Mag-log in
สวัสดีค่ะดิฉันชื่อนูกัตนะคะ เป็นไงค่ะแค่ชื่อก็ดูลูกคุณหนู๊ คุณหนูบ้านรวยชาติตระกูลดีใช่ไหมล่ะ แต่ว่า..หึหึ ฉันคงต้องทำให้ทุกคนผิดหวังกันแล้วละค่ะ เพราะดิฉันเนี่ย! เป็นเพียงสาวน้อยตัวเล็กๆธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ แค่แม่ดิฉันชอบกินขนมหวาน เลยอยากให้ลูกที่เกิดมามีชื่อที่ดูน่ารัก ดูลักชูรี เก๋กู้ดแค่นั้นแหละ แต่เพื่อนๆก็ชอบเรียกแต่ อิกัตๆ อยู่นั้น ความเป็นผู้ดีมีชาติตระกูลไม่มีเลยค่ะเพื่อนๆฉันเนี่ย โซแซดมั่กมากค่ะ
เฮ่อ ปีนี้ฉันก็จะย่างเข้าสู่อายุ 25 ปีล่ะ ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยค่ะ แม้แต่ผัวก็ยังไม่มี อย่าถามหาถึงแฟนเลยค่ะ ตลอดทั้งชีวิตที่ได้ลืมตาดูโลกมานี้ ไอ้ความรู้สึกที่ได้กุกกิ้ก หวีดหวิวนั้นไม่เคยได้สัมผัสหรอกค่ะ จนลูกสาวป้าข้างบ้านเปลี่ยนผัว เอ้ย เป็นแฟนมาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คน
ทำไมล่ะ ทำไมฟ้าช่างใจจืดใจดำต่อสตรีที่น่ารัก และบอบบางเพียงนี้ได้ลงคอคะ หรืออาจจะเป็นเพราะ…
“หรือว่ากูอ่านภาษาบาลีบ่ถืกวะ พรที่ขอไปเลยไปบ่ฮอดปู่จั่กเทือ” (หรือว่าฉันอ่านภาษาบาลีไม่ถูกกันน่ะ พรที่ขอไปเลยไปไม่ถึงปู่สักที)
ขอโทษด้วยนะคะ เอ่อ พอดีว่าท่านคุณแม่ของดิฉันเนี่ยสั่งสอนไว้น่ะค่ะ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ถิ่นไหนก็อย่าลืมภาษาถิ่นตัวเองเด็ดขาดน่ะค่ะ โฮ๊ะๆ ก็น่ะใครจะพูดอีสานสำเนียงโคเรียใต้ได้เริ่ดเท่าอิฉันกันล่ะค่ะ
“อิหล่า! มาซวยแม่ต้อนงัวเข้าคอกแน แล้งมากะอย่าลืมเฮ็ดอยู่เฮ็ดกินไว้ถ่านำเด้อ แม่ไปซวยพ่อมึงไปเกี่ยวหญ้าให้งัวก่อน” (ลูกรัก มาช่วยแม่ไล่วัวเข้าคอกหน่อยค่ะ ตกเย็นแล้วก็อย่าลืมทำกับข้าวไว้รอน่ะ แม่จะไปช่วยพ่อของลูกไปตัดหญ้ามาให้วัวก่อน)
“เอ้า! อิแม่ ลูกเจ้าเพิ่งจะได้กลับ เจ้าก็ไซ้ให้เฮ็ดเวียกเลยติเจ้ากะดาย” (อ้าว คุณแม่ค่ะ ลูกแม่เพิ่งจะกลับมา ก็ใช้ทำงานเลยนะคะ คุณแม่นี่)
บรืนนน
แต้ก แต้ก แต้ก แต้ก
ดูสิค่ะ รุ่นนี้เขาอยู่ฟังที่ไหนกันล่ะ สั่งเสร็จก็แวนรถไปหาพ่อที่ไร่ซะละ ไหนว่าถ้าเหนื่อยก็ให้กลับบ้านไงเล่า ละนี่อะไรกันค่า~
เฮ่อ ไปค่ะ ไปหุ้งข้าวรอก่อน แล้วค่อยออกไปต้อนงัว เอ้ย!ไล่วัวค่ะ
โอเคค่ะ หมวกพร้อม เสื้อปุ้ยโซคิวพร้อม กางเกงวอมก็พร้อม เหลืออะไรอีกน่า… โอ๊ะ! แว่นตาดำสุดปัง เสริมสร้างความลักชูรีในการไปไล่วัวฝุดๆ
มออออ
“เอ้า! ไปๆ คอกๆ”
ตึบ ตึบ ตึบ
มออออ
“เอ่อ ไปๆ คอกๆค่ะสาว”
ระว่างที่ฉันไปไล่วัวเข้าคอกเป็นฝูงนั้น ก็ได้ยินเสียงเรียกระหว่างทาง
“อิกัต! อิห่า! แม่นมึงบ่” (กัตเพื่อนรัก ใช่เธอหรือเปล่า)
ฉันรีบหันไปมองตามเสียงเรียกทันที
“เอ้า อิห่าแหวว” (อุ้ย แหววเพื่อนรัก)
“มึงกลับมาบ้านตอนได๋นี่” (เธอกลับบ้านมาเมื่อไหร่เหรอ)
“กูเพิ่งมาถึงมื้อคืนเนี่ย มาปุปแม่กูก็ไซ้ปัป กูงึดหลาย” (ฉันเพิ่งมาถึงเมื่อคืน มาปุปก็ถูกแม่ใช้ทันทีเลย ฉันล่ะเหลือจะเชื่อจริงๆ)
“เอ่อ เฮ็ดไปมึง ว่าแต่มื้ออื่นมึงว่างบ่” (อ่อ โอเค ทำไปค่ะ ว่าแต่พรุ่งนี้เธอว่างไหม)
“มื้ออื่นติ จะว่าว่างก็ว่างเด้ ถ่าแม่กูบ่ไซ้เฮ็ดเวียกหยังอีก มีอิหยังล่ะ” (พรุ่งนี้เหรอ จะว่าว่างก็ว่างนะ ถ้าแม่ฉันไม่ใช้ให้ทำอะไรอีก มีอะไรหรือเปล่า)
“อ่อๆ มื้ออื่นกูกับอิชมพู่ว่าจะพากันไปไหว้พระขอพรซั่นเด้ มึงจะไปนำบ่” (อ่อๆ พรุ่งนี้ฉันกับชมพู่ว่าจะไปไหว้พระข้อพรกันน่ะ เธอจะไปด้วยไหม)
