Masuk“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า
“มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา
“ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า
“มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา
“พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า
“คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ”
“อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก
เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
“ข้ามาจากยุโรปเจ้ารู้แค่นี้ก็พอ แล้วก็ไอ้ที่พวกเจ้าคิดว่าจะได้จากข้า มันอาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าอยากได้หรอก ข้าเป็นยาพิษนะ ไม่ใช่ยาวิเศษอะไรหรอก”
อวี่จิ้งเซียงไม่ได้ถามอะไรต่อ นางก็สับสนเหมือนกันว่าตอนนี้นางกำลังทำอะไรกันแน่
สาขาของสำนักกงเยวี่ยนเหนือที่มา ตั้งในเขาที่เรียกว่า เขาแห่งยา เพราะมีสมุนไพรปลูกอยู่เต็มไปหมด ศิษย์ของสาขานี้จะเชี่ยวการปรุงยาเป็นพิเศษ ทำให้ที่นี่เกือบจะโรงหมอมากกว่าสำนักปราบผีไปแล้ว หัวหน้าสาขามีนาม เย่หัว เขาเป็นชายวัยสี่สิบต้น ๆ หน้าตาใจดี มีรูปร่างแข็งแรงสมส่วนแบบคนฝึกยุทธิ์ เมื่อได้รู้ว่าพวกอู๋ซานมาทำอะไร เขาก็หน้าเสียทันที
“นี่มันเรื่องจริงเหรอครับ จะบอกว่าไอ้คนที่ท่านจับมัดมาเนี่ยเป็นโอสถทิพย์เหรอขอรับ”
“เจ้าเจียงสือตัวนั้นเป็นหลักฐานแล้วนี่ แล้วข้าเข้าญาณมาแล้วมันไม่ผิดแน่” อู๋ซานยืนยัน
“ท่านเจ้าสำนัก แต่ว่าต้องคนเป็นมาใส่หม้อหลอมยาแบบนี้ข้าคิดว่า มัน” เย่หัวพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจและเต็มไปด้วยความกังวล
“เจ้านี่ไม่ใช่คนหรอกนะ อีกอย่างการทำเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นช่วยสรรพชีวิตด้วยนะ” เย่หัวมองเซาโลเขารู้สึกถึงไอปีศาจในตัวของเซาโล เลยตัดสินใจบอกว่า
“ยังไงเอามันไปแช่ยาไว้ก่อนดีกว่านะท่านเจ้าสำนักกลิ่มเลือดหึ่งเลยเนี่ย ยังไงก็ต้องไล่สารพิษออกจากตัวมันก่อน ต้องใช้เวลาหน่อยแล้วนะ”
“กี่วันกันล่ะขอรับ” เถี่ยวเสี่ยวฟูถามขึ้นมา
“ขอเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนครับ ถ้าเป็นโอสถทิพย์จริงมันก็อาจมีพิษด้วย ต้องล้างในสมุนไพรและให้มันกินยาพิเศษเพื่อไล่พิษอีกด้วย”
บิงโก้โดนจับแยกไปขังอีกห้อง ส่วนเซาโลโดนเขียนยันต์เอาไว้ที่ตัวทำให้เขาใส่พลังไม่ได้เลย โดนจับให้ลงแช่ในอ่างน้ำขนาดใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยมั่งที่ต้องอาบน้ำแล้วมีคนมาเฝ้า และพวกนั้นก็ไม่ยอมให้เขาใส่เสื้อผ้าด้วย ให้กินยาแปลก ๆ แทนอาหาร รสชาตของมันเลวร้ายสุดจนไม่อาจบรรยาย ยานั่นทำให้มีการอาการทั้งลงทั้งราก[1] ไม่หยุดจนร่างกายอ่อนแอแล้ว ตอนนี้คือสภาพร่างกายของเขาอ่อนแอลงไปมาก บิงโก้ได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธแค้นที่ช่วยอะไรนายของมันไม่ได้เลย อวี่จิ้งเซี่ยงมาเห็นนางไม่กล้ามองตรง ๆ เลย
