LOGINตอนที่ 6
ปมหลัง........
เช้าวันนี้ธิชาตั้งใจจะไปฝากท้องเพราะตัวเธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ชีวิตน้อย ๆ ในท้องมีอายุครรภ์เท่าไหร่
“ตอนนี้คุณท้องได้สองเดือนแล้วนะคะ ”
คุณหมอท่าทางใจดีส่งสมุดฝากท้องให้ธิชาเพื่อให้เธอเขียนรายละเอียดลงไป สิ่งที่เธอไม่ตอบและเลือกที่จะเว้นว่างไว้คือชื่อของบิดา
“ไม่เขียนชื่อบิดาได้ใช่ไหมคะ”
หญิงสาวถามแบบไม่แน่ใจเพราะกลัวว่าคุณหมออาจจะบังคับให้เขียนลงไปบางทีมันอาจจะเป็นข้อมมูลที่จำเป็น
“ถ้าคุณแม่ไม่สะดวกก็ไม่เป็นอะไรค่ะ”
ธิชาส่งยิ้มอย่างสบายใจให้คุณหมอเพราะเธอไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเด็กในท้องเป็นลูกของธีภพ
นาฬิกาบอกเวลาว่าใกล้เวลาของอาหารมื้อกลางวัน ธิชายังไม่อยากกลับห้องเพราะตอนนี้กลับไปก็ไม่มีอะไรทำ นั่ง ๆ นอน ๆ ยิ่งพาคิดมาก เธอจึงตั้งใจไปหาอะไรกินในห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ หาซื้อของใช้กลับไปที่ห้องด้วย
“ธิชา”
คนหิวข้าวกำลังกินอย่างอร่อยก็ตองมาหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเอง
“คุณณภัทร”
หญิงสาวรีบหยิบกระเป๋าเตรียมที่จะลุกหนีทันทีที่หันไปเจอว่าเจ้าของเสียงเรียกคือใคร
“ผมจะไม่บอกธีว่าเจอคุณ”
เพื่อนสามีคว้าแขนเธอไว้พร้อมคำพูดที่ทำให้เธอเลือกที่จะหยุดนิ่งไม่เดินออกจากร้านไป
“ผมสัญญาด้วยเกียรติของผมเลย เรื่องที่ผมเจอคุณ ธีภพจะไม่มีทางรู้แต่ผมขอให้คุณนั่งคุยกับผมก่อนได้ไหม”
ณภัทรตั้งใจจะทำอย่างที่สัญญาจริง ๆ เพราะเขารู้ว่าถึงเขาบอกไปหรือเขาทำให้ธิชากลับไปหาธีภพได้ สุดท้ายทุกอย่างก็จะวนกลับมาเป็นเหมือนเดิมถ้าทุกอย่างไม่ได้ถูกแก้ไขจากต้นเหตุ
“ได้ค่ะ ธิชาจะเชื่อคุณ”
หญิงสาวอยากรู้เหมือนกันว่าเพื่อนสนิทของสามีจะพูดอะไรกับเธอในเมื่อเขาคือคนที่รู้ดีว่าธีภพไม่ได้รักเธอและต้องการอะไรถึงได้แต่งงาน
“ผมคงไม่ถามคุณนะว่าเพราะอะไรคุณถึงได้ตัดสินใจหนีเพื่อนผมมาแบบนี้แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้คุณฟัง”
ชายหนุ่มตรงหน้าทำหน้าจริงจังเหมือนกับว่าเรื่องที่เขาจะเล่าเป็นเรื่องของตัวเองเสียอย่างนั้น
“เจ้าธีเติบโตมากับครอบครัวที่ทีแต่การทะเลาะ บ้านของเราเคยอยู่ติดกันแต่พอแม่ของธีออกจากบ้านไปคุณพ่อก็ย้ายบ้านมาเป็นบ้านที่คุณเคยไปอยู่นั่นแหละ”
คนฟังเริ่มทำท่าอยากให้คนเล่าเริ่มเข้าเรื่องเสียทีเพราะเท่าที่พูดมายังดูไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับตัวเธอ
“เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ธิชาไม่มีเวลามาก”
ณภัทรมองหน้าภรรยาสาวของเพื่อรดวงตาของเขาเหมือนกำลังสงสารคนตรงหน้าทั้งที่ความจริงธิชาก็ดูมีความสุขดี
“พ่อกับแม่ของธีทะเลาะกันทุกวันมีแต่เสียงด่าทอ บางครั้งก็ถึงขั้นลงไม้ลงมือ ธีภพรักแม่ของเขามากทุกครั้งที่พ่อเริ่มทำร้าย เขาจะโทรศัพท์ตามตำรวจหรือไม่ก็ตะโกนให้ข้างบ้านมาช่วยห้าม ภายนอกมีแต่คนมองว่าครอบครัวนี้มีความสุขแต่จริง ๆ แล้วมีแต่ไฟที่ถูกสุมไว้ภายในใจของทุกคน ”
ธิชายังคงมองไม่เห็นว่าเพื่อนของสามีต้องการจะบอกอะไรเธอและเธอก็ไม่อยากนั่งคุยกับเขานานเพราะกลัวจะมีคนรู้จักมาเจอเธอได้อีก
“อย่าเพิ่งเบื่อที่จะฟังนะครับการที่ผมต้องเล่าย้อนอดีตแบบนี้เพราะมันอาจจะทำให้คุณเข้าใจเพื่อนผมในปัจจุบันได้”
“เอาเลยค่ะถ้าคุณคิดว่าธิชาควรจะฟัง”
เพื่อนที่กำลังจะทำทุกอย่างเพื่อหวังให้คนตรงหน้าเข้าใจสามีตัวเองมากขึ้นพยายามจะคิดหาคำพูดที่ฟังดูแล้วเห็นภาพที่สุดแต่ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนพูดไม่เก่งจึงทำให้ณภัทรพูดไม่เข้าเรื่องเสียที
“ผมพูดตรง ๆ เลยนะเจ้าธีมันกลัวการมีครอบครัวกลัวการที่จะรักใครสักคนแต่มันเปลี่ยนใจเมื่อเจอคุณเพราะมันเคยบอกกับผมว่ามีความสุขทุกครั้งเวลาที่ได้มีธิชาเคียงข้าง บาดแผลที่เด็กผู้ชาย คนหนึ่งต้องอยู่กับเสียงด่าทอ ความรุนแรง และสุดท้ายแม่ที่เจ้าธีคิดว่ารักมันที่สุดก็มาทิ้งมันไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ตั้งแต่วันที่ น้าวิกานดาไม่อยู่น้าเทวนาถก็ไม่เคยมีรอยยิ้มอีก มิหนำซ้ำยังมาล้มป่วยด้วยโรคหัวใจและท่านก็อยากเห็นลูกชายลืมความทุกข์ในอดีต มีครอบครัวที่อบอุ่น เจ้าธีพยายามหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จจนมันได้มาเจอกับคุณ ”
คนพูดหยุดนิ่งตามองไปที่โต๊ะอาหารสองมือกุมกันไว้แน่นเขามีอะไรหลายอย่างที่อยากจะอธิบายเพิ่มแต่คิดว่าพูดแค่ไหนธิชาก็คงไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการบอกเพราะเธอไม่ได้มาเห็นด้วยตาได้ยินด้วยหูเหมือนที่เขาเจออยู่ทุกวันเมื่อครั้งที่ยังเด็กอยู่
“ผมไม่รู้จะพูดอะไรแล้วทุกอย่างที่ตัวผมเองได้พบเจอและเห็นมากับครอบครัวนี้มันทำให้ผมเข้าใจและสงสารเพื่อนมาก วันนี้เจ้าธีมันอาจจะทำอะไรให้คุณรู้สึกว่ามันไม่รักหรือทำผิดอะไรไปผมก็ไม่รู้แต่ที่ผมมาพูดทั้งหมดหวังว่ามันจะทำให้คุณรู้จักเจ้าธีมากขึ้นและอาจจะให้อภัยในความผิดที่มันทำให้คุณต้องหนีมาได้”
หญิงสาวไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้มาก่อน เธอสงสารสามีแต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้เธอยอมกลับไป
“ขอบคุณนะคะสำหรับทุกอย่างที่เล่ามามันทำให้ธิชารู้จักคุณธีภพมากขึ้นในแบบที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนแต่มันยังไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ธิชารู้สึกว่าตัวเองคือภรรยาค่ะ ”
ธิชาคว้ากระเป๋าลุกออกจากเก้าอี้ทำท่าจะหันหลังเดินออกจากร้านแต่ก็เปลี่ยนใจหันกลับมาพูดกับชายหนุ่มที่นั่งทำท่าทางทุกข์ใจอยู่
“คุณณภัทรรู้เหตุผลดีค่ะว่าทำไมธิชาถึงได้หนีออกมาแบบนี้เพียงแค่คุณลองถามตัวเองว่าที่คุณธีภพแต่งงานเพราะเหตุผลอะไรซึ่งมันไม่ใช่ความรักและคงไม่มีผู้หญิงคนไหนทนอยู่กับสามีที่เอาแต่รอวันจะเลิกกับเธอแน่นอนค่ะ”
