LOGINตอนที่ 4
แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา
“เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า
“พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง
“ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด
“แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่”
“โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที
“นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“แล้วเจ้าเป็นอะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถาม
“เจ้าไม่ต้องรู้หรอก เอาเป็นว่า ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าอยากจะเป็นแน่ ๆ” เซาโลตอบแต่มันไม่ได้ให้ความกระจ่างอะไรเลย ยิ่งทำให้งงหนักกว่าเดิม อวี่จิ้งเซียงเลยไม่คิดจะถามอะไรตอน เซาโลหันไปทางเถียวเสี่ยวฟู่
“เล่นเพลงอะไรฟังแล้วหนวกหูชะมัด”
เถียวเสี่ยวฟู่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“เจ้านี่ไม่เข้าใจดนตรีเอาซะเลยนะ แต่อย่างว่า ปีศาจะเข้าใจศิลปะได้ไงกัน”
“ข้ารู้จักดนตรีนะ และเข้าใจศิลปะอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่อยากฟังเท่านั้นล่ะ” เซาโลพูดขึ้นอย่าหัวเสียพอสมควร
เสียงกระดิ่งดังขึ้นมา บิงโก้มีอาการแปลก ๆ
“มีคนเล่นมนตร์ดำอีกแล้วเหรอ เจ้าบิงโก้มันถึงได้มีอาการแบบนี้” เซาโลพูดขึ้นมา คังหวั่นฟางมองบิงโก้แล้วพูดว่า
“พวกกงเยวี่ยนเหนือหรือเปล่า”
“เดี๋ยวข้าไปดูเอง จะจับมันไปรับโทษซะให้เข็ดเลย มาทิ้งพวกเราให้เจอกับไอ้บ้านี่” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมาด้วยความโมโหเพราะพวกสำนักกงเยวี่ยนเหนือทิ้งพวกเขา
“ข้าได้ยินนะโวย แล้วแกจะมาไล่ข้าหาพระแสงอะไรกันเล่า !” เซาโลโวยวายขึ้นมา
เฟิงต้ายงเดินออกไปดูเขามีกลุ่มคนใส่ชุดขาว เดินมาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสิบคน และมีเจียงสือตามอีกหลายตัว แสดงท่าทางว่าไม่ได้มาดีแน่ คนที่หัวหน้ากลุ่มเป็นชายหัวล้าน แต่งตัวด้วยเสื้อทำจากผ้าขาด ๆ และใช้ไม้เท้าเหล็กช่วยเดิน มือถือน้ำเต้า
“นี่พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร ข้าคือ มือปราบของทางการนะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“ต่อให้เป็นคนทางการแล้วไงเหรอ พวกเจ้าต่างหากต้องเคารพข้าต่างหากเพราะข้าคือ เฮย[1]เถี่ยวก่วยหลี่ ร่างอวตาร[2]ของเซียนเถี่ยก่วยหลี่[3]แห่งแปดเซียน[4] อวตารลงมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ตามบัญชาสวรรค์” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่พูดด้วยน้ำเสียงโอหัง และไม่เกรงกลัวใครเลย ซึ่งเท่าที่ดูเจ้านี้ไม่น่าใช่เซียนหรอก จะบอกว่าเป็นไอ้ขี้เมาน่าจะน่าเชื่อถือกว่านะ
ลัทธิเสียงสวรรค์ คือกลุ่มคนที่ มีความเชื่อแปลก ๆ แต่กลับได้รับความนิยมจากชาวบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่ากันว่าเจ้าลัทธิเป็นเซียนไปแล้ว บวกมีเงินสนับสนุนจากเจินกงกงแบบลับ ๆ ทำให้ลัทธิเติบโตจนต้องจับตามอง การมาแบบนี้คงไม่ได้มาดีแน่
“แล้วต้องการอะไรถึงได้ยกพวกมาขนาดนี้” เฟิงต้ายงพูดขึ้น ซุ่นมู่ซานกับเถียวเสี่ยวฟู่ รีบตามสบทบ
“โอสถทิพย์พวกท่านได้มันมาแล้วสินะ พวกเราจะขอรับไปเอง” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่พูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานเลยพูดว่า
“อะไรพวกเรามีแค่โจรสองคนเท่านั้นล่ะ ไม่มีอะไรที่เจ้าว่าหรอกนะ”
“อย่าทำไขสือเลยท่าน โจรที่ท่านว่า คนหนึ่งเป็นอดีตเจียงสือใช่มั้ยล่ะครับ” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่พูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์
“แล้วยังไงกัน” เฟิงต้ายงพยายามทำเสียงให้ปกติ
“ก็ไอ้โจรอีกคนนั่นล่ะครับโอสถทิพย์ !”
