Se connecterตอนที่ 4
แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา
“เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า
“พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง
“ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด
“แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่”
“โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที
“นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“แล้วเจ้าเป็นอะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถาม
“เจ้าไม่ต้องรู้หรอก เอาเป็นว่า ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าอยากจะเป็นแน่ ๆ” เซาโลตอบแต่มันไม่ได้ให้ความกระจ่างอะไรเลย ยิ่งทำให้งงหนักกว่าเดิม อวี่จิ้งเซียงเลยไม่คิดจะถามอะไรตอน เซาโลหันไปทางเถียวเสี่ยวฟู่
“เล่นเพลงอะไรฟังแล้วหนวกหูชะมัด”
เถียวเสี่ยวฟู่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“เจ้านี่ไม่เข้าใจดนตรีเอาซะเลยนะ แต่อย่างว่า ปีศาจะเข้าใจศิลปะได้ไงกัน”
“ข้ารู้จักดนตรีนะ และเข้าใจศิลปะอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่อยากฟังเท่านั้นล่ะ” เซาโลพูดขึ้นอย่าหัวเสียพอสมควร
เสียงกระดิ่งดังขึ้นมา บิงโก้มีอาการแปลก ๆ
“มีคนเล่นมนตร์ดำอีกแล้วเหรอ เจ้าบิงโก้มันถึงได้มีอาการแบบนี้” เซาโลพูดขึ้นมา คังหวั่นฟางมองบิงโก้แล้วพูดว่า
“พวกกงเยวี่ยนเหนือหรือเปล่า”
“เดี๋ยวข้าไปดูเอง จะจับมันไปรับโทษซะให้เข็ดเลย มาทิ้งพวกเราให้เจอกับไอ้บ้านี่” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมาด้วยความโมโหเพราะพวกสำนักกงเยวี่ยนเหนือทิ้งพวกเขา
“ข้าได้ยินนะโวย แล้วแกจะมาไล่ข้าหาพระแสงอะไรกันเล่า !” เซาโลโวยวายขึ้นมา
เฟิงต้ายงเดินออกไปดูเขามีกลุ่มคนใส่ชุดขาว เดินมาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสิบคน และมีเจียงสือตามอีกหลายตัว แสดงท่าทางว่าไม่ได้มาดีแน่ คนที่หัวหน้ากลุ่มเป็นชายหัวล้าน แต่งตัวด้วยเสื้อทำจากผ้าขาด ๆ และใช้ไม้เท้าเหล็กช่วยเดิน มือถือน้ำเต้า
“นี่พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร ข้าคือ มือปราบของทางการนะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“ต่อให้เป็นคนทางการแล้วไงเหรอ พวกเจ้าต่างหากต้องเคารพข้าต่างหากเพราะข้าคือ เฮย[1]เถี่ยวก่วยหลี่ ร่างอวตาร[2]ของเซียนเถี่ยก่วยหลี่[3]แห่งแปดเซียน[4] อวตารลงมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ตามบัญชาสวรรค์” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่พูดด้วยน้ำเสียงโอหัง และไม่เกรงกลัวใครเลย ซึ่งเท่าที่ดูเจ้านี้ไม่น่าใช่เซียนหรอก จะบอกว่าเป็นไอ้ขี้เมาน่าจะน่าเชื่อถือกว่านะ
ลัทธิเสียงสวรรค์ คือกลุ่มคนที่ มีความเชื่อแปลก ๆ แต่กลับได้รับความนิยมจากชาวบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่ากันว่าเจ้าลัทธิเป็นเซียนไปแล้ว บวกมีเงินสนับสนุนจากเจินกงกงแบบลับ ๆ ทำให้ลัทธิเติบโตจนต้องจับตามอง การมาแบบนี้คงไม่ได้มาดีแน่
“แล้วต้องการอะไรถึงได้ยกพวกมาขนาดนี้” เฟิงต้ายงพูดขึ้น ซุ่นมู่ซานกับเถียวเสี่ยวฟู่ รีบตามสบทบ
“โอสถทิพย์พวกท่านได้มันมาแล้วสินะ พวกเราจะขอรับไปเอง” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่พูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานเลยพูดว่า
“อะไรพวกเรามีแค่โจรสองคนเท่านั้นล่ะ ไม่มีอะไรที่เจ้าว่าหรอกนะ”
“อย่าทำไขสือเลยท่าน โจรที่ท่านว่า คนหนึ่งเป็นอดีตเจียงสือใช่มั้ยล่ะครับ” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่พูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์
“แล้วยังไงกัน” เฟิงต้ายงพยายามทำเสียงให้ปกติ
“ก็ไอ้โจรอีกคนนั่นล่ะครับโอสถทิพย์ !”
