Beranda / รักโบราณ / องค์หญิงสิบเอ็ด / บทที่ 1 เจ้าสาวที่ไม่ต้องการ

Share

องค์หญิงสิบเอ็ด
องค์หญิงสิบเอ็ด
Penulis: โมจิหวานน้อย

บทที่ 1 เจ้าสาวที่ไม่ต้องการ

last update Tanggal publikasi: 2026-03-07 13:34:20

ตึง! ตึง!

เสียงกลองพิธีดังผสานเสียงขลุ่ยโหยหวนที่ล่องลอยอยู่เหนือเรือนใหญ่ของตระกูลชุน ภายในลานกว้างประดับด้วยผ้าแพรสีแดงสดระย้าเรียงราย แต่ถึงแม้สีแดงจะชวนให้ชื่นมื่นเพียงใด บรรยากาศทั้งงานกลับอบอวลด้วยความอึดอัดหม่นหมอง ผู้คนที่ถูกเชิญมาร่วมงานต่างยืนเรียงรายกันอย่างเก้ๆ กังๆ ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีแววตาร่วมยินดี มีเพียงการกระซิบถกเถียง และสายตาสงสารที่แอบโยนมาทางเจ้าบ่าวเป็นพักๆ

บนแท่นพิธี ไป๋อันหรานสวมอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงเข้มยืนอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าเงียบ ไม่ไหวติง ข้างกายมีเจ้าบ่าว ชุนมู่หยาง ยืนเคียงข้างด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่ในนัยน์ตาไม่ปิดบังแม้เศษเสี้ยวของความเกลียดชัง คล้ายมีดคมบางที่เงียบงันแต่ทิ่มแทงเจ้าสาวอย่างไร้ปรานี

“หนึ่งคำนับฟ้าดิน!” ชายชราเอ่ยเสียงแผ่วแต่หนักแน่น

ทั้งสองก้มศีรษะลงพร้อมกัน เสียงชุดเจ้าสาวไถลบนพื้นที่เย็นเฉียบดังแผ่วๆ แต่สายตาของแขกกลับจับจ้องที่มู่หยางผู้ซึ่งแม้จะคำนับแต่แววตาไม่ยอมลดระดับลง คล้ายประกาศชัดว่านี่ไม่ใช่ความสมัครใจของเขา

“สองคำนับพ่อแม่!”

บริเวณที่ควรจะมีญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย กลับเว้นว่างโล่ง มีเพียงเก้าอี้ไม้วางไว้โดยไร้ผู้คน สายตาของแขกหลายคนสั่นไหวด้วยความขื่นขม

ญาติผู้ใหญ่ตระกูลไป๋ฝ่ายเจ้าสาวไม่มีผู้ใดมาเลย…นอกจากสตรีหนึ่งคน...

ไป๋เจินเจินน้องสาวต่างมารดาของไป๋อันหราน …ใบหน้างดงามของนางยามนี้ขาวซีดเพราะน้ำตาที่เอ่อคลอไม่หยุด มือบางกำชายกระโปรงแน่นราวยั้งหัวใจที่กำลังแตกสลาย

“คำนับต่อกัน” เมื่อถึงพิธีสุดท้าย ชายชราเอ่ยช้าๆ

ไป๋อันหรานก้มหน้าขึ้นเล็กน้อยใต้ผ้าคลุม เหมือนกลั้นลมหายใจ ส่วนมู่หยางหันมองนางชั่วขณะ ความเกลียดชังในดวงตาลึกจนทำให้หลายคนที่ยืนชมต้องเบือนหน้า

“ประคับประคองซึ่งกันและกัน ร่วมเป็นร่วมตาย”

ถ้อยคำนี้กลับเหมือนมีดกรีดกลางอากาศ แขกหลายคนได้แต่มองภาพสองคนยืนเคียงกันด้วยความรู้สึกย้อนแย้ง คู่บ่าวสาวที่ควรเข้าหอกันด้วยความยินดี กลับมีฝ่ายหนึ่งแสดงท่าทีเหมือนนักโทษที่ถูกบังคับให้ผูกโซ่ตรวนเข้าหากัน

“ส่งตัวเข้าหอ”

ยามที่ชายชราพูดจบประโยค เสียงถอนหายใจเบาๆ ของแขกในงานดังเป็นระลอก มู่หยางยังไม่ทันขยับ ก็ได้ยินเสียงร้องสะอื้นแผ่วเบาจากด้านล่าง

“พี่หยาง…”

ไป๋เจินเจินที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางกัดริมฝีปากจนเลือดซึมน้ำตาร่วงเผาะราวเม็ดมุกที่ขาดร้อย

“เจินเจิน…”

มู่หยางเอ่ยชื่อคนรักเบาลงกว่าลมหายใจ นัยน์ตาคมอ่อนลงเจือความสงสาร ปลายเท้าของเขาก้าวออกไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วมือเรียวบอบบางแต่แข็งแรงของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายกลับยกขึ้น คว้าข้อมือเขาไว้แน่น ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า ใบหน้าคมบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจ

“เฮอะ”

เขาแค่นหัวเราะเย็นเยียบ ก่อนสะบัดมืออย่างแรงราวกับถูกสิ่งสกปรกเกาะติด การกระทำของเจ้าบ่าวทำให้แขกหลายคนกระตุกไหล่ด้วยตกใจ มีบางคนส่ายหัวอย่างมองไม่ออกว่า เจ้าสาวช่างใจกล้าเพียงใดถึงได้พยายามเหนี่ยวรั้งเช่นนั้น

ไป๋เจินเจินสะอื้นเงียบๆ มองทั้งคู่ด้วยแววตาเจ็บปวดราวถูกฟันบั่นพัง

“พี่หยาง…” เสียงของนางสั่นจนแทบขาดห้วง

แขกบางคนที่เห็นเหตุการณ์นั้นก็อดที่จะเม้มปากแล้วเอ่ยวิจารณ์แผ่วเบาออกมาไม่ได้

“คุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋นี่…กล้าแย่งคู่หมั้นของน้องสาวตนได้เช่นไร”

“ไม่แปลกที่ผู้ใหญ่ตระกูลไป๋ไม่ยอมมางาน…น่าอับอายสิ้นดี”

“เห้อ....น่าสงสารก็แต่คุณชายชุนและคุณหนูรองไป๋ มีใจตรงกันแต่ไม่อาจได้ครองคู่”

เสียงซุบซิบดังขึ้นเรื่อยๆ ทว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง ไป๋อันหรานกลับยืนนิ่งเหมือนรูปสลัก ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าหญิงสาวกำลังสั่นเพราะโกรธ เจ็บ หรือกลั้นสะอื้น

ส่วนเจ้าบ่าวชุนมู่หยาง ดวงตาของเขามีเพียงเงาของสตรีที่กำลังร้องไห้อยู่ โดยที่เขาคิดไม่เหลียวมองเจ้าสาวที่ยืนอยู่ข้างกายแม้เพียงเสี้ยววินาที

ห้องหอตระกูลชุน

ภายในห้องหอถูกประดับด้วยผ้าแพรแดงทั่วทุกมุม โคมแดงผูกปมยาวห้อยลงมาราวสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล ทว่าความมงคลนั้นกลับไม่มีความอบอุ่นของคู่บ่าวสาวเลยแม้แต่น้อย

บนโต๊ะกลมเตี้ยกลางห้องมีกาสุราแกะสลักลวดลายมงคลวางอยู่ข้างถ้วยสองใบอย่างเงียบงัน ไฟจากตะเกียงน้ำมันวูบไหวตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามา เสียงเปลวไฟสั่นแผ่วเบานั้นยิ่งทำให้ความวังเวงภายในห้องเด่นชัดยิ่งขึ้น

ไป๋อันหราน สตรีร้ายกาจที่ใครก็ต่างรู้จัก เพราะนิสัยของนางที่ชอบทุบตีคนรับใช้ ทั้งยังรังแกน้องสาวต่างมารดา หรือแม้แต่สั่งฆ่าอนุของบิดา ไม่ว่าเรื่องชั่วช้าอันใดที่เกิดในจวนตระกูลไป๋ก็ล้วนแต่ต้องมีชื่อของนางอยู่ในนั้น และเรื่องชั่วร้ายที่นางทำล่าสุดคือ แย่งคนรักของไป๋เจินเจินน้องสาวต่างมารดา

เพราะนางรักเขาจนหมดหัวใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะแต่งงานกับน้องสาวต่างมารดานางจึงไม่อาจยอมรับได้ สุดท้ายจึงจงใจวางยาปลุกกำหนัดมู่หยางและใช้โอกาสนั้นทำให้บิดาของนางมาพบ

และนั่นคือเหตุผลที่การแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้น

แอ๊ดดด..

เสียงเปิดประตูดังขึ้นภายในห้อง กลิ่นอายเย็นยะเยือกของชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมเสียงฝีเท้าหนักแน่น

“คุณชาย” หนึ่งในสาวใช้เอ่ยเบาๆ

“พวกเจ้าออกไปให้หมด” ชุนมู่หยางใช้เสียงเย็นเฉียบสั่งทันที โดยไม่รอให้ใครพูดต่อ

“เจ้าค่ะ”

ประตูปิดลงอีกครั้ง ทิ้งให้มีเพียงสองคนในห้องหอที่ควรเต็มไปด้วยความหวานแต่กลับมีเพียงความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก

อันหรานยกใบหน้าเล็กน้อยภายใต้ผ้าคลุมหน้าเมื่อได้ยินเสียงก้าวของเขาก้าวเข้ามาใกล้ นางกำมือของตนแน่นจนข้อขาว ความตื่นเต้นและความดีใจพรั่งพรูในอกจนต้องค่อยๆ สูดลมหายใจเพื่อกดความดีใจที่พวยพุ่งไม่หยุด

ในที่สุด… วันนี้ก็มาถึง...

