Se connecterจนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย
“ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป
“ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม
“แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา
“ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป
เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล
“ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บอกมาว่าจะสกัดโอสถทิพย์ออกมาได้ยังไง” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา เซาโลมองมือปราบทั้งสี่
“ข้าบอกแล้วไง ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์โวย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามันคืออะไร ไอ้พวกบ้า ปล่อยข้าไปซะ”
อวี่จิ้งเซียงเริ่มคิดว่า เขาไม่ได้โกหกหรอก แต่เชื่อว่าถามไปเซาโลก็ไม่ตอบอยู่ดี
“เจ้าให้ความร่วมมือดีกว่า ตอนนี้ไม่ใครช่วยเจ้าได้หรอก”
เซาโลไม่ตอบ สี่มือปราบเลยต้องเดินออกจากห้องขังไป
“ท่านอ๋องคิดอะไรอยู่ถึงให้ขนมันไปแบบนั้นเกิดมันหลุดก็อันตรายมากเลยนะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“คงอยากจะทำให้เป็นความลับนั่นล่ะ และการสกัดยาก็ต้องทำให้ได้ก่อนนำไปถวายฮ่องเต้ ขืนเอามันเข้าเมืองหลวงหรือเข้าวังเลยได้มีปัญหาใหญ่แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานอธิบาย
“ท่านอ๋องนี่ก็ยังเชื่ออีกเหรอว่ามันเป็น โอสถทิพย์ข้าว่า นี่มันปีศาจที่ต้องโดนกำจัดชัด ๆ” อวี่จิ้งเซียงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
“ท่านเชื่อแบบนั้นไปแล้วนี่จะให้ทำไงได้ล่ะ ยังไงก็เอาตัวมันไปก่อนดีกว่านะ” เถี่ยวเสี่ยวฟู่พูดขึ้นมาบ้าง
“ว่าแต่เจ้าเถอะ เป็นไงบ้างดูดพลังไปขนาดนั้น” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมา
“ไม่เป็นอะไรมากหรอก ยังดีที่ได้มู่ซานช่วยเอาไว้ แต่บอกเลยนะ ไม่เคยดูดพลังวัตรมากขนาดนี้มาก่อนเลย ข้าว่ามันก็เข้าเค้าถ้ามันจะเป็นโอสถทิพย์จริง ๆ” เถี่ยวเสียวฟู่พูดขึ้นมา
การเดินทางไปเมืองอี้โจว ต้องเดินทางถึงเจ็ดวัน โดยเซาโลถูกจับใส่ขื่อคา[2]อย่างแน่นหนา แปะยันต์ไว้เต็มไปหมด และให้อยู่แต่ในรถเทียมด้วยตัวล่อ[3]ที่ปิดทึบเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ใครเห็น มียันต์แปะเต็มไปหมด ทั้งด้านนอกและด้านใน คังหวั่นฟางจะนั่งอยู่ด้านหน้ารถคอยร่ายมนตร์เปลี่ยนยันต์ที่ดูเหมือนจะเริ่มไหม้ขึ้นเรื่อย ๆ อวี่จิ้งเซียงเป็นคนขับรถ คนอื่นจะเดินตามเพื่อคุ้มกัน เซาโลไม่ได้พูดอะไรเท่าไหร่ พวกเขาต้องเปิดดูในช่องเล็ก ๆ ที่ไว้ว่าเซาโลยังหายใจอยู่