เมื่อได้ยินคำนี้เซาโล ถึงกับตะโกนลั่น
“อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของแกนะโวย ! ”
เฟิงต้ายงตะลึง โอสถทิพย์เป็นมนุษย์ไม่สิ มันไม่ใช่มนุษย์แน่ แต่เรื่องที่เจ้านี่พูดก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกัน
“พูดบ้าอะไรกันเนี่ย”
“โอสถทิพย์อยู่ในร่างของมันนั่นละครับ ท่านเสียงสวรรค์จะสกัดมันออกมา ส่งมันให้เราเถอะครับท่าน”เฮยเถียวก่วยหลี ยกเหล้าขึ้นดื่มอีก
“สกัดยาเหรอ” ซุ่นมู่ซานรีบถามทันที
“ท่านก็รู้นี้ ว่าร่างกายมนุษย์มันก็ใช้ทำยาได้เหมือนกัน” เฮยเกียวก่วยหลี่พูดหน้าตาเฉย
“ใช่ร่างกายมนุษย์ใช้ทำยาก็จริง แต่นายจะสกัดยาเขายังไง อย่าบอกนะว่าจะฆ่าเขา” ซุ่นมู่ซานพูด
“จะสนทำไม เจ้านั่นก็เป็นฆาตกรไม่ใช่เหรอ แถมไม่ใช่คนด้วยซ้ำ”
“บ้านเมืองมีขื่อมีแบนะ พวกเราเป็นมือปราบต้องทำตามกฎหมาย ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามาตัดสิน” เฟิงต้ายงรีบพูดทันที
“มันเป็นบัญชาสวรรค์ พวกเราแค่ต้องทำตาม” เฮยเถียวก่วยหลี่พูดและส่งสัญญาณพวกชาวบ้านบุกเข้ามาเถียวเสี่ยวฟู่กำลังจะดีดพิณแต่ว่า คิดขึ้นมาได้ พวกนี้เป็นชาวบ้านธรรมดาทนเสียงพิณของเขาไม่ได้แน่ พวกมือปราบไม่ฆ่าคนส่งเดช พวกเขาแค่ชาวบ้านที่โดนหลอกมาเท่านั้น คนที่หยุดชาวบ้านจึงซุ่นมู่ซานที่ต้องจี้จุดเหล่าชาวบ้าน เฟิงต้ายง ก็ไม่ได้ชักกระบี่ได้แต่โจมตีด้วยกระบี่ทั้งฝัก แต่กระนั้นพวกชาวบ้านยังพยายามจะบุกเข้าไป
เซาโลมองด้วยความโกรธแค้น เขารู้เลยว่าพวกนี้กำลังพยายามจะแย่งตัวเขา และเข้าใจคำโอสถทิพย์แล้วว่าคืออะไรแต่ร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่ทำให้เขาทำอะไรลำบากแต่ก็กัดฟัดลุกขึ้นมาและพุ่งไปเป้าหมายคือ ใครสักที่อยู่ตรงนั้น และคนที่เคราะห์ร้ายคือหนึ่งในพวกเสียงสวรรค์ที่บุกเข้ามา แรงกระแทกทำให้อีกฝ่ายล้มลงไป และถูกกัดเข้าทีคอ เลือดสด ๆ ไหล่เข้ามาในปากของเซาโล ร่างกายกำลังฟื้นตัว ชาวร้องด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่เสียงออกมา
“จริง ๆ ไม่ได้อยากกินโดนตรงหรอกนะ แต่อยู่ในที่แบบนี้พลังข้าลดไปเยอะ” เซาโลเหวี่ยงร่างเหยื่อไปตรงหน้าของบิงโก้
“กินซะเราไม่มีเวลาแล้ว และก็ทำลายหัวมันด้วย”
“หยุดนะ” อวี่จิ้งเซียงชี้ร่มมาตรงหน้าเซาโลและคังฟวั่นฟางเตรียมยันต์ เอาไว้แล้ว
“ข้าไม่ได้มีเวลามาเล่นกับเจ้ามากนักนะ ข้าพลาดแค่ครั้งเดียวอย่าได้ใจให้มันมากนัก เด เม อัด เม[5]” อูรูมิที่ถูกยึดเอาไว้พุ่งมาหาเขาราวกับว่ามันมีชีวิต
“เล่นกับมันไปก่อนนะ จัดการซะบิงโก้” บิงโก้เข้ามาโจมตี คังฟวั่นฟาง แม้ว่าเธอจะมีวิชาปราบผี แต่อีกฝ่ายมีวิชาการต่อสู้ทำให้มันหลบยันต์ที่เธอซัดออกไปได้ อวี่จิ้งเซียงเห็นดังนั้นก็รีบช่วยทันที เซาโลสะบัดอาวุธในมือ และวิ่งฝ่าออกไป มันคือพยายามจะออกด้านนอก ไม่ใช่การที่จะต่อสู้กับใครหรือเป็นพวกใคร ใครขว้างคมอาวุธก็ต้องตาย ! เหล่ามือปราบต้องรีบหลบแค่คนที่บุกเข้ามาเป็นเพียงชาวบ้าน ถึงโดนคมอาวุธกันถ้วนหน้า