วันที่ข้าได้เป็นภรรยาของพี่หยาง....

พรึบ!

ผ้าคลุมหน้าถูกกระชากออกด้วยแรงที่ไร้ความอ่อนโยนแม้แต่น้อย อันหรานกระพริบตา ลืมตาช้าๆ เมื่อแสงไฟส่องกระทบใบหน้า นางเห็นชายผู้เป็นสามียืนอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่นางหลงใหลมาโดยตลอดยามนี้แข็งกร้าวอบอวลด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือก

“ท่านพี่…”

คำเรียกนั้นกลับไม่ได้ทำให้มู่หยางอ่อนลงแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมมองหญิงสาวอย่างกับกำลังมองสัตว์เดรัจฉานสกปรกที่ไม่ควรอยู่ในห้องนี้ด้วยซ้ำ

ดวงตานั้น…เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไม่คิดปิดบัง มือหนากำผ้าคลุมหน้าในมือแน่นจนเส้นเลือดขึ้น เขากัดฟันมองนางราวกับโทษว่านางคือผู้ทำลายชีวิตเขา

หากไม่เพราะยาปลุกกำหนัดชั่วๆ ของนางผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงนี้ควรเป็นไป๋เจินเจินไม่ใช่นาง!

“ท่านพี่…”

เสียงอันหรานสั่นเครือ นางลุกขึ้นยืนอย่างระวัง มือขาวเอื้อมออกไปจับแขนของมู่หยางอย่างอ่อนโยนแต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสแขน

พลั่ก!!

มู่หยางผลักหญิงสาวอย่างแรงจนร่างบางล้มไปกระแทกพื้น

“สตรีน่ารังเกียจ อย่าแตะต้องข้า” เสียงเขาเย็นเฉียบจนลมหายใจในห้องเหมือนหยุดลง

อันหรานเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ ดวงตาแดงวาบ น้ำตาเริ่มรื้น

“ท่านพี่… ข้า…”

แต่มู่หยางไม่แม้แต่เหลียวมองเจ้าสาวของตน ชายหนุ่มหันหลังเตรียมก้าวออกจากห้องหอ ตั้งใจเดินออกจากห้องหอราวกับว่ามันเป็นสถานที่น่ารังเกียจที่สุดในโลกสำหรับเขา

หัวใจอันหรานบีบรัดอย่างรุนแรง นางร้องเรียกตามเสียงสั่น

“อย่างน้อย… อย่างน้อยท่านพี่ได้โปรด....ดื่มสุรามงคลกับข้าก่อน…” อันหรานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาคู่สวยมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอนเหมือนเด็กที่กลัวถูกทอดทิ้ง

มู่หยางหยุดฝีเท้าแต่ไม่ใช่เพราะคำวิงวอนของนางแต่อย่างใด รอยยิ้มเยาะเย้ยเล็กๆ ค่อยๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากของเขา ร่างสูงหันกลับมามองนาง

“สุรามงคลหรือ”

พูดจบร่างสูงก็ย่างกายตรงไปยังกาสุราที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาหยิบมันขึ้นด้วยมือที่มั่นคงก่อนก้าวกลับมาหาไป๋อันหรานที่ยังนั่งอยู่บนพื้น

“เจ้าสู้เจินเจินของข้าไม่ได้สักนิด เทียบกับนางก็ไม่ได้ด้วยซ้ำ” เสียงของเขาต่ำและชัดเจนทุกถ้อยคำ ก่อนมือหนาจะยกกาสุราขึ้นเหนือหัวของไป๋อันหราน 

“สุรามงคลของข้า จะดื่มกับนางเท่านั้น” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงพิฆาต

“หากเจ้าอยากดื่ม…ก็จงดื่มไปคนเดียว”

ซ่าส์!!

ทันทีที่พูดจบประโยต มู่หยางก็เทสุราทั้งกาใส่ศีรษะของไป๋อันหราน ของเหลวเย็นเฉียบกระทบผิวหนังและชุดเจ้าสาวจนชุ่มโชก น้ำสุราหยดลงจากปลายคาง คล้ายหยาดน้ำตาของหญิงสาวที่โดนเหยียบย่ำศักดิ์ศรี

มู่หยางยิ้มเย็นอย่างพอใจมองผลงานของตนที่ส่งภรรยาในคืนเข้าหอให้เปียกชุ่มด้วยความอัปยศ

“อันหราน” เสียงเขาเรียกชื่อของนางเหมือนเป็นคำสาป “หากเจ้าคิดว่าแต่งมาแล้วจะมีความสุข ก็จำไว้ว่าข้าจะทำให้เจ้าเอ่ยปากขอหย่าเอง”

ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงเย็นเหยียบราวกับนี่คือการประกาศสงครามระหว่างพวกเขา จากนั้นร่างสูงก็หมุนตัวเดินออกจากห้องทันที

“คุณชายเจ้าคะ! ออกจากห้องหอในคืนแรกเช่นนี้มิได้นะเจ้าคะ!”

“คุณชาย! นี่มันผิดธรรมเนียม…”

เสียงบ่าวรับใช่ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องหอเอ่ยร้องห้ามเสียงดัง แต่แน่นอนว่าไม่มีประโยคใดหยุดมู่หยางได้ เสียงฝีเท้าที่เดินจากไปดังก้องราวกับเหยียบหัวใจของใครบางคนจนแตกละเอียด

ภายในห้องหอที่เงียบงันไป๋อันหรานนั่งนิ่ง น้ำตาไหลเงียบๆ ผสมกับสุราที่ไหลจากศีรษะลงสู่หน้าอกจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอีกต่อไป นางกำชายกระโปรงแน่นแต่ริมฝีปากกลับพยายามยกขึ้นเหมือนพยายามยึดเศษเสี้ยวความหวังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

“ไม่เป็นไร…อันหราน…อีกไม่นานท่านพี่ต้องใจอ่อนต่อเจ้าแน่…”

นางปลอบตัวเองเสียงแผ่วราวลม ดวงตาคู่สวยหลับลงก่อนหญิงสาวจะสูดลมหายใจที่สั่นเครือเข้าไปราวกับพยายามเรียกสติของตัวเอง

“เจ้าแค่อดทนรออีกหน่อยเท่านั้น...ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นกว่านี้แน่นอน”

ค่ายทหาร

ลมยามค่ำพัดกระแทกผนังของกระโจมใหญ่จนเกิดเสียงดังกรอบแกรบเป็นระยะ ไฟคบที่ปักอยู่ด้านนอกไหววูบ ส่งเงาของทหารยามทอดยาวลงบนพื้นหญ้าแห้ง

ภายในกระโจมไฟตะเกียงน้ำมันสี่ดวงตั้งอยู่ตามมุม ให้แสงสีส้มสลัวรำไร บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟและความตึงเครียดที่หนาแน่นจนรู้สึกได้เหมือนหมอกควัน

พื้นที่ตรงกลางถูกล้อมด้วยเหล่าองค์ชายและทหารคู่ใจของพวกเขา ทุกคนก้มหน้าไม่กล้ามองสบสายตาของบุรุษผู้มีอำนาจทหารสูงสุดภายในค่ายทหารแห่งนี้ เพราะเคยเห็นฤทธิ์เดชของบุรุษผู้เลือดเย็นมาแล้วหลายครั้ง

ม่อเหยียนหรือที่ผู้คนต่างเรียกขานว่าอ๋องปีศาจ เขายืนอยู่กลางกระโจมหลังเหยียดตรงอย่างน่าเกรงขาม รูปโฉมของเขาได้สัดส่วนราวกับถูกสวรรค์สลักขึ้นเอง คิ้วเข้มได้รูปขับให้ดวงตาคมลึกดุจคมดาบในยามราตรี ปรายตามององครักษ์เงาที่นั่งคุกเข่ารายงานถึงเรื่องที่เขาสั่งให้ไปสืบอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ

“อันหรานนี่หรือ… คือบุรุษที่เจ้าเลือก?”

น้ำเสียงของม่อเหยียนไม่ดัง ไม่เกรี้ยวกราด แต่ทหารทั้งกระโจมกลับรู้สึกราวกับมีแรงอาฆาตไหลอาบรอบตัว

องครักษ์เงาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนกล่าวรายงานต่ออย่างระมัดระวังแต่ถึงอย่างนั้น…เหงื่อยังไหลเงียบๆ ตามขมับของเขา

“ในวันคืนแต่งงาน…คุณชายชุนก็ยัง…” เสียงนั้นสั่นเล็กน้อยเพราะรู้ดีว่าอารมณ์ของท่านอ๋องจะเกรี้ยวกราดมากเพียงใดหากได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องหอของคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋

องค์ชายสองที่ยืนอยู่ด้านข้างเหลือบมององครักษ์ด้วยสายตาตักเตือน ราวกับบอกว่า…หากพูดออกไปโดยไม่ระวังอาจจะต้องเก็บศพตัวเองคืนนี้

“พูด!!!” ม่อเหยียนกดเสียงต่ำคำเดียวแต่สะท้อนทั่วกระโจมราวกับระเบิด

องครักษ์กลืนน้ำลายก่อนเอ่ยทุกคำด้วยหัวใจที่เต้นรัวเหมือนถูกบีบ

“คุณชายชุน… ไม่ได้อยู่ร่วมในห้องหอเขากลับไปอยู่กับบุตรสาวคนรองของท่านไป๋และก่อนจะออกจากห้อง…เขายังเทสุรามงคลลงบนศีรษะของคุณหนูใหญ่…พร้อมกล่าวเหยียดหยามนางอย่างรุนแรง…”