“นี่มันจำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ”
“ก็เป็นไล่สารพิษออกจากร่างของมันก่อนไงล่ะ ไม่งั้นก็ปรุงยาไม่ได้นะ” อู๋ซานตอบหน้าตาเฉย อวี่จิ้งเซียงถอนใจแล้วพูดว่า
“อย่างน้อย ๆ เอาน้ำให้เขาดื่มหน่อยได้มั้ยเนี่ย ไม่งั้นเขาอาจตายก่อนก็ได้นะ”
“เอามันไปปรุงยายังไงมันก็ต้องตายอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก” อู๋ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงถอนใจ และหันไปถามซุ่นมู่ซานว่า
“ถ้าจริง ๆ เถอะยังคิดว่านี่เป็นการปรุงยาอยู่มั้ยเนี่ย”
“เอาตรง ๆ จิ้งเซียงข้าก็ไม่แน่ใจแล้วล่ะ เรื่องการปรุงโอสถทิพย์ไม่มีบันทึกที่ชัดเจนให้ศึกษาเลย คงทำได้แต่เชื่อญาณของเจ้าสำนักอู๋ซานนี่ล่ะ”
“หวังว่าเราคงกำลังทำสิ่งที่ถูกนะ” อวี่จิ้งเซียงถอนใจอีกครั้งหนึ่ง
เซาโลหันมามองเหล่ามือปราบและอู๋ซานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเหมือนกับจะบอกว่า อย่าให้เขาออกไปได้นะ
พวกเขาไม่ทันได้รู้ว่า ตอนนี้พวกเสียงสวรรค์นำกำลังมาแล้ว คราวนี้ ผู้นำของพวกมัน เป็นชายชรานั่งอยู่หลังของลา แต่เขานั่งกลับหลัง ที่หลังสะพายกระบองไม้ไผ่ที่ทำเป็นเบ็ดตกปลา เขาคือเฮ่ยจางกั๋วเหล่า[2]
“ท่านจางกั๋วเหล่า พวกเราพร้อมแล้วขอรับ ขอเชิญท่านสั่งมาได้เลย” เฮ่ยจางกั๋วเหล่าตัวกระดาษเป็นคนจำนวนมา และพูดว่า
“เอาติดตัวไปด้วย มันจะเพิ่มพลังให้กับพวกเจ้า และทำให้พวกเจ้าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด”
เหล่าผู้ติดตามบุกเข้าไปทันที ทำให้เหล่าศิษย์สำนักกงเยวี่ยนใต้ เข้าต่อสู้แต่ว่าเขาต้องมาเจอ คนที่ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ทำให้ ไม่ว่าจะโจมตีรุนแรงขนาดไหนก็ตาม มันก็ไม่ถอยเลยสักนิด แม้จะไม่มีวรยุทธิ์ก็ตามที เหล่าสี่มือปราบเข้าต่อสู้สักพักใหญ่ เฮ่ยจางกั๋วเหล่าก็ขี่ลาเข้ามา
“เฮ่ย ! เสียเวลาซะมัดเลยนะ” เฮ่ยจางกั๋วเหล่าพูดและเอาตุ๊กตากระดาษรู้คนมีหัวเป็นวัวกับม้า ออกมา ร่ายมนตร์
“ขออัญเชิญยมบาลหัววัวหน้าม้า[3]” ร่างของชายร่างสูงใหญ่สองร่างปรากฎขึ้นมา คนหนึ่งมีหัวเป็นวัวถือง้าว อีกคนมีหัวเป็นม้าถือโซ่ติดตะขอ เหล่าศึกสำนักกงเยวี่ยนเหนือตกใจมาก
“นี่มันอัญเชิญยมบาลมาได้เชียวเหรอ” คังหวั่นฟางกลับรีบพูดออกมาว่า
“ไม่ใช่ นี่แค่เอาวิญญาณสัตว์กับมนุษย์มาหลอมรวมกัน แต่นี่มันมนตร์ดำนี่ !”
