านจริงหรือไม่…
นางอยากถามแต่ไร้เรี่ยวแรงจะขยับริมฝีปาก ลมหายใจสุดท้ายของนางเต็มไปด้วยความตัดพ้อ ความเจ็บปวด และความอ้างว้างที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิต
จนกระทั่ง…ร่างขององค์หญิงสิบเอ็ดที่เคยดิ้นรนอย่างเจ็บปวดทรมานค่อย ๆ สงบลงไปพร้อมกับการจากไปของนาง เสียงร่ำไห้ของผู้คนในตำหนักพลันขยายใหญ่จนแทบกลืนทุกสิ่ง เสียงสะอื้นของข้ารับใช้ในตำหนักที่สูญเสียผู้เป็นนายดังก้องไปทั่วตำหนัก
องค์ชายทั้งสิบล้อมวงกันรอบเตียง บทบาทชายผู้เคยไร้ความอ่อนโยนหายไปในพริบตา เหลือเพียงชายหนุ่มที่กอดร่างไร้วิญญาณของน้องสาวไว้แน่น
องค์ชายหนึ่งมือหยาบจากการถือหอก แขนข้างหนึ่งพันรอบเอวขององค์หญิง ดึงร่างน้องไว้ชิดอกเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงวินาทีเดียว นางจะเลือนหายไปมากกว่าเดิม น้ำเสียงเขาสั่น
“อย่าไปนะ อย่าไป สิบเอ็ดลืมตาสิ พี่ชายสั่งให้เจ้าลืมตา”
องค์ชายสาม สายตาที่เคยวางแผนและคำนวณกลับสั่นไหวจนเห็นได้ชัด เขาใช้มือเช็ดเลือดที่คั่งบนมุมปากของน้องสาว พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงขาดใจ
“สิบเอ็ดพี่ชายขอโทษ ขอโทษที่พี่ชายทำอะไรให้เจ้าไม่ได้เลย”
ราชาปีศาจที่สูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวปรายตามองร่างไร้วิญญาณที่อยู่ในอ้อมกอดบุตรชาย ริมฝีปากของเขายกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจเพราะนี่คือสิ่งที่เขารอคอยมาตลอดห้าร้อยปี
“ท่านไม่เสียใจบ้างหรือไง ถึงไม่เอ็นดูนางแต่นางก็เป็นบุตรสาวท่าน”
“เหตุใดจึงยิ้มเช่นนั้นท่านไม่เสียใจบ้างหรือไง ต่อให้ตลอดมาท่านไม่โปรดปรานนาง แต่สิบเอ็ดก็เป็นบุตรสาวของท่าน!”
หนึ่งในองค์ชายเห็นท่าทีไร้หัวใจขอบิดาก็จับดาบหันไปท้าทาย ราชาปีศาจกลับเพียงปรายตามองด้วยสีหน้าเย็นชาและเอ่ยคำตอบที่แฝงไปด้วยความลับบางอย่าง
“นางเกิดมาเพื่อเป็น ร่างถ่ายโอนรองรับคำสาปจากพวกเจ้า เหตุใดข้าต้องเสียใจในเมื่อนางทำหน้าที่ของนางได้ดีเช่นนี้”
“ท่านหมายถึงอะไร”
“รู้แค่ว่านางตายเพื่อให้พวกเจ้ามีชีวิตอยู่”
ราชาปีศาจกล่าววาจาอันเย็นชาดุจคมมีดจบก็สะบัดชายอาภรณ์ยาวพลิ้ว เดินออกจากห้องบรรทมที่ปกคลุมด้วยความโศกเศร้าอย่างไร้เยื่อใย ประตูไม้สีดำสนิทค่อย ๆ เปิดออกตามแรงผลักของเขา เสียงคร่ำครวญปานหัวใจถูกฉีกกระชากของเหล่านายบำเรอนับร้อยผู้ภักดีต่อองค์หญิงสิบเอ็ดดังขึ้นพร้อมกัน ราวสายน้ำไหลเชี่ยวที่อัดแน่นด้วยความสิ้นหวังและความเจ็บปวด
ราชาปีศาจหยุดยืนเพียงชั่วอึดใจ หันใบหน้ามองเหล่าบุรุษด้วยดวงตาเยียบเย็นที่ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้ แววตานั้น…มีเพียงความรำคาญและไม่พอใจที่เสียงร่ำไห้รบกวนความคิดของเขาเท่านั้น ดวงตาคมเหลือบมองคล้ายเตือนให้หยุดร้องไห้และเลิกทำเสียงน่ารำคาญนั่นเสียที
ในสมองของราชาปีศาจภาพในอดีตผุดขึ้นอย่างชัดเจน วันที่บุตรชายทั้งสิบของเขาต้องคำสาปที่มีชะตาที่โหดร้ายจะมีอายุเพียงห้าร้อยปีไม่อาจยืนยาวไปกว่านั้นแม้เพียงวันเดียว
เขายังคงจดจำได้ดี…ความสิ้นหวังที่ตัวเขาอาจไร้ทายาทสืบสกุล เขาเฝ้าหาวิธีแก้ไขทุกเส้นทาง ฝ่าแดนปีศาจ อสูร เทพ และแม้แต่แดนต้องห้ามจนเกือบแลกด้วยชีวิต กระทั่งพบว่ามีเพียงวิธีเดียวแก้คำสาปคือหาผู้รับคำสาปแทนได้ แต่เงื่อนไขคือต้องเป็นผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน
มุมปากของราชาปีศาจกระตุกขึ้นน้อย ๆ เมื่อนึกถึงความหลังอันเย็นชานั้น
ในเมื่อนางกล้าสาปบุตรชายข้า…เช่นนั้นก็ให้บุตรสาวของนางเป็นผู้รับมันไป
เมื่อบุตรสาวคนเล็กของเขาถือกำเนิดขึ้น โลกทั้งใบของมารดาเด็กน้อยพังทลายในพริบตา เขาปลิดชีพนางด้วยมือตนเอง ก่อนจะบอกความจริงทั้งหมดว่าลูกที่นางให้กำเนิดจะถูกใช้เป็นที่รองรับคำสาปเพื่อแลกชีวิตขององค์ชายทั้งสิบ
องค์หญิงสิบเอ็ดเติบโตมาด้วยชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว นางไม่เคยรู้ว่าวันใดจะเป็นวันสุดท้าย กระทั่งวันนี้…คำสาปได้เบ่งบานสมบูรณ์ในเลือดเนื้อของนาง
และนางก็ตาย…ตายเพราะคำสาปของมารดานาง
ราชาปีศาจก้าวผ่านธรณีประตูอย่างเฉยชา เสียงร่ำไห้เบื้องหลังเริ่มเบาบางลงทุกครั้งที่เขาย่างกายเดินห่างออกมาจากตำหนักบุตรสาว เขาหยุดชะงักฝีเท้าก่อนจะหันกายไปมองตำหนักองค์หญิงสิบเอ็ด
“อย่าโทษข้าเลย หากเจ้าไม่ตาย…บุตรชายของข้าก็ต้องตาย ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนที่ข้าให้เจ้ามีชีวิตที่ดีถึงห้าร้อยปี หรือหากคิดจะโทษ ก็จงโทษแม่ของเจ้าที่เอ่ยคำสาปนั้นเพื่อทำลายข้าเถอะ”
ความเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านปลายนิ้ว องค์หญิงสิบเอ็ดค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เธอพบเพียงม่านหมอกสีเทาที่ลอยปกคลุมรอบด้าน ไม่มีเสียง ไม่มีผู้คน ไม่มีแม้แต่ลมหายใจของตนเอง นางยืนอยู่ในความว่างเปล่าอย่างสงบจนน่าประหลาด ราวกับหัวใจของนางได้ปลดภาระทั้งหมดไปแล้ว
“ข้าตายแล้วจริง ๆ สินะ…”
ภาพสุดท้ายก่อนลมหายใจจะขาดห้วงผุดขึ้นมาเหมือนเงาสะท้อนในน้ำ ภาพบิดาของนางที่ยืนมองอยู่ตรงปลายเตียงอย่างไร้ความหมาย ไม่มีแม้แต่แววสลดหรือคำล่ำลา องค์หญิงสิบเอ็ดหัวเราะออกมาแผ่วเบาราวกับสมเพชชีวิตของตนเอง
“ข้าหวังอะไรอยู่กัน…แม้ยามข้าตาย ท่านยังไม่แม้แต่สนใจด้วยซ้ำ”