เงียบ…

เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนในกระโจม

ม่อเหยียนยืนนิ่งแต่ข้อนิ้วที่กำหมัดแน่นจนขึ้นเส้นเลือดบอกได้หมดว่าภายในกำลังเดือดดาลเพียงใด ราวกับเปลวเพลิงกำลังคืบคลานอยู่ภายในอก องค์ชายสองที่เห็นท่าทางอันตรายนั้นรีบก้าวออกมาหนึ่งก้าวพูดเสียงเบาอย่างระวังที่สุด

“ท่านอา…นางแต่งงานแล้ว ท่านอาก็ควรลืมนางเสียเถิด”

คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดผ่านความอดทนของม่อเหยียน เขาหันขวับสายตาคมกริบราวคมดาบตวัดไปยังองค์ชายสองจนอีกฝ่ายต้องกลั้นลมหายใจแทบไม่กล้าขยับ

“ออกไปให้หมด!!!”

ครั้งนี้เสียงเขาดังกว่าฟ้าร้องกระโจมสั่นสะเทือน ทหารและเหล่าองค์ชายที่อยู่ในกระโจมรีบคุกเข่าแล้วลุกออกไปทันทีด้วยท่าทางหวาดกลัว

เมื่อทุกคนออกไปจนหมดความเงียบก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง ภายในกระโจมเหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ของม่อเหยียนที่สะท้อนก้องในพื้นที่อันกว้าง เขาทรุดตัวลงบนเก้าอี้ไม้สลักหลังใหญ่พลางเอนกายพิงพนักหลับตาลงช้าๆ เหมือนคนที่กำลังต่อสู้อยู่กับความทรมานในอก

ภาพหนึ่งย้อนกลับมาอย่างชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน เด็กสาววัยสิบเจ็ดปีผู้ร่าเริง แก้มแดงตาใสยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้ในสวนผมสีดำพลิ้วไหวไปตามสายลม

“อันหราน เจ้าชอบบุรุษเช่นไรบอกพี่หน่อยสิ”

“ท่านพี่ ข้าชอบบุรุษที่ทะนุถนอมข้าเป็นคนจิตใจดี… แล้วก็ต้องรูปงามด้วย”

ม่อเหยียนในวัยยี่สิบหัวเราะเบา “พี่ก็รูปงามนักมิใช่หรือ”

“แต่ท่านพี่นิสัยร้ายกาจ!”

นางเท้าคางมองเขาพร้อมยิ้มกว้าง “ท่านพ่อบอกว่าท่านไปทำร้ายองค์รัชทายาทอีกแล้ว”

เขาเบือนหน้าหนีด้วยท่าทางหงุดหงิด “เหอะ ใครใช้ให้ไอ้คนโง่นั่นมามองเจ้ากัน”

“นั่นไงท่านพี่เป็นคนดีไม่ได้จริงๆ” อันหรานหัวเราะเสียงใส

“ถ้าพี่เป็นคนดีได้ล่ะ” เขาก้มมองนางด้วยสายตาแน่วแน่ “เจ้าจะแต่งให้พี่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ หากวันนั้นท่านเป็นคนดีได้… ข้าจะแต่งให้ท่าน”

รอยยิ้มบนใบหน้าสาวน้อยในวันนั้น…อ่อนโยนและสดใสจนเขาไม่อาจลืมได้เลย ม่อเหยียนลืมตาช้าๆ แววตาเจ็บลึกอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยต่อผู้ใด

“อันหราน…” เสียงเขาแผ่วลง “ตอนนี้พี่ชายเป็นคนดีแล้ว”

มือเขากำที่วางแขนแน่นจนไม้ส่งเสียงดัง ความเจ็บ ความรัก ความเสียดายปะปนกันรุนแรง

“แต่กลับ…ทำเจ้าหลุดมือไป…” ลมหายใจของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ หัวใจเหมือนถูกกดด้วยหินก้อนใหญ่

“พี่ควรทำเช่นไร…ดี”

ใต้แสงตะเกียงสลัวน้ำเสียงของม่อเหยียนไม่ใช่เสียงของอ๋องผู้ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตาแต่เป็นเสียงของชายผู้รักสตรีคนหนึ่งมากพอจะเสียสละทุกสิ่งเพื่อความสุขของนางได้

ทว่าทุกอย่างกลับสายจนเกินไปแล้ว....

