LOGINศิวภัทรใช้กระเป๋าถือของดานิกาเป็นตัวประกันพาเธอมานั่งคุยกันที่ร้านกาแฟที่ตกแต่งสไตล์วินเทจแห่งหนึ่ง เขาเลือกมุมที่เป็นผนังกระจกใสรอบด้าน มองออกไปเห็นสวนสวยสบายตา แต่หญิงสาวที่ถูกบังคับมายังอารมณ์เสียอยู่มาก
“เอากระเป๋าฉันคืนมาสักทีสิ” คนเอาแต่ใจบอกเสียงสะบัด ยิ่งเห็นเขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกไปก่อนจะส่งกระเป๋าคืนก็ยิ่งปรี๊ดหนักกว่าเดิม “นี่คุณ! เอามือถือฉันไปทำอะไร”
ชายหนุ่มเปิดรูปที่ถูกแอบถ่ายบริเวณหน้าห้องฉุกเฉินแล้วหันหน้าจอโทรศัพท์ให้เจ้าของเครื่องดู “คุณแอบถ่ายรูปผมกับเอิง”
ดานิกาไม่คิดว่าเขาจะเห็น เพราะตอนนั้นเขาจดจ่ออยู่แต่กับการประคับประคองอลีนาที่ร้องไห้อย่างหนักจนเกือบเป็นลมล้มพับ
“ผมรู้นะว่าคุณคิดจะทำอะไร” ชายหนุ่มยิ้มเยาะ “คิดว่ารูปแค่นี้จะทำให้คุณคิมเลิกกับเอิงได้เหรอ”
“ถ้าไม่คิดจะช่วยก็ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะ” ดานิกาตวัดมือไปฉกโทรศัพท์มือถือคืนมาอย่างไม่พอใจ
“คุณไปอัพสกิลนางร้ายมาใหม่ก่อนดีกว่า มุกตื้นๆ แค่นี้ไม่มีทางทำให้คุณคิมกับเอิงเลิกกันได้หรอก”
“ถึงไม่เลิก แต่มันก็น่าจะทำให้พี่คิมระแวงความสัมพันธ์ของคุณกับคุณเอิงได้บ้างแหละ” ดานิกาบอกอย่างมั่นใจ “แล้วรูปนี้ก็เป็นแค่แผนแรก ฉันยังมีแผนที่คุณไม่รู้อีก”
“คุณมีแผนจริงอะ” ชายหนุ่มหรี่ตาถามอย่างไม่อยากเชื่อ ดูก็รู้ว่าเธอเป็นนางร้ายมือใหม่ ไม่อย่างนั้นวันก่อนคงไม่ไปขอความร่วมมือจากเขาหรอก “ถ้าคุณไม่ได้บอร์นทูบีมาเพื่อจะแย่งสามีชาวบ้านก็อย่าฝืนทำเลย”
“คุณรับปากว่าจะช่วยฉัน แล้วอยู่ดีๆ ก็มาบอกให้ฉันหยุดทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยเนี่ยนะ” ดานิกาไม่พอใจ
“เกมที่รู้ว่ายังไงก็แพ้ คุณจะกระโดดลงไปเล่นให้เสียเวลาทำไม”
“หมายความว่ายังไง” หญิงสาวข้องใจ
“ดูไม่ออกเหรอว่าคุณคิมกับเอิงรักกันมาก” เขาเน้นคำว่า ‘มาก’ เสียงหนัก
“ถ้าไม่รู้จริงก็อย่ามาพูด ที่พี่คิมยอมแต่งงานกับคุณเอิงก็เพราะไออุ่นคิดว่าคุณเอิงเป็นแม่ พี่คิมทำเพื่อไออุ่น เขาสองคนไม่ได้รักกัน” ประโยคสุดท้ายนั้นเธอย้ำเสียงหนักพอกัน
“คุณคิมปกป้องเอิงด้วยชีวิตขนาดนั้น คุณยังกล้าหลอกตัวเองอยู่อีกเหรอ” ศิวภัทรไม่แน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้ดูไม่ออกจริงๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่รับรู้กันแน่
“พี่คิมก็แค่ทำไปโดยสัญชาตญาณป้ะ”
“ไม่มีใครเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อปกป้องคนอื่นขนาดนั้นหรอก ถ้าเขาไม่ได้รักคนคนนั้นมากกว่าชีวิตตัวเอง” ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เอาง่ายๆ นะ ถ้าตอนนี้มีมือปืนโผล่เข้ามายิงคุณ ผมก็คงไม่ปกป้องคุณแบบที่คุณคิมปกป้องเอิงแน่นอน”
“ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย” หญิงสาวเบ้หน้าใส่
“มันไม่เกี่ยวกับความเป็นสุภาพบุรุษเลยคุณ” ศิวภัทรพูดกลั้วหัวเราะในลำคอ “มันคือความรัก รอให้ถึงวันที่คุณรักใครสักคน ‘มากกว่าตัวเอง’ แล้วคุณจะเข้าใจเอง”
“ตอนนี้ฉันก็รักพี่คิมมาก”
“มากพอที่คุณจะกล้าเอาตัวเองเข้าไปบังกระสุนให้เขามั้ย” ชายหนุ่มยิงคำถามท้าทายทันควัน
ดานิกาชะงักคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าตอบกลับอย่างไม่อยากยอมแพ้ “กล้า!”
ศิวภัทรแค่นยิ้ม เพราะมองเห็นความลังเลในแววตาคู่สวย “คุณรู้อะไรมั้ย”
“รู้อะไร”
“แววตาไม่เคยโกหก” เขาจ้องเข้าไปในดวงตาเธออย่างรู้ทัน
“โกหกเรื่องอะไร” ดานิกาเฉไฉก้มหน้าหลบตา
“ไม่มีอะไร” ชายหนุ่มยักไหล่แล้วยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ เขาแน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้รักคิรากรมากถึงขนาดจะตายแทนได้ “ถ้าคุณรักคุณคิมมากอย่างที่พูดจริง ทำไมคุณไม่หยุดคุณคิมก่อนที่เขาจะแต่งงานกับเอิง มาคิดแย่งชิงตอนนี้มันก็สายเกินไปแล้ว”
“ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย สรุปว่าจะไม่ช่วยฉันแล้วใช่มั้ย”
“ผมพูดขนาดนี้แล้วคุณยังคิดไม่ได้อีกเหรอ” ศิวภัทรเหนื่อยใจกับความดื้อรั้นของหญิงสาว แต่ก็รู้ดีว่าต่อให้เขาห้ามยังไงเธอก็ไม่ฟัง มีทางเดียวคือต้องปล่อยให้เธอทำให้สุดทางแล้วไปเจอกับความผิดหวังด้วยตัวเอง “เอาเป็นว่าคุณลองทำตามแผนของคุณก่อนก็แล้วกัน ถ้าไม่สำเร็จเราค่อยมาคุยกันใหม่”
“อะไรของคุณเนี่ย ตกลงจะช่วยหรือไม่ช่วย ฉันงงไปหมดแล้วนะ”
“คุณอยากให้ผมช่วยมั้ยล่ะ” ชายหนุ่มย้อนถามด้วยสีหน้ายียวนชวนให้กรี๊ดใส่
“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากคุณแล้ว คนกวนประสาท” ดานิกาแผดเสียงลั่นร้านอย่างไม่อายใครแล้วลุกพรวดพราดขึ้นจนเก้าอี้เกือบล้ม
“จะกลับแล้วเหรอ ยังไม่ได้กินเค้กเลย” ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์หนุ่มเลื่อนจานสตรอว์เบอร์รีชีสเค้กไปตรงหน้าหญิงสาวที่โกรธจนแทบจะพ่นไฟใส่เขาด้วยท่าทางสบายๆ
“ฉันไม่กิน!” ว่าแล้วก็สะบัดหน้าเดินจากไป
ศิวภัทรมองตามร่างระหงในชุดเดรสเข้ารูปที่มีความยาวเลยสะโพกลงมาเพียงแค่ปิดบั้นท้ายมิดด้วยรอยยิ้มขบขัน
ดานิกาไม่ได้เป็นนางร้ายที่น่ากลัวเลยสักนิด ในสายตาเขา เธอก็เป็นแค่คุณหนูเอาแต่ใจที่กำลังหวงของ นางร้ายตัวจริงที่ต้องระวังให้มากคือ ‘อันนา’ ต่างหาก ผู้หญิงคนนี้เคยแย่งเขามาจากอลีนาแล้วครั้งหนึ่งเพราะความอิจฉาริษยา และความต้องการเป็นที่รักของทุกคนเหนือพี่สาว ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ให้พี่ยอมน้องทุกกรณีตั้งแต่เด็ก เขาคิดว่าครั้งนี้อันนาก็น่าจะกำลังจ้องคิรากรตาเป็นมันอยู่ เพียงแต่ยังคาดเดาไม่ได้ว่าเธอจะมาไม้ไหน
“ป้าหมอมีกล้องวิเศษส่องค่ะ นัดตรวจคราวหน้าแม่เอิงจะพาไออุ่นไปด้วย หนูจะได้เห็นน้องที่อยู่ในพุงแม่เอิง” “ถ้าน้องคลอดแล้วไออุ่นช่วยคุณพ่อเล่านิทานให้น้องฟังได้มั้ยคะ” คิรากรถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเคย “ได้ค่า” “เก่งมากค่ะ” คุณพ่อโน้มใบหน้าลงหอมแก้มทั้งสองข้างของลูกสาวดังฟอด “อุ๊ย! น้องดิ้นดุ๊กดิ๊กค่ะ น้องยังไม่หลับ” ไออุ่นบอกอย่างตื่นเต้นโดยที่มือทั้งสองข้างทาบอยู่บนหน้าท้องของคุณแม่ “สงสัยน้องอยากคุยกับพี่ไออุ่นน่ะลูก” อลีนาบอก ไออุ่นเอาแก้มแนบกันหน้าท้องคุณแม่เพื่อจะฟังเสียงน้อง “โอบอุ้มรักพี่ไออุ่นค่า โอบอุ้มอยากออกไปเล่นกับพี่ไออุ่นเร็วๆ” คิรากรทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างเด็กผู้หญิงแทนเสียงน้องในท้องเพื่อคุยกับไออุ่น เขาทำแบบนี้ทุกวันจนไออุ่นรักและผูกพันกับน้องในท้องมาก แล้วก็ชอบคุยกับน้องมากด้วยเช่นกัน “พี่ไออุ่นก็รักโอบอุ้ม ออกมาเร็วๆ นะ มาเล่นกัน” ไออุ่นบอกเสียงใสแล้วจุ๊บที่พุงคุณแม่ส่งผ่านไปถึงน้องสาว “คุณพ่อก็รักไออุ่นกับโอบอุ้ม
ในช่วงชุลมุนอันนาผลักปริมล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้น และถีบที่ท้องอย่างแรงอีกหลายครั้งโดยที่ไม่รู้ว่าคู่กรณีตั้งครรภ์อยู่ จนกระทั่งเลือดเหนียวข้นไหลลงมาตามต้นขาด้านในของปริม อันนาถึงได้รู้ตัวว่า ทำบาปใหญ่หลวงเข้าแล้ว...‘คุณมีเมียอยู่แล้ว ยังจะมาหลอกคบกับฉันอีกทำไม’ อันนาต่อว่ามาร์ชเมื่อพบกันหลังจากทะเลาะกับปริม‘อย่าเรียกว่าเมียเลย คนที่ผมจะยกย่องให้เป็นเมียออกหน้าออกตาต้องมีฐานะคู่ควรกับผม และเป็นคนที่คุณแม่ผมยอมรับเท่านั้น’‘แล้วอย่างฉันถือว่าคู่ควรกับคุณหรือเปล่า’ อันนาถามอย่างข้องใจ เพราะคบกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เขาไม่เคยพาเธอไปพบพ่อแม่เลยสักครั้ง อันนาจำได้ว่าวันนั้นมาร์ชไม่ตอบคำถามเธอ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หาเรื่องเลิกกับเธอ... “หุบปากเดี๋ยวนี้นังเอย!!!” ปริมตะคอกพร้อมตวัดปลายปืนขึ้นเล็งที่อันนาอีกครั้ง “อย่าทำอะไรเอยอีกเลยนะคุณปริม” อลีนาเอาตัวเข้าไปขวางทางปืน “น้องเลวๆ แบบนี้แกก็ยังจะปกป้องมันอีกเหรอ!” “ยังไงเอยก็เป็นน้องฉัน ฉันปล่อยให้เอยตายไม่ได้” อลีนาบอกทั้งน้ำตา ถึงแม้ที่ผ่านมาอันนาจะร้ายกาจกับเธอ
คิรากรรับไออุ่นกลับมาถึงบ้านได้ราวหนึ่งชั่วโมง แต่อลีนากับอันนาก็ยังไม่ถึงบ้าน คนเป็นสามีร้อนใจมาก พยายามโทร. ติดต่อภรรยา แต่ก็ติดต่อไม่ได้ “คุณพ่อขา ทำไมแม่เอิงมาช้าจังคะ” ไออุ่นถามเป็นรอบที่สิบ “คุณพ่อโทร. หาแม่เอิงแล้ว แต่แม่เอิงไม่รับสายเลย” คุณพ่อตอบหน้าเครียด รู้สึกใจคอไม่ดี แล้วหันไปถามพ่อกับแม่ของอลีนาที่พยายามกดโทรศัพท์หาลูกสาวทั้งสองคนอยู่เหมือนกัน “ติดต่อเอิงได้มั้ยครับ” “ติดต่อไม่ได้ทั้งเอิง ทั้งเอยเลย” พรกมลตอบหน้าเครียดไม่แพ้กัน “ไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” “อย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ลบสิคุณ” สันติปลอบภรรยาแล้วหันไปเห็นผู้กองสายฟ้าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เกิดเรื่องแล้วคิม” นายตำรวจหนุ่มบอกพลางปรายตามองไปยังไออุ่นที่นั่งอยู่ข้างคุณตาคุณยาย เขาไม่อยากให้เด็กและคนแก่ตกใจ “ไปคุยกันข้างนอกได้มั้ย” “ได้” คิรากรตอบรับแล้วหันไปฝากคุณตาคุณยายให้ดูแลไออุ่น แล้วเดินนำเพื่อนไปยังสระว่ายน้ำที่อยู่ภายนอกตัวบ้าน “เกี่ยวกับเอิงใช่มั้ย” “ตำรวจพบรถคุณเอยจอดทิ้งไว้ที่ซอยลัดใต
คิรากรได้รับข้อความจากอลีนาตอนที่อยู่หน้าโรงเรียนสอนเต้นบัลเลต์ของไออุ่นพอดี เขาโกรธจนใจเต้นตุบๆ รีบโทร. กลับไปหาภรรยาทันที “เอิงขับรถอยู่ ไม่สะดวกคุยตอนนี้” อันนาเป็นคนรับโทรศัพท์แทนอลีนา “คุณให้เมียผมที่กำลังท้องขับรถให้คุณนั่งเหรอ!” ชายหนุ่มกัดฟันพูดเสียงต่ำอย่างไม่พอใจสุดขีด “เอิงแค่ท้องนะคุณคิม ไม่ได้ป่วย ตอนฉันท้องฉันก็ทั้งขับรถ ทั้งออกกำลังกาย ทำอะไรๆ ได้เหมือนคนปกติทั่วไป คุณอย่าห่วงจนโอเวอร์ไปหน่อยเลย” คิรากรไม่อยากพูดกับอันนาให้มากความจึงตัดบท “ดูแลเอิงให้ดีก็แล้วกัน ถ้าเมียผมเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียวเพราะคุณ ผมเล่นงานคุณหนักแน่” อันนากดวางสายแล้ววางโทรศัพท์ไว้ที่ช่องเก็บของอย่างกระแทกกระทั้น “คุณคิมว่ายังไงบ้าง” อลีนาที่กำลังขับรถอยู่ถามทั้งที่สายตายังคงมองถนนเบื้องหน้าและต้องคอยระวังบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ที่ขับเบียดมาเป็นระยะ “เขาโกรธที่เอยใช้เอิงขับรถให้ แล้วก็สั่งให้เอยดูแลเอิงให้ดี ถ้าเอิงเป็นอะไรไป เขาจะเล่นงานเอย ท่าทางคุณคิมรักเอิงมากนะ” อันนาเก็บความอิจฉาไว้แทบไม่ม