อู๋ซานร่ายมนตร์และซัดยันต์ไปทันที่ แต่เจ้าปีศาจสองตัวนั่นหลบได้ และเขาต่อสู้ คังหวั่นฟางกับอู๋ซานต้องเป็นฝ่ายที่รับมือกับปีศาจสองตนนี่
“ดิ้นรนไปก็เท่านั้น เพราะวิญญาณมนุษย์ที่ข้าเอามาหลอมนะเป็นวิญญาณของพวกนักโทษประหารทั้งนั่นล่ะ มันเลยมีพลังเฮี้ยนสูงมาก พวกเจ้าเอามันลงไม่ได้ง่ายหรอก” เฮ่ยจางก๋วยเหล่าพูดขึ้นและร่ายมนตร์ต่อไป ทำให้ทั้งสองตัวเหมือนจะโจมตีแรงขึ้น
คนของเสียงสวรรค์อีกกลุ่มหนึ่ง เข้ามาต่อสู้กับพวกมือปราบทั้งสี่ และมีหนึ่งในนั้นใช้ดาบเป็นอาวุธ เพลงดาบก็ไม่ธรรมดาเลย
“แกเป็นใครกันแน่”
“คนเขาเรียกข้าว่า คลื่นพายุ” ชายคนนั้นตอบ
“คลื่นพายุเหรอ เจ้าของเพลงดาบเจ็ดมรสุมงั้นเหรอ ทำไมถึงมารับใช้พวกโจรแบบนี้” เฟิ่งต้ายงพูดเสียงดังลั่น
“หุปปากไปเลย ข้าแค่ทำตามบัญชาสวรรค์เท่านั้น” เพลงดาบอันรวดเร็วและรุนแรงทำให้มือปราบทั้งสี่ต้องรับมืออย่างยากลำบาก และยังไม่ทันไร อวี่จิ้งเซียงก็ถูกลอบโจมตี โดนชายร่างผอม ใช้อาวุธประหลาดรูปร่างเหมือนไม้เกาหลังแต่เป็นเหล็ก ! และมีปลายแหลม ยังดีที่กางร่มทัน
“ฮิ ๆ ว่าไงจ๊ะแม่งนางคนสวย สนจะมาร่วมเตียงกับข้า กรงเล็บพิฆาตนารีมั้ยล่ะจ๊ะ” มันพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ชวนขนลุกออกมา
“นี่พวกโจรบ้ากามก็มาร่วมกับไอ้ลัทธินี่ด้วยงั้นเหรอ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา และยังไม่ทันไรก็มี กรงจักรถูก ขว้างมา ทำให้ทุกคนหลบแทบไม่ทัน เถียวเสี่ยวฟู่รีบดีดพิณทำให้กงจักรถูกปัดไป ชายสูงหัวโล้นปรากฏตัวขึ้นมา
“บ้าน่า จักรปลิดชีพเหรอ ! ทำไมมันมาอยู่นี่อีกคนหนึ่งล่ะ พวกเสียงสวรรค์มันทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ”
และยังไม่ทันไรก็มีชายอีกคนหนึ่งกระโดดมา ใช้เพลงเตะเข้าเล่นงานซุ่นมู่ซานเอาไว้
“เพลงเตะกำลังม้าหรอ ! อะไรกันเนี่ย ! ทำเหล่ายอดฝีมือถึงมาร่วมด้วยแบบนี้ !”
“พวกเราทำตามบัญชาสวรรค์ !”
เล่ามือปราบต่างต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนทำให้ไม่ได้สนใจว่า มีสาวกสองคนเป็นคู่หูอ้วนผอมแอบไปที่ห้องขังแล้ว บิงโก้เห็นเจ้าสองคนเดินเข้ามา ก็พยายามจะส่งเสียงขู่ แต่ว่าโดนกระจอกแปดแหลี่ยมส่องหน้าทำให้ต้องถอยไป
“ไอ้ตัวนี้หรือเปล่าโอสถทิพย์” สาวกอ้วนพูดขึ้นมา แต่ถูกไอ้ผอมตบหัว
“ดูสภาพเจ้านี่สิ มันใช้คนต่างชาติมั้ยมั่ยไอ้หน้าโง่ โน้นที่นอนอยู่โน้น”
ทั้งสองหันไปดูเซาโล พวกเขาทำจมูกย่นเพราะตอนนี้รอบตัวเซาโลมีของเสียเต็มไปหมด
“นี่ต้องเอาไปจริง ๆ เหรอวะโคตรเหม็นเลย ยังกะศพเน่า มันจะยังมีชีวิตอยู่มั้ยเนี่ย” เจ้าอ้วนพูดขึ้นมาและทำหน้าเหมือนจะอ้วก
“ยังไงก็ต้องเอามันกลับไปด้วยนั่นล่ะ เอ็งเข้าไปเลย เดี๋ยวข้าคอยส่องให้” ไอ้ผอมพูดขึ้นมา
“อ้าว ! แล้วทำไมเอ็งไม่เข้าไปกันเล่า”
“เอ็งตัวใหญ่กว่าข้านะโวย ข้าแบกมันไม่ไหวหรอกโวย รีบเข้าไปเร็วเข้า บัญชาสวรรค์เราต้องทำตาม”
