LOGINบทที่ 3 ทะลึ่ง
ภัตตาคารหรูย่านดัง “ แม่คะ ก่อนจะแต่งงานหนูขอเช็กของก่อนได้ไหมอะ ” “ เช็กของอะไรของแกอีก ตอนพบคุณสรุจแกช่วยพูดจาดีหน่อยนะ อะไรที่ไร้สาระก็ไม่ต้องพูดออกไป ” “ ก็ไอ้นั่นของผู้ชายอะ ” ‘ เพี๊ยะ ’ “ โอ๊ยแม่ ตีแขนหนูทำไมเนี่ย ” “ ทำไมแกถึงพูดจาทะลึ่งแบบนี้ฮะ เดี๋ยวใครจะว่าเอาได้นะว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนอะ ” “ ถ้าใครว่า หนูก็น้อมรับนะ เพราะหนูไม่มีใครสั่งสอนจริงๆ ” “ ยัยนี่ แกจะเถียงฉันให้ได้เลยใช่ไหมฮะ ” “ ก็มันจริงนี่น่า แม่ตามพ่อภพไปอยู่ต่างประเทศตั้งสามปี ปล่อยให้หนูอยู่กับพี่เลี้ยง หนูก็ไม่มีคนคอยสั่งสอน หนูพูดผิดเหรอ ” “ ตอนนั้นแกอายุสิบห้าปีแล้วนะ แกโตแล้ว รู้จักผิดชอบชั่วดีมีความคิดเป็นของตัวเอง แกก็เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เพราะก่อนหน้านั้นฉันก็สั่งสอน อบรมมารยาทแกตลอด แค่เพียงเวลาสองปีที่ห่างกัน แกถึงกับโทษว่าฉันไม่สั่งสอนแกเลยเหรอ? ” “ ใช่ แม่ไม่รู้เหรอว่าช่วงนั้น เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หนูก็ไม่ได้รู้ผิด รู้ถูกไปซะทุกเรื่องนะ หนูก็ขาดความอบอุ่นเป็นเวลาสองปีสำหรับแม่อาจจะแป๊บ ๆ แต่สำหรับหนูมันยาวนานมาก หนูต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ตื่นเช้าไปโรงเรียน ตอนเย็นเลิกเรียนก็กลับบ้าน วันหยุดก็อยู่แต่บ้าน แถมพี่เลี้ยงที่แม่จ้างอะ เธอไม่ได้ดีกับหนูอย่างที่ทุกคนเห็นเลย เธอใจร้ายมาก ๆ เธอไม่สนใจหนูด้วยซ้ำ ” “ แล้วทำไมแกไม่พูดบอกฉันล่ะ ตอนที่ฉันโทรหา ” “ ก็ยัยพี่เลี้ยงมันเฝ้าหนูตลอดอะ ใครจะกล้าพูด ” “ ฉันรู้แล้ว ที่แกทำตัวเกเรไม่ตั้งใจเรียนตอนขึ้นม.ปลายเพราะแกกำลังประชดฉันใช่ไหม แกกำลังเรียกร้องความสนใจจากฉันใช่หรือเปล่า? ” “ เปล่า หนูไม่ชอบการเรียนเอง ไม่ได้ประชด ไม่ได้เรียกร้องความสนใจอะไรเลย ” “ ก่อนหน้าที่ฉันจะไปต่างประเทศ แกเรียนได้เกรดเฉลี่ยดีมาตลอดนะ แต่พอเริ่มเรียนม.ปลายแกก็เกรดตกเรื่อย ๆ ตอนที่ฉันกลับมาอยู่บ้าน แกก็เปลี่ยนไปอย่างคนละคนเลย ” “ วันเวลาผ่านไป ขนาดร่างกายของคนยังมีการเปลี่ยนแปลง นับประสาอะไรกับหนูที่อายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ” “ ตั้งแต่ที่ฉันกลับมา ฉันก็คอยอบรมสั่งสอนแกนะ แต่แกดื้อรั้นไม่ฟัง เอาแต่ใจ เอาแต่ความคิดตัวเอง ไม่ฟังความเห็นของใครเลย ” “ มันเกินวัยแล้วค่ะคุณแม่ จะมาสั่งสอนตอนโต มันก็ไม่ใช่เรื่องแล้วมั้ง ” “ ยัยนี่ แกเงียบปากไปเลย เดินตามฉันมา เดี๋ยวพอเจอคุณสรุจ แกก็ยิ้มหวาน ๆ พูดจาให้นุ่มนวลด้วยล่ะ ” “ โอเค ” “ แกห้ามพูดว่าโอเค แกต้องตอบว่าค่ะ ” “ เรื่องเยอะจังแม่ หนูกลับบ้านทันไหมเนี่ย ” “ แกลืมไปแล้วเหรอว่าแกอยากได้รองเท้าส้นสูงรุ่นลิมิเต็ด ถ้าแกไม่เชื่อฟังฉัน แกจะอดนะ ” “ โอเคๆ ” ‘ พรึ่บ ’ “ อะ…โอ๊ย แม่ หยิกแขนหนูทำไมอีก ชอบทำร้ายร่างกายลูกสาวคนนี้จริง ๆ เลย ” “ แกพูดค่ะสิ ” “ ค่ะ ค่ะ ค่ะ ค่ะ ค่ะ ค่ะ โอ๊ยยย แม่ ” คราวนี้แม่ยื่นมือมาบิดที่เอวบางอย่างแรง “ แกไม่ต้องมาประชดประชันฉัน รีบเดินตามฉันมาเลย ” “ ค่ะๆ ” และแล้วก็ถึงห้องอาหารแสนหรู เป็นห้องส่วนตัวไปอีก เงียบเหงาแน่ ๆ มากินกันสามคนไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องจองห้องใหญ่ด้วย จะอวดรวยว่างั้น! “ มาไวจังเลยนะคะคุณสรุจ ” พอเข้าห้องมา แม่ก็เอ่ยทักก่อน อีกฝ่ายกำลังอ่านเมนูอาหารด้วยการตั้งหนังสือเมนูบังหน้า เธอเลยอดมองหน้า สมองคิดวิเคราะห์ทันที สงสัยจะแก่ และมีอายุมากด้วย ถ้ามีลูกแล้วอะ แม่คงไม่เลือกคนดี ๆ ให้ลูกชังคนนี้หรอก “ มาแล้วเหรอครับ สวัสดีครับคุณฉวีวรรณ ” สมุดเมนูอาหารถูกวางลงราบบนโต๊ะ เผยให้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายทันที ทำเอาเธอสตั๊นไปชั่วขณะ เหมือนจะหยุดหายใจเลย เพราะคนตรงหน้าไม่ได้เป็นตามที่เธอคิด เขาหล่อมาก ยังหนุ่มยังแน่น อกแกร่งแน่นเปรี๊ยะ ถ้าได้ลูบสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี อื้ม~ นี่เหรอพ่อหม้ายลูกติด ทามมายหล่อขนาดนี้ ไม่ไหวแล้ว งื้อ~ ชอบเค้าอะ “ ยัยรสา แกทำหน้าให้มันดี ๆหน่อย จะเคลิ้มอะไรขนาดนั้นฮะ มันน่าเกลียด แกรู้ไหม ” “ เอ่อ…ฮายคุณสรุจ ฉันรสาค่ะ ” เธอเดินไปใกล้เขา แล้วยื่นมือไปหวังจะจับมือเขา หวังจะลูบไล้ แตะอั๊งอีกฝ่ายในทันที “ ครับ ” เขาพูดแค่นั้น สายตาที่จ้องมองเธอในตอนแรก ก็หันกลับไปจ้องที่เมนูอาหารตามเดิมทันที แป๋ว แบบนี้เรียกหน้าแตกหรือเปล่า? หยิ่งชะมัด! “ เอ่อ…ขอโทษคุณสรุจด้วยนะคะดิฉันสอนลูกมาไม่ดีเอง เลยไม่มีมารยาทนิดหน่อย ” “ อ่อ ครับ ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่โทษคุณฉวีวรรณหรอกครับ อายุปูนนี้แล้วน่าจะคิดเองได้แหละ ” อะไรของเขา งงมาก ฉันไม่มีมารยาทตรงไหน ฉันก็แค่อยากทักทายด้วยกันจับมือเชคแฮนด์เองนะ มันผิดด้วยเหรอ ? “ รสามานั่งสิ ” แม่พูดขึ้น “ โอเค ” “ รสา! ” แม่พูดเหมือนกัดฟัน “ อ่อ ค่ะ ” “ คุณฉวีวรรณ จะสั่งอะไรดีครับ ” “ เรียกดิฉันว่า ฉวีก็ได้ค่ะคุณสรุจ ” “ ครับ คุณฉวีอยากทานอะไรก็สั่งได้เลยครับ ” “ ค่ะ ” แม่หยิบสมุดเมนูอาหารขึ้นมาแล้วเปิดดู “ แม่ ทำไมมีแต่อาหารไทย ๆ ล่ะคะ ภัตตาคารหรูแบบนี้ ต้องมีอาหารต่างชาติบ้างสิ ” “ คุณสรุจเขาไม่ชอบอะไรที่เป็นของต่างประเทศ ต่างชาติ เขาเคร่งมากเลย แกอย่าหลุดพูดโอเคไปอีกล่ะ ” เดี๋ยวนะ คนแบบนี้มีด้วยเหรอ เขาจะรักชาติไปถึงไหนเนี่ย! หรือเกิดมามีดีแค่รวยเลยไม่เคยลิ้มลองของอร่อย ๆ จากต่างประเทศ หึก! มันจะต่างอะไรจากคนไม่มีอันจะกินล่ะ เอ๊ะ หรือเขาเป็นคนงก ขี้เหนียว “ ฉันอยากกินสเต็กค่ะ สั่งได้ไหมคะ ” มองหน้าอีกฝ่ายพร้อมเลิกคิ้วท้าทาย “ ยัยรสา! ” แม่มองหน้าเธอ แล้วกัดฟันพูดอีกครั้ง “ ผมจะสั่งแกงเหลืองยอดมะพร้าวอ่อน คุณฉวีกินได้ไหมครับ ” ดูสิ เขาเมินเธออีกแล้วอะ “ กินได้ค่ะ ขอเผ็ดนิดหน่อยพอนะคะ ” “ ได้ครับ งั้นผมขอสั่งหมูสามชั้นคั่วพริกเกลือหนึ่งที่ด้วยนะครับ ” “ ได้ค่ะ แล้วแต่คุณสรุจเลย พวกเราทานได้หมด ” “ แม่ หนูทานไม่ได้ หนูไม่เคยกินของแบบนั้น หนูสั่งสปาเก็ตตี้ได้ไหม ” “ เอ่อ… คุณฉวีครับ ผมขอสั่ง ปลาหมึกต้มมะนาวและปลาอินทรีย์ย่างน้ำปลาหวานยำหัวปลี ด้วยนะครับ ไม่ทราบว่าคุณฉวีทานได้ไหมครับ ” ดูสิ เขาไม่ฟังที่เธอพูดเลย สั่งอะไรก็ไม่รู้ “ ได้ค่ะ ” “ ผมว่ามันน้อยไปนะ ผมขอสั่ง ต้มยำทะเลน้ำใสเห็ดโคนด้วยแล้วกัน คุณฉวีมีแพ้อะไรไหมครับ ” สรุปพาใครมาดูตัวกันเนี่ย ไม่ถามเธอสักคำว่ากินได้ไหม เหอะ! “ ไม่มีแพ้ค่ะ รสาเองก็ไม่แพ้ ทานได้ค่ะ เอ่อ..ฉันขอสั่งไข่เยี่ยวม้าลูกเขยด้วยนะคะ ” “ ได้ครับ แล้วของหวานจะรับอะไรดีครับ ” “ ข้าวเหนียวเปียกลำไยมะพร้าวอ่อนค่ะ รสาลูกอยากกินอะไร ” ว้าว วันนี้แม่เห็นเธอเป็นลูกหนึ่งวันสินะ “ หนูไม่ทานของหวานค่ะ เดี๋ยวอ้วน ” “ ผมสั่งให้นะครับ ของคุณรสาเอาเป็นสาคูข้าวโพดมะพร้าวอ่อน ของผมเป็นสาคูเปียกลำไย ” อะไรวะเนี่ย ตอนที่เธอสั่งเขาไม่คิดจะฟัง แล้วนี่มาคิดเองเออเองแทนเธออีก เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ ❤️_______❤️ นามปากกาธัญญวรินทร์บทที่ 6 ยอมเป็นหมาให้เขาขี่หนึ่งเดือนต่อมา...“ ยัยรสา! ทำไมแกเพิ่งกลับถึงบ้านฮะ ”“ อ้าว ก็หนูเมาไงเลยไม่ได้กลับเมื่อคืน ”“ ฉันโทรหาแกกี่สายแล้วฮะ ทำไมแกไม่ยอมรับสาย ยี๋~ ตัวเหม็นเหล้ามาก ” แม่เดินมาใกล้ได้เพียงชั่วครู่ถึงกับต้องถอยห่างไป“ โห แม่ ตอนนั้นหนูกำลังแดนซ์อยู่กับเพื่อน ๆ ไง ไม่มีเวลาจับมือถือหรอก เพื่อนแต่งงานทั้งที ต้องฉลองกันให้สุดสิ ”“ ก่อนจะออกจากบ้านฉันพูดกับแกว่าไงฮะ แกลืมแล้วเหรอ? ”“ บอกว่าอย่ากลับดึก ”“ ใช่ แกก็จำได้นี่ แล้วทำไมไม่ปฏิบัติตาม ”“ จำได้สิ ก็นี่ไงหนูไม่ได้กลับดึก แต่กลับเช้าแทน หนูทำตามที่แม่บอกแล้วนะ ”“ ยัยรสา! แกนี่เถียงคำไม่ตกฟากจริง ๆ เลยนะ ” แม่ง้างมือขึ้น เธอก็ถอยหลังอย่างเร็ว “ โธ่แม่ ปล่อยหนูบ้างเหอะ ให้อยู่แต่บ้าน หนูก็เบื่อเป็นเหมือนกันนะ ”“ แหม่ ๆ แกพูดเหมือนตัวเองอยู่ติดบ้านเลยว่างั้น ”“ แต่เดือนก่อนทั้งเดือน หนูไม่เที่ยว ไม่ดื่ม ออกไปข้างนอกแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงเองนะ แม่ไม่เห็นจะเยินยอหนูบ้างว่าเป็นเด็กดีแล้ว พอห
บทที่ 5 รั้งสิเส้นดายชอปตรงหน้าคือร้านขายของแบบกิฟต์ชอป เป็นร้านที่ใหญ่มาก คนเข้าออกพลุกพล่านแม่บอกว่าลูกของคุณสรุจชื่อเส้นดาย ร้านนี้ก็คงตั้งชื่อลูก และลูกเขาก็มักจะอยู่ที่ร้านนี้ เขารักลูกสาวมาก ก็คงมาเฝ้าร้านกับลูกแหละ ดูสิลูกเขาจะน่ารักเท่าเธอหรือเปล่า? เด็กนั้นอายุน่าจะ15-16 แล้วแหละ ว่าแต่คุณสรุจมีลูกตอนอายุเท่าไหร่เนี่ย หรือเขาจะอายุมากแล้ว หน้าตาที่ดูอ่อนกว่าวัยก็คงไปศัลยกรรมมาแหละ คนรวยก็แบบนี้แหละ เงินเยอะไม่รู้จะใช้จ่ายอะไรดี เพราะใช้ยังไงก็ไม่มีวันหมดก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในร้าน หัวใจก็เต้นแรงมาก เพราะมาหาผู้ชายโดยเฉพาะ และเขาคนนั้นก็หล่อมากด้วย อยากได้มานอนกอดจัง!‘ พรึ่บ ’“ โอ๊ย ” เด็กน้อยล้มลงก้นจ้ำเบ้า“ ยัยเด็กนี่เดินยังไงฮะ ไม่ดูตาม้าตาเรือเลย ” ผู้หญิงวัยกลางคนพูดขึ้น ก็คือคนที่เด็กวิ่งมาชน แถมยังยืนเท้าสะเอวมองหน้าเด็กอย่างโมโหอีก“ แง่ ๆ หนูเจ็บ เจ็บ ” เด็กน้อยร้องไห้เริ่มมีน้ำตาไหลออกมา“ เธอวิ่งมาชนฉันเองนะ เธอควรจะขอโทษฉันสิ แล้วนี่พ่อแม่ไปไหน ถึงปล่อยให้มาเดินคนเดียวฮะ ทำคน
บทที่ 4 กาหัว / แบล็กลิสต์วันต่อมา...‘ ก๊อก ๆ ก๊อก ๆ ’‘ แกร๊ก ’ ประตูถูกเปิดออก หลังจากเคาะเรียกได้ไม่นาน “ คุณหนูคะ คุณนายให้มาเรียกค่ะ ” “ งื้อ~ หนูง่วง ขอนอนต่อ ป้าปริกบอกแม่ไปนะว่าหนูจะตื่นเอง ” น้ำเสียงที่เปล่งออกงัวเงียสุดๆ “ คุณนายบอกว่า ถ้าคุณหนูไม่ตื่น ให้ป้าเอาน้ำสาดเลยค่ะ ”“ อะ...อ้าว ” เธอลุกขึ้นนั่งทันที มือทั้งสองข้างขยี้ตาไปด้วย “ คุณหนูลุกขึ้นอาบน้ำเถอะ เชื่อป้านะ เดี๋ยวถ้าคุณนายขึ้นมาเองจะเป็นเรื่องอีก ”“ ยังเช้าอยู่เลยนะ จะให้รีบตื่นไปไหนกัน ”“ สิบเอ็ดโมงแล้วค่ะ ”“ อ้าวเหรอ? ”“ ก็เพราะว่าห้องคุณหนูใส่ผ้าม่านปิดทึบแบบนี้ไงคะ เลยไม่รู้ว่ามันเที่ยงแล้ว ” ป้าปริกพูดจบเดินไปเปิดผ้าม่าน แสงก็สอดส่องเข้ามาทัน ทำเอาแสบตา ปรับไม่ทันกันเลยทีเดียว “ โอเค ๆ เดี๋ยวหนูอาบน้ำแต่งตัวเสร็จจะรีบลงไปเลย ”“ ค่ะ อย่าช้านะ อย่าให้ป้าต้องมาเรียกอีกครั้งล่ะ ” “ ค่า ”11 : 59 น. “ ฉันให้ป้าปริกไปเรียกแกตั้งนานแล้วนะ ”
บทที่ 3 ทะลึ่งภัตตาคารหรูย่านดัง“ แม่คะ ก่อนจะแต่งงานหนูขอเช็กของก่อนได้ไหมอะ ” “ เช็กของอะไรของแกอีก ตอนพบคุณสรุจแกช่วยพูดจาดีหน่อยนะ อะไรที่ไร้สาระก็ไม่ต้องพูดออกไป ”“ ก็ไอ้นั่นของผู้ชายอะ ” ‘ เพี๊ยะ ’“ โอ๊ยแม่ ตีแขนหนูทำไมเนี่ย ”“ ทำไมแกถึงพูดจาทะลึ่งแบบนี้ฮะ เดี๋ยวใครจะว่าเอาได้นะว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนอะ ”“ ถ้าใครว่า หนูก็น้อมรับนะ เพราะหนูไม่มีใครสั่งสอนจริงๆ ”“ ยัยนี่ แกจะเถียงฉันให้ได้เลยใช่ไหมฮะ ”“ ก็มันจริงนี่น่า แม่ตามพ่อภพไปอยู่ต่างประเทศตั้งสามปี ปล่อยให้หนูอยู่กับพี่เลี้ยง หนูก็ไม่มีคนคอยสั่งสอน หนูพูดผิดเหรอ ”“ ตอนนั้นแกอายุสิบห้าปีแล้วนะ แกโตแล้ว รู้จักผิดชอบชั่วดีมีความคิดเป็นของตัวเอง แกก็เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เพราะก่อนหน้านั้นฉันก็สั่งสอน อบรมมารยาทแกตลอด แค่เพียงเวลาสองปีที่ห่างกัน แกถึงกับโทษว่าฉันไม่สั่งสอนแกเลยเหรอ? ”“ ใช่ แม่ไม่รู้เหรอว่าช่วงนั้น เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หนูก็ไม่ได้รู้ผิด รู้ถูกไปซะทุกเรื่องนะ หนูก็ขาดความอบอุ่นเป็นเวลาสองปีสำหรับแม่อาจจะแป๊บ ๆ แต่สำหรับหนูมันยาวนานมาก หนูต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ตื่นเช้าไปโรงเรียน ตอนเย็นเลิกเรียนก
บทที่ 2 แอ๊บเรียบร้อยหนึ่งเดือนต่อมา…“ ไม่เอา หนูหาเองได้ ” สิ้นเสียงคนเป็นแม่ รสาก็พูดสวนกลับทันที “ หาเองได้เหรอ เอาที่เป็นนักเลงไม่มีอันจะกินแบบนั้นเหรอ? ”“ ถ้าแม่ชอบไอ้คุณสรุจอะไรนั่น แม่ก็ให้ยัยรดาหมั้นเองสิ ”“ ถ้ายัยรดาไม่มีแฟน ฉันคงให้น้องสาวแกหมั้นแล้วแหละ ครอบครัวคุณสรุจรวยมาก ธุรกิจเยอะแยะ อีกอย่างคุณสรุจก็บริหารเองด้วย แกจะพลาดโอกาสแบบนี้ไปเหรอ แกคิดดูสิ ถ้าแกแต่งงานกับเขา แกไม่ต้องเรียนจบสูง ๆ ก็ได้ ยังไงผัวแกก็รวย เลี้ยงแกได้ทั้งชาติ ”“ ไม่เอา หนูอยากเรียน หนูจะตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ ให้ได้ แม่เชื่อมั่นในตัวหนูนะ ”“ ไม่ได้ ฉันไม่ให้แกสอบอะไรแล้ว แกเตรียมตัวไว้เลย พรุ่งนี้จะพาไปดูตัว ”“ ไม่เอา แม่อยากเลี้ยงหลานที่ไม่ใช่หลานตัวเองเหรอ ”“ ถึงเขาจะเป็นพ่อหม้าย แต่เขาก็ยังหนุ่มยังแน่นเลยนะ อีกอย่างแกก็ชอบเด็กด้วยนี่น่า หมั้น ๆ ไปเถอะน่า ”“ ใครบอกว่าหนูชอบเด็ก หนูไม่ชอบต่างหากล่ะ ”“ แกรู้ไหม กว่าคุณสรุจจะยอมมาตามนัด ฉันใช้เวลาไปนานมากเลยนะ ถ้าพ่อแกไม่ช่วยเหลือเขา เขาคงไม่มาดูดำดูดีกับครอบครัวเราหรอก ตอนนี้มีโอกาสแล้วแกควรจะดีใจนะ ”“ ไม่เอา หนู
บทที่ 1 สมองไม่พัฒนา‘ พรึ่บ ’ รสาที่นั่งอ่านหนังสือนิยายอยู่ ถึงกับถอนหายใจ เมื่อมีคนมาขัดจังหวะฉากเลิฟซีนของพระนาง โดยการแย่งหนังสือไป“ แกอ่านอะไรอยู่ฮะ หนังสือเรียนทำไมไม่รู้จักหามาอ่านบ้าง รู้อยู่ว่าตัวเองสมองขี้เลื่อย ”“ หนูไม่รีบ ”“ ปีหน้าแกต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนะ ”“ หนูยังไม่อยากเรียนต่อ ”“ แกมีแค่วุฒิม.หกเองนะ แกจะทำอะไรกินฮะ ดูน้องแกสิ ตอนนี้อยู่ปีสอง นำหน้าแกไปแล้วนะยัยรสา ”“ หนูไม่สน ”“ แกจะใช้ชีวิตไปวัน ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ตอนมัธยมฉันอุตส่าห์ส่งแกไปเรียนที่ดี ๆ ที่แพง ๆ หวังจะให้แกสอบเข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ อนาคตจะได้มีหน้ามีตาในสังคมและมีงานการที่ดี แต่นี่อะไร แกเอาแต่เที่ยวเตร่ ทำตัวเหมือนเด็กจรจัดไม่มีคนคอยอบรมสั่งสอนอย่างนั้นแหละ ”“ หนูเบื่อที่จะเรียนแล้ว ”“ แกมันไม่เอาไหน ”“ ช่างปะไร หนูไม่สน ”“ ก็แกเอาแต่คิดแบบนี้ไง สมองแกถึงไม่พัฒนาสักที ”“ สิ่งที่ทำให้หนูไม่อยากเรียน มันก็เกิดจากแม่ด้วยนะส่วนหนึ่งอะ ”“ ฉันทำอะไรแกฮะ พูดมาดูสิ! ”“ ตอนม.หก หนูขอแม่มีแฟน แต่แม่ปฎิเสธ แต่ยัยรดาอยู่แค่ม.สี่ แม่อนุญาตแล้วอะ ”“ เรื่องแค่นี้เองเหรอ ยัยรดารู้จักเอาตัวรอด ฉล







