LOGIN“หลีอิน... หวังหลีอิน”
เสียงเรียกอันคุ้นเคยปลุกให้หวังหลีอินสะดุ้งตื่น ภาพเบื้องหน้าทำเอาหัวใจนางกระตุกเกร็ง...
หวังเหมยหรง... พี่สาวต่างมารดานอนซูบผอมอยู่บนเตียงประชวร
“น้องหญิง... ข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน ฝูเอ๋อร์กับเหิงเอ๋อร์ ข้าฝากเจ้าดูแลด้วยนะ”
‘นี่ข้าย้อนกลับมาเมื่อสิบปีก่อน... วันที่หวังเหมยหรงฝากฝังบุตรอย่างนั้นหรือ?’
หลีอินแอบกำหมัดแน่น ขณะที่พี่สาวผู้ใจดีประหนึ่งโพธิสัตว์ ยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโรย
“ข้าเหลือเวลาไม่มากแล้ว...” นางยื่นมืออันสั่นเทามาจับ
“สิ่งเดียวที่ตัดไม่ขาดคือลูกทั้งสอง หากข้าลับตาไปใครจะคอยคุ้มครองพวกเขา... เจ้าจะยอมเข้าวังไปเป็นสนมเพื่อช่วยดูแลเด็กๆ แทนข้าได้หรือไม่?”
‘ชาติก่อนข้าหลงเชื่อสายใยพี่น้อง ยอมดื่มยาตัดสายเลือด เข้าวังรับมีดแทนลูกของนาง แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับเป็นสุราพิษหนึ่งจอกพร้อมคำตราหน้าว่าอนุชั้นต่ำ’
“หลีอิน... หากเจ้ายินยอม ก็จงดื่มยาชามนั้นซะ ภายหน้าเด็กๆ จะได้เคารพเจ้าดั่งแม่แท้ๆ”
หวังเหมยหรงเบนสายตาไปยังชามยาบนโต๊ะ
‘ยาชามนี้... ยาพิษที่กักขังและทำลายชีวิตข้าทั้งชีวิต’
หลีอินมองชามยาด้วยสายตาเย็นยะเยือก ไร้ซึ่งความสงสารหลงเหลืออีกต่อไป
“หลีอิน เจ้าฟังอยู่หรือไม่?”
ร่างบางคลี่ยิ้มแผ่วเบา นัยน์ตาทอดมองสตรีบนเตียงด้วยความนิ่งสงบ
“พี่หญิงล้อเล่นแล้ว เหิงเอ๋อร์กับฝูเอ๋อร์เป็นถึงโอรสและองค์หญิงสายตรง ฐานันดรสูงศักดิ์ ย่อมมีฝ่าบาทและพระสนมทั้งวังคอยดูแล ไฉนต้องมาฝากฝังกับบุตรของอนุที่ยังไม่ออกเรือนเช่นข้าด้วยเล่า?”
“ฮะ...” หวังเหมยหรงชะงักไป
“หวังหลีอิน” เด็กชายตัวน้อยข้างเตียงตวาดลั่น
“เสด็จแม่เมตตาเจ้าแล้ว กล้าขัดขืนหรือ? เป็นแค่อนุ ยังกล้าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีก”
จวินเหิงในวัยเด็กชี้หน้านางอย่างเอาเรื่อง
“องค์ชายโปรดระงับโทสะ หม่อมฉันเจียมตัวดีว่าฐานะต่ำต้อย จึงไม่กล้าทำให้โอรสและองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ต้องมัวหมองเพคะ” หลีอินเยาะยิ้มในใจ แต่นางกลับรีบก้มหน้า แสร้งทำเป็นหวาดกลัว
“ยอมรับก็ดีแล้ว”
เจียงฝูเหรินในวัยเยาว์เอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงจองหอง
“ที่เสด็จแม่ยอมใช้งานเจ้า ก็นับเป็นบุญหัวแค่ไหนแล้ว”
หลีอินจ้องมองเด็กทั้งสอง...
‘ชาติที่แล้วข้าช่างโง่งมนัก คิดว่าเป็นเพียงนิสัยเด็กดื้อ พอโตขึ้นคงจะกลาเกลากระทั่งยอมรับข้าได้ ที่ไหนได้... สันดานเลวทรามมันฉายชัดมาตั้งแต่เด็ก ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสข้าเกิดใหม่ พวกเจ้าแม่ลูก... ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความสิ้นหวังยิ่งกว่าที่ข้าเคยเจอ’
“เหิงเอ๋อร์ ฝูเอ๋อร์... หลีอินคือท่านน้าของพวกเจ้านะ เหตุใดจึงเสียมารยาทเช่นนี้” หวังเหมยหรงแสร้งทำเป็นดุบุตรด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“แต่เสด็จแม่” จวินเหิงเถียงทันควัน
“เสด็จแม่เป็นถึงบุตรีคนโตของท่านเสนาบดี ข้าคือโอรสองค์โต จะมีน้าเป็นแค่ลูกอนุต่ำต้อยได้อย่างไร”
“หุบปาก” หวังเหมยหรงตวาดพร้อมกับไอจนตัวโยน
“หลีอินเป็นพี่น้องของข้า เป็นผู้อาวุโสของพวกเจ้า ไร้การอบรมถึงเพียงนี้เชียวหรือ รีบขอโทษท่านน้าเดี๋ยวนี้”
หลีอินลอบมองภาพละครฉากใหญ่ด้วยสายตาเรียบเฉย
‘หากไม่ได้ย้อนกลับมา คงถูกการละครของเจ้าหลอกซ้ำอีกแน่’
หวังเหมยหรงหันมามองหลีอินด้วยสายตาแสนเวทนา
“หลีอิน... ทั้งหมดเป็นเพราะข้าร่างกายอ่อนแอ อบรมพวกเขาไม่ดี วันนี้ข้าขออภัยเจ้าแทนเด็กไม่รู้ความสองคนนี้ด้วยนะ”
“พี่หญิงกล่าวหนักไปแล้วเพคะ” หลีอินยิ้มหวาน ทว่าวาจาที่เอ่ยกลับทิ่มแทง
“เชื้อพระวงศ์สายตรงย่อมมีนิสัยผยองเป็นธรรมดา เพียงแต่... ยิ่งยกตนสูงเท่าไหร่ ยามตกลงมาก็ยิ่งเจ็บปวดเท่านั้น ยโสเย่อหยิ่งเช่นนี้ วันหน้าในวังหลังอันโสมม ไม่รู้จะต้องเผชิญอุปสรรคจนบอบช้ำอีกกี่ครา”
“เจ้า” จวินเหิงถลึงตาใส่ แต่ถูกสายตาของมารดาปรามไว้เสียก่อน
“ข้าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว... หลีอิน พี่ขอวอนเจ้า”
หวังเหมยหรงทำท่าจะพยุงกายลงมาจากเตียง
“เสด็จแม่” เด็กทั้งสองรีบเข้าไปประคอง ขณะที่หลีอินยืนมองนิ่งๆ
‘อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะเล่นละครไปได้ถึงไหน’
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าจากภายนอกก็ดังขึ้น หวังเหมยหรงพลันดวงตาเหลือกค้างแล้วแสร้งทอดกายหมดสติไป
“ฝ่าบาทเสด็จ”
ฮ่องเต้เจียงเฉินหรงก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเคร่งขรึม หลีอินและเด็กทั้งสองรีบย่อกายถวายบังคม
“ฮองเฮาประชวรหนัก ไม่ต้องมากพิธี”
ฮ่องเต้ตรงเข้าไปพยุงหวังเหมยหรงที่ค่อยๆ แสร้งลืมตาขึ้นมาอย่างอ่อนแรง
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันคงอยู่ได้อีกไม่นาน สิ่งเดียวที่ห่วงคือเหิงเอ๋อร์กับฝูเอ๋อร์ หม่อมฉันอยากฝากให้น้องสาวเข้าวังมาช่วยดูแล แต่นางกลับ...” หวังเหมยหรงเอ่ยทิ้งทายพร้อมน้ำตาคลอเบ้า ฮ่องเต้ตวัดสายตาเข้มมายังหลีอิน
“ตระกูลหวัง ฮองเฮามีเจตนาดี พวกเจ้าเป็นสายเลือดเดียวกัน เหตุใดจึงไม่เข้าใจนาง?”
หลีอินก้มศีรษะลงกราบทูลด้วยความนอบน้อม
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันหวาดเกรงนัก... องค์ชายและองค์หญิงมีฐานันดรสูงส่ง ควรให้พระสนมผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เป็นผู้ดูแล หม่อมฉันเป็นเพียงบุตรของอนุ หากเข้าวังเกรงว่า จะทำให้ราชวงศ์เสื่อมเสียพระเกียรติ ยิ่งจะทำให้ผิดต่อความหวังดีของฮองเฮาเพคะ” สีหน้าและแววตาของนางบ่งบอกแบบนั้นจริงๆ ช่างเจียมเนื้อเจียมตัว
หลายเดือนต่อมา... หลังจากพิธีพระบรมศพอันยิ่งใหญ่ตระการตาระดับแผ่นดินเสร็จสิ้นลง ราชสำนักที่เคยตึงเครียดด้วยกระแสลมทางการเมืองเริ่มกลับคืนสู่ความสงบเงียบหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยเริ่มเหือดแห้งไปตามกาลเวลา ทว่าความทรงจำเกี่ยวกับพระนางยังคงอบอวลอยู่ทุกตารางนิ้วในวังหลวงแห่งนี้ เจียงเหยียนฮ่องเต้ในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ทอด้วยผ้ากระสอบหยาบตามโบราณราชประเพณี เดินก้าวเข้ามาในอุทยานหลวงส่วนพระองค์อย่างเงียบเชียบท่ามกลางหมู่ตึกฉลุลายและระเบียงที่ทอดยาว พระองค์ทรงปฏิเสธการติดตามของเหล่าขันทีและองครักษ์เสื้อแพร ทรงต้องการเพียงความเงียบสงบเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจที่ยังคงสูญเสียผู้หญิงที่พระองค์รักมากที่สุดพระองค์ทรงหยุดยืนอยู่หน้าต้นโบตั๋นโบราณที่กำลังผลิดอกสีแดงสะพรั่ง ดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่เสด็จแม่ทรงโปรดปรานที่สุดในยามมีชีวิต ยามเมื่อสายลมวสันตฤดูพัดโบกเบาๆ หอบเอาไอความเย็นจางๆ และกลิ่นอายของผืนดินหลังสายฝนมาปะทะใบไม้สีเขียวชอุ่มและกลีบดอกหนานุ่มต่างพากันสั่นไหวราวกับกำลังกระซิบกระซาบเรื่องราวในอดีตที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ มีกล่องไม้แกะสลักเก่าแก่กล่องหนึ่งซึ่งพระองค์ท
ทว่าในวินาทีสุดท้ายนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป นางจึงได้ตระหนักรู้แจ้งในใจตนเองแล้วว่า นางมิได้เพียงแค่หลอกลวงพระองค์...ในส่วนลึกของหัวใจอันมืดมิดและบิดเบี้ยวของหวังหลีอิน นางก็รักชายผู้นั้นเช่นกันความรักของนางมิใช่ความรักอันบริสุทธิ์ดั่งเช่นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นความรักที่หล่อหลอมขึ้นมาจากความเข้าใจในความโดดเดี่ยวของกันและกันเจียงเฉินหรงเป็นจักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกร ส่วนนางคือบุตรอนุผู้โดดเดี่ยวที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในตระกูลหวัง และวังหลังอันโสมม พวกเขาต่างเป็นจิตวิญญาณที่เว้าแหว่งและบอบช้ำ สองร่างที่กอดก่ายกันเพื่อหาไออุ่นในค่ำคืนอันหนาวเหน็บของวังหลวง‘เฉินหรง... อ้อมกอดของพระองค์ในวันนั้น มันช่างหวานชื่นและอบอุ่นเหลือเกิน ข้าขอโทษที่ต้องเร่งเวลาของพระองค์ ข้าขอโทษที่ต้องกลายเป็นนางพญามาร แต่ทุกสิ่งที่ข้าทำลงไป ก็เพื่อเจียงเหยียน... ลูกของเรา เพื่อมิให้เขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโดดเดี่ยวและโหดร้ายเหมือนดั่งที่พวกเราเคยเป็น’ความทรงจำเกี่ยวกับความหวานชื่นในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดอกบัวดำกลางกองเพลิงที่กำลังเบ่งบานเป็นครั้งสุดท้ายภาพยามที่พระองค์ทรงจูงมือน
ระฆังล้อลมที่แขวนอยู่ชายคาดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา คล้ายจะดึงจิตวิญญาณของนางให้ลอยล่องกลับไปสู่อดีตกาลอันไกลโพ้น... กาลเวลาที่นางเคยคิดว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานงิ้วอันโหดเหี้ยม‘ข้ากำลังจะตายแล้วสินะ’ หลีอินคิดในใจอย่างเยือกเย็น นางมิได้มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อยสำหรับสตรีที่ผ่านการนองเลือดและซากศพมาทั้งชีวิต ความตายเป็นเพียงการพักผ่อนอันยาวนานเท่านั้น ทว่าในช่วงเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหลุดลอยสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจของพญาหงส์ทมิฬผู้โดดเดี่ยว กลับมิใช่ภาพความสะใจยามที่ศัตรูถูกประหารมิใช่ภาพกองทองคำล้ำค่า หรือเสียงสรรเสริญพันปี พันปี ของเหล่าขุนนางที่เคยคุกเข่าแทบเท้า... หากแต่เป็นภาพใบหน้าของชายผู้หนึ่งชายผู้เป็นสวามี จักรพรรดิผู้เดียวดายและขี้ระแวงเจียงเฉินหรง ในความทรงจำอันพร่าเลือน...ภาพวันวานยามที่นางเพิ่งให้กำเนิดเจียงเหยียนน้อยในเดือนสามปีจิ่งไท่ที่สิบแปดลอยเด่นขึ้นมา ราวกับเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...หลังจากค่ำคืนอันยาวนานที่นางต้องทนทุกข์ทรมานกับการคลอดบุตร ร่างกายจวนเจียนจะแตกดับ แสงสว่างแรกของยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาในตำหนัก พร้อมกับการปรากฏ
เหล่าขุนนางที่เหลือพากันตัวสั่นงันงก ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบปานป่าช้า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของสองแม่ลูกคู่นี้อีกต่อไปยามนี้ทุกคนต่างตระหนักแจ่มแจ้งแล้วว่า หวังไทเฮาผู้นี้ โหดเหี้ยมและลึกล้ำยิ่งกว่าอดีตจักรพรรดิเจียงเฉินหรงหลายเท่าตัวนักยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง หลีอินประทับยืนอยู่บนหอคอยหลวงที่สูงที่สุดของพระราชวัง ทอดสายตามองดูแสงไฟจากบ้านเรือนของราษฎรนับหมื่นนับแสนในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ เจียงเหยียนน้อยเดินก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ชายฉลองพระองค์มังกรสะบัดพลิ้วตามลม พระองค์คุกเข่าลงเบื้องหลังมารดา“เสด็จแม่... ลูกจัดการเสนาบดีกู้ตามความประสงค์ของเสด็จแม่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”หลีอินค่อยๆ หันกลับมามองลูกชาย นางย่อกายลงคุกเข่าตรงหน้าเด็กน้อย ดึงร่างของเขาเข้ามาโอบกอดไว้แน่น ความอ่อนโยนแผ่ออกมาอย่างอบอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน“เหยียนเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำได้ดีมาก”นางลูบพระเกศาของลูกชายเบาๆ“เจ้าอย่าได้โกรธแค้นแม่เลยนะลูก ที่แม่ต้องทำเยี่ยงนี้ ก็เพื่อปกป้องเจ้าและบัลลังก์นี้ไว้ให้เจ้าปูหนทางเดินอย่างราบรื่น ในวังหลวงแห่งนี้ หากเจ้าไม่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็จะหันมาแว้ง