“เริ่ดเด้หนิ ไปค่ะไป กูอยากไปไหว้ขอพรคือกัน เผื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพิ่นจะเห็นใจกูส่งผัวมาให้กูสักคนแน” (เริ่ดนะคะ ไปค่ะ ฉันอยากไปไหว้พระขอพรเหมือนกัน เผื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านจะดลบันดาลใจส่งสามีดีๆมาให้สักคนที)
“โอเคมึง พ้อกันตอนตีห้าเด้อ เดี๋ยวกูสิขับรถมาฮับ” (โอเคเธอ เจอกันช่วงตีห้านะ เดี๋ยวฉันขับรถมารับ)
“เอ่อๆ พ้อกันมึง เดี๋ยวกูไปต้อนงัวเข้าคอกก่อน แม่เฮ็ดบาปกูคักอีหลี” (ได้ๆ เจอกันค่ะ เดี๋ยวฉันไปไล่วัวเข้าคอกก่อน แม่ทำฉันลำบากจริงๆ)
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดฉันก็ไล่วัวเข้าคอกได้สำเร็จสักทีค่ะ ระยะทางก็ไกลซะเหลือเกิน ไม่รู้ว่าพ่อแม่ดิฉันจะมีไร่นาอะไรเยอะแยะ ไม่ได้อวดรวยนะคะ แค่เล่าสู่กันฟังเฉยๆค่ะ คนสวยเพลีย
โป้กๆ
ตุบๆ
ซ่า~
ระหว่างที่รอพ่อแม่กลับมา ฉันก็เข้าครัวทำอาหารรอ ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกปลาทู ผักลวก ไข่เจียวชะอมทอด แกงจืด เฮ่อ~ แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกอร่อยละ ฝีมือปลายจวักเรานี่มันเริ่ดจริงๆ
ณ วัดแม่นางปลื้ม “แม่หญิงเจ้าคะ ค่อยๆลุกนะเจ้าคะ” ฉันที่กำลังเตรียมลุกขึ้นออกจากเรือ พี่จันพี่อิ่มก็รีบช่วยประคองแขนฉันไว้กันตกลงไปในแม่น้ำ “มาค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวลูกช่วยพยุงนะเจ้าคะ” ฉันยื่นมือไปให้คุณแม่จับประคองก่อนที่ท่านจะค่อยๆลุกขึ้นมาจากเรือ “ขอบใจจ๊ะ” พอคุณแม่ขึ้นมาจากเรือแล้ว คุณพ่อก็ลุกขึ้นตามมา บ่าวที่ติดตามมาก็ช่วยกันยกข้าวของลงจากเรืออีกลำ เพื่อที่จะนำไปจัดแจงถวายให้กับพระท่าน “นางนวล เอ็งไปบอกบ่าวที่มาให้รีบเปิดผ้าคลุมโตก แล้วช่วยกันจัดแจงยกสำรับคาวหวานไปตั้งเรียงไว้หน้าอาสน์สงฆ์เถิด ประเดี๋ยวพระท่านจะลงศาลาแล้ว” “เจ้าค่ะคุณหญิง” คุณแม่หันไปบอกป้านวล บ่าวที่ติดตามคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ให้รีบไปจัดแจงสำรับที่ยกมา รวมถึงดอกบัวที่พับกลีบดอกอย่างสวยงาม ที่ฉันเพิ่งไปเก็บมาเมื่อวานกับคุณพี่สร้อย จากนั้นเราทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปในวัด โดยผ่านซุ้มประตูที่เขาว่ากันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาโบราณที่มีความสวยงามพร้อมกับความขลัง และในวันนี้ฉันก็ได้มาเห็นด้ว
“คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่ “ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ
ณ เรือนท่านพระสุจริตวรนาถ คุณหญิงกรองแก้วนั่งอยู่ที่โถงกลางเรือน ถัดไปข้างๆก็คือท่านพระสุจริตวรนาถ หรือที่คุณหญิงกรอกแก้วชอบเรียกว่า ‘คุณพี่เกื้อ’ “พี่ได้ยินความว่า ลูกสาวเราหายเจ็บไข้แล้วรึแม่แก้ว” “เจ้าค่ะคุณพี่ นับเป็นบุญของแม่บุษยิ่งนักที่หายเจ็บไข้ครานี้ น้องเบาใจเสียจริงเจ้าค่ะ” คุณหญิงกรองแก้วพูดถึงอาการของลูกสาวให้ผู้เป็นสามีฟัง “แล้วเพลานี่ ลูกสาวเราไปไหนเสียล่ะแม่แก้ว” ท่านพระสุจริตวรนาถเริ่มถามหาลูกสาวตัวเอง ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นหน้าคราตาลูกเลย พอบ่าวที่เรือนมาส่งข่าวให้เขาก็รีบกลับมาทันที “ออกไปชมบัวแถวย่านคลองสระบัวกับแม่สร้อยเจ้าค่ะ” “ออกไปข้างนอกรึ เพิ่งจะหายไม่ใช่รึ” “เจ้าค่ะ น้องเป็นห่วงยิ่งนัก นี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วยังไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาเลย”ไม่นานเสียงแม่บุษบาก็ดังขึ้นตรงบันไดขึ้นเรือน “คุณแม่เจ้าคะ ลูกกลับมาแล้วค่ะ” เสียงรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือนดังสนั่น อย่างกับคนที่กำลังมีอะไรมาอวดให้ดู “ค่อยๆเดินแม่บุษ ประ
