LOGIN“สำหรับเราชาวบ้านธรรมดาถือว่ามากมาย แต่ท่านอย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้มีเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ยังไม่สามารถเทียบได้กับคนพวกนั้น พวกเราแค่มีอาหารเพียงพอ มีเสื้อผ้าอบอุ่น ลูก ๆ เติบโตมาย่างดี เท่านี้ก็พอแล้ว”
“ขอบใจเจ้าน้องสาม พี่เขยสัญญาว่าจะดูแลครอบครัวให้ดีเจ้าอย่าได้กังวล”
“พี่เขย ตอนนี้พวกท่านเพิ่งเกิดเรื่องได้ไม่นาน เสบียงอาหารที่มีควรเก็บรักษาให้ดี หากที่หมู่บ้านนี้ไม่ปลอดภัยพวกท่านควรหาที่อยู่ใหม่ พวกท่านตัดสินใจเยี่ยงไรก็ส่งข่าวบอกข้า ข้าจะกลับบ้านก่อน”
“ตกลง เจ้ารีบกลับไปเถอะ ป่านนี้พ่อตากับแม่ยายคงเป็นห่วงแล้ว”
หลังจากที่อั้นปาขับเกวียนออกมาจากหมู่บ้านหลี่เจียโกว ครอบครัวของพี่เขยได้ปรึกษากันว่าพวกเขาจะยังไม่สร้างบ้านในตอนนี้ รอดูว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหมู่บ้านจะเป็นเยี่ยงไรต่อไป ตอนนี้ยังมีหลายครอบครัวที่ถูกขโมยเสบียงอาหาร ส่วนเสบียงอาหารที่อั้นปานำมาให้นั้นตอนนี้พวกเขาได้ขุดหลุมลึกลงไปในดินในห้องนอนใหญ่ นำเสบียงอาหารทั้งหมดที่ได้มาไปใส่เอาไว้แล้วปิดทับด้วยแผ่นไม้และเสื่อไม้ไผ่ตามลำดับ ขั้นตอนสุดท้ายยกตู้ที่ใช้เก็บเสื้อผ้ามาวางทับลงไปก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ครอบครัวของพี่เขยทุก ๆ วันจะนำอาหารออกมาเพียงเล็กน้อยเพียงพอให้ครอบครัวกินในแต่ละวันเท่านั้น ส่วนตอนกลางวันพวกเขายังคงเข้าป่าเพื่อหาของป่ามาประทังชีวิตเช่นชาวบ้านคนอื่น ๆ แต่พวกเขาไม่มีทางได้รู้เลยว่าในอีกหลายวันข้างหน้า หมู่บ้านหลี่เจียโกวจะไม่มีอีกต่อไป
กลับมาทางด้านอั้นจิ่วกับท่านพ่อ เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับครอบครัวของท่านป้ารองให้กับท่านปู่ท่านย่าฟัง ท่านย่าที่ตอนแรกรู้สึกเป็นห่วงท่านป้าเป็นอย่างมาก แต่พอรู้ว่าสองพ่อลูกได้นำอาหารและเงินแบ่งให้กับลูกสาวคนที่สอง ท่านย่าถึงได้คลายความกังวลไป อั้นจิ่วยังบอกว่าตัวเองได้พบท่านป้ารองแล้ว พรุ่งนี้จะให้ท่านพ่อพาไปพบท่านป้าใหญ่ เพื่อแสดงความกตัญญู ส่วนตอนนี้ตัวเองจะไปเที่ยวที่ภูเขาด้านหลังกับต้าฮุยและต้าเฮย
“ท่านพ่อ ท่านปู่ ท่านย่า ท่านแม่ ข้าจะไปเล่นกับต้าฮุยและต้าเฮยที่ภูเขาด้านหลัง แล้วจะรีบกลับมาขอรับ”
“นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว เจ้ายังจะไปอีกรึ”
“ท่านย่า ท่านวางใจได้ ข้ายังมีต้าฮุยกับต้าเฮยอยู่ รับรองว่าปลอดภัยขอรับ”
“เจ้าเก้าจะไปก็รีบ ๆ ไปเถอะ แล้วอย่าไปให้นานนัก รีบกลับมากินข้าวเย็นเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วขอรับท่านปู่”
หลังจากอั้นจิ่วออกไปแล้ว แม่เฒ่าหลันเซียงก็หันมาถลึงตาใส่สามี “เจ้าไม่รู้จักเป็นห่วงหลานชายเสียบ้าง”
“เจ้าจะให้ข้าห่วงอันใด เจ้าไม่รู้รึ เจ้าเก้าหาใช่ธรรมดาสามัญอย่างที่ใคร ๆ คิด หลานของข้านั้นมากความสามารถ มีอันใดต้องให้เป็นห่วง เด็กธรรมดาที่ใดกันจะมีสัตว์อสูรวิญญาณระดับสูงตั้งสองตัว เจ้ายังจะเป็นห่วงอันใดอีก”
“นี่พวกท่านเองก็รู้หรือขอรับ ว่าเจ้าเก้า”
“รู้อันใด เจ้าเก้าหลานข้าเป็นเพียงเด็กน้อยธรรมดาที่เล่นซุกซนเท่านั้น อย่าพูดมาก” พ่อเฒ่าฉือกับแม่เฒ่าหลันเซียงหันมาตวาดใส่อั้นปา
“ขอรับ ขอรับ ข้ารู้แล้ว”