“หยุดนะพวกเขาเป็นชาวบ้านธรรม” เฟิงต้ายงรีบร้องห้าม
“ก็แล้วทำไมไม่อยู่ที่บ้านล่ะ เสือกมาที่นี่ทำไม ! ” เซาโลพูดหน้าตาเฉย และเขาก็เดินไปไป เฮยเถี่ยวก่วยหลี่ที่ยืนดูอยู่นั้น รับรู้ได้ถึงพลังปีศาจในร่างของเซาโล เขารู้เลยว่าเจ้านี่ล่ะคนที่เขากำลังตามหา
“จับมันเลยเหล่าเจียงสือทั้งหลาย” พวกเจียงสือกระโดดเข้าใส่ เซาโรทันที เขาเหวี่ยงอาวุธในมือด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด พวกเจียงสือโดนฟันชิ้นส่วนกระจายเต็มไปหมด
บิงโก้ตามออกสมทบ และเซาโลมองไปที่เฮยเถี่ยวก่วยหลี่แล้ว กระโดดพุ่งหมายจะจัดการ
“จับโจรต้องจับหัวหน้า” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่ ร่ายมนตร์ ขาข้างที่พิการกลับใหญ่ขึ้นจนถีบร่างของเซาโรกระเด็นไปไกล ตอนนี้ขาข้างหนึ่งของเฮยเถี่ยวก่วยหลี่กลายเป็นขายักษ์ไปแล้ว
“แกสินะ โอสถทิพย์ เห็นบอกว่าต่อให้เหยียบแกให้แบน ก็สามารถเอาไปปรุงยาได้ งั้นข้าจะเหยียบแกให้แบนซะก่อนก็แล้วกัน”
“นี่มันอะไรกันเนี่ย” เฟิงต้ายงตกใจกับภาพที่เห็นมาก
“วิชามาร ! นี่มันวิชามารชัด ๆ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา ยังไม่ทันไร เฮยเถี่ยวก่วยหลี่กก็กระโดดสูงหมายจะเหยีบร่างของเซาโลให้เละ แต่เซาโลเคลื่อนไหวด้วยความเร็วหลบไปได้ แต่ก็ทำให้มีคนโดนลูกหลงไปด้วย
“เฮ้ย ! แกน่ะ อย่าทำให้มีลูกหลงสิโวย” เถี่ยวเสี่ยวฟู่ตะโกน และดีดพิณเสียงพิณพุ่งไปโดนเข้าที่ขายักษ์แต่มันไม่สะเทือนเลย เฮยเถี่ยวก่วยหลี่เปลี่ยนเป็นท่าเตะกวาดด้วยขาขนาดยักษ์ เซาโลกระโดดหลบแต่แรงเตะด้วยขาขนาดนี้ทำให้มีคนโดนลูกหลงหลายคน มีการบาดเจ็บและล้มตายเกิดขึ้น
“เฮ้ย ! แกนั่นมันพวกผู้ติดตามแกนะโวย ทำไมทำแบบนี้” ซุ่นมู่ซานตกใจมาก
“พวกเขาจะยอมสละชีพเพราะเป็นบัญชาสวรรค์” เฮยเถี่ยวก่วยหลี่พูดเสียงดังลั่น และยังโจมตีต่อไป
เซาโลชะงัก
“บัญชาสวรรค์บ้าบออะไรของแก ข้าเกลียดนักเชียวไอ้พวกที่ชอบอ้างสวรรค์เนี่ย !” เขาเอาปากคาบอูรูมิเอาไว้และใช้สองมือต้านเท้าขนาดยักษ์นั่น เถี่ยวก่วยหลี่ออกแรงแต่รู้สึกถึงแรงต้านของเซาโล ทำให้รู้ว่าเขามีพละกำลังมาก
[1] 黑 (hēi / เฮย) - ดำ, มืด
[2] อวตาร ตามความเชื่อศาสนาฮินดูคือการที่เทพเจ้า แบ่งภาคหรือจุติลงมาเกิดบนโลกในร่างมนุษย์ สัตว์ หรือครึ่งคนครึ่งสัตว์ เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามความชั่วร้าย ฟื้นฟูธรรมะ และบรรเทาภาระของโลกเมื่อศีลธรรมเสื่อมลง
[3] เถียวก่วยหลี่ เซียนไม้เท้าเหล็ก เอกลักษ์จะถือไม้เท้าเหล็ก น้ำเต้าใส่ยาวิเศษ เป็นเซียนที่นับถือกันในหมู่หมอยาและหมอผี
[4] “โป๊ยเซียน” เป็นคำภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋ว แต่ในสำเนียงจีนกลางออกเสียงเป็น “ปาเซียน” โดยคำว่า “ปา” หรือ “โป๊ย” หมายถึง เลขแปด ส่วนคำว่า “เซียน” หมายถึง ผู้วิเศษตามความเชื่อของจีนความเชื่อเรื่องแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นความเชื่อในลัทธิเต๋าของจีน ซึ่งกล่าวถึงกลุ่มเทพเจ้าจีน ที่มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดแปดองค์ และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยชาวจีนเชื่อกันว่าแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความโชคดี และการอำนวยพรให้มีอายุยืนยาวตำนานเกี่ยวกับแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนมีอยู่ด้วยกันหลายตำนานแตกต่างกันออกไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย บันทึกเก่าแก่เกี่ยวกับแปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเชื่อกันว่า มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก โดยปรากฏอยู่ในบันทึก “หวายหนานจื่อ” ของหลิวอัน และเรียกเซียนทั้งแปดว่า “ปากง” ซึ่งเป็นเหล่าเซียนที่มุ่งแสวงหายาอายุวัฒนะ และได้บำเพ็ญเพียรจนกระทั่งสำเร็จกลายเป็นเซียน
แปดเซียน หรือโป๊ยเซียนเป็นกลุ่มเซียนที่เป็นที่นิยมนับถือบูชาในหมู่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
[5] Deme ad me ภาษาละติน แปลว่าจงมาหาข้า
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า “มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา “พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า “คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ” “อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ในอันตราย” อู๋ซานพูดจบ เฟิงต้ายงในฐานะของหัวหน้ากลุ่มจึงตัดสินใจ “ได้เอาตามที่ท่านว่าเลย เดี๋ยวข้าจะแจงข่าวไปยังท่านอ๋องก็แล้วกัน แล้วท่านต้องการอะไร ข้าเชื่อนะว่าคนอย่างท่านไม่คิดจะมาทำอะไรแบบนี้ฟรี ๆ หรอก” “ท่านเฟิงช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หลังจากสกัดยาเสร็จ ข้าขอแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยเท่านั้น เพราะข้าเองก็อยากได้โอสถทิพย์ไปช่วยเพื่อการบำเพ็ญของข้าเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกด้วยร่างกายของมันเราจะได้โอสถทิพย์จำนานมากพอควรเลยละ” อู๋ซานพูดขึ้นมา “ตกลงตามนั้น”อวี่จิ้งเซียงกำลังจะแย้งแต่เฟิงต้ายงบอกว่า “มันเป็นสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาให้ทำตั้งแต่แรก”อวี๋จิ้งเซียงไม่อาจพูดอะไรได้อีก ในตอนเช้า คราวนี้ เซาโลโดนคุมตัวหนักยิ่งกว่าเดิน โดยมีพวกสำน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา “ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล “ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บ