“เอิง!!! อย่าดื้อกับผม” คิรากรเผลอดุเสียงดังด้วยความเป็นห่วง “ขอโทษ ผมเป็นห่วงคุณมากไปหน่อย” “ฉันเข้าใจค่ะ” อลีนาบอกอย่างใจเย็น ไม่ได้โกรธที่ถูกดุ เพราะรู้ว่าเขาหวังดี “เพื่อความสบายใจของคุณ ฉันจะรออยู่ที่โรงพยาบาลก็ได้” “รักคุณนะ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างรู้สึกผิด ในขณะที่เธอกำลังท้อง เขาไม่ควรทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองใจ “รักคุณเหมือนกันค่ะ อย่าเครียดมากนะคะ คุณพ่อลูกสอง” “ถ้าคุณไม่ดื้อ ผมก็ไม่เครียด” “ไม่ดื้อแล้วค่ะ จะเชื่อฟังสามีทุกอย่างเลย โอเคมั้ยคะ” อลีนาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะขอตัวไปจ่ายเงินและรับยา เสร็จแล้วโทร. หาอันนาเพื่อบอกว่าจะรอคิรากรมารับ ให้อันนากลับบ้านก่อน แต่โทร. ไปหลายครั้ง อันนาก็ไม่รับสาย อลีนาลองเดินไปดูที่ลานจอดรถ แต่รถของอันนาไม่ได้จอดอยู่ที่เดิมแล้วอันนาหายไปไหน!อลีนากลับเข้ามานั่งรอคิรากรในล็อบบีโรงพยาบาลแล้วพยายามโทร. หาอันนาอีกครั้ง แต่น้องสาวก็ยังไม่ยอมรับสาย หญิงสาวเอะใจ จึงโทร. ไปที่โรงเรียนสอนบัลเลต์ของไออุ่น “ไออุ่นยังอยู่ในห้องเรียนหร
“วันนี้เอยว่าง เอยไปส่งไออุ่นแล้วก็พาเอิงไปหาหมอเองนะ” อันนาเดินเข้ามาบอกอลีนาที่ยืนรอคนขับรถอยู่ที่หน้าบ้านกับไออุ่น “ถ้าเอยว่าง เอยควรไปช่วยพ่อแม่ดูบ้านที่ไฟไหม้ แล้วก็เก็บของเตรียมย้ายไปอยู่คอนโดนะ” อลีนาบอกด้วยน้ำเสียงและหน้านิ่งเรียบ เธอเดาไม่ออกว่าน้องสาวต้องการอะไรถึงได้มาทำดีกับเธอแบบนี้ “เราเป็นพี่น้องกันนะ ไม่ต้องมามองเอยด้วยสายตาหวาดระแวงแบบนั้น เอยแค่อยากดูแลเอิง คนขับรถก็แค่ไปส่ง แต่เอยจะตามไปช่วยดูแล ไปส่งจนถึงห้องตรวจเลย แล้วเอยก็อยากช่วยเอิงดูแลไออุ่นด้วย” ว่าแล้วก็ย่อตัวลงนั่งยองๆเพื่อคุยกับเด็กหญิงที่จับมือแม่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “น้าเอยขอโทษที่เคยทำให้ไออุ่นตกใจ ต่อไปน้าเอยจะไม่ทำอีก เราดีกันนะ” ไออุ่นมองนิ้วก้อยของอันนาที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยเล็กป้อมของตัวเองขึ้นไปเกี่ยว “ดีกันก็ได้ค่ะ” “ถ้าเราดีกันแล้ว ให้น้าเอยไปส่งนะ” ไออุ่นนิ่ง ไม่ยอมตอบ อันนาจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามอลีนา “ให้เอยไปส่งนะ เอยอยากดูแลเอิง อยากทำความคุ้นเคยกับไออุ่นด้วย หรือว่าเอิงจะกีดกันไม่ให้แม่ลูกสนิทกัน”