เมื่อได้ยินคำนี้เซาโล ถึงกับตะโกนลั่น
“อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของแกนะโวย ! ”
เฟิงต้ายงตะลึง โอสถทิพย์เป็นมนุษย์ไม่สิ มันไม่ใช่มนุษย์แน่ แต่เรื่องที่เจ้านี่พูดก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกัน
“พูดบ้าอะไรกันเนี่ย”
“โอสถทิพย์อยู่ในร่างของมันนั่นละครับ ท่านเสียงสวรรค์จะสกัดมันออกมา ส่งมันให้เราเถอะครับท่าน”เฮยเถียวก่วยหลี ยกเหล้าขึ้นดื่มอีก
“สกัดยาเหรอ” ซุ่นมู่ซานรีบถามทันที
“ท่านก็รู้นี้ ว่าร่างกายมนุษย์มันก็ใช้ทำยาได้เหมือนกัน” เฮยเกียวก่วยหลี่พูดหน้าตาเฉย
“ใช่ร่างกายมนุษย์ใช้ทำยาก็จริง แต่นายจะสกัดยาเขายังไง อย่าบอกนะว่าจะฆ่าเขา” ซุ่นมู่ซานพูด
“จะสนทำไม เจ้านั่นก็เป็นฆาตกรไม่ใช่เหรอ แถมไม่ใช่คนด้วยซ้ำ”
“บ้านเมืองมีขื่อมีแบนะ พวกเราเป็นมือปราบต้องทำตามกฎหมาย ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามาตัดสิน” เฟิงต้ายงรีบพูดทันที
“มันเป็นบัญชาสวรรค์ พวกเราแค่ต้องทำตาม” เฮยเถียวก่วยหลี่พูดและส่งสัญญาณพวกชาวบ้านบุกเข้ามาเถียวเสี่ยวฟู่กำลังจะดีดพิณแต่ว่า คิดขึ้นมาได้ พวกนี้เป็นชาวบ้านธรรมดาทนเสียงพิณของเขาไม่ได้แน่ พวกมือปราบไม่ฆ่าคนส่งเดช พวกเขาแค่ชาวบ้านที่โดนหลอกมาเท่านั้น คนที่หยุดชาวบ้านจึงซุ่นมู่ซานที่ต้องจี้จุดเหล่าชาวบ้าน เฟิงต้ายง ก็ไม่ได้ชักกระบี่ได้แต่โจมตีด้วยกระบี่ทั้งฝัก แต่กระนั้นพวกชาวบ้านยังพยายามจะบุกเข้าไป
เซาโลมองด้วยความโกรธแค้น เขารู้เลยว่าพวกนี้กำลังพยายามจะแย่งตัวเขา และเข้าใจคำโอสถทิพย์แล้วว่าคืออะไรแต่ร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่ทำให้เขาทำอะไรลำบากแต่ก็กัดฟัดลุกขึ้นมาและพุ่งไปเป้าหมายคือ ใครสักที่อยู่ตรงนั้น และคนที่เคราะห์ร้ายคือหนึ่งในพวกเสียงสวรรค์ที่บุกเข้ามา แรงกระแทกทำให้อีกฝ่ายล้มลงไป และถูกกัดเข้าทีคอ เลือดสด ๆ ไหล่เข้ามาในปากของเซาโล ร่างกายกำลังฟื้นตัว ชาวร้องด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่เสียงออกมา
“จริง ๆ ไม่ได้อยากกินโดนตรงหรอกนะ แต่อยู่ในที่แบบนี้พลังข้าลดไปเยอะ” เซาโลเหวี่ยงร่างเหยื่อไปตรงหน้าของบิงโก้
“กินซะเราไม่มีเวลาแล้ว และก็ทำลายหัวมันด้วย”
“หยุดนะ” อวี่จิ้งเซียงชี้ร่มมาตรงหน้าเซาโลและคังฟวั่นฟางเตรียมยันต์ เอาไว้แล้ว
“ข้าไม่ได้มีเวลามาเล่นกับเจ้ามากนักนะ ข้าพลาดแค่ครั้งเดียวอย่าได้ใจให้มันมากนัก เด เม อัด เม[5]” อูรูมิที่ถูกยึดเอาไว้พุ่งมาหาเขาราวกับว่ามันมีชีวิต
“เล่นกับมันไปก่อนนะ จัดการซะบิงโก้” บิงโก้เข้ามาโจมตี คังฟวั่นฟาง แม้ว่าเธอจะมีวิชาปราบผี แต่อีกฝ่ายมีวิชาการต่อสู้ทำให้มันหลบยันต์ที่เธอซัดออกไปได้ อวี่จิ้งเซียงเห็นดังนั้นก็รีบช่วยทันที เซาโลสะบัดอาวุธในมือ และวิ่งฝ่าออกไป มันคือพยายามจะออกด้านนอก ไม่ใช่การที่จะต่อสู้กับใครหรือเป็นพวกใคร ใครขว้างคมอาวุธก็ต้องตาย ! เหล่ามือปราบต้องรีบหลบแค่คนที่บุกเข้ามาเป็นเพียงชาวบ้าน ถึงโดนคมอาวุธกันถ้วนหน้า
“หยุดนะพวกเขาเป็นชาวบ้านธรรม” เฟิงต้ายงรีบร้องห้าม
“ก็แล้วทำไมไม่อยู่ที่บ้านล่ะ เสือกมาที่นี่ทำไม ! ” เซาโลพูดหน้าตาเฉย และเขาก็เดินไปไป เฮยเถี่ยวก่วยหลี่ที่ยืนดูอยู่นั้น รับรู้ได้ถึงพลังปีศาจในร่างของเซาโล เขารู้เลยว่าเจ้านี่ล่ะคนที่เขากำลังตามหา
“จับมันเลยเหล่าเจียงสือทั้งหลาย” พวกเจียงสือกระโดดเข้าใส่ เซาโรทันที เขาเหวี่ยงอาวุธในมือด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด พวกเจียงสือโดนฟันชิ้นส่วนกระจายเต็มไปหมด
บิงโก้ตามออกสมทบ และเซาโลมองไปที่เฮยเถี่ยวก่วยหลี่แล้ว กระโดดพุ่งหมายจะจัดการ
“จับโจรต้องจับหัวหน้า” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่ ร่ายมนตร์ ขาข้างที่พิการกลับใหญ่ขึ้นจนถีบร่างของเซาโรกระเด็นไปไกล ตอนนี้ขาข้างหนึ่งของเฮยเถี่ยวก่วยหลี่กลายเป็นขายักษ์ไปแล้ว
“แกสินะ โอสถทิพย์ เห็นบอกว่าต่อให้เหยียบแกให้แบน ก็สามารถเอาไปปรุงยาได้ งั้นข้าจะเหยียบแกให้แบนซะก่อนก็แล้วกัน”
“นี่มันอะไรกันเนี่ย” เฟิงต้ายงตกใจกับภาพที่เห็นมาก
“วิชามาร ! นี่มันวิชามารชัด ๆ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา ยังไม่ทันไร เฮยเถี่ยวก่วยหลี่กก็กระโดดสูงหมายจะเหยีบร่างของเซาโลให้เละ แต่เซาโลเคลื่อนไหวด้วยความเร็วหลบไปได้ แต่ก็ทำให้มีคนโดนลูกหลงไปด้วย
“เฮ้ย ! แกน่ะ อย่าทำให้มีลูกหลงสิโวย” เถี่ยวเสี่ยวฟู่ตะโกน และดีดพิณเสียงพิณพุ่งไปโดนเข้าที่ขายักษ์แต่มันไม่สะเทือนเลย เฮยเถี่ยวก่วยหลี่เปลี่ยนเป็นท่าเตะกวาดด้วยขาขนาดยักษ์ เซาโลกระโดดหลบแต่แรงเตะด้วยขาขนาดนี้ทำให้มีคนโดนลูกหลงหลายคน มีการบาดเจ็บและล้มตายเกิดขึ้น
“เฮ้ย ! แกนั่นมันพวกผู้ติดตามแกนะโวย ทำไมทำแบบนี้” ซุ่นมู่ซานตกใจมาก
“พวกเขาจะยอมสละชีพเพราะเป็นบัญชาสวรรค์” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่พูดเสียงดังลั่น และยังโจมตีต่อไป
เซาโลชะงัก
“บัญชาสวรรค์บ้าบออะไรของแก ข้าเกลียดนักเชียวไอ้พวกที่ชอบอ้างสวรรค์เนี่ย !” เขาเอาปากคาบอูรูมิเอาไว้และใช้สองมือต้านเท้าขนาดยักษ์นั่น เถี่ยวก่วยหลี่ออกแรงแต่รู้สึกถึงแรงต้านของเซาโล ทำให้รู้ว่าเขามีพละกำลังมาก
[1] 黑 (hēi / เฮย) - ดำ, มืด
[2] อวตาร ตามความเชื่อศาสนาฮินดูคือการที่เทพเจ้า แบ่งภาคหรือจุติลงมาเกิดบนโลกในร่างมนุษย์ สัตว์ หรือครึ่งคนครึ่งสัตว์ เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามความชั่วร้าย ฟื้นฟูธรรมะ และบรรเทาภาระของโลกเมื่อศีลธรรมเสื่อมลง
[3] เถียวก่วยหลี่ เซียนไม้เท้าเหล็ก เอกลักษ์จะถือไม้เท้าเหล็ก น้ำเต้าใส่ยาวิเศษ เป็นเซียนที่นับถือกันในหมู่หมอยาและหมอผี
[4] “โป๊ยเซียน” เป็นคำภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋ว แต่ในสำเนียงจีนกลางออกเสียงเป็น “ปาเซียน” โดยคำว่า “ปา” หรือ “โป๊ย” หมายถึง เลขแปด ส่วนคำว่า “เซียน” หมายถึง ผู้วิเศษตามความเชื่อของจีนความเชื่อเรื่องแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นความเชื่อในลัทธิเต๋าของจีน ซึ่งกล่าวถึงกลุ่มเทพเจ้าจีน ที่มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดแปดองค์ และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยชาวจีนเชื่อกันว่าแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความโชคดี และการอำนวยพรให้มีอายุยืนยาวตำนานเกี่ยวกับแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนมีอยู่ด้วยกันหลายตำนานแตกต่างกันออกไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย บันทึกเก่าแก่เกี่ยวกับแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเชื่อกันว่า มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก โดยปรากฏอยู่ในบันทึก “หวายหนานจื่อ” ของหลิวอัน และเรียกเซียนทั้งแปดว่า “ปากง” ซึ่งเป็นเหล่าเซียนที่มุ่งแสวงหายาอายุวัฒนะ และได้บำเพ็ญเพียรจนกระทั่งสำเร็จกลายเป็นเซียน
แปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นกลุ่มเซียนที่เป็นที่นิยมนับถือบูชาในหมู่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
[5] Deme ad me ภาษาละติน แปลว่าจงมาหาข้า
เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย
ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล
“อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่
ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม
“เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต
ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นม
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ใน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง







