Masuk“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า
“มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา
“ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า
“มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา
“พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า
“คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ”
“อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก
เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
“ข้ามาจากยุโรปเจ้ารู้แค่นี้ก็พอ แล้วก็ไอ้ที่พวกเจ้าคิดว่าจะได้จากข้า มันอาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าอยากได้หรอก ข้าเป็นยาพิษนะ ไม่ใช่ยาวิเศษอะไรหรอก”
อวี่จิ้งเซียงไม่ได้ถามอะไรต่อ นางก็สับสนเหมือนกันว่าตอนนี้นางกำลังทำอะไรกันแน่
สาขาของสำนักกงเยวี่ยนเหนือที่มา ตั้งในเขาที่เรียกว่า เขาแห่งยา เพราะมีสมุนไพรปลูกอยู่เต็มไปหมด ศิษย์ของสาขานี้จะเชี่ยวการปรุงยาเป็นพิเศษ ทำให้ที่นี่เกือบจะโรงหมอมากกว่าสำนักปราบผีไปแล้ว หัวหน้าสาขามีนาม เย่หัว เขาเป็นชายวัยสี่สิบต้น ๆ หน้าตาใจดี มีรูปร่างแข็งแรงสมส่วนแบบคนฝึกยุทธิ์ เมื่อได้รู้ว่าพวกอู๋ซานมาทำอะไร เขาก็หน้าเสียทันที
“นี่มันเรื่องจริงเหรอครับ จะบอกว่าไอ้คนที่ท่านจับมัดมาเนี่ยเป็นโอสถทิพย์เหรอขอรับ”
“เจ้าเจียงสือตัวนั้นเป็นหลักฐานแล้วนี่ แล้วข้าเข้าญาณมาแล้วมันไม่ผิดแน่” อู๋ซานยืนยัน
“ท่านเจ้าสำนัก แต่ว่าต้องคนเป็นมาใส่หม้อหลอมยาแบบนี้ข้าคิดว่า มัน” เย่หัวพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจและเต็มไปด้วยความกังวล
“เจ้านี่ไม่ใช่คนหรอกนะ อีกอย่างการทำเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นช่วยสรรพชีวิตด้วยนะ” เย่หัวมองเซาโลเขารู้สึกถึงไอปีศาจในตัวของเซาโล เลยตัดสินใจบอกว่า
“ยังไงเอามันไปแช่ยาไว้ก่อนดีกว่านะท่านเจ้าสำนักกลิ่มเลือดหึ่งเลยเนี่ย ยังไงก็ต้องไล่สารพิษออกจากตัวมันก่อน ต้องใช้เวลาหน่อยแล้วนะ”
“กี่วันกันล่ะขอรับ” เถี่ยวเสี่ยวฟูถามขึ้นมา
“ขอเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนครับ ถ้าเป็นโอสถทิพย์จริงมันก็อาจมีพิษด้วย ต้องล้างในสมุนไพรและให้มันกินยาพิเศษเพื่อไล่พิษอีกด้วย”
บิงโก้โดนจับแยกไปขังอีกห้อง ส่วนเซาโลโดนเขียนยันต์เอาไว้ที่ตัวทำให้เขาใส่พลังไม่ได้เลย โดนจับให้ลงแช่ในอ่างน้ำขนาดใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยมั่งที่ต้องอาบน้ำแล้วมีคนมาเฝ้า และพวกนั้นก็ไม่ยอมให้เขาใส่เสื้อผ้าด้วย ให้กินยาแปลก ๆ แทนอาหาร รสชาตของมันเลวร้ายสุดจนไม่อาจบรรยาย ยานั่นทำให้มีการอาการทั้งลงทั้งราก[1] ไม่หยุดจนร่างกายอ่อนแอแล้ว ตอนนี้คือสภาพร่างกายของเขาอ่อนแอลงไปมาก บิงโก้ได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธแค้นที่ช่วยอะไรนายของมันไม่ได้เลย อวี่จิ้งเซี่ยงมาเห็นนางไม่กล้ามองตรง ๆ เลย
