เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมา หานจื่อเยว่เตรียมของขึ้นเขา นางบอกท่านแม่เอาไว้ว่าจะไม่กลับมากินมื้อกลางวัน หลังจากเตรียมของเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นไปบนภูเขาทันที แต่ก่อนที่จะไปถึงภูเขานางต้องหาอาวุธติดไม้ติดมือไปด้วย
หานจื่อเยว่จำได้ว่าในหมู่บ้านมีนายพรานที่แก่ชราแล้ว ตามความทรงจำของร่างเดิม ดูเหมือนว่าลูกชายของนายพรานนั้นไม่ได้สืบทอดการล่าสัตว์จากผู้เป็นพ่อ เขาผันตัวไปเป็นพ่อค้าหาบเร่ และเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ในหมู่บ้านกับภรรยาของเขา
หานจื่อเยว่คิดว่าจะไปขอซื้อธนูและเครื่องมือล่าสัตว์กับนายพรานเฒ่า ไหน ๆ นางก็จะขึ้นไปบนภูเขาแล้ว การมีอาวุธติดมือไปด้วยจะดีที่สุด ถึงแม้ว่านางจะยังมีความสามารถในการต่อสู้จากชาติที่แล้วติดตัวมา แต่การไม่ประมาทนั้นจะดีที่สุด
หานจื่อเยว่เดินมาได้พักใหญ่ก็มาถึงบ้านของนายพรานเฒ่า ซึ่งเป็นร้านขายของชำ หานจื่อเยว่พบกับลูกสะใภ้ของพรานชรา นางจึงเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ท่านป้าเจ้าคะ ท่านปู่กัวไม่อยู่หรือเจ้าคะ”
“ท่านพ่ออยู่หลังบ้าน เจ้ามีธุระอันใดกับท่านพ่อหรือ”
“ข้าอยากจะซื้อธนูล่าสัตว์ของท่านปู่เจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าท่านปู่เองก็วางมือแล้ว พอดีข้าจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรในป่าลึก ก็เลยอยากหาอาวุธติดมือไปด้วยเจ้าค่ะท่านป้า”
“อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นเจ้ารอสักครู่ข้าจะไปเรียกท่านพ่อออกมาพบเจ้า”
“ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ”
หานจื่อเยว่รออยู่ไม่นาน พรานเฒ่าก็เดินออกมาจากด้านในบ้าน และเรียกให้นางเดินตามเข้าไปด้านใน เดิมทีกัวจื่อเสียงเองก็เสียดายอาวุธพวกนี้อยู่มาก ลูกชายคนเดียวของเขาไม่อยากเดินตามรอยเขา ไม่อยากเข้าป่าล่าสัตว์ สิ่งของเหล่านี้จึงได้แต่วางเอาไว้ให้ฝุ่นเกาะ
เมื่อลูกสะใภ้มาบบอกเขาว่าลูกสาวซิ่วไฉอยากจะขอซื้อธนูล่าสัตว์ เขาเองก็รู้สึกแปลกใจอยู่มาก ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จักหานจื่อเยว่ แม่นางน้อยผู้นั้นรูปร่างบอบบาง เอวบางร่างน้อย เหตุใดนางถึงอยากจะขึ้นเขาเข้าป่าไปล่าสัตว์ หรือว่านางตกน้ำจนสมองกระทบกระเทือนไปแล้วกระมัง
“เจ้าอยากได้ธนูหรือนังหนู”
“เจ้าค่ะท่านปู่กัว ไม่ทราบว่าท่านจะขายให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ได้มันก็ได้อยู่หรอกนะ สิ่งของเหล่านี้ทิ้งเอาไว้ก็ไร้ประโยชน์ กระดูกแก่ ๆ เช่นข้าไม่สามารถเข้าป่าได้อีกแล้ว ลูกชายข้าเองก็ไม่อยากเป็นนายพราน แต่ว่าเจ้าคิดดีแล้วหรือที่จะเข้าป่าไปล่าสัตว์ ในป่าลึกนั้นมีสัตว์ป่าดุร้ายมากมาย ตัวเล็กบอบบางเช่นเจ้าจะไหวหรือ เรื่องที่เจ้าจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ พ่อแม่ของเจ้ารู้หรือไม่”
“ท่านพ่อท่านแม่อนุญาตแล้วเจ้าค่ะท่านปู่ ท่านบอกราคาข้ามาได้เลย เท่าไหร่หรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่เอาเงินของเจ้าหรอกนะ เจ้าเอาไปใช้เถอะ เอาไว้ก็ฝุ่นเกาะเสียเปล่า”
“จริงหรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าขอบคุณท่านปู่กัวมากเจ้าค่ะ เอาไว้ข้าล่าสัตว์ได้แล้วจะแบ่งเนื้อมาให้ท่านปู่กัวนะเจ้าคะ”
“ได้ ได้ข้าจะรอนะ”
“เจ้าค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะเจ้าคะ”
หานจื่อเยว่แบกตะกร้าถือธนูเอาไว้ในมือ เดินมุ่งหน้าขึ้นเขา อันดับแรกคือปรับปรุงอาหารของคนในบ้าน ต่อจากนั้นต้องรีบหาเงินให้มาก เพื่อส่งเสียน้องชายเรียน สร้างบ้านหลังใหม่ หาเงินให้มากเข้าไว้ เมื่อมีเงินอยู่ในมือ ปัญหาทุกอย่างย่อมผ่านไปได้
นางจะต้องนำพาครอบครัวให้รุ่งเรือง หานจื่อเยว่คิดเอาไว้ว่าอีกไม่นานเหอหลิงเฟิงจะต้องมาถอนหมั้นกับนางเป็นแน่ บางทีอาจจะเป็นสองหรือสามวันข้างหน้า ตอนนี้คาดว่าเหอหลิงเฟิงคงกำลังเดินทางกลับบ้านเกิด
เพราะในความฝันของนางอีกสามวันข้างหน้าคือวันที่เหอหลิงเฟิงจะมาถอนหมั้น การมาครั้งนี้ของเหอหลิงเฟิงเขาไม่ได้กลับมาคนเดียว เขายังพาหญิงผู้นั้นมาด้วย
เดิมทีหานจื่อเยว่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงได้ฝันเรื่องเหอหลิงเฟิงมาถอนหมั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางเองก็หาคำตอบไม่ได้เช่นเดียวกัน หรือว่านางจะสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ หรือว่านี่จะเป็นนิ้วทองคำของคนข้ามภพเหมือนที่นิยายหลาย ๆ เรื่องเขียนเอาไว้ ในชาติที่แล้วนางเองก็เคยอ่านอยู่บ้างในสมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย
หานจื่อเยว่เดินขึ้นเขามาและเริ่มเดินเข้าไปในป่าลึกไปเรื่อย ๆ สายตาของนางกวาดมองไปรอบ ๆ เพื่อหาสมุนไพร ถ้าหากวันนี้นางสามารถเก็บสมุนไพรที่สามารถขายได้ราคาแพงก็คงดีไม่น้อย
ภูเขาซิงชานนั้นอุดมสมบูรณ์มาก ระหว่างทางเดินมานางล่าไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าได้สามตัว ส่วนสมุนไพรก็ได้สมุนไพรล้ำค่าไม่น้อย แต่ยังไม่สามารถหาโสมหรือเห็ดหลินจือพบ
หานจื่อเยว่เดินเก็บสมุนไพรไปเรื่อย ๆ เมื่อพบไก่ฟ้ากับกระต่ายป่านางก็ง้างธนูขึ้นยิงและไม่พลาดเป้าสักครั้ง ทำให้ตอนนี้ตะกร้าไม้ไผ่ของนางเกือบจะเต็มแล้ว ตอนนี้เป็นเวลายามอู่ นางเองก็เริ่มหิวแล้วเช่นเดียวกัน
หานจื่อเยว่เดินกลับมาทางเดิม นางตั้งใจจะไปย่างไก่ฟ้ากินที่ริมลำธารสายเล็กที่เดินผ่านมา ถือโอกาสสำรวจลำธารไปในตัว นางหวังว่าในลำธารจะมีปลา ปูภูเขา หรือแม้กระทั่งกุ้งก้ามกราม ของเหล่านี้สามารถนำไปเป็นอาหารได้
เดินมาได้พักใหญ่ก็มาถึงลำธาร หานจื่อเยว่รีบหาลานหินนั่งพัก หลังจากปลดตะกร้าสะพายหลังออกแล้วนางก็หาฟืนและเริ่มก่อไฟ หลังจากก่อไฟแล้วก็นำไก่ไปถอนขนทำความสะอาด
ไก่ฟ้าตัวอวบอ้วนถูกย่างจนเป็นสีเหลืองทอง ไก่ย่างสีทองส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล เมื่อไก่สุกดีหานจื่อเยว่ก็รีบกินด้วยความหิวโหย
หลังจากกินไก่ย่างไปทั้งตัวหานจื่อเยว่ก็รู้สึกอิ่ม นางดื่มน้ำที่นำมาจากบ้าน จัดการดับไฟและเริ่มสำรวจลำธาร ในลำธารมีปลาตัวใหญ่อยู่ไม่น้อย พวกมันว่ายน้ำไปมาโดยไม่สนใจหานจื่อเยว่แม้แต่น้อย
ตามโขดหินยังมีกุ้งก้ามกรามตัวใหญ่แอบอยู่ หานจื่อเยว่มองลงไปในลำธาร สายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับบางอย่าง ไม่รอช้านางรีบลงไปในลำธารทันที
สิ่งที่หานจื่อเยว่พบก็คือหอยมุกน้ำจืดตัวใหญ่ หลังจากหาอยู่นานสองนานหานจื่อเยว่ก็งมหอยมุกขนาดใหญ่ได้ยี่สิบตัว เมื่อเห็นเวลาตอนนี้เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว นางจึงรีบขึ้นจากลำธาร เอาไก่ป่ากับกระต่ายป่าออกมาจากตะกร้า รวมถึงสมุนไพรที่เก็บมาวันนี้ด้วย
จากนั้นนางก็เอาหอยมุกน้ำจืดใส่ลงไปในตะกร้าตามด้วยสมุนไพร ส่วนสัตว์ที่ล่ามาได้นางมัดรวมกันแล้วนำไปผูกเอาไว้กับตะกร้าไม้ไผ่ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หานจื่อเยว่ถึงได้สะพายตะกร้าขึ้นหลังและเดินลงจากเขากลับบ้านไป
เพราะวันนี้่นางเดินเข้าป่าลึกจึงทำให้กลับถึงบ้านช้า หานจื่อเยว่กลับมาถึงบ้านก่อนเวลาอาหารเย็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อกลับมาถึงบ้านนางก็รีบคัดแยกสมุนไพรและนำไปตากผึ่งลมเอาไว้
จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องครัวส่งไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าให้ท่านแม่ของนาง หลังจากนั้นก็วางตะกร้าเอาไว้ที่มุมห้องครัว หลินซือหลิงเห็นว่าลูกสาวเสื้อผ้าเลอะเทอะจึงรีบไล่ให้ไปอาบน้ำ
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าไปอาบน้ำผลัดผ้าเสียก่อนแล้วค่อยมากินข้าว”
“ท่านแม่ ท่านพ่อกับน้องชายเล่าเจ้าคะ”
“อยู่ห้องหนังสือ เจ้ารีบไปอาบน้ำเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
หานจื่อเยว่อาบน้ำเสร็จก็รีบมาช่วยท่านแม่ยกอาหารมาตั้งโต๊ะ จัดถ้วยชามตะเกียบ แล้วค่อยไปเรียกท่านพ่อกับน้องชายทั้งสามมากินข้าว
วันนี้บนโต๊ะอาหารมีไก่ตุ๋นทำให้อี้เฉินน้อยตาโตน้ำลายไหลออกมาจากมุมปากทันที การกระทำของเขาสร้างเสียงหัวเราะได้เช่นเคย อี้เฉิงยังคงเป็นเจ้าแมวตะกละ หานจื่อเยว่คีบน่องไก่ใส่ชามข้าวของเขา จากนั้นทั้งบ้านก็กินมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่ท่านพ่อยังต้องเติมข้าวอีกชาม
“ท่านแม่ กับข้าววันนี้อร่อยมากเลย พี่หญิงใหญ่ ต่อไปนี้พวกเราจะมีเนื้อกินทุกวันใช่หรือไม่ขอรับ”
“เจ้าแมวตะกละ เจ้าจะให้พี่สาวของเจ้าวิ่งขึ้นเขาไปล่าสัตว์ทุกวันรึ” หลินซือหลิงแกล้งดุลูกชายคนเล็ก
“ขอรับ พี่หญิงใหญ่เก่งที่สุด”
“เจ้าลูกคนนี้นี่ รีบๆ กินข้าว”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ วันนี้ข้างมหอยมุกน้ำจืดจากลำธารบนเขามาได้ยี่สิบตัว ประเดี๋ยวกินมื้อเย็นเสร็จแล้วพวกเรามาช่วยกันแกะดูว่าจะมีไข่มุกหรือไม่”
“ตกลง ขึ้นไปบนเขาเจ้าต้องระวังตัวให้มาก อย่าได้เข้าไปในป่าลึกเกินไปเข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าจะไม่ทำอันใดหากข้าไม่มั่นใจ ท่านพ่อวางใจได้ ไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ”
หลังจากมื้ออาหาร ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงกันแกะหอยมุก หอยมุกทั้งยี่สิบตัวให้ไข่มุกทั้งหมดห้าสิบเม็ด ไข่มุกมีทั้งสีชมพู สีขาว และสีม่วง ไข่มุกคุณภาพดีไร้ที่ติมีทั้งหมดสามสิบห้าเม็ด
ส่วนอีกสิบหาเม็ดนั้นรูปร่างไม่สวย ตอนนี้หานจื่อเยว่ยังไม่คิดจะนำไข่มุกออกไปขาย เพราะนางเองก็ไม่รู้ราคา คงต้องเข้าเมืองไปสอบถามดูก่อน ส่วนเม็ดที่รูปร่างไม่สวยนางวางแผนจะนำไปขายให้ร้านรับซื้อสมุนไพรและถือโอกาสสอบถามราคาของไข่มุกคุณภาพดีด้วย
หลังจากเก็บไข่มุกเรียบร้อยแล้ว ทั้งครอบครัวก็เข้านอนพักผ่อน หานจื่อเยว่ยังคงนอนไม่หลับ โลกโบราณไม่มีมือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ยังไม่ทันที่ท้องฟ้าจะมืดก็ต้องเข้านอนแล้ว นางยอมรับว่ายังไม่ชินกับชีวิตแบบนี้สักเท่าไหร่
หานจื่อเยว่ที่นอนไม่หลับกำลังคิดวางแผนการใช้ชีวิตในโลกใหม่ใบนี้ ส่วนเหอหลิงเฟิงก็กำลังเร่งเดินทางกลับบ้านเกิดพร้อมหญิงคนรักเพื่อมาถอนหมั้นกับหานจื่อเยว่
เขาเร่งเดินทางโดยไม่พักเหลือระยะทางอีกสองร้อยลี้ก็จะถึงบ้านเกิดแล้ว หลังจากถอนหมั้นแล้ว เขาจะได้แต่งงานกับหญิงคนรักที่มีฐานะร่ำรวยเสียที ตอนนี้เขาเองก็สอบผ่านได้ตำแหน่งทั่นฮวาแล้วเช่นเดียวกัน
หานเยี่ยนโจวและหลินซือหลิงอายุมากขึ้น พวกเขาหยุดทำหน้าที่อาจารย์ พวกเขาพักผ่อนที่เรือนเดิมในหมู่บ้านชิงซาน พวกเขาปลูกผักและเลี้ยงไก่ พวกเขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบหานจื่อเยว่และมู่หรงจิ่งเทียนเห็นว่าทุกอย่างมั่นคงแล้ว พวกเขาตัดสินใจวางมือจากหน้าที่ทั้งหมด ยามซื่อ หานจื่อเยว่เรียกมู่หรงจิ่งเถียนมาที่ห้องบัญชี นางมอบกุญแจห้องบัญชีและตราประทับตระกูลหานให้มู่หรงจิ่งเถียน นางมอบหมายให้มู่หรงจิ่งเถียนดูแลกิจการทั้งหมด มู่หรงจิ่งเถียนรับกุญแจและตราประทับ นางรับปากว่าจะดูแลกิจการให้ดีที่สุดมู่หรงจิ่งเทียนเขียนจดหมายส่งไปที่ค่ายทหาร เขามอบป้ายคำสั่งทางทหารให้หานอี้เฉินและมู่หรงจิ่งฉี เขามอบอำนาจคุมกองทัพให้พวกเขาสองคนเด็ดขาด เขาไม่เข้าไปก้าวก่ายการทหารอีกยามเว่ย มู่หรงจิ่งเทียนและหานจื่อเยว่เก็บเสื้อผ้าใส่หีบ พวกเขาให้บ่าวรับใช้ยกหีบขึ้นรถม้า หานอีและอิ่งอีทำหน้าที่บังคับรถม้าและเป็นผู้คุ้มกันเช่นเดิม พวกเขาเดินทางออกจากหมู่บ้านชิงซาน มุ่งหน้าไปที่จ้วงซีแห่งใหม่ที่มีบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาย้ายไปอยู่ที่เรือนน้ำพุร้อนเป็นการถาวรชีวิตที่เรือนน้ำพุร้อนเรียบง่ายและเป็นส่วนตัว ยามเหม่า หานจื่อเยว่สว
มู่หรงจิ่งเทียนบอกให้นางทำเร็วขึ้น หานจื่อเยว่เร่งจังหวะการขย่มให้เร็วขึ้น นางหมุนเอวและบดเบียดสะโพกลงมา มู่หรงจิ่งเทียนยกสะโพกสวนกระแทกขึ้นไปรับแรงของนาง การเสียดสีรุนแรงขึ้น หานจื่อเยว่ส่งเสียงครางดัง นางขย่มเขาอย่างต่อเนื่อง ช่องทางรักของนางรัดแก่นกายของเขาแน่นขึ้น หานจื่อเยว่บอกว่านางทนไม่ไหวแล้ว นางเร่งความเร็วในการขย่มอีกสิบครั้ง ร่างกายของนางกระตุกเกร็ง นางปลดปล่อยน้ำหวานออกมา มู่หรงจิ่งเทียนจับเอวของนาง เขาออกแรงกระแทกสวนขึ้นไปอย่างแรงสามครั้ง เขาส่งเสียงคราง เขาปลดปล่อยน้ำรักเข้าไปในร่างกายของนาง หานจื่อเยว่ทิ้งตัวลงนอนทับหน้าอกของเขา นางหอบหายใจ มู่หรงจิ่งเทียนลูบแผ่นหลังของนาง เขายิ้มด้วยความพอใจเช้าวันที่สอง มู่หรงจิ่งเทียนตื่นขึ้นมา เขาเดินไปที่ห้องครัว เขาทำข้าวต้ม เขาหั่นเนื้อปลาเค็ม เขาทอดปลาเค็ม เขาทำไข่เจียว เขาเรียกหานจื่อเยว่มากินข้าว พวกเขากินข้าวเช้าด้วยกัน เมื่อกินเสร็จเขาล้างจานชาม เขาเดินกลับมาที่ห้องโถง เขาอุ้มหานจื่อเยว่ไปที่โต๊ะไม้กลางห้องโถง เขาวางนางลงบนโต๊ะ เขาจับนางแยกขาออก เขาถอดกางเกงของนาง เขาถอดกางเกงของเขา เขาสอดแก่นกายเข้าไปในช่องทางรักของนาง เขา
หานจื่อเยว่ยิ้มและหลับตาลงในอ้อมกอดของเขา ค่ำคืนที่เร่าร้อนผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยิ่งลึกซึ้งและแนบแน่นขึ้น ความสงบสุขในครอบครัวดำเนินต่อไปพร้อมกับความหวังที่จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในเร็ววันมู่หรงจิ่งเทียนต้องการร่วมหลับนอนกับหานจื่อเยว่ เขาพยายามหาโอกาสใกล้ชิดกับนางหลายครั้ง ยามค่ำคืนในห้องนอน มู่หรงจิ่งเทียนดึงร่างของหานจื่อเยว่เข้ามากอด เขาก้มหน้าลงจูบที่ซอกคอของนาง เขากำลังจะถอดเสื้อผ้าของนาง ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออก มู่หรงจิ่งฉีเดินเข้ามาในห้อง มู่หรงจิ่งฉีถือดาบไม้ในมือ เขาบอกให้บิดาดูท่าดาบของเขา มู่หรงจิ่งเทียนต้องหยุดการกระทำ เขาต้องเดินไปดูมู่หรงจิ่งฉีแกว่งดาบคืนต่อมา มู่หรงจิ่งเทียนอุ้มหานจื่อเยว่ไปวางบนเตียง เขากำลังจะจูบนาง เสียงเคาะประตูดังขึ้น มู่หรงจิ่งอันเปิดประตูเดินเข้ามา มู่หรงจิ่งอันถือตำราในมือ เขาบอกว่าเขาอ่านตัวอักษรไม่ออก เขาขอให้มารดาสอนตัวอักษร หานจื่อเยว่ผลักอกมู่หรงจิ่งเทียนออก นางเดินไปสอนตัวอักษรให้บุตรชาย มู่หรงจิ่งเทียนต้องนอนรออยู่บนเตียงอีกวันหนึ่งในยามกลางวัน มู่หรงจิ่งเทียนดึงหานจื่อเยว่เข้าไปในห้องทำงาน เขาปิดประตู เขาจูบริมฝีปากขอ
มู่หรงจิ่งฉีมีนิสัยต่างจากน้องชาย เขาไม่ชอบนั่งนิ่งเป็นเวลานาน เขาเรียนรู้และจดจำตัวอักษรได้เร็ว แต่เมื่อท่องจำเสร็จแล้วเขาจะเริ่มเบื่อหน่าย มู่หรงจิ่งฉีชอบซ่อนกิ่งไม้เล็กๆ ไว้ในแขนเสื้อ เมื่อหานเยี่ยนโจวหันไปเขียนกระดาน มู่หรงจิ่งฉีจะนำกิ่งไม้ออกมาแกว่งเล่นใต้โต๊ะเหมือนกำลังฝึกกระบวนท่าดาบ หานเยี่ยนโจวรู้พฤติกรรมของหลานชาย แต่ตราบใดที่มู่หรงจิ่งฉีทำข้อสอบและท่องตำราได้ หานเยี่ยนโจวก็ปล่อยผ่านและไม่ลงโทษทางด้านมู่หรงจิ่งเถียน น้องสาวคนเล็กนั้นการที่อดทนนั่งเรียนจนจบในแต่ละวันถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วส่วนมากนางใช้เวลาทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนอยู่ที่เรือนริมแม่น้ำ ผู้ที่คอยตามใจและเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของนางคือเสือขาวตัวใหญ่ เสือขาวมีขนาดตัวใหญ่กว่าเดิม มันทำหน้าที่พามู่หรงจิ่งเถียนไปทุกที่ วันนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียนมู่หรงจิ่งเถียนกินขนมเสร็จ นางเดินไปหาเสือขาวที่นอนหมอบอยู่ลานหน้าเรือน นางปีนขึ้นไปนั่งบนหลังเสือขาวและใช้มือจับขนคอของมัน “ไปที่ลำธารหลังเรือน ข้าอยากจับปลา” มู่หรงจิ่งเถียนบอกเสือขาว เสือขาวลุกขึ้นและเดินพานางตรงไปที่ลำธาร มันเดินลัดเลาะกอหญ้าอย่างระมัดระวัง เมื่อถึงลำธาร มู
“หานอู่แจ้งมาว่า เขาซื้ออาคารเพิ่มสองแห่งเพื่อเปิดเป็นสาขาใหม่ เขารับคนงานเพิ่มสามสิบคน ร้านจินกั่วและหอสุราจินอวี้สาขาใหญ่มีรายรับเพิ่มขึ้น เขาได้มีการตรวจสอบสินค้าในโกดังทุกวัน และได้ทำสัญญาขายผลไม้แปรรูปให้พ่อค้าแคว้นเป่ย การร่วมมือกันเป็นไปด้วยดี ทำให้ตอนนี้มีกำไรเพิ่มมากขึ้นสองเท่าขอรับ” หานจื่อเยว่ตรวจสอบตัวเลขในสมุดบัญชีเมืองหลวง แล้สั่งการ “เขียนจดหมายตอบหานอู่ ให้เขานำกำไรส่วนหนึ่งจ่ายเป็นรางวัลให้คนที่ทำงานภายใต้กิจการของเราทุกคน”“ขอรับ ข้าจะรีบส่งจดหมายกลับไปเมืองหลวงทันที ”“เอาล่ะ มีเรื่องอันใดจะรายงานเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่มีข้าจะไปเดินเล่นที่สวนผลไม้เสียหน่อย”"มีขอรับ เป็นส่วนของทำนักคุ้มภัย หานซานรับสมัครผู้คุ้มกันใหม่ห้าสิบคน เขาฝึกสอนกระบวนท่าต่อสู้ให้คนใหม่ หานซานตรวจสอบบัญชีและประเมินเส้นทาง หานซื่อคุมผู้คุ้มกันเจ็ดสิบคนเดินทางไปส่งผ้าไหมที่เมืองทางใต้ ขบวนสินค้าเจอโจรป่าหนึ่งร้อยคนดักปล้นที่ช่องเขา หานซื่อสั่งผู้คุ้มกันต่อสู้ พวกเขาสังหารโจรและจับกุมโจรที่เหลือส่งที่ว่าการอำเภอ สินค้าผ้าไหมปลอดภัยและส่งถึงมือผู้ซื้อตามกำหนด หานซานเจรจาเก็บค่าจ้างคุ้มกันจากพ่อค
อิ่งอีและองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่บริเวณประตูเรือนเห็นเสือขาวปรากฏตัวกะทันหัน พวกเขารีบชักดาบออกจากฝักและพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าหานจื่อเยว่ทันที“เก็บดาบของพวกเจ้าลงไป นี่คือสัตว์เลี้ยงของข้า มันจะมาทำหน้าที่คุ้มครองเด็กๆ ทั้งสามคน” หานจื่อเยว่สั่งการด้วยเสียงเฉียบขาดอิ่งอีลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของพระชายาและเจ้าเสือขาวที่นั่งลงแทบเท้านางราวกับสุนัขเชื่องๆ เขาจึงส่งสัญญาณให้องครักษ์ทุกคนเก็บดาบหานจื่อเยว่พาเจ้าเสือขาวเดินเข้าไปในห้องโถงที่เด็กทั้งสามกำลังคลานเล่นอยู่บนเสื่อผืนใหญ่ เสือขาวเดินก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า ไม่มีเสียงฝีเท้าเล็ดลอดออกมา มันก้มหัวลงดมกลิ่นทารกทีละคน ลูกชายคนโตไม่หวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เขายื่นมือป้อมๆ ไปจับจมูกสีชมพูของเสือขาว ลูกชายชายคนรองคลานเข้าไปซุกที่ขนฟูฟ่องบริเวณลำคอของมัน ส่วนน้องสาวคนเล็กส่งเสียงหัวเราะชอบใจและใช้มือตีลงบนหัวของเสือขาวเบาๆเสือขาวทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ทับร่างของเด็กน้อย ปล่อยให้เด็กทั้งสามปีนป่ายบนตัวมันอย่างตามใจ มันทำหน้าที่เป็นเบาะรองคลานและพี่เลี้ยงชั้นเลิศ หากเด็กคนใดคลานออกนอกบริเวณเสื่อ หร