บทที่5คุณพี่เดช แสงเอ่ยแสงตะวันลับขอบฟ้า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด ข้านั่งชมฝูงปลาแวกว่ายไป แล้วทำไมคนนัดนานมาจัง ระหว่างที่ฉันนั่งรอคุณพี่สร้อยอยู่ในศาลาท่าน้ำกับพี่จันพี่อิ่ม เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมดื่มด่ำในบรรยากาศ มองดูผู้คนสมัยนี้ที่พายเรือไปมา บ้างก็มีเด็กๆกระโดดลงเล่นน้ำหัวเราะกันสนุกสนาน ก้มมองฝูงปลาที่ว่ายในลำธารบวกกับสายลมเย็นที่พัดผ่านหน้า ทำให้นึกสนุกอยากแต่งกลอนหนึ่งบทตามสไตล์ตัวเองขึ้นมาทันที ไม่รู้ภาษาที่เอ่ยออกไปจะคล้องกันหรือเปล่า เพราะภาษาไทยที่เรียนมาไม่เคยแตะเกรดสี่เลยด้วยซ้ำภาษาอื่นๆก็ด้วย นั่งเพลินเพลินชื่นชมไปได้สักพัก สายตาก็เหลือบมองไปเห็นเรือลำหนึ่งที่ดูโดดเด่นมาแต่ไกล “โอ้ มองไกลๆจัดว่าเด็ดเสียจริงหน้อ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งลักษณะท่าทางดูองอาจ ยิ่งเรือเริ่มพายเข้ามาใกล้ๆ ก็
หลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ “คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ” เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี “อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ” “เจ้าคะคุณแม่” ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร “แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่” เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น “น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”
ฮือๆ “แม่หญิง แม่หญิงเจ้าคะ” “แม่หญิงฟื้นสิเจ้าคะ แม่หญิงนอนนิ่งหลายวันแบบนี้ บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ ฮือ” เฮ้อ เสียงร้องไห้อีกแล้วเหรอ เอ๊ะ หรือว่าฉันจะกลับเข้ามาในร่างแล้ว ฉันขยับตัวยุกยิกใต้ผ้าห่ม ก่อนที่จะดึงผ้ามาคลุมหน้าตัวเองด้วยความเคยชินทั้งที่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักก็ค่อยๆลืมตาตื่นเพราะทนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ไหว พรึบ! “พ่อ แม่” ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เรียกคือพ่อแม่ของตัวเอง แต่แล้ว… พรึบ! “แม่หญิงเจ้าคะ” “เฮ้ย!” ในวินาทีนั้นฉันสะดุงตกใจตื่นเต็มตาทันที เมื่อเห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาอย่างกับผี แล้วยังมายิ้มแฉ่งยิงฟันดำนั้นอีก ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูแปลกๆนั้นด้วย ‘แม่หญิง? แม่หญิงที่ไหนกัน’ แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ ท่านไปไหน ไม่ใช่ว่าฉันกลับมาเข้าร่างได้แล้วเหรอ ฉันรีบกวาดตามองรอบตัวอย่างลนลานแบบลวกๆ คล้ายกับว่าเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสะพรึงมา แล้วนั้นใครอีกล่ะนี่ พยายาบาลเขาเปลี่ยนธีมชุดทำงานใหม่กันแล้วเห