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 29 ขอบคุณ END

    "เอามาให้ข้า ถ้าข้าไม่รีบตามไปเสี่ยวผิงนางจะเหงานะ เอามาให้ข้าสิ""ตั้งสติ ม่อเหยียน เห้อข้าไม่น่าใจอ่อนพาเจ้ามาเลย""ข้าอยู่ไม่ได้จริง ๆ หากไม่มีนาง"เจียวมิ่งมองม่อเหยียนก่อนจะถอนหายใจออกมา สิบเอ็ดเป็นแบบนี้แล้วเจ้ายังคิดว่าม่อเหยียนรักเจ้าเพราะพลังอีกหรือไม่ เห็นหรือไม่เจ้าสำคัญต่อพวกข้ายิ่งนัก"ข้าช่วยให้นางกลับมาได้ เพราะฉะนั้นตั้งสติได้แล้ว"เจียวมิ่งพูดจบก็เดินออกไป ม่อเหยียนเองที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาลวก ๆ ก่อนจะเดินตามไปทันที เจียวมิ่งก้มลงมองกล่องเล็ก ๆ ในมือของเขา สิบเอ็ดข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าจากไปแล้วทิ้งเจ้าตัวภาระทั้งสองคนไว้ให้ข้าหรอก"เจียวมิ่ง""เจ้ารออยู่ข้างนอก เดี๋ยวข้ามา"เจียวมิ่งพูดออกไป มีเพียงต้องขอสิ่งนั้น จึงจะนำร่างนางคืนมาได้ เขาสูดหายใจเขาก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน สระน้ำที่มีบัววิเศษมากมายอยู่"เหมือนข้าจะบอกแล้วว่าอย่าวุ่นวาย"จอมปีศาจพูดออกมาเสียงเรียบ เขามองเจียวมิ่งที่เดินเข้ามาหาเขา "ข้าต้องการดอกบัวที่ฟื้นฟูร่างปีศาจได้""ไม่ให้"เหอะ ไอ้ปีศาจใจแคบ "ข้าจะเอาไปช่วยสิบเอ็ด""นั่นยิ่งไม่ได้"จอมปีศาจพูดออกมา เขายกยิ้มมองเจียงมิ่งที่มีสีหน้ากำ

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 28 เสียสละเพื่อปกป้อง

    “สิบเอ็ด ไหน…อธิบายมาเสียที เจ้าสนใจในตัวมนุษย์ผู้นั้นจริงหรือไม่”เสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันประหนึ่งกำลังจะบีบคอใครสักคนให้ขาดใจ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แต่ยังคงก้มศีรษะต่ำอย่างนอบน้อม“จริง…เพคะ” น้ำเสียงของนางสั่นแต่หนักแน่น “ข้า…สนใจในตัวมนุษย์ผู้นั้นจริง”คำตอบได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ทุกองค์ชายในท้องพระโรงทันที“มันเป็นใคร?” องค์ชายอีกองค์หนึ่งลุกพรวดขึ้น ดวงหน้าเชิดขึ้นอย่างขุ่นเคือง“จับมันมาทรมานดีหรือไม่?”“อย่าลืมตัดหัวมันมาเป็นของขวัญให้สิบเอ็ดด้วยล่ะ” อีกองค์ชายหนึ่งยิ้มเหี้ยม ดวงตาเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ผิดเพี้ยน“ถลกหนังของมันออกมาก็ไม่เลว ปล่อยให้มันตายทั้งที่ยังรู้สึกเจ็บปวด… ฮ่า ๆ ๆ”เหล่าองค์ชายต่างเหลือบตามองกันด้วยรอยยิ้มอำมหิต พวกเขาไม่ได้โกรธที่นางสนใจมนุษย์ หากแต่โกรธที่มนุษย์ผู้นั้นบังอาจดึงความสนใจขององค์หญิงสิบเอ็ดไปจากพวกเขาราวกับคำพูดเหล่านั้นยังไม่พอ องค์ชายสองก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ทำให้ร่างเสี่ยวผิงชาวาบ“จริงสิ… เด็กคนนั้นยังอยู่หรือไม่ เด็กที่ทำให้สิบเอ็ดเจ็บปวดในตอนนั้น หากยังอยู่…จับมันมาด้วย”ภายใต้ความวุ่นวายของเสียงสนับสนุนให้สังหารมนุษย์