“องค์หญิงผู้น่าสงสารของข้า…ต้องโทษข้า ต้องโทษข้าที่ทำให้เจ้าพบชะตาเช่นนี้…”
เสียงหนึ่งดังทะลุหมอกเข้ามา ร่างเล็กของหญิงชราเดินออกมาจากม่านหมอก นางมีใบหน้าที่อ่อนล้า ดวงตาแดงก่ำราวผ่านการร้องไห้มาไม่รู้กี่ครั้ง
องค์หญิงสิบเอ็ดมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน แต่กลับรู้สึกใกล้ชิดอย่างประหลาด ราวกับสายใยบางอย่างเชื่อมโยงกัน
“ข้าขอโทษ หากไม่ใช่เพราะคำสาปของข้า เจ้าคงไม่ต้องเป็นเช่นนี้…” หญิงชราเอ่ยเสียงต่ำทำสายตาเศร้า
“ท่านพูดเรื่องอะไร? คำสาปอะไร?” องค์หญิงสิบเอ็ดเลิกคิ้ว
หญิงชราเม้มริมฝีปากมือที่เหี่ยวย่นสั่นระริกเหมือนเก็บงำความผิดมาชั่วชีวิต นางสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวช้า ๆ
“หลายร้อยปีก่อนบิดาของเจ้าสังหารคนในเผ่าของข้าจนหมดสิ้น เหลือเพียงข้าผู้เดียวที่รอดชีวิต ข้าในความโกรธแค้นและสิ้นหวังจึงเอ่ยคำสาปแช่งออกมา”
นางหลุบตาลงน้ำตาหยดลงข้อมือ
“หากเขาให้กำเนิดบุตร บุตรของเขาจะมีชีวิตเพียงห้าร้อยปี ข้าคิดเพียงว่า…ในเมื่อข้าไม่เหลือลูกหลาน เขาก็ไม่ควรเหลือเช่นกัน แต่ข้าไม่คิดเลยว่า ราชาปีศาจผู้นั้น…”
คำพูดขาดห้วง หญิงชรากัดริมฝีปากสั่นเครือ
องค์หญิงสิบเอ็ดหรี่ตาลงก่อนถามเสียงแข็ง “ท่านพ่อทำอะไร?”
หญิงชรานิ่งไปนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ความเจ็บปวดที่อัดแน่นในแววตาทำให้คำพูดของนางหนักจนแทบไม่กล้าฟังต่อ
“เขาใช้เจ้า…เด็กน้อยผู้น่าสงสาร ร่างของเจ้าถูกถ่ายโอนคำสาปจากพี่ชายทั้งสิบเจ้า ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าลืมตาดูโลก ต้องโทษข้า หากข้าไม่อ่อนแอ หากวันนั้นข้าไม่ถูกเขาย่ำยี…”
“ท่านจะบอกว่าที่ข้าตาย…เป็นเพราะคำสาปของท่าน?”
“เป็นความผิดข้า! เป็นความผิดของข้าเพียงผู้เดียว!”
หญิงชราทรุดลงคุกเข่าทุบหน้าอกตนเอง แต่แทนที่องค์หญิงสิบเอ็ดจะโกรธหรือร้องไห้ นางกลับหัวเราะอย่างขมขื่น
“พ่อของข้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลยจริง ๆ จนถึงวินาทีสุดท้าย”
นางมองหมอกสีซีดด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“สุดท้ายข้าต้องตายแทนพี่ชายโง่ ๆ พวกนั้น ตายเพราะคำสาปที่ข้าไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าแบกอยู่บนบ่า…ช่างน่าขำ”
หญิงชรากุมมือแน่นจนข้อเขียว นางเงยหน้ามองเด็กสาวตรงหน้า เด็กสาวที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตน ลูกที่เกิดมาจากคืนอันเลวร้ายที่นางไม่เคยลืม
แม่ขอโทษ… ลูกแม่ช่างน่าสงสารเหลือเกิน…
“แล้วเจ้ามาทำไม? จะมาเล่าเรื่องเพราะรู้สึกผิดที่คำสาปของข้าทำให้เจ้าตายหรือ?”
หญิงชราเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจลึกจนตัวสั่น นางเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น
“ข้ามาเพื่อชดใช้…ทุกอย่างให้เจ้า”
นางค่อย ๆ ยื่นมือออกไป
“ข้าได้หาร่างใหม่ให้เจ้าแล้ว โอกาสครั้งที่สองใช้ชีวิตที่ไม่มีผู้ใดบังคับ ไม่มีคำสาป ไม่มีการถูกใช้เป็นเครื่องสังเวยอีกต่อไป”
จวนตระกูลชุน
จวนตระกูลชุนในยามพลบค่ำเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมพัดต้องกรอบหน้าต่าง อันหรานเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง มือที่ถือถ้วยน้ำแกงยังคงสั่นน้อย ๆ จากความกังวล นางสูดลมหายใจอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวานแต่แฝงความคาดหวัง
“ข้าตุ๋นน้ำแกงมาให้ท่านพี่…”
นางวางถ้วยลงอย่างเบาที่สุดราวกลัวจะรบกวนอารมณ์ของชายตรงหน้า มู่หยางเหลือบตามองเพียงเล็กน้อย ไม่มีความอ่อนโยนอยู่ในสายตาคู่นั้นเลยแต่เขากลับหยิบถ้วยขึ้นมาช้า ๆ
“ข้าตั้งใจเคี่ยวเองหลายชั่วยามเลยนะเจ้าคะ ท่านพี่…”
ดวงตาอันหรานทอประกายทันที เสียงของนางสั่นเล็กน้อยตั้งแต่ที่แต่งงานกับเขานางทักถูกเมินเฉยมาตลอด การที่เขายอมรับถ้วยน้ำแกงเหมือนเป็นปาฏิหาริย์สำหรับนาง
“ฮูหยิน ยื่นมือของเจ้ามาสิ” มู่หยางเอ่ยจบก็ยกยิ้มขึ้นแต่เป็นยิ้มที่เย็นเยียบ
อันหรานชะงักมองสามีอย่างประหลาดใจ “เจ้าคะ?”
ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มของชายตรงหน้าที่ตนไม่เคยได้รับเลยสักครั้ง อันหรานก็หลงเชื่อยื่นมือออกไปอย่างซื่อสัตย์และเต็มไปด้วยความหวัง
ชั่วขณะนั้นเองมู่หยางจับข้อมืออันหรานแน่นราวคีบเหล็ก ก่อนจะพลิกถ้วยน้ำแกงร้อน ๆ เทลงบนฝ่ามือนางโดยไม่ลังเลสักนิด!
“กรี๊ดดดด!!”
อันหรานกรีดร้องออกมาสุดเสียง นางเจ็บจนตัวสั่นพยายามดึงแขนออกแต่ทำไม่ได้เพราะถูกมู่หยางกดมือไว้แน่นราวตั้งใจจะให้นางจำว่าความเจ็บนี้เกิดจากน้ำแกงที่เธอตุ๋นด้วยใจรัก
น้ำแกงร้อนลวกผิวจนแดงจัด พองขึ้นแทบจะทันที
“ท่านพี่ ขะ…ข้าร้อน ปะ…ปล่อยข้าเถอะ” เสียงนางขาดห้วง น้ำตาไหลพราก
มู่หยางจึงปล่อยมืออย่างไม่ใส่ใจ นัยน์ตาคมมองฝ่ามือแดงจัดของนางแล้วยิ้มอย่างพอใจ ราวกับภาพนี้คือสิ่งที่เขาต้องการเห็นจากนาง
“ครั้งนี้จงใจจะวางยาข้าอีกหรือ?” เขาพูดช้า ๆ เย็นเยียบ “คิดว่าข้าจะดื่มของเจ้าอีกหรือไง หลังจากเจ้าวางยาข้า?”
คำพูดนั้นฟาดลงเหมือนคมมีด ในดวงตาของเขาไม่มีแม้ความเชื่อใจหลงเหลือ มีเพียงความรังเกียจเต็มเปี่ยม
อันหรานส่ายหน้า น้ำตาหยดลงกับพื้น
“ข้า ข้าเพียงเป็นห่วงท่าน ข้าแค่…”
“ออกไป!!!”
เสียงตวาดดังสนั่นจนคนรับใช้ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องสะดุ้ง อันหรานวิ่งออกไปโดยไม่กล้าหันกลับมา น้ำตาไหลทั่วแก้ม มือที่ถูกลวกกำแน่นจนสั่น เธอไม่รู้ว่าเจ็บอะไรหนักกว่ากันระหว่างฝ่ามือหรือหัวใจ
ฝ่ายวิญญาณองค์หญิงสิบเอ็ดยืนมองอันหรานที่วิ่งออกไปด้วยสายตาแข็งกร้าว ริมฝีปากนางยกขึ้นนิด ๆ แบบไม่ชอบใจนัก
“น่าสมเพช…” นางพึมพำ “ร้องไห้เพราะชายเช่นนั้น แล้วยังจะกลับไปหาอีกหรือ?”
นางเหลือบมองหญิงชราผู้ยืนอยู่ข้าง ๆ ที่แห่งนี้คือโลกมนุษย์ หญิงชราพานางมาเพื่อรับร่างใหม่ที่จะทำให้นางกลับไปมีชีวิตได้อีกครั้ง องค์หญิงสิบเอ็ดกวาดตามองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังหาบางอย่าง
“ไหนล่ะ ร่างใหม่ของข้า?”
หญิงชรามองประตูที่อันหรานเพิ่งออกไป รอยยิ้มบางเฉียบปรากฏขึ้น แต่นัยน์ตากลับหม่นลึก
“สตรีที่เดินออกไป… ไป๋อันหราน” นางพูดเบา ๆ แต่ชัดเจน “อีกไม่นาน… นางจะสละร่างให้เจ้าเอง”
“ให้ตายเถอะ” องค์หญิงสิบเอ็ดสบถออกมา ก่อนจะพ่นลมหายใจเบา ๆ คล้ายไม่สนใจเป็นพิเศษ
หญิงชราเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าขององค์หญิงสิบเอ็ดชัดเจนยิ่งขึ้น ความคิดหนึ่งก็กระแทกเข้ามาในใจ ใบหน้านี้คือใบหน้าที่นางไม่เคยได้ปกป้อง
ลูกที่ถูกพรากไป...
ลูกที่นางไม่เคยมีโอกาสกอดแม้แต่ครั้งเดียว…
น้ำตาของหญิงชราไหลออกมา เธอยกมือที่เหี่ยวย่นลูบแก้มขององค์หญิงสิบเอ็ดอย่างแผ่วเบาราวกับลืมตัวไปชั่วขณะ
“เด็กน้อยของข้า” เสียงสั่นพร่าอย่างเจ็บลึก “ครั้งนี้ ได้โปรด…ใช้ชีวิตที่เจ้าต้องการเถิด อย่าได้เจ็บปวดอีกเลย…”
องค์หญิงสิบเอ็ดนิ่งไปหนึ่งอึดใจ ก่อนเบือนหน้าออกเล็กน้อย ไม่ยอมหลบแต่ก็ไม่เปิดใจรับสัมผัสนั้นเช่นกัน
"เอามาให้ข้า ถ้าข้าไม่รีบตามไปเสี่ยวผิงนางจะเหงานะ เอามาให้ข้าสิ""ตั้งสติ ม่อเหยียน เห้อข้าไม่น่าใจอ่อนพาเจ้ามาเลย""ข้าอยู่ไม่ได้จริง ๆ หากไม่มีนาง"เจียวมิ่งมองม่อเหยียนก่อนจะถอนหายใจออกมา สิบเอ็ดเป็นแบบนี้แล้วเจ้ายังคิดว่าม่อเหยียนรักเจ้าเพราะพลังอีกหรือไม่ เห็นหรือไม่เจ้าสำคัญต่อพวกข้ายิ่งนัก"ข้าช่วยให้นางกลับมาได้ เพราะฉะนั้นตั้งสติได้แล้ว"เจียวมิ่งพูดจบก็เดินออกไป ม่อเหยียนเองที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาลวก ๆ ก่อนจะเดินตามไปทันที เจียวมิ่งก้มลงมองกล่องเล็ก ๆ ในมือของเขา สิบเอ็ดข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าจากไปแล้วทิ้งเจ้าตัวภาระทั้งสองคนไว้ให้ข้าหรอก"เจียวมิ่ง""เจ้ารออยู่ข้างนอก เดี๋ยวข้ามา"เจียวมิ่งพูดออกไป มีเพียงต้องขอสิ่งนั้น จึงจะนำร่างนางคืนมาได้ เขาสูดหายใจเขาก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน สระน้ำที่มีบัววิเศษมากมายอยู่"เหมือนข้าจะบอกแล้วว่าอย่าวุ่นวาย"จอมปีศาจพูดออกมาเสียงเรียบ เขามองเจียวมิ่งที่เดินเข้ามาหาเขา "ข้าต้องการดอกบัวที่ฟื้นฟูร่างปีศาจได้""ไม่ให้"เหอะ ไอ้ปีศาจใจแคบ "ข้าจะเอาไปช่วยสิบเอ็ด""นั่นยิ่งไม่ได้"จอมปีศาจพูดออกมา เขายกยิ้มมองเจียงมิ่งที่มีสีหน้ากำ
“สิบเอ็ด ไหน…อธิบายมาเสียที เจ้าสนใจในตัวมนุษย์ผู้นั้นจริงหรือไม่”เสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันประหนึ่งกำลังจะบีบคอใครสักคนให้ขาดใจ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แต่ยังคงก้มศีรษะต่ำอย่างนอบน้อม“จริง…เพคะ” น้ำเสียงของนางสั่นแต่หนักแน่น “ข้า…สนใจในตัวมนุษย์ผู้นั้นจริง”คำตอบได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ทุกองค์ชายในท้องพระโรงทันที“มันเป็นใคร?” องค์ชายอีกองค์หนึ่งลุกพรวดขึ้น ดวงหน้าเชิดขึ้นอย่างขุ่นเคือง“จับมันมาทรมานดีหรือไม่?”“อย่าลืมตัดหัวมันมาเป็นของขวัญให้สิบเอ็ดด้วยล่ะ” อีกองค์ชายหนึ่งยิ้มเหี้ยม ดวงตาเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ผิดเพี้ยน“ถลกหนังของมันออกมาก็ไม่เลว ปล่อยให้มันตายทั้งที่ยังรู้สึกเจ็บปวด… ฮ่า ๆ ๆ”เหล่าองค์ชายต่างเหลือบตามองกันด้วยรอยยิ้มอำมหิต พวกเขาไม่ได้โกรธที่นางสนใจมนุษย์ หากแต่โกรธที่มนุษย์ผู้นั้นบังอาจดึงความสนใจขององค์หญิงสิบเอ็ดไปจากพวกเขาราวกับคำพูดเหล่านั้นยังไม่พอ องค์ชายสองก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ทำให้ร่างเสี่ยวผิงชาวาบ“จริงสิ… เด็กคนนั้นยังอยู่หรือไม่ เด็กที่ทำให้สิบเอ็ดเจ็บปวดในตอนนั้น หากยังอยู่…จับมันมาด้วย”ภายใต้ความวุ่นวายของเสียงสนับสนุนให้สังหารมนุษย์
กลางดึกภายในกระโจมที่ตั้งอยู่ในท่านทหาร เสี่ยวผิงนอนหลับอยู่ทว่าจิตใจกลับไม่สงบ เงาดำมืดและเสียงสะอื้นยังคงก้องอยู่ในฝัน‘สิบเอ็ด… ดูสิดูคนที่เจ้ารัก’ เสียงแหบพร่าของราชาปีศาจอย่างดังขึ้น“ไม่…พี่ใหญ่อย่าทำเช่นนั้น!” นางกรีดร้อง ร่างกายสั่นเทาเหมือนถูกกระชากด้วยความหวาดกลัว น้ำตาไหลอาบแก้ม ทำให้หน้าเลอะเลือดฝันและเหงื่อ‘มนุษย์ผู้นี้หรือ… ที่จะแย่งเจ้าไปจากข้า? สิบเอ็ดปีศาจอย่างเราจะรักมนุษย์ได้ยังไง’ภาพม่อเหยียนและป๋อหลินถูกกระบี่สีดำจ้วงแทงกลางอก เส้นเลือดแดงพุ่งกระจาย ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังและความสูญเสียประหนึ่งมีมือเย็น ๆ บีบแน่นอยู่บนหัวใจของนาง เสี่ยวผิงทรุดตัวลงบนพื้น แข้งขาอ่อนแรง ก่อนนางจะร้องไห้ออกมาราวกับสตรีเสียสติ‘องค์หญิงข้าบอกท่านแล้วไง หากอยู่เคียงข้างท่านพวกเขาจะต้องตาย’ เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนมือเย็นหนึ่งจะสัมผัสปลายคางของนาง จิ้งจอกขาวสบตานางด้วยดวงตาที่เย็นเฉียบและใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงความน่ากลัว‘การแลกเปลี่ยนของเราจะจบหลังจากเจ้าและข้าตาย’ เสียงนั้นไม่ใช่คำขู่ธรรมดา แต่เหมือนคำสั่งแห่งชะตากรรมเฮือก!เสี่ยวผิงสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก ใจเต้นแรง นางหันมองไปรอบ ๆ
สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างบานไม้ในห้องนอนของอันหราน กลิ่นชาอุ่น ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างเรียบง่าย แต่กลับแฝงความประณีต สายตาของนางทอดมองไปยังทหารหนุ่มผู้เข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อจากความตื่นเต้นหรือความกังวลก็ไม่อาจบอกได้ แต่เมื่อเขากล่าวออกมา เสียงเรียบแต่ออกแน่วิตกนั้นก็กระแทกใจนางทันที“ฮูหยิน ปลาติดเบ็ดแล้วขอรับ”อันหรานเงยหน้ามองเขาอย่างนิ่งสงบ ไม่แสดงอาการดีใจหรือตื่นเต้นใด ๆ นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างใจเย็น ลิ้มรสชาอุ่นที่ปลอบประโลมจิตใจในขณะที่ความคิดของนางหมุนวนอยู่รอบไป๋เจินเจินและนายโลมผู้นั้นไป๋เจินเจิน เจ้าไม่ระวังตัวเลยสินะ...นางคิดในใจ สีหน้าเรียบเฉยของอันหรานไม่ได้สะท้อนความดีใจหรือพึงพอใจ กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นเหมือนผิวน้ำที่สงบนิ่ง แต่ด้านใต้ความสงบนี้กลับแฝงด้วยแผนการที่ซับซ้อนไป๋อันหรานให้คนของตนเข้าไปติดตามไป๋เจินเจินเพื่อหวังจับชู้รักของนาง จนได้รู้ความจริงว่าไป๋เจินเจินมีชู้กับนายโลม ส่วนเด็กคนนั้นก็เป็นบุตรสาวของนางโลมที่นางตั้งท้อง ไป๋อันหรานนึกสมเพชแต่ก็อดไม่ได้ที่จะประเมินความกล้าของฝ่ายตรงข้าม ไป๋เจินเจินคง
ยามค่ำคืนภายในโรงเตี๊ยมยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดลอดช่องหน้าต่างและเสียงฝีเท้าผู้คนประปรายจากชั้นล่างเท่านั้น อันหรานเปิดประตูห้องออกมาช้า ๆ ก้าวเท้าพ้นธรณีบานประตูอย่างมั่นคงผิดไปจากก่อนหน้าในมือนางกำขวดเล็ก ๆ สีดำสนิทแน่นราวกับเป็นสิ่งเดียวที่สามารถยึดเหนี่ยวสตินางได้ตอนนี้แววตาของนางไม่เหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว ไม่ใช่ความสิ้นหวัง ไม่ใช่ความสับสน แต่เป็นความสงบนิ่งอันอันตรายเหมือนบ่อน้ำที่ดูเรียบสงบ แต่ซ่อนความลึกจนไม่อาจหยั่งถึงม่อเหยียนและป๋อหลินที่ยืนรออยู่กลางโถงต่างหันมามองทันทีที่เห็นนาง ม่อเหยียนก้าวมาหนึ่งก้าว สีหน้าของเขาแสดงถึงความห่วง“เจ้าจะไปแล้วหรือ?” เขาถามเสียงทุ้มต่ำ สายตาจับจ้องนางไม่วางตาอันหรานยกยิ้มให้เขาและป๋อหลิน รอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่เจือความเศร้าอีกแล้ว แต่กลับเหมือนคนที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างเด็ดขาดจนไม่อาจห้ามได้นางเดินเข้าไปหาป๋อหลินช้า ๆ แล้วโอบกอดเด็กหนุ่มแน่นเสียจนเจ้าตัวถึงกับสะดุ้ง“นี่…ท่าน?” ป๋อหลินอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เคยได้รับสัมผัสเช่นนี้จากนางมาก่อนอันหรานซบหน้าที่ไหล่ของเด็กหนุ่มลมหายใจสั่นน้อย ๆ แต่กลับเปี่ยมด้วยความหนักแน่นกว่า
ยามดึกของจวนเจ้าเมืองเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหนาวพัดลอดช่องหน้าต่าง ไอเย็นที่แทรกเข้ามาปะทะผิวทำให้ไป๋อันหรานสะดุ้งเฮือก นางลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนกหัวใจเต้นแรงราวกับถูกบีบแน่นในความเงียบงันภายในห้องนอน กลิ่นกำยานสงบจิตใจที่มู่หยางมักจุดไว้ก่อนนอนยังคงคลุ้งอยู่จาง ๆ แต่ตัวเขากลับหายไป...ไป๋อันหรานพลิกกายหันไปด้านซ้าย ด้านที่เขามักนอนอยู่แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าและผ้าห่มที่เย็นเฉียบ“ท่านพี่…” เสียงเรียกเบาราวลมหายใจ แต่ไม่มีผู้ใดตอบความกังวลพุ่งขึ้นราวกับคลื่นทะเลโถมเข้ากระแทกยอดเขา นางกัดริมฝีปากที่เริ่มซีดก่อนจะลุกพรวดขึ้นนัยน์ตาคู่งามเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นไม่จริง…เขาบอกว่าจะมีข้าเพียงผู้เดียวแล้วมิใช่หรือ…ความคิดนั้นหมุนวนในหัวราวกับมีเสียงหนึ่งกำลังย้ำซ้ำไปมา ไป๋อันหรานรีบดึงเสื้อคลุมบาง ๆ มาสวมแล้วเดินออกจากห้องไปด้วยฝีเท้าที่สั่นเล็กน้อย บ่าวรับใช้หลายคนยังคงตื่นอยู่แต่เมื่อเห็นนางก็ทำเพียงหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าทัก นางไม่สนใจทุกสายตา ไม่สนใจเสียงกระซิบใด ๆตอนนี้ในใจของนางมีเพียงความรู้สึกเดียวหวาดกลัว...หญิงสาวเดินตรงไปยังเรือนเล็กทางด้านตะวันตกที่พักของไป๋เจินเจ
ความเงียบสงบยามค่ำคืนโรยตัวปกคลุมเรือนพักอย่างอ่อนละมุน แสงตะเกียงน้ำมันตรงหัวเตียงส่องสว่างไหวระริกไปตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง นอกจากเสียงลมหายใจของอันหรานแล้ว เรือนทั้งหลังแทบไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว‘ข้าจะดูแลทั้งเจ้าและลูกไปตลอดชีวิต แค่เจ้าไม่หนีข้าไปอีกก็พอ’เสียงกระซิบแผ่วเบาของม่อเหยียนด
“องค์หญิงได้เวลาแล้ว”เสียงของหญิงชราดังแผ่วเบา เสียงนั้นคล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่างฉุดกระชากจิตใจขององค์หญิงสิบเอ็ดให้จมลงสู่ความว่างเปล่า ความรู้สึกหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปทั่วร่าง ยิ่งพยายามขยับ ก็ยิ่งเหมือนร่างไม่ใช่ของตัวเองทำไมหนาวเช่นนี้…ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาด
ลมอ่อนจากหน้าต่างกระทบกับผ้าม่านสีงาช้างพลิ้วไหวเบาบาง ในห้องนอนกว้างของจวนอ๋องม่อเหยียนมีกลิ่นสมุนไพรอบอวลเจือกลิ่นยาจีนร้อน ๆ ที่ยังคงลอยกรุ่นอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของจวนฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ศีรษะเอนพาดแขนที่วางทับขอบเตียง คนที่ดูเย็นชาและเฉยเมยต่อผู้คนทั้งแคว้น กลับมีส
“ข้าจะแต่งเจินเจินเป็นอนุขอรับ”“อันหรานเองก็ดีกับเจ้ามาก มู่หยางเจ้าคิดให้ดีอีกครั้งเถิด”“ท่านแม่ให้ข้าทำดีกับนาง ข้าก็ทำแล้วตอนนี้ถึงคราวที่ท่านแม่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้าได้แล้วขอรับ”“ข้าแค่หวังว่าเจ้าจะเห็นความดีของนางบ้าง…เอาเถิด ในเมื่อเจ้ามันตาบอด ก็แล้วแต่เจ้าเถิด”“ขอรับ”“เจ้าจงแจ้งแ