ชายอ้วนเดินเข้าไป จัดการสะเดาะกุญแจเปิดกรงเข้าไป เขาทำจมูกย่นเพราะกลิ่นเหม็นมันยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ พอชายอ้วนเข้าใกล้ เซาโลกระโจมกัดคอของชายอ้วนเลือดไหลเข้ามาในปาก ยันต์ที่เขียนบนตัวเริ่มจางลงเรื่อย ๆ แล้ว
[1] ท้องร่วงและอาเจียน
[2] หนึ่งในแปดเซียน เล่ากันว่ามีชีวิตอยู่ในสมัยคริสต์ศวรรษที่ 7 หรือ 8 ภาพลักษณ์ที่ปรากฏตัวคือ จะขี่ลาและนั่งกลับหลัง สัญลักษณ์ประจำตัวคือข้องใส่ปลาที่กระบอกไม้ไผ่โดยมีกระบอกเล็ก ๆ โผล่ตรงปากกระบอกใหญ่นับถือกันว่าเป็นผู้นำบุตรชายมาให้
[3] ยมบาลหัววัวหน้าม้า ตามความเชื่อจีน หนิ่วโถว : มีหัวเป็นวัว ถือง้าว โซ่ สามง่าม
หม่าเมี่ยน : หัวเป็นม้า ถือมีด ตะขอ โซ่
ทั้งสองเป็นองครักษ์ของเหงี่ยมล่ออ๋อง หรือพระยมของจีน ตำแหน่งของจ้าวแห่งยมโลกเรียกว่าไจ้เฟิงตู้ต้าตีหน้าที่ของทั้งสองคือ ดูแล ควบคุมสะพานข้ามเหวนรกทั้งสองฝั่ง หากเจอดวงวิญญาณคนชั่วก็จะจับโยนลงเหวนรกทันที นอกจากนี้ก็ดูแลการลงโทษวิญญาณในนรกแต่ละขุมตามเวลาที่กำหนดด้วย บางตำนานรูปลักษณ์ก็เป็นคน แต่สวมหมวกที่เป็นหัวม้าและวัว
เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย
ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล
“อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่
ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม
“เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต
ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า
“เอาทหารข้าไป ! ต่อให้ต้องใช้ทหารถล่มเขตต่างชาติข้าก็จะทำ แค่ให้ได้มันมา ! คราวนี้อย่าให้พลาดอีก ถ้าพลาดอีกคราวนี้ข้า บอกเลยนะ ข้าจะสั่งขังพวกเจ้า !” เสียงประกาศของท่านอ๋องทำให้เหล่ามือปราบถึงกับขนลุก เพราะท่าน อ๋องไม่ได้พูดเล่นท่านเอาจริง เซาโลกับบิงโก้เดินทางมาถึงเขตต่างช
ตอนที่ 10 “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกข้าต้านพิษได้เพราะฝึกกับพิษมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว” แต่อีกฝ่ายก็มีแค่มือเปล่า นักดาบเลยได้ใจเข้าต่อสู้ทันที แต่กลายเป็นซุ่นมู่ซานก้าวเท้าหลบด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ทำให้อีกฝ่ายฟันไม่ถูกสักที เขาซัดขวดยาไปทางนักดาบแต่มันหลบได้ “ซัดไปทางไหนกัน” นักดาบเยา
อวี่จิ้งเซียงถอนใจก่อนที่จะเล่าให้ฟังต่อ“สุดท้ายข้าเลยปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับได้ว่าข้าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของข้า ท่านอ๋องเห็นว่าเองก็มีความสามารถก็เลย ได้มาเป็นมือปราบนี่ล่ะ”“ขอบคุณที่เล่าเรื่องดี ๆ แบบนี้ให้ฟังน
ตอนที่ 9 “นายท่าน” บิงโก้ตะลึงทำให้เขาไม่ระวังตัว เลยโดนแปะยันต์ไปทำให้หมดพลัง เข่าอ่อนแทบจะยืนไม่ได้อวี่จิ้งเซี่ยงเดินตรงมาหาเขา และกำลังจะเอาร่มแทง แต่เซาโลพุ่งมาจับข้อมือของอวี่จิ้งเซี่ยงเอาไว้ แม้ตอนนี้เขาจะบาดเจ็บและพละกำลังน้อยลง แต่เขาก็ยังแข็งแรงพอที่จะบีบมือให้เธอเจ็บ ร่มหลุดจากมือ