“นี่มันจำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ”
“ก็เป็นไล่สารพิษออกจากร่างของมันก่อนไงล่ะ ไม่งั้นก็ปรุงยาไม่ได้นะ” อู๋ซานตอบหน้าตาเฉย อวี่จิ้งเซียงถอนใจแล้วพูดว่า
“อย่างน้อย ๆ เอาน้ำให้เขาดื่มหน่อยได้มั้ยเนี่ย ไม่งั้นเขาอาจตายก่อนก็ได้นะ”
“เอามันไปปรุงยายังไงมันก็ต้องตายอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก” อู๋ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงถอนใจ และหันไปถามซุ่นมู่ซานว่า
“ถ้าจริง ๆ เถอะยังคิดว่านี่เป็นการปรุงยาอยู่มั้ยเนี่ย”
“เอาตรง ๆ จิ้งเซียงข้าก็ไม่แน่ใจแล้วล่ะ เรื่องการปรุงโอสถทิพย์ไม่มีบันทึกที่ชัดเจนให้ศึกษาเลย คงทำได้แต่เชื่อญาณของเจ้าสำนักอู๋ซานนี่ล่ะ”
“หวังว่าเราคงกำลังทำสิ่งที่ถูกนะ” อวี่จิ้งเซียงถอนใจอีกครั้งหนึ่ง
เซาโลหันมามองเหล่ามือปราบและอู๋ซานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเหมือนกับจะบอกว่า อย่าให้เขาออกไปได้นะ
พวกเขาไม่ทันได้รู้ว่า ตอนนี้พวกเสียงสวรรค์นำกำลังมาแล้ว คราวนี้ ผู้นำของพวกมัน เป็นชายชรานั่งอยู่หลังของลา แต่เขานั่งกลับหลัง ที่หลังสะพายกระบองไม้ไผ่ที่ทำเป็นเบ็ดตกปลา เขาคือเฮ่ยจางกั๋วเหล่า[2]
“ท่านจางกั๋วเหล่า พวกเราพร้อมแล้วขอรับ ขอเชิญท่านสั่งมาได้เลย” เฮ่ยจางกั๋วเหล่าตัวกระดาษเป็นคนจำนวนมา และพูดว่า
“เอาติดตัวไปด้วย มันจะเพิ่มพลังให้กับพวกเจ้า และทำให้พวกเจ้าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด”
เหล่าผู้ติดตามบุกเข้าไปทันที ทำให้เหล่าศิษย์สำนักกงเยวี่ยนใต้ เข้าต่อสู้แต่ว่าเขาต้องมาเจอ คนที่ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ทำให้ ไม่ว่าจะโจมตีรุนแรงขนาดไหนก็ตาม มันก็ไม่ถอยเลยสักนิด แม้จะไม่มีวรยุทธิ์ก็ตามที เหล่าสี่มือปราบเข้าต่อสู้สักพักใหญ่ เฮ่ยจางกั๋วเหล่าก็ขี่ลาเข้ามา
“เฮ่ย ! เสียเวลาซะมัดเลยนะ” เฮ่ยจางกั๋วเหล่าพูดและเอาตุ๊กตากระดาษรู้คนมีหัวเป็นวัวกับม้า ออกมา ร่ายมนตร์
“ขออัญเชิญยมบาลหัววัวหน้าม้า[3]” ร่างของชายร่างสูงใหญ่สองร่างปรากฎขึ้นมา คนหนึ่งมีหัวเป็นวัวถือง้าว อีกคนมีหัวเป็นม้าถือโซ่ติดตะขอ เหล่าศึกสำนักกงเยวี่ยนเหนือตกใจมาก
“นี่มันอัญเชิญยมบาลมาได้เชียวเหรอ” คังหวั่นฟางกลับรีบพูดออกมาว่า
“ไม่ใช่ นี่แค่เอาวิญญาณสัตว์กับมนุษย์มาหลอมรวมกัน แต่นี่มันมนตร์ดำนี่ !”
อู๋ซานร่ายมนตร์และซัดยันต์ไปทันที่ แต่เจ้าปีศาจสองตัวนั่นหลบได้ และเขาต่อสู้ คังหวั่นฟางกับอู๋ซานต้องเป็นฝ่ายที่รับมือกับปีศาจสองตนนี่
“ดิ้นรนไปก็เท่านั้น เพราะวิญญาณมนุษย์ที่ข้าเอามาหลอมนะเป็นวิญญาณของพวกนักโทษประหารทั้งนั่นล่ะ มันเลยมีพลังเฮี้ยนสูงมาก พวกเจ้าเอามันลงไม่ได้ง่ายหรอก” เฮ่ยจางก๋วยเหล่าพูดขึ้นและร่ายมนตร์ต่อไป ทำให้ทั้งสองตัวเหมือนจะโจมตีแรงขึ้น
คนของเสียงสวรรค์อีกกลุ่มหนึ่ง เข้ามาต่อสู้กับพวกมือปราบทั้งสี่ และมีหนึ่งในนั้นใช้ดาบเป็นอาวุธ เพลงดาบก็ไม่ธรรมดาเลย
“แกเป็นใครกันแน่”
“คนเขาเรียกข้าว่า คลื่นพายุ” ชายคนนั้นตอบ
“คลื่นพายุเหรอ เจ้าของเพลงดาบเจ็ดมรสุมงั้นเหรอ ทำไมถึงมารับใช้พวกโจรแบบนี้” เฟิ่งต้ายงพูดเสียงดังลั่น
“หุปปากไปเลย ข้าแค่ทำตามบัญชาสวรรค์เท่านั้น” เพลงดาบอันรวดเร็วและรุนแรงทำให้มือปราบทั้งสี่ต้องรับมืออย่างยากลำบาก และยังไม่ทันไร อวี่จิ้งเซียงก็ถูกลอบโจมตี โดนชายร่างผอม ใช้อาวุธประหลาดรูปร่างเหมือนไม้เกาหลังแต่เป็นเหล็ก ! และมีปลายแหลม ยังดีที่กางร่มทัน
“ฮิ ๆ ว่าไงจ๊ะแม่งนางคนสวย สนจะมาร่วมเตียงกับข้า กรงเล็บพิฆาตนารีมั้ยล่ะจ๊ะ” มันพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ชวนขนลุกออกมา
“นี่พวกโจรบ้ากามก็มาร่วมกับไอ้ลัทธินี่ด้วยงั้นเหรอ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา และยังไม่ทันไรก็มี กรงจักรถูก ขว้างมา ทำให้ทุกคนหลบแทบไม่ทัน เถียวเสี่ยวฟู่รีบดีดพิณทำให้กงจักรถูกปัดไป ชายสูงหัวโล้นปรากฏตัวขึ้นมา
“บ้าน่า จักรปลิดชีพเหรอ ! ทำไมมันมาอยู่นี่อีกคนหนึ่งล่ะ พวกเสียงสวรรค์มันทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ”
และยังไม่ทันไรก็มีชายอีกคนหนึ่งกระโดดมา ใช้เพลงเตะเข้าเล่นงานซุ่นมู่ซานเอาไว้
“เพลงเตะกำลังม้าหรอ ! อะไรกันเนี่ย ! ทำเหล่ายอดฝีมือถึงมาร่วมด้วยแบบนี้ !”
“พวกเราทำตามบัญชาสวรรค์ !”