เมื่อบิดาจากไป ซิงซินก็ก้าวเข้ามาประคองหลีอินไปที่หน้าต่างหลวงท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครหลวงช่างกว้างใหญ่ทว่าเงียบสงัด หลีอินทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล ลมหนาวพัดโบกผ้าคลุมหงส์พัดปลิว“ซิงซิน เจ้าดูสิ... วังหลวงแห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ยามข้าไร้อำนาจ ทุกย่างก้าวคือขวากหนาม คืนข้ามปีคือฝันร้าย” หลีอินพึมพำแผ่ว“ทว่าในยามที่ข้าเหยียบย่ำทุกคนขึ้นมาอยู่เหนือหัว โลกทั้งใบกลับสงบนิ่งและยอมสยบแทบเท้าข้าอย่างง่ายดายปานนี้”“เป็นเพราะความปรีชาสามารถและจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของไทเฮาต่างหากเพคะ” ซิงซินเอ่ยอย่างภักดี“จากนี้ไป จะไม่มีใครสามารถทำร้ายหรือบังคับพระองค์ได้อีกแล้วเพคะ” หลีอินคลี่ยิ้มลึกล้ำ รอยยิ้มของดอกบัวขาวที่บัดนี้อาบไปด้วยพิษร้ายและโลหิต“ใช่แล้ว... จากนี้ไป แผ่นดินต้าฉีนี้ จะต้องจารึกนามของข้าหวังหลีอินไปตลอดกาล”กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก ด้วยความสงบสุข...ราชสำนักต้าฉีภายใต้การปกครองหลังม่านของหวังไทเฮารุ่งเรืองและมั่นคงอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าในความสงบนั้น กลับซ่อนเพลิงริษยาระลอกใหม่ไว้ใต้คลื่นน้ำยามนี้เจียงเหยียนฮ่องเต้องค์น้อยเจริญพระชนมพรรษาขึ้นเป็นสิบชันษา พระองค์ทรงเฉลียวฉลาด ดวงตาถ
“ฮองเฮาเพคะ นี่คือยาบำรุงที่พระสนมหลินตำหนักตะวันออกส่งมาให้ตรวจเพคะ” ซิงซินในชุดหัวหน้านางกำนัลผู้ทรงอิทธิพล ยื่นถ้วยยารมควันสมุนไพรมาตรงหน้าหลีอินที่ยามนี้นั่งประทับบนเก้าอี้หงส์ ปัดปิ่นทองบนมวยผมเบาๆ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปรายมองถ้วยยาพลางแค่นยิ้มเยือกเย็น“ใส่ผงชาดร้อยรากลงไปในถ่านรมควันตำหนักนางเพิ่มอีกสามส่วน นางอยากมีลูกจนตัวสั่น ก็ให้นางฝันกลางวันต่อไปเถิด”“เพคะ หม่อมฉันจะจัดการให้เงียบเชียบที่สุด”เล่ห์กลของข้าช่างเรียบง่ายทว่าไร้ร่องรอย บ้างก็เป็นของขวัญพระราชทานแฝงกลิ่นหอมรมยาชวนให้มดลูกแห้งเหี่ยว บ้างก็เป็นน้ำแกงโสมบำรุงครรภ์ที่ผสมตัวยาแท้งอย่างช้าๆสนมคนใดที่โง่เขลาคิดจะใช้ท้องไต่เต้า ข้าล้วนส่งพวกนางไปพบจุดจบในป่าช้าหลังวังหลวงอย่างเงียบงัน ขอเพียงวังหลวงแห่งนี้ไม่มีองค์ชายหน้าใหม่กำเนิดขึ้นมาอีก ข้าก็จะเป็นผู้ชนะตลอดกาลเจียงเฉินหรงผู้ขี้ระแวงหารู้ไม่ว่า สตรีดอกบัวขาวที่เขาคิดว่าแสนดีและเที่ยงธรรมที่สุด ยามนี้ได้กลายเป็นนางพญามารที่คุมชะตากรรมผู้คนในวังหลังไว้ทั้งหมดพระองค์ทรงชราภาพลงทุกวัน พระพลานามัยทรุดโทรมจากการเสวยน้ำแกงโสมบำรุงที่ข้าจัดถวายให้ทุกค่ำคืน...น