“ไม่น่าเชื่อนะ มันไม่ได้มีอาการว่าร้อนหรือบ่นอะไรเลยตลอดทางเนี่ย”เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“นั่นสิจะว่าไป ตอนเราเจอมันครั้งแรก มันก็อยู่ในโลงศพนี่ มันคงชินแล้วมั้ง” ซุ่นมู่ซานออกความเห็นขึ้นมา
ขณะที่กำลังเดินทาง เจ้าล่อที่เทียมรถก็มีท่าทางตระหนก นั่นทำให้พวกมือปราบรู้ว่าเกิดเรื่องแน่ มีซุงท่อนหนึ่งลอยมา ยังดีที่เหล่ามือปราบหลบทัน คนที่ขว้างมาคือ บิงโก้
“ปล่อยคุณชายซะ” บิงโก้ประกาศเสียงดังลั่น และกระโดดลงไป เฟิงต้ายงต่อสู้กับเขา บิงโก้สู้แบบไม่กลัวตาย ไม่กลัวเจ็บเลยแม้แต่น้อย คังหวั่นฟางเลยซัดต์ยันต์ไปแปะที่กระบี่เฟิงต้ายง ทำให้เขาแทงบิงโก้เข้าไปแผลหนึ่ง ทำให้มันเข่าอ่อน เพราะพลังของยันต์ เฟิงต้ายงกำลังจะแทงซ้ำแต่ว่า
“หยุดก่อน” เสียงเซาโลดังขึ้นมา ทำให้เฟิงต้ายงหยุดมือ
“ปล่อยมันไปได้มั้ย ข้าไปกับเจ้าแล้วนี่ เจ้าต้องการข้าไม่ใช่มัน หากเจ้าปล่อยมันไปข้าก็จะ ไม่หนีเด็ดขาด จะอยู่อย่างสงบนี่ล่ะ”
ทุกคนมองไปที่บิงโก้ แต่คังหวั่นฟางรีบแย้งทันที
“เจ้านี่มันก็เป็นปีศาจนะ เป็นเจียงสือ ขืนปล่อยไว้มันก็ต้องไปทำร้ายคนแน่ ๆ ยังไงต้องกำจัดมัน”
คังหวั่นฟางพูด
“เรื่องเจ้าถามข้ามาตลอด ถ้ามีเจ้านี่ไปด้วย เจ้าอาจจะได้คำตอบเร็วขึ้น เอามันไปด้วยสิ เพราะข้าไม่มีคำตอบให้หรอกนะ” เซาโลพูด
“เอายันต์แปะมันเอาไว้” เฟิงต้ายงพูด คังหวั่นฟางจำต้องทำตาม ทำให้บิงโก้ถูกแปะยันต์ และซุ่นมู่ซานเขาโยนเข้าไปในรถทันที
“ข้าไม่ได้ให้เจ้าช่วยสักหน่อยนะบิงโก้” เซาโลพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
“แต่นายท่านถูกจับแบบนี้ ข้าจะอยู่เฉย ๆ ได้ยังกันขอรับ ชีวิตของข้าตอนนี้มีแต่นายท่านเท่านั้นละขอรับ” บิงโก้พูดน้ำเสียงและแววตาของเขาเต็มไปด้วยความซื่อตรง เซาโลจุ๊ปากก่อนที่จะพูดว่า
“ยุ่งไม่เข้าเรื่องจริง ๆ เจ้านี่ แต่ก็เอาเถอะ ข้าแค่ช่วยให้เจ้าไม่ต้องตายซ้ำอีกครั้ง แต่ยังไงเราก็ต้องตายอยู่ดีนั่นล่ะ ข้าเชื่อว่าสิ่งที่มันต้องการ คงต้องเอาชีวิตพวกเราก่อนนั่นล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา
“ข้าตายไปแล้วรอบหนึ่ง ท่านให้ชีวิตข้า ข้ายินดีตายร่วมกับท่านอีกครั้งหนึ่งขอรับ”
หลังจากเดินทางมาทั้งวัน พวกมือปราบก็เข้าพักที่ศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่ง อวี่จิ้งเซียงสังเกตเห็นว่า ตอนนี้เซาโลมีอาการหายใจแรง หอบ เหมือนกับคนป่วย
“เขาเป็นอะไรไป”
“ตอนนี้นายท่านต้องการอาหาร” บิงโก้พูดขึ้นมา
“อะไรตลอดทางเราก็ให้อาหารพวกแกมาตลอดแล้วนี่ แต่แกไม่กินเองนี่” เถียวเสี่ยวฟู่พูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
“นี่พวกเจ้าไม่รู้หรือไงเนี่ย นายท่านกินอะไร ก็สู้มาตั้งหลายทีแล้วนี่” บิงโก้โวยวายขึ้นมา
อวี่จิ้งเซียงตกใจแล้วพูดว่า
“อย่าบอกนะว่า นายท่านของแกกินเลือด !”
“ก็ใช่น่ะสิ พวกเจ้าก็เคยเห็นนี่ ทำไมโง่แบบนี้ พวกเจ้าเล่นงานนายท่านขนาดนี้ แถมเอาเขามาไว้ในศาลเจ้าอีก ข้าเกรงว่าหากไม่มีเลือดสด ๆ ให้นายท่านกินเดี๋ยวนี้ ท่านจะตายก่อนที่พวกเจ้าจะพาไปถึงที่นั่นแน่”
“ตกลงนายท่านอะไรแกเนี่ยเป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ย” อวีจิ้งเซียงถามอย่างหมดความอดทนแล้ว เธอต้องมาพาตัวอะไรก็ไม่รู้ไปเมืองหลวงแบบนี้
“นายท่านคือ นายท่านไงล่ะ ไม่ต้องสงสัยอย่างอื่นหรอก” บิงโก้รีบพูด
“จะไม่ให้สงสัยได้ไงกัน นี่ตกลงเขาเป็นตัวอะไรกันแน่ เจอยันต์ก็เจ็บปวด เจอศาลเจ้าก็เจ็บปวด นี่มันอะไรเป็นปีศาจเหรอ ปีศาจแบบไหนกันแน่” อวี่จิ้งเซียงพูด แต่ยังไม่ทันไรมีหนูตัวหนึ่งโผล่มา เซาโลกระโดดไปกัดหนูตัวนั้นทันที เลือดหนูไหลทะลักเข้าปาก สีหน้าเขาดูดีขึ้น แต่ว่า พวกสี่มือปราบและคังหวั่นฟาง ทำหน้าเหมือนจะอ้วก
“ข้าน่าจะสงสัยมากกว่านะ ทำไมพวกเจ้าอยากได้ตัวข้านัก ก็เห็นอยู่นี่ว่าข้าไม่ใช่คนสักหน่อย” เขาถาม ด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก ยังไม่ทันไรเสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นมา เฟิงต้ายงไปดู เห็นศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือ ที่นำโดยอู๋ซาน มาอยู่ตรงหน้าแล้วพร้อมกับเยี่ยตงลิ่ว อวี่จิ้งเซียงเห็นหน้าของเยี่ยตงลิ่วก็ชี้หน้าเขาทันที
“เจอแล้ว เจ้าคนขี้ขลาด คราวที่แล้วเจ้าทิ้งพวกเราไป ไอ้นักพรตต้มตุ๋น”
“นี่เจ้า...” เยี่ยตงลิ่วจะพูดสวนไป แต่อู๋ซานกลับยกมือขึ้นเป็นการห้าม
“นางพูดถูก ไอ้ศิษย์ชั่ว ! ข้าคือ อู๋ซาน เจ้าสำนักกงเยวี่ยนเหนือคนปัจจุบันพวกเรา ตามหาท่านเพื่อที่จะมาขมาและขอโอกาสแก้ตัว” อู๋ซานพูดท่าทางของดูแล้วสง่างาม น่าเชื่อถือ สมกับนักพรต เฟิ่งต้ายงจึงเริ่มเจรจา
“ศิษย์ท่านคราวที่แล้วทำงานพลาดไป แต่ตอนนี้เราได้ตัวเป้าหมายของเราแล้ว น้ำใจของท่านเราขอรับด้วยใจ”
“ข้ารู้ว่าท่านได้ตัวเขามาแล้ว แต่ท่านรู้วิธีสกัดโอสถทิพย์ออกมาจากตัวมันหรือไม่ล่ะ” อู๋ซานพูดขึ้นมา คราวนี้ซุ่นมู่ซานรีบถามว่า
“ท่านรู้เหรอ”
“รู้สิ สมัยก่อนสำนักกงเยวี่ยนน่ะ เคยมีบันทึกเอาไว้ แต่พอแยกออกมาเป็นสองฝ่ายแล้ว วิชานี้จึงแทบจะสาบสูญไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ข้าได้เข้าณานมาแล้ว ทำให้รู้วิชานี้” อู๋ซานพูด ทุกคนหันไปถามคังหวั่นฟางนางตอบว่า
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริง ๆ อาจารย์ไม่เคยเล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟังเลย แต่ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน”
“วิธีการต้องทำไง” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“ก็วิธีการเหรอ พวกท่านรู้จักตำนานซือหงอคง[4]โดนใส่หม้อหลอมยามั้ยนะ ในอดีตซือหงอคงโดยจับใส่หม้อหลอมยาของไท้เสียงเล่ากุง[5] เราจะใช้วิธีนั่นล่ะ หม้อหลอมยาที่ใหญ่พอก็มีอยู่ที่สาขาแห่งหนึ่งของสำนักกงเยวี่ยนเหนือเรานี่เอง เดินทางไม่กี่วันก็ถึงแล้ว” อู๋ซานพูดขึ้นมา อวี่จิ้งเซี่ยงโวยวายขึ้นมาทันที
“ท่านจะบ้าเหรอ ไม่ว่าเจ้านี่เป็นตัวอะไรก็ตาม แต่ก็ทำแบบนี้มันคือการต้มคนทั้งเป็นนะ”
[1] ตั๋วเงินจีนโบราณคือ "เงินบิน" (Flying Cash) ในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งเป็นใบตราสารที่พ่อค้าใช้แทนเงินสดเพื่อความสะดวกในการเดินทางไกล โดย ตั๋วเงินนี้วิธีใช้ง่ายมาก กล่าวคือเพื่อความสะดวกในการซื้อสินค้า ผู้จ่ายเงินจะเขียนตั๋วสั่งจ่ายเงิน คนถือตั๋วก็ไปรับแลกเงินที่สำนักงานรับฝากเงินของเอกชน ทำหน้าที่คล้ายๆธนาคารในปัจจุบัน
[2] ขื่อคา คือเครื่องจองจำนักโทษในสมัยโบราณ ทำจากไม้ มีลักษณะเป็นแผ่นไม้สองแผ่นประกบกัน เจาะรูสำหรับสอดคอ (ขื่อ) หรือข้อมือข้อเท้า (คา) เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ใช้คุมขังคนทำความผิดต่อบ้านเมืองในสมัยก่อน
[3] ล่อ เป็นสัตว์ลูกผสม ที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง พ่อลา กับ แม่ม้า ล่อถูกพัฒนามาเพื่อรวมเอาคุณสมบัติที่ดีที่สุดของทั้งลาและม้าเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมในการใช้งานมาอย่างยาวนาน ล่อมีพละกำลังที่ยอดเยี่ยม สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากและลากของหนักได้ดีกว่าทั้งม้าและลาในขนาดที่ใกล้เคียงกันล่อจะมีรูปร่างคล้ายม้าในส่วนของลำตัวและคอ แต่จะมีส่วนหัว หูที่ยาวเรียว ขาที่เรียวเล็ก และกีบเท้าที่เล็กและแข็งแรงคล้ายลาขนของล่อมีได้หลายสี ส่วนแผงคอจะสั้นและตั้งตรงเหมือนลา ในขณะที่หางจะมีลักษณะเป็นพวงยาวคล้ายม้า
ข้อจำกัดที่สำคัญของล่อคือ โดยทั่วไปแล้วล่อจะเป็นหมัน ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้เอง เนื่องจากม้ามีโครโมโซม 64 แท่ง และลามี 62 แท่ง เมื่อผสมกัน ล่อจึงมีโครโมโซม 63 แท่ง ซึ่งจำนวนโครโมโซมที่ไม่เป็นคู่กันนี้ทำให้กระบวนการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ (เช่น อสุจิหรือไข่) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แม้จะมีรายงานการเกิดลูกล่อที่หายากมาก แต่ก็เป็นข้อยกเว้นที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ การจะให้กำเนิดล่อแต่ละตัวจึงต้องเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพ่อลาและแม่ม้าเท่านั้น
[4] ซุนหงอคง หรือเห้งเจีย คือพญาวานรผู้มีอิทธิฤทธิ์จากวรรณกรรมจีนเรื่อง "ไซอิ๋ว" เกิดจากก้อนหินที่อาบแสงจันทร์ มีความสามารถแปลงกายได้ 72 ร่าง, เหาะเหินเดินอากาศด้วยเมฆวิเศษ และมีกระบองคู่ใจที่ยืดหดได้ เป็นตัวแทนของความฉลาด ไหวพริบดื้อรั้น แต่มีความจงรักภักดีต่อพระถังซัมจั๋งในการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก
[5] ไท้เสียงเหล่ากุง (ไท่ซังเหล่าจวิน) หรือ เล่าจื้อ คือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า เป็นเทพเจ้าแห่งปัญญา ความสมดุล และสุขภาพ ตามหลัก "ธรรมชาติไม่แย่งชิง" มักบูชาเพื่อขอพรด้านการมีสุขภาพแข็งแรง ปัญญาแจ่มใส และแนวทางชีวิตที่สงบสุข โดยเชื่อว่าท่านเป็นอาจารย์ของเหล่าโป๊ยเซียน (8 เซียน)
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า “มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา “พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า “คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ” “อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ในอันตราย” อู๋ซานพูดจบ เฟิงต้ายงในฐานะของหัวหน้ากลุ่มจึงตัดสินใจ “ได้เอาตามที่ท่านว่าเลย เดี๋ยวข้าจะแจงข่าวไปยังท่านอ๋องก็แล้วกัน แล้วท่านต้องการอะไร ข้าเชื่อนะว่าคนอย่างท่านไม่คิดจะมาทำอะไรแบบนี้ฟรี ๆ หรอก” “ท่านเฟิงช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หลังจากสกัดยาเสร็จ ข้าขอแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยเท่านั้น เพราะข้าเองก็อยากได้โอสถทิพย์ไปช่วยเพื่อการบำเพ็ญของข้าเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกด้วยร่างกายของมันเราจะได้โอสถทิพย์จำนานมากพอควรเลยละ” อู๋ซานพูดขึ้นมา “ตกลงตามนั้น”อวี่จิ้งเซียงกำลังจะแย้งแต่เฟิงต้ายงบอกว่า “มันเป็นสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาให้ทำตั้งแต่แรก”อวี๋จิ้งเซียงไม่อาจพูดอะไรได้อีก ในตอนเช้า คราวนี้ เซาโลโดนคุมตัวหนักยิ่งกว่าเดิน โดยมีพวกสำน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา “ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล “ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บ
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง เซาโลมองหาที่พัก เขาเลยตัดสินเดินเข้าไปที่ร้านหนึ่ง แม่เล้าประจำร้านเห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ท่าทางสกปรอกมอมแมมเลยมายืนขว้าง “มาทำอะไร รู้มั้ยว่าที่นี่มันคือไหน นี่คือหอนางโลมชั้นสูงนะไม่ใช่ที่ที่คนสกปรอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้นะ ” เซาโลมองหน้าของแม่เล้าที่กำลังเหยียดเขาด้วยสายตาและสีหน้าอย่างชัดเจน“อะไรหรือเจ้าฟังภาษาข้าไม่ออกหรือไง ที่นี่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติสกปรกแบบเจ้าหรอกนะที่นี่รับแต่ขุนนางหรือพวกคนที่ร่ำรวยเท่านั้นล่ะ” แม่เล้าพูดและพยายามใช้ภาษากายบอกเขาไม่ให้เข้ามาที่นี่“ข้าฟังที่เจ้าพูดออก” เซาโลจบล้วงกระเป๋าหยิบทองคำแท่งออกมา แม่เล้าถึงกับตาโต เปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่! คุณชายค่ะ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญเลยค่ะ” “อยากได้ ห้องพัก และอยากได้น้ำอาบแล้ว
“เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้วิธีปรุงมันเจ้าคะ ถ้าปรุงเป็นมันก็จะเป็นอาหารชั้นเลิศ” อวี่จิ้งเซียงตอบคำถาม “แล้วมู่ซานร่างกายมนุษย์ก็ทำยาได้ใช้มั้ย” ท่านอ๋องถามต่อไป “ใช่ขอรับ แต่ก็ต้องรู้วิธี และหลายอย่างก็ผิดศีลธรรมเกินกว่ามนุษย์จะรับได้” ซุ่นมู่ซานตอบคำถาม “งั้นเป็นไปได้มั้ยล่ะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวของเจ้าคนต่างชาตินั่น แค่ต้องสกัดออกมาสินะ และเชื่อว่ามันต้องรู้วิธีแน่ ๆไปเอาตัวมันมาให้ได้” “แต่มันจะเสี่ยงแล้วอาจทำให้มีคนตายนะพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงค้านขึ้นมา “แล้วถ้าฮ่องเต้สวรรค์คตตอนนี้ แล้วถ้า ไอ้ขันทีนั่นได้ไปล่ะจะเป็นยังไง นี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองนะ ยังไงก็ไปตามหาซะ ศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือนั่นจะช่วยพวกเราต่อมั้ย” ท่านอ๋องถามเสียงเรียบเฉย “คิดว
ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา “เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า “พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง “ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด “แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่” “โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที “นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้ว







