Se connecterลู่ชินอ๋องยังคงจ้องมองสบตาเยว่ซินนิ่งนานชั่วครู่หนึ่ง จนกระทั่งฮวาซูหนี่เดินทางมาร่วมงานพระราชทานสมรสกับบิดาของนางเสนาบดีกรมคลังฮวาเฟยฮุย
“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ” ซูหนี่เข้ามาทำความเคารพลู่ซือ
“ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีฮวาก็ทำความเคารพเขาเช่นกัน ทำให้ลู่ซือละสายตาออกมาจากเยว่ซิน
“อืม..พวกท่านมาแล้วรึ เช่นนั้นก็เชิญเข้าไปนั่’ด้านในก่อนเถอะ” ลู่ซือเอ่ยกับสองพ่อลูก ซูหนี่จึงกล่าวลาก่อนจะตามบิดาเข้าไปนั่งประจำที่อย่างว่าง่าย หากแต่นางก็ไม่วายหันไปมองทางเยว่ซินนิดหนึ่ง
‘ตอนที่นางเข้ามาก็เห็นลู่ชินอ๋องกำลังมองสบตาอยู่กับเยว่ซินแล้ว ไม่รู้ว่าเหตุใดท่านอ๋องจึงจ้องมองนางเช่นนั้น’
‘น่าแปลกนักทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่อยากเห็นหน้านาง ออกจะเบื่อหน่ายรำคาญเยว่ซินมากด้วยซ้ำ แต่ยามนี้ถึงกับจ้องมองสบตานางนิ่งนานเลยทีเดียว’
ซูหนี่คิดอย่างประหลาดใจและวิตกกังวลไปพร้อมกัน แม้นยามนี้นางจะได้ชื่อว่าเป็นสตรีที่สนิทสนมคุ้นเคยกับลู่ชินอ๋องมากที่สุด อีกทั้งท่านอ๋องเองก็พึงพอใจในตัวนางไม่น้อย
แต่นางก็ยังไม่อาจวางใจอยู่ดี เห็นทีนางคงต้องลงมือทำอะไรเสียหน่อยแล้วเพื่อให้แน่ใจว่าท่านอ๋องยังคงไม่พึงใจในตัวจางเยว่ซินผู้นั้น
พระราชพิธีพระราชทานสมรสดำเนินไปอย่างสมพระเกียรติขององค์ไท่จื่อแห่งแคว้นและบุตรสาวของเสนาบดีกลาโหมผู้งดงามเพียบพร้อมไปทุกด้าน
ผู้มาร่วมงานต่างแสดงความยินดีกันอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะกับเสนาบดีจางซึ่งวันนี้เหล่าบรรดาแขกเหรื่อมาขอร่ำสุราแสดงความยินดีกับเขาไม่เว้นว่างเลยทีเดียว
เยว่ซินที่อยู่เคียงข้างบิดาจึงต้องคอยดูแลเอาใจใส่เขามากเป็นพิเศษ ทั้งยังคอยร่ำสุราแทนบิดาบ้างเป็นครั้งคราวด้วย
ก่อนหน้านี้หากอยู่ต่อหน้าลู่ชินอ๋องนางมักวางตัวเป็นสตรีสุภาพ อ่อนหวาน ช่างเอาอกเอาใจผู้อื่น
หากแต่ความจริงแล้วสตรีเยี่ยงนางที่เป็นถึงบุตรีเสนาบดีกลาโหมซึ่งมีสหายสนิทเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น กลับมีนิสัยบางอย่างไม่แพ้บุรุษเลยสักนิด
โดยเฉพาะการดื่มสุรา นางยังเป็นสหายร่ำสุรากับบิดาในจวนอยู่บ่อยครั้ง แต่แน่นอนว่าลู่ชินอ๋องไม่มีทางได้รับรู้เรื่องเช่นนี้แน่ อีกทั้งยังไม่รู้จักตัวตนนางในหลายๆด้าน
“ท่านพ่อ..วันนี้ดื่มมากไปแล้วเจ้าค่ะ หลีกเลี่ยงเสียหน่อยจะดีกว่านะเจ้าคะ”
เยว่ซินเอ่ยกับบิดาซึ่งดื่มสุราร่วมแสดงความยินดีไปหลายจอกแล้ว แม้นนางพยายามช่วยท่านพ่อดื่ม แต่แขกที่มาร่วมแสดงความยินดีก็มากมายนัก
“ไม่เป็นไรหรอกซินเอ๋อ วันนี้เป็นวันมงคลของพี่สาวเจ้า ไม่สิต้องเรียกว่าเป็นวันมงคลของไท่จื่อเฟย พ่อย่อมต้องรับคำอวยพรแสดงความยินดีจากแขกเหรื่อเสียหน่อย” เสนาบดีจางเอ่ยกับบุตรสาวอย่างอารมณ์ดี
