INICIAR SESIÓN“คนร้ายไม่รู้ว่าคุณเอยมีคู่แฝดที่หน้าเหมือนกันมาก และไม่รู้ว่าตอนนี้คุณเอยอยู่ต่างประเทศมันก็เลยตามคุณ”
“แล้วเอยไปมีเรื่องกับใครคะ ร้ายแรงถึงขนาดต้องส่งคนมาฆ่ากันเลยเหรอ”
“เป็นเรื่องชู้สาวครับ ผู้จ้างวานเป็นภรรยาของคุณมาร์ชที่น้องสาวคุณไปพัวพันด้วย”
“เท่าที่ฉันรู้ คุณมาร์ชไม่มีภรรยานี่คะ” อลีนาแปลกใจ
“เบื้องต้นคนร้ายให้การมาแบบนี้ครับ ผมออกหมายจับภรรยาคุณมาร์ชแล้ว รอให้ได้ตัวมาสอบปากคำก่อน ถ้าได้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้วผมจะแจ้งคุณมาอีกที แต่ตอนนี้คุณสบายใจได้แล้วนะครับ ไม่มีใครมาลอบทำร้ายคุณอีกแล้ว”
“ขอบคุณผู้กองมากนะคะ”
หลังจากสายฟ้ากลับไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ศรียุดาก็พรวดพราดเข้ามาในห้องหน้าตาตื่นพร้อมกับสนธยา ช่วงเวลาที่เกิดเรื่องเธอกับสามีอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากเชียงใหม่โดยเครื่องบิน จึงเปิดระบบโทรศัพท์เป็น Airplane Mode เอาไว้ พอลงเครื่องปุ๊บก็รู้ข่าวว่าคิรากรถูกยิงจึงรีบตรงดิ่งมาที่โรงพยาบาลทันที
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมคิมถึงถูกยิง!”
อลีนาเล่าความจริงทุกอย่างให้ศรียุดาฟังและเตรียมใจรับคำก่นด่าจากผู้อาวุโสที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกชายของเธอได้รับบาดเจ็บ แต่ผิดคาด แม่สามีไม่โกรธเธอ แถมยังโอบกอดปลอบขวัญอีก
“ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูก”
“คุณศรีไม่โกรธเอิงเหรอคะ” หญิงสาวจำได้ว่าศรียุดาไม่อนุญาตให้เธอเรียกท่านว่า ‘คุณแม่’
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันจะโกรธเธอได้ยังไง” ศรียุดาบอกอย่างมีเหตุผล “คนที่ผิดคือน้องสาวเธอโน่น ตัวเองไปเที่ยวสบายใจเฉิบอยู่ต่างประเทศ จะรู้บ้างมั้ยว่าพี่สาวต้องเกือบมาตายแทน เก่งแต่สร้างเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อน!”
“อย่าเสียงดังคุณ จะรบกวนคิม” สนธยาผู้ใจเย็นอยู่เป็นนิตย์สะกิดเตือนภรรยาให้เบาเสียง
“ก็ฉันโมโหนี่ กี่คนแล้วที่ต้องรับกรรมจากผลการกระทำของเจ้าหล่อน จบเรื่องนี้ก็ไม่รู้จะก่อเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า” ศรียุดาพูดอย่างหนักใจ
“เอิงต้องขอโทษแทนเอยด้วยนะคะ ที่สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวคุณศรีอย่างไม่น่าให้อภัย” อลีนาเลื่อนตัวลงกราบที่ตักของผู้อาวุโส เหตุการณ์ครั้งนี้เกือบทำให้ลูกชายคนโตของท่านต้องถูกยิงตายซ้ำรอยลูกชายคนเล็กไปอีกคน ก็สมควรแล้วที่ท่านจะโกรธมาก
“ถ้ารู้สึกผิดแทนน้องสาวก็ดูแลคิมกับไออุ่นให้ดีก็แล้วกัน” ศรียุดาลูบศีรษะอลีนาด้วยความเอ็นดูแล้วจับตัวเธอให้ลุกขึ้นมานั่งเคียงข้างกันบนโซฟา “ลูกกับหลานฉันรักเธอมาก อย่าทำให้พวกเขาเสียใจ”
“เอิงไม่มีวันทำให้คุณคิมกับไออุ่นเสียใจเด็ดขาดค่ะ” หญิงสาวให้คำมั่น
ศรียุดายิ้มพอใจ “เธออยู่ดูแลคิมเถอะนะ ฟื้นขึ้นมาเขาคงอยากเห็นหน้าเธอเป็นคนแรก เดี๋ยวฉันจะไปรับไออุ่นที่โรงเรียนให้เอง แล้วค่ำๆ จะพามาเยี่ยมพ่อ”
“ขอบคุณค่ะ เอิงฝากไออุ่นด้วยนะคะ” อลีนายกมือไหว้มารดาของสามีอย่างซาบซึ้งใจ ในการวางตัวอย่างมีระยะห่าง เธอรู้ว่าผู้อาวุโสก็มีความเอ็นดูเธออยู่ไม่น้อย
อลีนานั่งเฝ้าคิรากรอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหนอยู่หลายชั่วโมง กระทั่งชายหนุ่มเริ่มขยับมือข้างที่เธอบีบกุมอยู่
“คุณคิม ฟื้นแล้วเหรอคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองหน้าคนเจ็บที่เพิ่งลืมตาขึ้นมายิ้มให้เธอด้วยความดีใจ
“ร้องไห้เหรอ ตาบวมเชียว” เขายกมือขึ้นลูบที่แก้มนวลแผ่วเบาอย่างปลอบโยน “เรายังไม่มีน้องให้ไออุ่นเลย ผมไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก”
“ยังจะมีอารมณ์มาพูดเล่นอีก” เธอต่อว่าน้ำตาซึม ทั้งดีใจที่เขาฟื้น และรู้สึกผิดที่เธอและน้องสาวเป็นต้นเหตุให้เขาต้องเจ็บตัว
“ผมพูดจริง รอให้แผลหายก่อนเถอะ ผมจะเปิดโรงงานผลิตน้องให้ไออุ่นทั้งวันทั้งคืนเลย” คนเจ็บฝืนยิ้มเพื่อให้คนเสียขวัญผ่อนคลายขึ้น
“ฟื้นขึ้นมาก็พูดไม่หยุดเลยนะ ไม่เจ็บแผล ไม่มึนยาสลบบ้างหรือไงคะ”
“เจ็บ แต่ทนได้ แค่เห็นคุณปลอดภัยผมก็ดีใจแล้ว” ว่าแล้วก็ดึงมือเรียวนุ่มไปจูบอย่างแสนรัก “ทีนี้เชื่อหรือยังว่าผมรักคุณ รักมากกว่าชีวิตของตัวเองอีก เห็นมั้ย”
“เชื่อแล้วค่ะ” อลีนาตอบรับเสียงแผ่วหวานอย่างซาบซึ้งใจ “แต่คราวหลังไม่ต้องทำถึงขนาดนี้นะคะ เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไป ฉันคงเสียใจไปตลอดชีวิต”
“เรื่องแบบนี้มันจะไม่เกิดขึ้นอีกเอิง ผมจะเร่งสายฟ้าให้จับคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด”
“จับคนร้ายได้แล้วค่ะ ผู้กองสายฟ้ามาบอกตอนที่คุณสลบอยู่”
อลีนาเล่าความจริงทุกอย่างให้คิรากรฟัง โดยไม่คาดหวังว่าเขาจะเข้าใจเหมือนที่ศรียุดาเข้าใจ เพราะมุมหนึ่งเขาก็เป็นผู้ชายใจร้อนเจ้าอารมณ์อยู่เหมือนกัน
“ผมจะทำยังไงกับน้องสาวคุณดี!” ชายหนุ่มทุบกำปั้นลงบนเตียงด้วยความโกรธจัดหลังจากได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างจากปากภรรยา “เขาเกิดมาเพื่อสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นจริงๆ คุณเกือบต้องตายเพราะเขา แล้วไม่รู้ว่าต่อไปจะสร้างเรื่องเดือดร้อนอะไรให้อีก”
“ใจเย็นๆ ค่ะ เดี๋ยวสะเทือนแผล” อลีนาจับมือใหญ่ที่กำหมัดแน่นให้คลายออกแล้วบีบกุมไว้ด้วยมือเล็กทั้งสองข้าง “เรื่องนี้มันจบแล้วค่ะ ตำรวจจับคนร้ายได้แล้ว คุณอย่าโกรธเลยนะ พักรักษาตัวให้หายดีก่อนดีกว่า”
คิรากรยอมสงบลงเมื่อเห็นหน้าจ๋อยๆ ของภรรยา เขาเข้าใจดีกว่าการที่เธอต้องเป็นคนกลางระหว่างเขากับน้องสาวของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจ ต่อให้อันนาจะทำตัวไม่น่ารักขนาดไหน แต่ความเป็นพี่น้องก็ตัดกันไม่ขาด “หมอบอกหรือเปล่าว่าอีกกี่วันแผลผมถึงจะหาย”
“หมอบอกว่าประมาณสองอาทิตย์ค่ะ โชคดีนะคะที่ไม่โดนจุดสำคัญ ไม่งั้นรักษากันยาวเลย”
“คุณรู้มั้ยว่าอะไรคือจุดสำคัญที่สุดของผม” คนถามทำหน้ากรุ้มกริ่มต่างกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
“นี่คุณ อย่ามาพูดทะลึ่งนะ เดี๋ยวพยาบาลมาได้ยิน อายเขา” อลีนาปรามใบหน้าแดงก่ำ แววตาของเขาทำให้เธอคิดดีไม่ได้เลยจริงๆ
“พูดทะลึ่งอะไร คุณคิดอะไรอยู่เนี่ย”
“คิดอะไร ไม่ได้คิด” หญิงสาวก้มหน้าปฏิเสธเสียงเบา
“คิดว่าคิมน้อยละสิ”
“บ้า!”
“จุดสำคัญของผมคือคุณต่างหาก โชคดีที่คุณไม่เป็นอะไร” คิรากรบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นและชัดเจนในความรู้สึกที่เขามีต่อเธอ
“ป้าหมอมีกล้องวิเศษส่องค่ะ นัดตรวจคราวหน้าแม่เอิงจะพาไออุ่นไปด้วย หนูจะได้เห็นน้องที่อยู่ในพุงแม่เอิง” “ถ้าน้องคลอดแล้วไออุ่นช่วยคุณพ่อเล่านิทานให้น้องฟังได้มั้ยคะ” คิรากรถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเคย “ได้ค่า” “เก่งมากค่ะ” คุณพ่อโน้มใบหน้าลงหอมแก้มทั้งสองข้างของลูกสาวดังฟอด “อุ๊ย! น้องดิ้นดุ๊กดิ๊กค่ะ น้องยังไม่หลับ” ไออุ่นบอกอย่างตื่นเต้นโดยที่มือทั้งสองข้างทาบอยู่บนหน้าท้องของคุณแม่ “สงสัยน้องอยากคุยกับพี่ไออุ่นน่ะลูก” อลีนาบอก ไออุ่นเอาแก้มแนบกันหน้าท้องคุณแม่เพื่อจะฟังเสียงน้อง “โอบอุ้มรักพี่ไออุ่นค่า โอบอุ้มอยากออกไปเล่นกับพี่ไออุ่นเร็วๆ” คิรากรทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างเด็กผู้หญิงแทนเสียงน้องในท้องเพื่อคุยกับไออุ่น เขาทำแบบนี้ทุกวันจนไออุ่นรักและผูกพันกับน้องในท้องมาก แล้วก็ชอบคุยกับน้องมากด้วยเช่นกัน “พี่ไออุ่นก็รักโอบอุ้ม ออกมาเร็วๆ นะ มาเล่นกัน” ไออุ่นบอกเสียงใสแล้วจุ๊บที่พุงคุณแม่ส่งผ่านไปถึงน้องสาว “คุณพ่อก็รักไออุ่นกับโอบอุ้ม
ในช่วงชุลมุนอันนาผลักปริมล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้น และถีบที่ท้องอย่างแรงอีกหลายครั้งโดยที่ไม่รู้ว่าคู่กรณีตั้งครรภ์อยู่ จนกระทั่งเลือดเหนียวข้นไหลลงมาตามต้นขาด้านในของปริม อันนาถึงได้รู้ตัวว่า ทำบาปใหญ่หลวงเข้าแล้ว...‘คุณมีเมียอยู่แล้ว ยังจะมาหลอกคบกับฉันอีกทำไม’ อันนาต่อว่ามาร์ชเมื่อพบกันหลังจากทะเลาะกับปริม‘อย่าเรียกว่าเมียเลย คนที่ผมจะยกย่องให้เป็นเมียออกหน้าออกตาต้องมีฐานะคู่ควรกับผม และเป็นคนที่คุณแม่ผมยอมรับเท่านั้น’‘แล้วอย่างฉันถือว่าคู่ควรกับคุณหรือเปล่า’ อันนาถามอย่างข้องใจ เพราะคบกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เขาไม่เคยพาเธอไปพบพ่อแม่เลยสักครั้ง อันนาจำได้ว่าวันนั้นมาร์ชไม่ตอบคำถามเธอ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หาเรื่องเลิกกับเธอ... “หุบปากเดี๋ยวนี้นังเอย!!!” ปริมตะคอกพร้อมตวัดปลายปืนขึ้นเล็งที่อันนาอีกครั้ง “อย่าทำอะไรเอยอีกเลยนะคุณปริม” อลีนาเอาตัวเข้าไปขวางทางปืน “น้องเลวๆ แบบนี้แกก็ยังจะปกป้องมันอีกเหรอ!” “ยังไงเอยก็เป็นน้องฉัน ฉันปล่อยให้เอยตายไม่ได้” อลีนาบอกทั้งน้ำตา ถึงแม้ที่ผ่านมาอันนาจะร้ายกาจกับเธอ
คิรากรรับไออุ่นกลับมาถึงบ้านได้ราวหนึ่งชั่วโมง แต่อลีนากับอันนาก็ยังไม่ถึงบ้าน คนเป็นสามีร้อนใจมาก พยายามโทร. ติดต่อภรรยา แต่ก็ติดต่อไม่ได้ “คุณพ่อขา ทำไมแม่เอิงมาช้าจังคะ” ไออุ่นถามเป็นรอบที่สิบ “คุณพ่อโทร. หาแม่เอิงแล้ว แต่แม่เอิงไม่รับสายเลย” คุณพ่อตอบหน้าเครียด รู้สึกใจคอไม่ดี แล้วหันไปถามพ่อกับแม่ของอลีนาที่พยายามกดโทรศัพท์หาลูกสาวทั้งสองคนอยู่เหมือนกัน “ติดต่อเอิงได้มั้ยครับ” “ติดต่อไม่ได้ทั้งเอิง ทั้งเอยเลย” พรกมลตอบหน้าเครียดไม่แพ้กัน “ไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” “อย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ลบสิคุณ” สันติปลอบภรรยาแล้วหันไปเห็นผู้กองสายฟ้าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เกิดเรื่องแล้วคิม” นายตำรวจหนุ่มบอกพลางปรายตามองไปยังไออุ่นที่นั่งอยู่ข้างคุณตาคุณยาย เขาไม่อยากให้เด็กและคนแก่ตกใจ “ไปคุยกันข้างนอกได้มั้ย” “ได้” คิรากรตอบรับแล้วหันไปฝากคุณตาคุณยายให้ดูแลไออุ่น แล้วเดินนำเพื่อนไปยังสระว่ายน้ำที่อยู่ภายนอกตัวบ้าน “เกี่ยวกับเอิงใช่มั้ย” “ตำรวจพบรถคุณเอยจอดทิ้งไว้ที่ซอยลัดใต
คิรากรได้รับข้อความจากอลีนาตอนที่อยู่หน้าโรงเรียนสอนเต้นบัลเลต์ของไออุ่นพอดี เขาโกรธจนใจเต้นตุบๆ รีบโทร. กลับไปหาภรรยาทันที “เอิงขับรถอยู่ ไม่สะดวกคุยตอนนี้” อันนาเป็นคนรับโทรศัพท์แทนอลีนา “คุณให้เมียผมที่กำลังท้องขับรถให้คุณนั่งเหรอ!” ชายหนุ่มกัดฟันพูดเสียงต่ำอย่างไม่พอใจสุดขีด “เอิงแค่ท้องนะคุณคิม ไม่ได้ป่วย ตอนฉันท้องฉันก็ทั้งขับรถ ทั้งออกกำลังกาย ทำอะไรๆ ได้เหมือนคนปกติทั่วไป คุณอย่าห่วงจนโอเวอร์ไปหน่อยเลย” คิรากรไม่อยากพูดกับอันนาให้มากความจึงตัดบท “ดูแลเอิงให้ดีก็แล้วกัน ถ้าเมียผมเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียวเพราะคุณ ผมเล่นงานคุณหนักแน่” อันนากดวางสายแล้ววางโทรศัพท์ไว้ที่ช่องเก็บของอย่างกระแทกกระทั้น “คุณคิมว่ายังไงบ้าง” อลีนาที่กำลังขับรถอยู่ถามทั้งที่สายตายังคงมองถนนเบื้องหน้าและต้องคอยระวังบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ที่ขับเบียดมาเป็นระยะ “เขาโกรธที่เอยใช้เอิงขับรถให้ แล้วก็สั่งให้เอยดูแลเอิงให้ดี ถ้าเอิงเป็นอะไรไป เขาจะเล่นงานเอย ท่าทางคุณคิมรักเอิงมากนะ” อันนาเก็บความอิจฉาไว้แทบไม่ม
“เอิง!!! อย่าดื้อกับผม” คิรากรเผลอดุเสียงดังด้วยความเป็นห่วง “ขอโทษ ผมเป็นห่วงคุณมากไปหน่อย” “ฉันเข้าใจค่ะ” อลีนาบอกอย่างใจเย็น ไม่ได้โกรธที่ถูกดุ เพราะรู้ว่าเขาหวังดี “เพื่อความสบายใจของคุณ ฉันจะรออยู่ที่โรงพยาบาลก็ได้” “รักคุณนะ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างรู้สึกผิด ในขณะที่เธอกำลังท้อง เขาไม่ควรทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองใจ “รักคุณเหมือนกันค่ะ อย่าเครียดมากนะคะ คุณพ่อลูกสอง” “ถ้าคุณไม่ดื้อ ผมก็ไม่เครียด” “ไม่ดื้อแล้วค่ะ จะเชื่อฟังสามีทุกอย่างเลย โอเคมั้ยคะ” อลีนาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะขอตัวไปจ่ายเงินและรับยา เสร็จแล้วโทร. หาอันนาเพื่อบอกว่าจะรอคิรากรมารับ ให้อันนากลับบ้านก่อน แต่โทร. ไปหลายครั้ง อันนาก็ไม่รับสาย อลีนาลองเดินไปดูที่ลานจอดรถ แต่รถของอันนาไม่ได้จอดอยู่ที่เดิมแล้วอันนาหายไปไหน!อลีนากลับเข้ามานั่งรอคิรากรในล็อบบีโรงพยาบาลแล้วพยายามโทร. หาอันนาอีกครั้ง แต่น้องสาวก็ยังไม่ยอมรับสาย หญิงสาวเอะใจ จึงโทร. ไปที่โรงเรียนสอนบัลเลต์ของไออุ่น “ไออุ่นยังอยู่ในห้องเรียนหร
“วันนี้เอยว่าง เอยไปส่งไออุ่นแล้วก็พาเอิงไปหาหมอเองนะ” อันนาเดินเข้ามาบอกอลีนาที่ยืนรอคนขับรถอยู่ที่หน้าบ้านกับไออุ่น “ถ้าเอยว่าง เอยควรไปช่วยพ่อแม่ดูบ้านที่ไฟไหม้ แล้วก็เก็บของเตรียมย้ายไปอยู่คอนโดนะ” อลีนาบอกด้วยน้ำเสียงและหน้านิ่งเรียบ เธอเดาไม่ออกว่าน้องสาวต้องการอะไรถึงได้มาทำดีกับเธอแบบนี้ “เราเป็นพี่น้องกันนะ ไม่ต้องมามองเอยด้วยสายตาหวาดระแวงแบบนั้น เอยแค่อยากดูแลเอิง คนขับรถก็แค่ไปส่ง แต่เอยจะตามไปช่วยดูแล ไปส่งจนถึงห้องตรวจเลย แล้วเอยก็อยากช่วยเอิงดูแลไออุ่นด้วย” ว่าแล้วก็ย่อตัวลงนั่งยองๆเพื่อคุยกับเด็กหญิงที่จับมือแม่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “น้าเอยขอโทษที่เคยทำให้ไออุ่นตกใจ ต่อไปน้าเอยจะไม่ทำอีก เราดีกันนะ” ไออุ่นมองนิ้วก้อยของอันนาที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยเล็กป้อมของตัวเองขึ้นไปเกี่ยว “ดีกันก็ได้ค่ะ” “ถ้าเราดีกันแล้ว ให้น้าเอยไปส่งนะ” ไออุ่นนิ่ง ไม่ยอมตอบ อันนาจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามอลีนา “ให้เอยไปส่งนะ เอยอยากดูแลเอิง อยากทำความคุ้นเคยกับไออุ่นด้วย หรือว่าเอิงจะกีดกันไม่ให้แม่ลูกสนิทกัน”