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 27 กลับแดนปีศาจ

    กลางดึกภายในกระโจมที่ตั้งอยู่ในท่านทหาร เสี่ยวผิงนอนหลับอยู่ทว่าจิตใจกลับไม่สงบ เงาดำมืดและเสียงสะอื้นยังคงก้องอยู่ในฝัน‘สิบเอ็ด… ดูสิดูคนที่เจ้ารัก’ เสียงแหบพร่าของราชาปีศาจอย่างดังขึ้น“ไม่…พี่ใหญ่อย่าทำเช่นนั้น!” นางกรีดร้อง ร่างกายสั่นเทาเหมือนถูกกระชากด้วยความหวาดกลัว น้ำตาไหลอาบแก้ม ทำให้หน้าเลอะเลือดฝันและเหงื่อ‘มนุษย์ผู้นี้หรือ… ที่จะแย่งเจ้าไปจากข้า? สิบเอ็ดปีศาจอย่างเราจะรักมนุษย์ได้ยังไง’ภาพม่อเหยียนและป๋อหลินถูกกระบี่สีดำจ้วงแทงกลางอก เส้นเลือดแดงพุ่งกระจาย ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังและความสูญเสียประหนึ่งมีมือเย็น ๆ บีบแน่นอยู่บนหัวใจของนาง เสี่ยวผิงทรุดตัวลงบนพื้น แข้งขาอ่อนแรง ก่อนนางจะร้องไห้ออกมาราวกับสตรีเสียสติ‘องค์หญิงข้าบอกท่านแล้วไง หากอยู่เคียงข้างท่านพวกเขาจะต้องตาย’ เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนมือเย็นหนึ่งจะสัมผัสปลายคางของนาง จิ้งจอกขาวสบตานางด้วยดวงตาที่เย็นเฉียบและใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงความน่ากลัว‘การแลกเปลี่ยนของเราจะจบหลังจากเจ้าและข้าตาย’ เสียงนั้นไม่ใช่คำขู่ธรรมดา แต่เหมือนคำสั่งแห่งชะตากรรมเฮือก!เสี่ยวผิงสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก ใจเต้นแรง นางหันมองไปรอบ ๆ

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 26 การแก้แค้นของอันหราน

    สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างบานไม้ในห้องนอนของอันหราน กลิ่นชาอุ่น ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างเรียบง่าย แต่กลับแฝงความประณีต สายตาของนางทอดมองไปยังทหารหนุ่มผู้เข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อจากความตื่นเต้นหรือความกังวลก็ไม่อาจบอกได้ แต่เมื่อเขากล่าวออกมา เสียงเรียบแต่ออกแน่วิตกนั้นก็กระแทกใจนางทันที“ฮูหยิน ปลาติดเบ็ดแล้วขอรับ”อันหรานเงยหน้ามองเขาอย่างนิ่งสงบ ไม่แสดงอาการดีใจหรือตื่นเต้นใด ๆ นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างใจเย็น ลิ้มรสชาอุ่นที่ปลอบประโลมจิตใจในขณะที่ความคิดของนางหมุนวนอยู่รอบไป๋เจินเจินและนายโลมผู้นั้นไป๋เจินเจิน เจ้าไม่ระวังตัวเลยสินะ...นางคิดในใจ สีหน้าเรียบเฉยของอันหรานไม่ได้สะท้อนความดีใจหรือพึงพอใจ กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นเหมือนผิวน้ำที่สงบนิ่ง แต่ด้านใต้ความสงบนี้กลับแฝงด้วยแผนการที่ซับซ้อนไป๋อันหรานให้คนของตนเข้าไปติดตามไป๋เจินเจินเพื่อหวังจับชู้รักของนาง จนได้รู้ความจริงว่าไป๋เจินเจินมีชู้กับนายโลม ส่วนเด็กคนนั้นก็เป็นบุตรสาวของนางโลมที่นางตั้งท้อง ไป๋อันหรานนึกสมเพชแต่ก็อดไม่ได้ที่จะประเมินความกล้าของฝ่ายตรงข้าม ไป๋เจินเจินคง

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 25 เมียข้า

    ยามค่ำคืนภายในโรงเตี๊ยมยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดลอดช่องหน้าต่างและเสียงฝีเท้าผู้คนประปรายจากชั้นล่างเท่านั้น อันหรานเปิดประตูห้องออกมาช้า ๆ ก้าวเท้าพ้นธรณีบานประตูอย่างมั่นคงผิดไปจากก่อนหน้าในมือนางกำขวดเล็ก ๆ สีดำสนิทแน่นราวกับเป็นสิ่งเดียวที่สามารถยึดเหนี่ยวสตินางได้ตอนนี้แววตาของนางไม่เหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว ไม่ใช่ความสิ้นหวัง ไม่ใช่ความสับสน แต่เป็นความสงบนิ่งอันอันตรายเหมือนบ่อน้ำที่ดูเรียบสงบ แต่ซ่อนความลึกจนไม่อาจหยั่งถึงม่อเหยียนและป๋อหลินที่ยืนรออยู่กลางโถงต่างหันมามองทันทีที่เห็นนาง ม่อเหยียนก้าวมาหนึ่งก้าว สีหน้าของเขาแสดงถึงความห่วง“เจ้าจะไปแล้วหรือ?” เขาถามเสียงทุ้มต่ำ สายตาจับจ้องนางไม่วางตาอันหรานยกยิ้มให้เขาและป๋อหลิน รอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่เจือความเศร้าอีกแล้ว แต่กลับเหมือนคนที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างเด็ดขาดจนไม่อาจห้ามได้นางเดินเข้าไปหาป๋อหลินช้า ๆ แล้วโอบกอดเด็กหนุ่มแน่นเสียจนเจ้าตัวถึงกับสะดุ้ง“นี่…ท่าน?” ป๋อหลินอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เคยได้รับสัมผัสเช่นนี้จากนางมาก่อนอันหรานซบหน้าที่ไหล่ของเด็กหนุ่มลมหายใจสั่นน้อย ๆ แต่กลับเปี่ยมด้วยความหนักแน่นกว่า