หญิงสาวเดินออกจากร้านไปแล้วทิ้งไว้เพียงแค่คำพูดให้ ชายหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่แสนดีได้คิดต่อ
“หรือธิชาจะรู้เรื่องที่เจ้าธีอยากมีลูกแล้วจะเลิกกับเธอ”
ณภัทรเริ่มคิดทายกับตัวเองว่าที่ภรรยาเพื่อนพูดหมายถึงอะไรเพราะเหตุผลในตอนแรกที่เพื่อนของเขาแต่งงานมันก็คือแค่ต้องการมีลูกเพื่อให้พ่อของเขาได้มีโอกาสเห็นหลานก็เท่านั้น
ชายหนุ่มยังคงสงสัยว่าถ้าเป็นอย่างที่เขาคิดแล้วธิชาจะรู้ได้อย่างไรกันเพราะเรื่องนี้มีแค่เขากับธีภพเท่านั้นที่รู้
ธิชากลับถึงห้องโดยที่ไม่ได้ซื้อของใช้จำเป็นอย่างที่ตั้งใจไว้เพราะมัวแต่นั่งคุยกับเพื่อของชายหนุ่มที่เธอทิ้งมา
“ธิชาสงสารคุณนะคะแต่คุณไม่เคยสงสารธิชาเลย”
หญิงสาวหยิบรูปแต่งงานที่เธอวางไว้บนหัวเตียงขึ้นมามองหน้าสามี เธอรู้สึกและเข้าใจในสิ่งที่ณภัทรต้องการจะบอกเธอและเรื่องราวในอดีตคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ธีภพไม่กล้าที่จะปล่อยหัวใจให้รักใครสักคนแต่มันก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวคิดจะกลับไปเพราะที่เธอจากมาไม่ใช่เพราะเธอไม่รักเขาแต่เธอรักอีกหนึ่งชีวิตในท้องมากกว่ามีทางเดียวที่ครอบครัวจะได้กลับไปอยู่กันพร้อมหน้า ธีภพต้องยอมที่จะลืมเรื่องราวในอดีตและอยู่กับปัจจุบันทำให้เธอมั่นใจว่าเขาต้องการเธอและลูกไปอยู่ในฐานะครอบครัวไม่ใช่แค่ตัวแสดงตบตาบุพการีไปวัน ๆ
ตอนที่13คำที่รอฟัง เวลาผ่านไปเร็วมากทุกคนที่เคยมาอยู่เป็นเพื่อน ต่างก็แยกย้ายกันกลับหมดแล้ว สมิตาเองก็วุ่นกับงานที่บริษัทเพราะต้องมารับช่วงต่อจากบิดาทั้งหมด โดยที่เธอแทบจะไม่ค่อยได้เรียนรู้งานมาก่อนหน้านี้เลย ภาวิณีเองก็ติดใจการเดินสายทางธรรม เดือนหนึ่งเธอกับแม่ของหนูนาจะอยู่บ้านกันแค่เพียงไม่กี่วัน ที่เหลือก็จะเดินสายเส้นทางบุญกัน พ่อเลี้ยงชนินทร์ใช้ชีวิตนับจากวันที่หย่ากับครอบครัวใหม่ของเขา นาน ๆ ครั้งถึงจะได้แวะมาหาสมิตาที่บริษัท แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา ลูกสาวก็จะโทรปรึกษาพ่อของเธอตลอด “ทำไมทำหน้าตกใจแบบนั้น” ภูษิตเดินเข้ามาในห้องนอน หลังจากออกไปตรวจบริเวณรอบฟาร์มกับลูกน้องเสร็จแล้ว แต่ดันหันมาเห็นหนูนาจ้องโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าตกใจ “พ่อเลี้ยงโดนจับคดีค้าไม้เถื่อนค่ะ” ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์จากมือของภรรยาเพื่อมาอ่านรายละเอียดทั้งหมด ก่อนเดินออกไปนอกตัวบ้านเพื่อโทรศัพท์หาสมิตา เพราะเธออาจจะยังไม่รู้ข่าว หรืออาจจะรู้รายละเอียดมากกว่าเขา “นอนกันเถอะ พรุ่งนี้ผมต้องช่วยลูกน้องขับรถเอานมไปส่ง ”
ตอนที่12บาดแผล ความล้มเหลวของครอบครัวสามี ทำให้หนูนาสงสารทุกคน เธอเกิดมาไม่มีพ่อแล้ว พ่อจากเธอไปแต่ทิ้งไว้แต่ความทรงจำที่สวยงาม ต่างจากภูษิตเขาเกิดมาในครอบครัวที่พร้อมหน้า แต่วันนี้วันที่ลูกๆ ทุกคนกำลังจะประสบความสำเร็จ ครอบครัวกลับต้องมีบาดแผล ที่แสนเจ็บปวด “พี่ภูอย่าคิดมากนะคะ คิดเสียว่ามันเป็นความสุขของคุณพ่อ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เราต้องคอยเป็นกำลังใจให้คุณแม่ ไม่ว่าท่านจะตัดสินใจอย่างไร เราต้องเคารพและเชื่อมั่นในการตัดสินของท่านนะคะ” ภูษิตล้มตัวลงนอนบนตักของหนูนา เขาหลับตาลง พยายามไม่คิดอะไร แต่มันก็ยากที่จะไม่รู้สึก การตัดสินใจของภาวิณีคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วในความคิดของเธอ ผู้หญิงคนนั้นและเด็กน้อยที่เกิดมา พวกเขาต้องการพ่อเลี้ยงชนินทร์ ส่วนเธอยังมีลูกๆ คอยเป็นกำลังใจให้ และเธอก็ไม่สามารถที่จะทนอยู่แบบสามคนได้แน่นอน พ่อเลี้ยงชนินทร์จัดการเรื่องทรัพย์สินทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะหย่ากับภาวิณีอย่างถูกต้อง ช่วงเวลานี้แม่ของหนูนารับหน้าที่เป็นเพื่อนที่คอยดูแลเยียวยาความรู้สึกให้กับเพื่อน ทั้งคู่พากันปถือศีลที่วัดแห่งหนึ่งที่อ
ตอนที่11ความเจ็บปวดซ้ำสอง วันนี้สองคนพี่น้องตกลงกัน จะเล่าความจริงให้มารดาฟัง หลังจากที่พ่อเลี้ยงออกไปทำงาน “สองคนพี่น้อง มานั่งประกบแม่แบบนี้ มีอะไรกันหรือเปล่า” ภาวิณีสัมผัสได้ถึงการกระทำที่ลูก ๆ ของเธอกำลังทำกับเธอ เหมือนมีเรื่องอะไรสักอย่าง “คุณแม่คะ เราสองคนรักแม่มาก รักที่สุด ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แม่จะมีพวกเราเสมอนะคะ” สมิตาโผเข้ากอดมารดา เสียงของเธอนิ่งสงบเพราะความเจ็บช้ำเมื่อคืนเธอทำใจยอมรับมันได้แล้ว ว่าไม่มีทางย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ “ลูกๆ มีอะไร พูดกับแม่มาเลยดีกว่า ยิ่งทำแบบนี้ แม่ยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดีเลย” ภาวิณีถอนหายใจยาว เพื่อเตรียมใจที่จะรับฟังสิ่งที่ลูกๆ อยากจะบอกเธอ ภูษิตรับหน้าที่เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้มารดาฟัง สองมือหนาของเขากุมมือภาวิณีไว้ตลอดเวลา และพยายามใช้คำพูดที่จะทำร้ายจิตใจแม่ให้น้อยที่สุด “สิ่งที่แม่แอบกลัวมาตลอด ในที่สุดมันก็เกิดขึ้น” การที่สามีของตัวเองเปลี่ยนไป มีหรือที่ภรรยาที่อยู่กินกันมาถึงสามสิบห้าปี จะสังเกตไม่ได้ แต่เธอก็ได้แต่หล
ตอนที่10ความจริง ภูษิตใช้เวลาในการจัดการเรื่องบ้านทั้งการสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้ามา การจัดการเรื่องฟาร์มก็หมดเวลาไปสามวันพอดี ทั้งคู่จึงพากันกลับ และจะมาที่นี่อีกครั้งก็คือการเข้าอยู่อย่างเป็นทางการเลย “พี่ภูคะ ตั้งแต่ออกจากบ้านมาทำไมหนูนาเห็นพี่เอาแต่ทำหน้าเครียด มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ” หญิงสาวแอบมองหน้าสามีมาสักพักแล้ว เธอแอบเห็นเขาถอนหายใจหลายที หนูนาเลยตัดสินใจที่จะถามให้รู้ไปเลยว่าภูษิตกำลังมีเรื่องกังวลอะไรในใจ “พี่สงสารคุณแม่” ชายหนุ่มพูดเพียงเท่านั้นก็ถอนหายใจอย่างแรง “มีอะไรเกิดขึ้นคะ พี่ภูบอกหนูนาได้ไหม เผื่อเราจะพอช่วยกันแก้ไขได้” “ทุกอย่างมาไกลเกินกว่าจะแก้ไขแล้ว เราทุกคนคงทำได้แค่ยอมรับความจริง ผู้หญิงและเด็กที่หนูนาเห็นมากับคุณพ่อของพี่วันนั้น คือลูกและภรรยาอีกคนของท่าน” หญิงสาวเอื้อมมือไปจับมือของสามี เพราะรู้ว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหน ที่ต้องพูดความจริงออกมา น้ำเสียงที่สั่นเครือ ทำให้หญิงสาวรู้สึกสงสารเขาจับใจ “ร้องไห้ออกมาก็ได้นะคะ ถ้ามันจะทำให้พี่รู้สึกดีขึ้น การเป็นผู้ชายไม่ได้หมายความว่า
ตอนที่9เรือนหอ “อากาศดีจังเลยนะคะ หนูนาคิดว่าที่บ้านเราอากาสดีแล้ว แต่ที่นี่ดูจะมีหมอกควันน้อยกว่าที่บ้านเราอีก” หญิงสาวเปิดกระจกรถเพื่อสัมผัสกับอากาศข้างนอก เพราะทั้งคู่ออกเดินทางทันทีเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น อากาศข้างนอกจึงทั้งสดชื่นและไม่ร้อน “เห็นภูเขาลูกนั้นไหม นั่นแหละบ้านเรา” ภูษิตชี้ไปที่ภูเขาที่อยู่ด้านหน้า ที่ตอนนี้ยังมองเห็นไม่ค่อยชัดเพราะมีหมอกยามเช้าบดบังอยู่ “จริงเหรอคะ อากาศคงดีน่าดูอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบนั้น” ชายหนุ่มแอบคิดกังวลมาตลอดว่าเจ้าสาวของเขา อาจจะไม่ชอบที่จะต้องมาอยู่ไกลความเจริญแบบนี้ เพราะเธอเคยใช้ชีวิตแบบสะดวกสบายมาก่อน “แถวที่เราอยู่จะไม่มีห้าง ไม่ร้านค้าแบบในเมืองนะ แต่ก็พอมีร้านค้าของชาวบ้าน ไว้เวลาอยากซื้ออะไรเราค่อยเข้าเมืองออกมาซื้อกันทีเดียว” “แล้วที่พ่อเลี้ยงเคยพูดเรื่องสร้างรีสอร์ตล่ะคะ ใช่ที่ดินผืนเดียวกันไหมคะ” หนูนาถามด้วยความสงสัย เพราะดูแล้ว เส้นทางที่เธอกำลังเดินทางอยู่ไม่มีรีสอร์ตเลยมีแต่เพียงสวนผลไม้ ฟาร์มโคนม ดูแล้วไม่น่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว “ท
ตอนที่8ครอบครัว คนแรกที่ภูษิตคิดถึง คือหนูนาแต่ก่อนที่เขาจะทันได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาภรรยา ทางบริษัทที่รับจ้างสร้างเรือนหอได้โทรมาแจ้งให้เขาเดินทางไปดูเรือนหอเพื่อเซ็นรับงานเพราะตอนนี้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนแรกภูษิตตั้งใจจะพาหนูนาไปที่เรือนหอในวันที่ทุกอย่างพร้อมเข้าอยู่ แต่เขาเปลี่ยนใจ เพราะเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เขารู้สึกว่าทุกวันทุกนาทีมีค่า เหมือนเรื่องของพ่อถ้าเขารู้และหยุดทุกอย่างก่อนที่จะมีเด็กตัวเล็กๆคนนั้นเกิดขึ้นมาทุกอย่างคงง่ายกว่านี้ “เก็บเสื้อผ้ากับของใช้ให้ผมและของคุณด้วย เราจะไปดูเรือนหอกัน เตรียมไปสักสามวันนะ” หนูนารู้สึกงงๆ แต่ก็ทำตาม เพราะเดี๋ยวตอนนั่งรถไปคงมีเวลาได้ถามกัน เธอคิดว่าเรือนหอคงอยู่ไม่ไกลจากบ้านของพ่อเลี้ยงหรือบ้านของเธอเท่าไหร่ แต่จากที่สามีให้เธอเตรียมเสื้อผ้าของใช้แบบนี้คงไม่ใช่อย่างที่เธอคิดแน่ๆ เกือบชั่วโมงเหมือนกันกว่าที่ภูษิตจะขับรถมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่เขาทำคือการเข้าไปหามารดาที่ห้องนอน “คุณแม่ครับผมกับหนูนาจะไปดูเรือนหอ น่าจะประมาณสามวัน เดี๋ยวเย็นนี้สมิตาจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแม่น