ถึงแม้อั้นจิ่วจะไม่แสดงความสามารถของเขาออกมาต่อหน้าของทุกคน แต่ภายในใจของทุกคนในครอบครัวนั้นรู้ดีว่า อั้นจิ่วหาใช่เด็กธรรมดาไม่ เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าอั้นจิ่วนั้นตอนนี้เป็นผู้ฝึกตนในเส้นทางผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาเช่นคนอื่น
อั้นจิ่วเข้าป่ากับต้าฮุย ต้าเฮยเพราะต้องการจะหาของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากท่านป้าใหญ่ในวันพรุ่งนี้ อีกอย่างเขาต้องการหาสมุนไพรล้ำค่าเพื่อนำไปปลูกเอาไว้ในมิติ อั้นจิ่วนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเส้นทางบำเพ็ญเพียรของเขานั้นยากลำบาก เพราะในโลกมนุษย์ที่มีพลังฟ้าดินน้อยนิดเช่นนี้ย่อมไม่สามารถเลื่อนระดับได้ง่าย ๆ จึงจำเป็นต้องหาทรัพยากรช่วยในการฝึกฝน
เช้าวันต่อมา อั้นปาได้เตรียมข้าวของสำหรับนำไปให้กับพี่สาวคนโตของเขา หลังจากวางของเอาไว้บนเกวียนเรียบร้อยแล้วก็กลับเข้าบ้านไปเรียกอั้นจิ่วที่ไม่รู้ว่ากำลังยุ่งอยู่กับการทำอันใดอยู่หลังบ้านตั้งแต่กินมื้อเช้าเสร็จแล้ว บางครั้งอั้นปาไม่เข้าใจในความคิดของลูกชายมากนัก แต่เขาเองก็ไม่ได้เอ่ยปากถามลูกชาย เขาเพียงแค่มองดูและคอยสนับสนุนในการกระทำของลูกชายเท่านั้น
“ลูกชาย ไปกันได้แล้วประเดี๋ยวสายมากกว่านี้จะร้อนเอาได้ เจ้ากำลังทำอันใดอยู่รึ”
“ข้าไม่ได้ทำอันใดขอรับท่านพ่อ ข้าแค่มาพูดคุยกับผักของท่านแม่ตามปกติเท่านั้น”
“คุยกับผัก นี่ลูกยังมีความสามารถนี้ด้วยรึ แล้วผักของท่านแม่ของเจ้าพูดอันใดกับเจ้าล่ะ”
“ข้าจะไปรู้ได้เยี่ยงไรเล่า ข้าไม่ใช่ผักสักหน่อย ท่านพ่อนี่ท่านเชื่อจริง ๆ หรือขอรับ”
“เชื่อจริง ๆ น่ะสิ เอาล่ะ ๆ ไปได้แล้ว สายแล้ว บ้านท่านป้าใหญ่ของเจ้าค่อนข้างไกลประเดี๋ยวจะกลับบ้านมืดค่ำเอา”
“ขอรับ”
ความจริงแล้วอั้นจิ่วใช้เวลาหลังอาหารเช้าเพื่อรดน้ำพุจิตวิญญาณที่เขาเจือจางแล้วลงไปบนแปลงผัก จากนั้นก็ส่งพลังธาตุพฤกษาลงไปเพื่อให้ผักของท่านแม่เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพเป็นผักที่มีพลังปราณแฝงอยู่ สองพ่อลูกออกเดินทางไปที่หมู่บ้านโกวเจียว่านเพื่อเยี่ยมครอบครัวของท่านป้าใหญ่
“ลูกชาย วันนี้เจ้าเตรียมอันใดไปฝากท่านป้าใหญ่ของเจ้ารึ”
“มีน้ำผึ้งป่า แล้วก็กระต่ายป่า กับไก่ฟ้าไม่กี่ตัวขอรับท่านพ่อ”
“พ่อเองไม่ได้พบท่านป้าใหญ่ของเจ้ามานานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่พบท่านป้าใหญ่ของเจ้าก็ตอนก่อนที่เจ้าจะเกิดเสียอีก ท่านป้าของเจ้าเดินเท้ามาจากหมู่บ้านโกวเจียว่านเพื่อเอามันเทศมาให้ท่านแม่ของเจ้าเอาไว้กิน ก่อนที่เจ้าจะเกิดบ้านเราไม่มีอาหารเหลืออยู่เลย”
“ต่อไปนี้บ้านของเราจะไม่ขาดแคลนสิ่งใดขอรับท่านพ่อ ข้าสัญญา ไม่สิ ไม่ถูกต้อง บ้านของเราขาดแคลนเด็ก ๆ ท่านพ่อท่านต้องพยายามให้มากหน่อย ข้ายังอยากมีน้องสาวน้องชายอีกหลายคน”
“เจ้าเด็กแก่แดดนี่ อายุเพียงเท่านี้เจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากที่ใดกัน”
อั้นจิ่วสั่งให้วัวอสูรที่ทำหน้าที่ลากเกวียนอยู่เร่งความเร็วขึ้นอีก จะได้ถึงบ้านท่านป้าใหญ่เร็วขึ้น จากคำบอกเล่าของท่านพ่อ ท่านป้าใหญ่มีลูกชายสองคน ลูกสาวอีกสองคน ลูกชายคนโตอายุสิบสามปีแล้ว ส่วนลูกชายคนที่สองมีอายุสิบสองปี ลูกสาวอายุสิบขวบและเก้าขวบตามลำดับ
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ
อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก
พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง