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 24 รักมากเท่าไหร่ยิ่งแค้นมากเท่านั้น

    ยามดึกของจวนเจ้าเมืองเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหนาวพัดลอดช่องหน้าต่าง ไอเย็นที่แทรกเข้ามาปะทะผิวทำให้ไป๋อันหรานสะดุ้งเฮือก นางลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนกหัวใจเต้นแรงราวกับถูกบีบแน่นในความเงียบงันภายในห้องนอน กลิ่นกำยานสงบจิตใจที่มู่หยางมักจุดไว้ก่อนนอนยังคงคลุ้งอยู่จาง ๆ แต่ตัวเขากลับหายไป...ไป๋อันหรานพลิกกายหันไปด้านซ้าย ด้านที่เขามักนอนอยู่แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าและผ้าห่มที่เย็นเฉียบ“ท่านพี่…” เสียงเรียกเบาราวลมหายใจ แต่ไม่มีผู้ใดตอบความกังวลพุ่งขึ้นราวกับคลื่นทะเลโถมเข้ากระแทกยอดเขา นางกัดริมฝีปากที่เริ่มซีดก่อนจะลุกพรวดขึ้นนัยน์ตาคู่งามเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นไม่จริง…เขาบอกว่าจะมีข้าเพียงผู้เดียวแล้วมิใช่หรือ…ความคิดนั้นหมุนวนในหัวราวกับมีเสียงหนึ่งกำลังย้ำซ้ำไปมา ไป๋อันหรานรีบดึงเสื้อคลุมบาง ๆ มาสวมแล้วเดินออกจากห้องไปด้วยฝีเท้าที่สั่นเล็กน้อย บ่าวรับใช้หลายคนยังคงตื่นอยู่แต่เมื่อเห็นนางก็ทำเพียงหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าทัก นางไม่สนใจทุกสายตา ไม่สนใจเสียงกระซิบใด ๆตอนนี้ในใจของนางมีเพียงความรู้สึกเดียวหวาดกลัว...หญิงสาวเดินตรงไปยังเรือนเล็กทางด้านตะวันตกที่พักของไป๋เจินเจ

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 7 แก้แค้นให้เจ้าก้อนแป้ง

    ความเงียบสงบยามค่ำคืนโรยตัวปกคลุมเรือนพักอย่างอ่อนละมุน แสงตะเกียงน้ำมันตรงหัวเตียงส่องสว่างไหวระริกไปตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง นอกจากเสียงลมหายใจของอันหรานแล้ว เรือนทั้งหลังแทบไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว‘ข้าจะดูแลทั้งเจ้าและลูกไปตลอดชีวิต แค่เจ้าไม่หนีข้าไปอีกก็พอ’เสียงกระซิบแผ่วเบาของม่อเหยียนด

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 6 สวมร่าง

    “องค์หญิงได้เวลาแล้ว”เสียงของหญิงชราดังแผ่วเบา เสียงนั้นคล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่างฉุดกระชากจิตใจขององค์หญิงสิบเอ็ดให้จมลงสู่ความว่างเปล่า ความรู้สึกหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปทั่วร่าง ยิ่งพยายามขยับ ก็ยิ่งเหมือนร่างไม่ใช่ของตัวเองทำไมหนาวเช่นนี้…ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาด

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 5 ความรักของอันหราน

    ลมอ่อนจากหน้าต่างกระทบกับผ้าม่านสีงาช้างพลิ้วไหวเบาบาง ในห้องนอนกว้างของจวนอ๋องม่อเหยียนมีกลิ่นสมุนไพรอบอวลเจือกลิ่นยาจีนร้อน ๆ ที่ยังคงลอยกรุ่นอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของจวนฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ศีรษะเอนพาดแขนที่วางทับขอบเตียง คนที่ดูเย็นชาและเฉยเมยต่อผู้คนทั้งแคว้น กลับมีส

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 4 ท่านไม่เคยลืมนางได้เลย

    “ข้าจะแต่งเจินเจินเป็นอนุขอรับ”“อันหรานเองก็ดีกับเจ้ามาก มู่หยางเจ้าคิดให้ดีอีกครั้งเถิด”“ท่านแม่ให้ข้าทำดีกับนาง ข้าก็ทำแล้วตอนนี้ถึงคราวที่ท่านแม่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้าได้แล้วขอรับ”“ข้าแค่หวังว่าเจ้าจะเห็นความดีของนางบ้าง…เอาเถิด ในเมื่อเจ้ามันตาบอด ก็แล้วแต่เจ้าเถิด”“ขอรับ”“เจ้าจงแจ้งแ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status