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง เซาโลมองหาที่พัก เขาเลยตัดสินเดินเข้าไปที่ร้านหนึ่ง แม่เล้าประจำร้านเห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ท่าทางสกปรอกมอมแมมเลยมายืนขว้าง “มาทำอะไร รู้มั้ยว่าที่นี่มันคือไหน นี่คือหอนางโลมชั้นสูงนะไม่ใช่ที่ที่คนสกปรอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้นะ ” เซาโลมองหน้าของแม่เล้าที่กำลังเหยียดเขาด้วยสายตาและสีหน้าอย่างชัดเจน“อะไรหรือเจ้าฟังภาษาข้าไม่ออกหรือไง ที่นี่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติสกปรกแบบเจ้าหรอกนะที่นี่รับแต่ขุนนางหรือพวกคนที่ร่ำรวยเท่านั้นล่ะ” แม่เล้าพูดและพยายามใช้ภาษากายบอกเขาไม่ให้เข้ามาที่นี่“ข้าฟังที่เจ้าพูดออก” เซาโลจบล้วงกระเป๋าหยิบทองคำแท่งออกมา แม่เล้าถึงกับตาโต เปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่! คุณชายค่ะ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญเลยค่ะ” “อยากได้ ห้องพัก และอยากได้น้ำอาบแล้ว
“เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้วิธีปรุงมันเจ้าคะ ถ้าปรุงเป็นมันก็จะเป็นอาหารชั้นเลิศ” อวี่จิ้งเซียงตอบคำถาม “แล้วมู่ซานร่างกายมนุษย์ก็ทำยาได้ใช้มั้ย” ท่านอ๋องถามต่อไป “ใช่ขอรับ แต่ก็ต้องรู้วิธี และหลายอย่างก็ผิดศีลธรรมเกินกว่ามนุษย์จะรับได้” ซุ่นมู่ซานตอบคำถาม “งั้นเป็นไปได้มั้ยล่ะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวของเจ้าคนต่างชาตินั่น แค่ต้องสกัดออกมาสินะ และเชื่อว่ามันต้องรู้วิธีแน่ ๆไปเอาตัวมันมาให้ได้” “แต่มันจะเสี่ยงแล้วอาจทำให้มีคนตายนะพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงค้านขึ้นมา “แล้วถ้าฮ่องเต้สวรรค์คตตอนนี้ แล้วถ้า ไอ้ขันทีนั่นได้ไปล่ะจะเป็นยังไง นี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองนะ ยังไงก็ไปตามหาซะ ศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือนั่นจะช่วยพวกเราต่อมั้ย” ท่านอ๋องถามเสียงเรียบเฉย “คิดว
ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา “เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า “พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง “ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด “แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่” “โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที “นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้ว