เล่ามือปราบต่างต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนทำให้ไม่ได้สนใจว่า มีสาวกสองคนเป็นคู่หูอ้วนผอมแอบไปที่ห้องขังแล้ว บิงโก้เห็นเจ้าสองคนเดินเข้ามา ก็พยายามจะส่งเสียงขู่ แต่ว่าโดนกระจอกแปดแหลี่ยมส่องหน้าทำให้ต้องถอยไป
“ไอ้ตัวนี้หรือเปล่าโอสถทิพย์” สาวกอ้วนพูดขึ้นมา แต่ถูกไอ้ผอมตบหัว
“ดูสภาพเจ้านี่สิ มันใช้คนต่างชาติมั้ยมั่ยไอ้หน้าโง่ โน้นที่นอนอยู่โน้น”
ทั้งสองหันไปดูเซาโล พวกเขาทำจมูกย่นเพราะตอนนี้รอบตัวเซาโลมีของเสียเต็มไปหมด
“นี่ต้องเอาไปจริง ๆ เหรอวะโคตรเหม็นเลย ยังกะศพเน่า มันจะยังมีชีวิตอยู่มั้ยเนี่ย” เจ้าอ้วนพูดขึ้นมาและทำหน้าเหมือนจะอ้วก
“ยังไงก็ต้องเอามันกลับไปด้วยนั่นล่ะ เอ็งเข้าไปเลย เดี๋ยวข้าคอยส่องให้” ไอ้ผอมพูดขึ้นมา
“อ้าว ! แล้วทำไมเอ็งไม่เข้าไปกันเล่า”
“เอ็งตัวใหญ่กว่าข้านะโวย ข้าแบกมันไม่ไหวหรอกโวย รีบเข้าไปเร็วเข้า บัญชาสวรรค์เราต้องทำตาม”
ชายอ้วนเดินเข้าไป จัดการสะเดาะกุญแจเปิดกรงเข้าไป เขาทำจมูกย่นเพราะกลิ่นเหม็นมันยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ พอชายอ้วนเข้าใกล้ เซาโลกระโจมกัดคอของชายอ้วนเลือดไหลเข้ามาในปาก ยันต์ที่เขียนบนตัวเริ่มจางลงเรื่อย ๆ แล้ว
[1] ท้องร่วงและอาเจียน
[2] หนึ่งในแปดเซียน เล่ากันว่ามีชีวิตอยู่ในสมัยคริสต์ศวรรษที่ 7 หรือ 8 ภาพลักษณ์ที่ปรากฏตัวคือ จะขี่ลาและนั่งกลับหลัง สัญลักษณ์ประจำตัวคือข้องใส่ปลาที่กระบอกไม้ไผ่โดยมีกระบอกเล็ก ๆ โผล่ตรงปากกระบอกใหญ่นับถือกันว่าเป็นผู้นำบุตรชายมาให้
[3] ยมบาลหัววัวหน้าม้า ตามความเชื่อจีน หนิ่วโถว : มีหัวเป็นวัว ถือง้าว โซ่ สามง่าม
หม่าเมี่ยน : หัวเป็นม้า ถือมีด ตะขอ โซ่
ทั้งสองเป็นองครักษ์ของเหงี่ยมล่ออ๋อง หรือพระยมของจีน ตำแหน่งของจ้าวแห่งยมโลกเรียกว่าไจ้เฟิงตู้ต้าตีหน้าที่ของทั้งสองคือ ดูแล ควบคุมสะพานข้ามเหวนรกทั้งสองฝั่ง หากเจอดวงวิญญาณคนชั่วก็จะจับโยนลงเหวนรกทันที นอกจากนี้ก็ดูแลการลงโทษวิญญาณในนรกแต่ละขุมตามเวลาที่กำหนดด้วย บางตำนานรูปลักษณ์ก็เป็นคน แต่สวมหมวกที่เป็นหัวม้าและวัว
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า “มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา “พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า “คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ” “อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ในอันตราย” อู๋ซานพูดจบ เฟิงต้ายงในฐานะของหัวหน้ากลุ่มจึงตัดสินใจ “ได้เอาตามที่ท่านว่าเลย เดี๋ยวข้าจะแจงข่าวไปยังท่านอ๋องก็แล้วกัน แล้วท่านต้องการอะไร ข้าเชื่อนะว่าคนอย่างท่านไม่คิดจะมาทำอะไรแบบนี้ฟรี ๆ หรอก” “ท่านเฟิงช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หลังจากสกัดยาเสร็จ ข้าขอแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยเท่านั้น เพราะข้าเองก็อยากได้โอสถทิพย์ไปช่วยเพื่อการบำเพ็ญของข้าเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกด้วยร่างกายของมันเราจะได้โอสถทิพย์จำนานมากพอควรเลยละ” อู๋ซานพูดขึ้นมา “ตกลงตามนั้น”อวี่จิ้งเซียงกำลังจะแย้งแต่เฟิงต้ายงบอกว่า “มันเป็นสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาให้ทำตั้งแต่แรก”อวี๋จิ้งเซียงไม่อาจพูดอะไรได้อีก ในตอนเช้า คราวนี้ เซาโลโดนคุมตัวหนักยิ่งกว่าเดิน โดยมีพวกสำน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา “ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล “ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บ
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง เซาโลมองหาที่พัก เขาเลยตัดสินเดินเข้าไปที่ร้านหนึ่ง แม่เล้าประจำร้านเห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ท่าทางสกปรอกมอมแมมเลยมายืนขว้าง “มาทำอะไร รู้มั้ยว่าที่นี่มันคือไหน นี่คือหอนางโลมชั้นสูงนะไม่ใช่ที่ที่คนสกปรอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้นะ ” เซาโลมองหน้าของแม่เล้าที่กำลังเหยียดเขาด้วยสายตาและสีหน้าอย่างชัดเจน“อะไรหรือเจ้าฟังภาษาข้าไม่ออกหรือไง ที่นี่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติสกปรกแบบเจ้าหรอกนะที่นี่รับแต่ขุนนางหรือพวกคนที่ร่ำรวยเท่านั้นล่ะ” แม่เล้าพูดและพยายามใช้ภาษากายบอกเขาไม่ให้เข้ามาที่นี่“ข้าฟังที่เจ้าพูดออก” เซาโลจบล้วงกระเป๋าหยิบทองคำแท่งออกมา แม่เล้าถึงกับตาโต เปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่! คุณชายค่ะ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญเลยค่ะ” “อยากได้ ห้องพัก และอยากได้น้ำอาบแล้ว
“เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้วิธีปรุงมันเจ้าคะ ถ้าปรุงเป็นมันก็จะเป็นอาหารชั้นเลิศ” อวี่จิ้งเซียงตอบคำถาม “แล้วมู่ซานร่างกายมนุษย์ก็ทำยาได้ใช้มั้ย” ท่านอ๋องถามต่อไป “ใช่ขอรับ แต่ก็ต้องรู้วิธี และหลายอย่างก็ผิดศีลธรรมเกินกว่ามนุษย์จะรับได้” ซุ่นมู่ซานตอบคำถาม “งั้นเป็นไปได้มั้ยล่ะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวของเจ้าคนต่างชาตินั่น แค่ต้องสกัดออกมาสินะ และเชื่อว่ามันต้องรู้วิธีแน่ ๆไปเอาตัวมันมาให้ได้” “แต่มันจะเสี่ยงแล้วอาจทำให้มีคนตายนะพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงค้านขึ้นมา “แล้วถ้าฮ่องเต้สวรรค์คตตอนนี้ แล้วถ้า ไอ้ขันทีนั่นได้ไปล่ะจะเป็นยังไง นี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองนะ ยังไงก็ไปตามหาซะ ศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือนั่นจะช่วยพวกเราต่อมั้ย” ท่านอ๋องถามเสียงเรียบเฉย “คิดว
ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา “เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า “พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง “ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด “แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่” “โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที “นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้ว