“ตงฮุย..ข้ายินดีด้วยนะที่บุตรสาวคนโตของท่านได้รับพระราชทานสมรสกับองค์ไท่จื่อ”
ฉินจงขุยแม่ทัพใหญ่รักษาดินแดนซึ่งกลับเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อร่วมงานสมรสบุตรสาวของสหายสนิทเข้ามาทักทายเสนาบดีจาง
“จงขุย..เจ้าเองรึ ดียิ่งนักที่เจ้ามาร่วมงานได้ มามามาดื่มด้วยกันสักจอกเถิด” เสนาบดีจางเอ่ยด้วยความดีใจ
“คารวะท่านลุงฉินเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาเป็นผู้ใด เยว่ซินก็ทำการคารวะอย่างนอบน้อม
“โอ้ววนี่ซินเอ๋องั้นเหรอ โตขึ้นมากจนลุงจำแทบไม่ได้เลยทีเดียว” จงขุยทักทายเยว่ซินกลับไป นางยิ้มรับอย่างสดใส
“ซินซิน..เป็นอย่างไรบ้างไม่ได้เจอกันเสียนานเลย” ฉินหลี่หยางบุตรชายท่านแม่ทัพจงขุยสหายวัยเยาว์ของเยว่ซินก็มางานนี้ด้วย
“หลี่หยาง..เจ้าก็มาเมืองหลวงด้วยงั้นเหรอ” เยว่ซินเอ่ยด้วยความดีใจที่ได้พบสหายเก่า
“อื้มม ข้าติดตามท่านพ่อเข้าเมืองหลวงเพราะอยากมาร่วมแสดงความยินดีกับพวกเจ้าแล้วก็มีธุระสำคัญเรื่องอื่นด้วยน่ะ” หลี่หยางตอบพร้อมรอยยิ้มหล่อเหลา
ผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนทางวังหลวงก็มีงานมงคลถูกจัดขึ้นในท้องพระโรงเพื่อทำพิธีพระราชทานสมรสระหว่างลู่ชินอ๋องและเยว่ซิน ซึ่งกำลังจะกลายเป็นพระชายาแห่งตำหนักเฉินคุนอย่างเป็นทางการในไม่ช้าผู้คนมากมายทั้งนอกแลในแคว้นต่างเดินทางมาร่วมอวยพร แสดงความยินดีแก่คู่บ่าวสาวตอนนี้เรื่องที่เยว่ซินถูกซูหนี่ซึ่งทุกคนเคยเข้าใจว่านางเป็นเสมือนเทพเซียนที่บริสุทธิ์งดงาม โดนเยว่ซินกลั่นแกล้งรังแกมาโดยตลอดหากแต่สุดท้ายความจริงถูกเปิดเผยว่าเรื่องราวกลับกันทั้งหมด เป็นเยว่ซินเองต่างหากที่ถูกซูหนี่ใส่ความทำร้ายเหล่าบรรดาคุณหนู เชื้อพระวงศ์และผู้ที่เคยเข้าใจเยว่ซินผิด จึงพากันมาขอโทษพร้อมอวยพรนางถ้วนหน้าทำให้ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่ดีน่าจดจำที่สุดอีกคืนหนึ่ง สำหรับเยว่ซินที่ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสในชาติก่อนหลังถูกส่งตัวเข้าห้องหอ ขณะที่นางนั่งรอลู่ซืออยู่เยว่ซินก็อดตื่นเต้นไม่ได้ แม้นนางกับเขาจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัยมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ในพระราชพิธีสำคัญวันนี้ทำให้นางย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อนอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้สตรีที่ลู่ซือหมายอยู่ครองค
เช้าวันต่อมาเยว่ซินตื่นขึ้นในอ้อมกอดของลู่ซือ นางรู้สึกเขินอายกับความไม่คุ้นเคยนี้ นางพยายามขยับตัวลุกขึ้นหากแต่ลู่ซือก็ไขว่คว้าเอวบางเอาไว้ ก่อนจะดึงรั้งร่างงามเข้ามาในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง“จะรีบไปไหนหืมม”“เช้าแล้วหม่อมฉันจะไปเรียกนางกำนัลมาปรนนิบัติรับใช้ท่านอ๋องเพคะ” เยว่ซินเอ่ยอย่างเขินอาย“เรียกมาได้ แต่คนที่ปรนนิบัติข้าต้องเป็นเจ้าเท่านั้น ได้หรือไม่เล่า” ลู่ซือเรียกร้องน้ำเสียงออดอ้อนอย่างยากจะได้เห็น“เพคะ” เยว่ซินตอบใบหน้างามแดงปลั่งก่อนจะลุกขึ้น แต่ลู่ซือกลับรั้งนางไว้อีกครั้ง เขาลุกขึ้นมานั่งพร้อมโอบกอดเยว่ซินเข้ามาแนบอกจ้องมองสบตานาง“ซินเอ๋อ ข้าจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อเสด็จแม่ขอพระราชทานสมรสกับเจ้าโดยเร็วที่สุดนะ” ลู่ซือพูดน้ำเสียงทุ้มต่ำฟังแล้วชวนให้ใจสั่น“ไม่ต้องรีบถึงเพียงนั้นก็ได้เพคะ”“ไม่รีบไม่ได้หรอกเพราะตอนนี้ในครรภ์เจ้า อาจมีพระราชนัดดาของเสด็จพ่อเสด็จแม่อยู่ในนั้นแล้วก็ได้” ลู่ซือกล่าวพลางอดใจไม่ไหวก้มหน้าลงไปจูบนางเนิ่นนานคราหนึ่ง
เยว่ซินไม่ตอบรับคำร้องขอดูแลปกป้องนางจากลู่ซือ แต่กลับเอ่ยปากตั้งคำถามเขากลับไป“เจ้าถามมาเถอะ”“ท่านอ๋องทรงชอบพอในตัวหม่อมฉันจริงๆงั้นหรือเพคะ”“เปล่า ข้าไม่ได้ชอบพอในตัวเจ้า”“อ้าว เช่นนั้นแล้ว..” เยว่ซือเงยหน้ามองลู่ซือพร้อมทำท่าจะผลักเขาออกทันที หากแต่ลู่ซือก็รีบเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน“แต่ข้ารักเจ้า รักเจ้าจริงๆนะไม่ใช่เพียงแค่ชอบพอเจ้าธรรมดา มิเช่นนั้นแล้วข้าจะกระโดดตามเจ้าลงไปทันทีที่เจ้าตกหน้าผากระนั้นหรือ”ลู่ซือพูดพร้อมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น เมื่อย้อนคิดถึงวันที่เยว่ซินโดนทำร้ายตกลงไปในหน้าผาใจเขาก็เจ็บปวดยิ่งนัก“แต่..”“แต่อันใดอีก”“บอกตามตรงข้าเองก็เคยคิดสงสัยเหมือนกัน ว่าเหตุใดเจ้าจึงดูไม่ไว้วางใจในตัวข้าเลยสักนิด”“นับตั้งแต่งานพระราชพิธีสมรสของไท่จื่อเจ้าก็ดูแปลกไปดูเหมือนจะเกลียดข้ามากด้วยซ้ำ”ลู่ซือถามในสิ่งที่ค้างคาใจมาโดยตลอด“หากหม่อมฉันบอกว่าก่อนวันงานพระราชทานสมรสของไท่จื่อ หม่อมฉันฝันร้าย เป็นฝันที่ยาวนานเกี่ยวกับเรื่องราวระหว่างหม่อมฉัน ท่านอ๋องแล้วก็ซูหนี่”“ฝันร้ายที่
ลู่ซือยืนยันอยากฟังเรื่องราวในอดีตตอนที่เยว่ซินช่วยเขาเอาไว้นางนิ่งคิดพักหนึ่งสุดท้ายจึงยอมเล่าให้เขาฟัง“ถ้าท่านอ๋องทรงอยากรู้หม่อมฉันเล่าให้ฟังก็ได้เพคะ ความจริงเรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรมาก ยามนั้นหม่อมฉันเข้าวังไปกับท่านแม่ซึ่งมาเข้าเฝ้าฮองเฮาพร้อมกับพี่หนิงฮวา หลี่หยางแล้วก็ซูหนี่”“พวกเราวิ่งเล่นซ่อนหากันไปทั่ว แล้วหม่อมฉันก็บังเอิญมาซ่อนตัวที่ตำหนักเย็นจากนั้นก็ได้ยินเสียงคนร้องเรียกให้ช่วย สุดท้ายจึงเดินตามเสียงไปและได้พบกับท่านอ๋อง”“ตอนนั้นในบ่อน้ำร้างค่อนข้างมืด หม่อมฉันไม่รู้ว่าเด็กชายคนนั้นเป็นผู้ใดและตกลงไปได้ยังไง เพียงแต่คิดว่าหากเป็นหม่อมฉันต้องกลัวมากแน่จึงรีบไปตามทหารรักษาการณ์ในวังหลวงมาช่วย”“แล้วยังไงต่องั้นหรือ”“ต่อมาหม่อมฉันเห็นทหารช่วยเด็กคนนั้นขึ้นมาได้แล้วแต่ยังไม่ทันได้เห็นหน้า หลี่หยางก็เข้ามาตามตัวแจ้งว่าท่านพ่อเรียกหาหม่อมฉันจึงต้องรีบกลับไปพร้อมกับเขา เรื่องก็มีเท่านี้แหละเพคะ”“แล้วเรื่องลงไปช่วยแมวอะไรที่เจ้าบอกเล่า เป็นเช่นไรกัน”
ลู่ซือจ้องมองเยว่ซินที่มีสีหน้าเรียบเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร ที่นางเห็นเขาเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานแล้วถูกเขาจับได้ “ช่วยไม่ได้นี่เพคะก็ท่านอ๋องเป็นคนพาหม่อมฉันเข้ามาอยู่ตำหนักในนี้เอง ทั้งยังไม่ยอมปล่อยให้หม่อมฉันออกไปด้วย หม่อมฉันจึงต้องยืมมือท่านอ๋อง ใช้วิธีนี้มาจัดการเรื่องราวต่างๆให้กระจ่างชัด”“ที่สำคัญการให้ซูหนี่สารภาพทุกอย่างออกมาเอง ท่านอ๋องจะได้รับรู้รับฟังกับหูเห็นอยู่กับตาตัวเองอย่างไรเล่าเพคะ ว่าเรื่องจริงมันเป็นอย่างไร”“เพราะหากฟังจากปากหม่อมฉันโดยตรง ท่านอ๋องคงไม่เชื่อและกล่าวหาว่าหม่อมฉันเป็นสตรีเจ้าล่ห์ร้ายกาจเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีก” “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น ไม่คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดเจ้าเลยงั้นหรือ” “ก็ยามหม่อมฉันกราบทูลว่าซูหนี่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังส่งคนมาสังหาร ท่านอ๋องไม่ทรงมีรั
เมื่อซูหนี่ออกจากตำหนักในแล้ว นางก็มุ่งหน้าไปขอพบลู่ซือที่ตำหนักใหญ่ทันทีเพื่อถือโอกาสตอกย้ำทวงบุญคุณพร้อมพูดรายละเอียดเรื่องที่เยว่ซินเล่าให้นางฟังแก่ลู่ซือ เพื่อให้เขาเชื่อถือนางมากขึ้นและร่วมรำลึกถึงเรื่องราวเก่าๆด้วยกัน ทวงความสนิทสนมไว้วางใจที่ท่านอ๋องมีต่อนางกลับคืนมา“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ” ซูหนี่มาขอเข้าเฝ้าลู่ซือที่ห้องทำงาน“มีเรื่องอันใดงั้นหรือซูหนี่”“หม่อมฉันเพิ่งกลับจากเยี่ยมเยว่ซินแล้วคิดถึงท่านอ๋อง จึงอยากชวนสนทนาเรื่องราวเก่าๆเสียหน่อยเพคะ”“เรื่องเก่าๆงั้นหรือ? ได้สิ เจ้าลองว่ามามีเรื่องอันใด”“ก็เรื่องเมื่อครั้งที่ท่านอ๋องติดอยู่ในบ่อร้างกับลูกแมวตัวน้อยอย่างไรเล่าเพคะ”“ยามนั้นแม้นยังเด็กแต่ท่านอ๋องช่างมีจิตใจเมตตานัก วันนั้นข้ายังจำได้ดีว่าเป็นเพราะท่านลงไปช่วยเจ้าแมวน้อยในบ่อจึงทำให้เดือดร้อนตนเองเช่นนั้น”“อ้อที่สำคัญหม่อมฉันลืมบอกไปเพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันทำถุงหอมที่พกติดตัวหล่นหายไป มันเป็นถุงหอมปักลวดลายผีเสื้องดงามละเอียดลออเอ







