Se connecterหมู่บ้านจื่อเถิงแห่งนี้เป็นหมู่บ้านซึ่งอยู่ชานเมืองออกไปทางทิศเหนือของเมืองหลวง หากเดินทางโดยรถม้าจะกินเวลาโดยประมาณหนึ่งชั่วยาม
ซุนหย่งเล่อจะมาที่หมู่บ้านนี้สามวันครั้งในยามเฉิน นางจะอยู่จนกระทั่งถึงยามเซินก็จะเดินทางกลับ ค้างแรมบ้างเป็นครั้งคราว
*** (ยามเฉิน 07.00 น. – 08.59 น. / ยามเซิน 15.00 น. – 16.59 น.)
“เห็นแม่นางซุนมายืนตรงนี้แล้ว ให้ข้าอดคิดถึงมารดาของแม่นางไม่ได้ เมื่อเข้าสู่วสันตฤดูนางก็ชอบมายืนมองดูต้นจื่อเถิงออกดอกเช่นนี้”
ผู้อาวุโสเอ่ยขึ้นบอกน้ำเสียงติดเศร้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับคนที่เวลานี้ยังคงทอดสายตามองที่ต้นจื่อเถิงเบื้องหน้า
*** วสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) ช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคมของไทยทุกปี ดอกจื่อเถิงจะเริ่มบาน ***
หม่ายี่เถียน หรือท่านป้าหม่าภรรยาเหรินเหิงอี้ ซึ่งเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของหมู่บ้านจื่อเถิงนี้ และเป็นบุคคลที่ซุนหย่งเล่อให้ความเคารพมากด้วยเช่นกัน
“ท่านแม่คงชอบดอกจื่อเถิงนี้มากเลยใช่ไหมเจ้าคะ”
“ชอบมากเลยเจ้าค่ะ ... ไม่เอาแล้วข้าไม่พูดถึงแล้ว กลับเข้าไปในหมู่บ้านกับข้าจะดีกว่า เวลานี้ชาวบ้านกับเด็ก ๆ รอแม่นางอยู่ที่แปลงผักกันแล้ว”
พูดจบผู้อาวุโสก็สอดแขนนางเข้าที่เอวเล็กเพื่อรั้งให้เดินตามนาง ซุนหย่งเล่อหันมองหน้าเจ้าของวงแขนนั้นนิดหนึ่งก่อนส่งยิ้มให้ แล้วก็ยอมเดินตามเข้าไปในหมู่บ้านอย่างว่าง่าย
“ท่านปู่ ๆ พี่สาวซุนมาแล้วเจ้าค่ะ ... พี่สาวซุน”
เสียงเด็กน้อยวัยหกขวบเศษดังขึ้นบอกทุกคน พร้อมกับวิ่งปรี่เข้าหาสตรีที่กำลังเดินมาพร้อมกับหม่ายี่เถียน
“ใช่ข้ามาแล้ว ไหนพวกเจ้าเตรียมอะไรไว้บ้างแล้ว”
ซุนหย่งเล่อบอกน้ำเสียงใส ริมฝีปากสีกลีบบัวคลี่ยิ้มออกจนเห็นไรฟันขาว ดวงตาหงส์คู่สวยที่เพิ่งดูหม่นเมื่อครู่กลับมาสดใสมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
มือเรียวลูบศีรษะเล็กของเด็กน้อย เหรินเซียวหลิน หลานสาวตัวเล็กของเหรินเหิงอี้กับหม่ายี่เถียน ที่โอบกอดรอบเอวนางไว้อยู่ตอนนี้อย่างเอ็นดู
“ข้ากับชาวบ้านช่วยกันปรับหน้าดินตามที่แม่นางซุนต้องการไว้เรียบร้อยแล้ว แม่นางจะลงเมล็ดธัญพืชกับกล้าผลเลยหรือไม่”
เหรินเหิงอี้เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นพร้อมกับใช้ผ้าคาดไว้ที่เอวมาเช็ดมือเอาดินที่ติดมือนั้นพอให้ออกไปบ้าง
“วันนี้คงลงได้แค่เมล็ดธัญพืชเพียงเท่านั้นก่อน ส่วนกล้าผลอีกสักสอง - สามวันข้าจะนำมาเพิ่มให้อีก”
“เช่นนั้นข้ากับชาวบ้านจะเร่งไปจัดการให้เดี๋ยวนี้”
ผู้อาวุโสรีบรับคำ ท่าทางกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด
“ช้าก่อนท่านลุงเหริน ข้ามีเรื่องจะหารือกับท่านสักหน่อย”
ซุนหย่งเล่อรีบห้ามเอาไว้ ด้วยครุ่นคิดตลอดช่วงเช้าว่าจะทำอะไรเพิ่มเติมให้กับหมู่บ้านได้อีก
“เช่นนั้นเชิญแม่นางนั่งก่อน”
เหรินเหิงอี้บอกพร้อมกับใช้ผ้าคาดเอวผืนเดิมปัดทำความสะอาดม้านั่งที่วางอยู่สอง – สามตัว เพื่อให้พอนั่งสนทนากันได้
“เชิญท่านลุงเจ้าค่ะ”
ซุนหย่งเล่อเอ่ยบอกพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่ง โดยมีเจ้าตัวเล็กมานั่งข้าง ๆ ไม่ห่างกาย
“แม่นางซุนมีเรื่องอันใดจะให้ข้าช่วยเชิญกล่าว”
“ข้าเพียงคิดเห็นว่า อยากจะนำปลามาเลี้ยง และเพิ่มหมู เป็ด ไก่ อีกสักเล้าสองเล้าท่านลุงเห็นว่าเป็นเช่นไร”
นางเอ่ยบอกความคิดที่ไตร่ตรองมาแล้วให้ผู้อาวุโสได้ทราบ
“แม่นางคิดเห็นเช่นไรข้าก็คิดเห็นเช่นนั้น เพียงแต่ข้ายังมองไม่เห็นพื้นที่ ที่จะขุดบ่อเลี้ยงปลาได้”
หมู่บ้านจื่อเถิงเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีประชากรไม่กี่ครัวเรือน พื้นที่ใช้สอยก็ไม่ได้มาก แต่ก็ยังพอมีเหลือให้ทำการเกษตรได้อยู่บ้าง หากแต่จะขุดบ่อเลี้ยงปลาคิดว่าน่าจะต้องใช้พื้นที่มากพอควร เหรินเหิงอี้จึงมองไม่เห็นว่ามีพื้นที่ตรงไหนที่เหมาะสม
“เมื่อครู่ข้ายืนดูต้นจื่อเถิงที่ท้ายหมู่บ้าน ข้าเห็นยังพอมีพื้นที่อยู่บ้าง ท่านลุงคิดว่าพื้นที่บริเวณนั้นเพียงพอที่จะขุดบ่อปลาหรือไม่”
“ถ้าเป็นพื้นที่ตรงนั้น ข้าเองก็เห็นสมควร เพราะเดิมก็เป็นบ่อน้ำเล็ก ๆ อยู่แล้ว ขุดอีกสักหน่อยก็คงพอให้เลี้ยงปลาได้อยู่ แต่ ... ที่ตรงนั้นมันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของแม่นางซุน”
“หากท่านลุงเห็นด้วยก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป บ้านข้าอยู่ห่างบ่อน้ำนั้นตั้งไกล อีกทั้งตัวข้าเองก็ไม่ค่อยได้มาค้างแรมที่นี่บ่อยครั้ง ข้ายินดีที่จะแบ่งพื้นที่ให้สำหรับเลี้ยงปลา และขยับห่างออกไปอีกหน่อย น่าจะพอทำเล้าเป็ด ไก่ และเล้าหมูเพิ่มเติมได้ ท่านลุงคิดเห็นสมควรหรือไม่”
ซุนหย่งเล่อออกความคิดก่อนเอ่ยถามความเห็นของผู้อาวุโสอีกครั้ง
“หากแม่นางไม่ติดใจประการใด ข้าก็เห็นว่าเหมาะสมที่สุดแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นก็เริ่มจากทำเล้าเป็ด ไก่ และเล้าหมูก่อนแล้วกัน เพราะขุดบ่อคงต้องใช้แรงคนมากอยู่ ข้ากลับไปแล้วจะขอคนจากหอบุปผาสำราญมาช่วยอีกแรง”
ทุกคนในหมู่บ้านนี้ย่อมรู้ดีว่า ซุนหย่งเล่อเป็นเด็กกำพร้า ซุนเล่อเหยียน มารดาของนางคิดสั้นปลิดชีพตัวเองหนีอาย หลังจากให้นมบุตรสาวได้เพียงสามเดือน ทิ้งให้นางใช้ชีวิตอยู่กับซุนอันเล่อในหอนางโลมที่นางเอ่ยถึงเมื่อครู่
“เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์”เมื่อทุกคนออกไปจนหมด แม่ทัพหนุ่มรีบถามขึ้นทันที น้ำเสียงยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นเช่นเดิม“สักเจ็ดวันแล้วเจ้าค่ะ”“เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกข้า”“ก็ในเจ็ดวันนี้ท่านพี่ไม่ได้พบข้านี่เจ้าคะ”หลังจากได้รับราชโองการแล้ว เมื่อว่างจางหลี่จวินจะต้องไปค้างแรมกับซุนหย่งเล่อที่เรือนพักภายในหอทุกครั้ง มีเพียงเจ็ดวันก่อนถึงวันมงคล สำนักราชวังมีเรื่องให้เขาต้องจัดการอีกทั้งยังเป็นกฎไม่ให้คู่บ่าวสาวได้เจอกันก่อนแต่งงานเป็นเวลาสามวันด้วย แม่ทัพหนุ่มจึงได้พบเจอกับนางในวันนี้อีกครั้ง“แล้วที่ข้าไม่ได้พบ เจ้าคิดถึงข้าบ้างหรือไม่หย่งเล่อ”ได้ทีจึงเอ่ยถามขึ้นน้ำเสียงและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเลยทีเดียว“ข้าไม่คุยกับท่านพี่แล้ว ข้าจะนอนแล้ว”เพราะความเขินอายทำให้นางต้องเลี่ยง ก่อนจะพลิกตัวหันหลังให้เขา“หย่งเล่อ”จางหลี่จวินโน้มตัวเข้าหานางพร้อมกับค่อย ๆ จับร่างนางให้พลิกกลับมาหาเขาอีกครั้ง“เจ้าคะ”“เจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดข้าจึงยินดีแต่งงานกับเจ้าตามคำของพี่สาวเจ้า”ได้ยินคำพูดอีกฝ่ายแล้วร่างเล็กต้องขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เขาเห็นเช่นนั้นจึงช่วยประคองให้นางลุกขึ้นนั่ง
จางหลี่จวินยืนมองผู้เป็นภรรยาที่นั่งนิ่งด้วยท่าทางที่สง่างามสมกับเป็นบุตรีของเฉินอ๋อง ริมฝีปากสวยคลี่ยิ้มออก พร้อมกับขยับเข้าใกล้นาง สองมือจับที่ผ้าสีแดงแล้วค่อย ๆ เปิดขึ้นเผยใบหน้างดงามให้เขาได้เห็นเต็มตาสายตาคู่สวยของท่านแม่ทัพเต็มไปด้วยความอบอุ่น และให้การต้อนรับ จ้องมองใบหนางดงามอย่างหลงใหล“ฮูหยินของข้า ช่างงดงามยิ่งนัก”“ท่านแม่ทัพกล่าวหนักไปแล้วเจ้าค่ะ”“ข้าไม่ได้กล่าวหนักไป สิ่งที่ข้าพูดคือความจริง เวลานี้บุรุษในอันฉี ต่างอิจฉาข้ากันทั้งนั้นที่ได้เจ้ามาเป็นฮูหยินอยู่ข้างกายเช่นนี้”แม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ผู้เป็นภรรยา“ท่านแม่ทัพเองก็มีสตรีมากมายที่หมายปองนะเจ้าค่ะ”“ไม่เอาแล้ว ๆ เหตุใดเจ้าจึงยังเรียกข้าท่านแม่ทัพอยู่อีก นับจากนี้เจ้าต้องเรียกข้าว่าท่านพี่เข้าใจหรือไม่”ได้ยินภรรยาเรียกตัวเองเช่นเดิมแล้วให้รู้สึกขัดหู จึงรีบบอกให้นางแก้คำเสียใหม่“เจ้าค่ะ ... ท่านแม่ ... เอ่อ ท่านพี่”“ฮูหยินของข้าน่ารักที่สุด”เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงร่างเล็กเข้ามาโอบกอดไว้อย่างรักใคร่ ก่อนจะประกบริมฝีปากหนาเข้าที่หน้าผากมนของเจ้าสาว และไม่มีทางที่จะยอมจบเพียงแค่จุมพิตบ
วันเวลาล่วงเลยมากว่าสามเดือน จนถึงวันมงคลสมรส ซุนหย่งเล่อในชุดแต่งงานผ้าไหมสีแดงสวยงามปักลายมงคลด้วยดิ้นทองอันประณีต ผมมวยสูงประดับด้วยเครื่องประดับหรูหรา ในมือถือปิ่นหยกสีขาวของผู้เป็นมารดาที่ซุนอันเล่อเก็บเอาไว้ให้นางยืนอยู่หน้าป้ายชื่อผู้เป็นมารดา ริมฝีปากสีชาดคลี่ยิ้มออกมา แววตาเต็มไปด้วยความสุข“เหตุใดเจ้าจึงได้มาอยู่ที่นี่”ซุนอันเล่อในชุดสีเดียวกับเจ้าสาวเดินมาอยู่เบื้องหลังนาง ก่อนเอ่ยขึ้น“หากวันนี้ท่านแม่อยู่ด้วยข้าคงมีความสุขมากกว่านี้นะเจ้าคะ”เสียงเจ้าสาวดังขึ้น พลางหันมายิ้มให้ผู้เป็นน้าสาว“ท่านแม่เจ้าก็อยู่กับเจ้าตลอด ในเวลานี้ท่านก็ยินดีและกำลังอวยพรให้เจ้าอยู่”ผู้เป็นน้าสาวเอ่ยขึ้น มือก็พลางหยิบปิ่นหยกในมือเล็กนั้นมาถือไว้“มา ๆ ๆ เจ้ามานั่งตรงนี้ ข้าจะปักปิ่นนี้แทนแม่เจ้าเอง”นางเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงมือเจ้าสาวให้มานั่งที่เตียงของนางด้วย“เจ้าค่ะ”ผู้เป็นเจ้าสาวรับคำพร้อมทั้งนั่งลง ตามคำบอกของนาง“ไหนมาให้ข้าได้ดูหน้าเจ้าชัด ๆ อีกทีสิ”เมื่อจัดการปักปิ่นให้เรียบร้อย นางจึงจับใบหน้างดงามของเจ้าสาวมาดูให้เต็มสองตา“ในที่สุดเจ้าก็ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้อีกแ
“ทะ ๆ ... ท่านแม่ทัพ ข้า ... อ๊ะ ...”นางครางเสียงหวานออกมาไม่ขาดภายในถ้ำอุ่นเขาส่งนิ้วแข็งแรงเข้าไปสำรวจ น้ำภายในถ้ำถูกปล่อยออกมาจนเต็มฝ่ามือใหญ่ เขายังคงขยับนิ้วเข้าออกไม่ขาด สะโพกเล็กขยับรับตามจังหวะการเคลื่อนของนิ้วนั้นโดยอัตโนมัติ แม่ทัพหนุ่มมองทุกการเคลื่อนไหวของสะโพกแล้วให้ได้ยิ้มออกมาอย่างพอใจเวลานี้นางพร้อมที่จะรับเขาเต็มตัวแล้ว ปลายนิ้วแข็งแรงจังหวะเรื่อย ๆ ก่อนจะเพิ่มจำนวนขึ้นจากหนึ่งนิ้วเป็นสองนิ้ว และสามนิ้ว แม้จะเพิ่มถึงสามนิ้ว และแม้เขาจะเคยขยายปากทางเข้าถ้ำนี้ด้วยขนาดของตัวเองแล้ว ทว่ามันยังคงคับแคบอยู่เช่นเดิม“อืมมมม ... ท่านแม่ทัพข้าเจ็บ”“ยังเจ็บอยู่อีกหรือ”เขาเอ่ยถามน้ำเสียงกระเส่า สายตายังคงมองการเคลื่อนไหวของสะโพกเล็กไม่วางตา“ข้าจะระวังไม่ให้เจ้าเจ็บ”แม่ทัพหนุ่มเร่งจังหวะจนน้ำภายในหล่อลื่นออกมาจนชื้นแฉะเขาก็ถอนออกจนหมด ร่างเล็กกระตุกวาบสะโพกเล็กลอยค้างอยู่เช่นนั้น“อื้ออออ ... เหตุใดท่านจึงหยุด”“เพราะข้าจะเป็นผู้สำรวจถ้ำนี้เองเช่นไรเล่า”เขามอบจูบอันแสนหวานให้นางอีกครั้ง ก่อนจะกระตุ้นไฟปรารถนาให้นางด้วยการไล้เลียที่ปลายถันสีอ่อน ซุนหย่งเล่อปล่อยเสียงครางกระ
แม่ทัพหนุ่มค่อย ๆ ดันร่างเล็กให้นอนราบบนที่นอน แล้วจึงทาบทับร่างใหญ่ของตัวเองลงบนร่างนาง โดยยังคงให้แขนอีกข้างค้ำยันรับน้ำหนักตัวเองเอาไว้อยู่เขามอบจุมพิตอันหอมหวานอย่างไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยให้ปากเล็กนั้นเป็นอิสระได้ง่าย ๆ ซุนหย่งเล่อปล่อยเสียงครางอันแสนหวานที่เขารอฟังนั้นออกมาอย่างเผลอไผล“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินหย่งเล่อ”เขายอมปล่อยให้ริมฝีปากเล็กได้เป็นอิสระอีกครั้ง ก่อนมากระซิบที่ข้างหูน้ำเสียงพร่า แววตาที่มองนางนั้นหวานซึ้งซึ่งคงมีเพียงนางผู้เดียวที่จะได้เห็นแววตาเช่นนี้“นี่ท่านคงไม่ได้โดนท่านพี่อันเล่อวางยามาอีกใช่หรือไม่”ได้ฟังน้ำเสียงและได้เห็นแววตาแล้วอดที่จะถามออกมาไม่ได้“กับเจ้าเพียงแค่ท่านพี่เจ้าเอ่ยปากบอกกับข้าตรง ๆ ข้าก็ยินดีโดยที่ไม่ต้องเสียยาเลยแม้แต่นิดเดียว”“ท่านแม่ทัพ”ทั้งวาจาและแววตาที่จ้องมองนางในตอนนี้ ทำให้นางถึงกับไม่กล้าสู้หน้าอีกฝ่าย“หย่งเล่อ กายข้าเริ่มร้อนขึ้นมาอีกแล้วเจ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่”เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับพรมจูบซุกไซ้ใบหน้าตัวเองไปตามใบหน้าเล็กจนมาถึงริมหูเล็ก“กายเจ้าก็ร้อนไม่ต่างจากข้าเลยนะหย่งเล่อ”“ข้า ...”“เช่นนั้นวันนี้ไม่ต้องลำบากให้เจ้าต
“เป็นอะไรไป”“อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะไม่อยู่ที่นี่แล้ว ข้าต้องคิดถึงเจ้าแน่ ๆ เลย”นางเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นเครือ ด้วยเพราะความที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนโต เมื่อถึงเวลาต้องห่างกันก็รู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก“ข้าก็ต้องคิดถึงเจ้าเช่นกัน ... แต่ใช่ว่าข้าไปอยู่ไกลจากที่นี่เสียที่ไหน เจ้าจะไปหาข้า หรือให้ข้ามาหาเจ้าทุกวันยังได้เลย”“เจ้าก็พูดไป เจ้าแต่งงานนะไม่ใช่ว่าย้ายที่อยู่ เมื่อเจ้าเข้าจวนไปแล้ว ย่อมต้องมีเรื่องมากมายให้เจ้าจัดการ จะให้เทียวไปเทียวมาอย่างที่เจ้าบอกมันจะได้เช่นไรกัน”ฟางลี่อิงเอ่ยค้านคำพูดของสหายรักขึ้น“ข้าต้องหาเวลามาพบเจ้า กับท่านพี่อันเล่อได้บ่อยครั้งอย่างแน่นอน”“จริง ๆ นะหย่งเล่อ”คนได้ฟังเอ่ยขึ้นพร้อมกับเข้าโอบกอดร่างของสหายรักเอาไว้ทันที แม้จะรู้ว่าความเป็นจริงแล้วจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็อดดีใจกับคำพูดนางไม่ได้“ข้าเคยโกหกเจ้าเช่นนั้นหรือ”“ข้าจะเชื่อเจ้า ... เจ้าพักเถอะ ข้าต้องไปเตรียมตัวแล้ว แต่จะว่าไปเจ้าไม่อยู่ก็ดีเหมือนกันนะ ต่อไปนี้ข้าแขกของที่นี่จะได้สนใจแต่ข้าแต่เพียงผู้เดียว”จากน้ำเสียงที่ดูเศร้าเมื่อครู่ กลับมาสดใสอีกครั้งเมื่อได้แกล้งส
แม่ทัพหนุ่มผละร่างใหญ่ออกมาเพียงนิด เพื่อจัดการกับเสื้อผ้าตัวเองจนเหลือเพียงกางเกงตัวเดียว ส่วนบนเผยแผงอกกว้างที่มีล่องลอยของบาดแผลให้ได้เห็นอยู่บ้าง กล้ามหน้าท้องเป็นคลื่นลอนสวยสมส่วนซุนหย่งเล่อมองร่างกายกำยำได้ครู่เดียวก็หลับตาปี๋ สองมือเล็กกุมไว้ที่ผ้าชิ้นสุดท้ายที่พันรอบอกนั้นเอาไว้แน่น ส่งผลใ
หลังจากคืนวันนั้นซุนหย่งเล่อก็พาตัวเองหลบไปอยู่ที่หมู่บ้านจื่อเถิงอยู่สามราตรีมิได้กลับมา“แม่นางใหญ่ซุน ให้ข้ามาดักรอเจ้า”“ท่านพี่อันเล่อมีอะไรกับข้าหรือ”“เรื่องนี้ข้าไม่อาจรู้ได้ เจ้าอยากรู้ก็ไปหานางเถิด นางรออยู่ในห้องพักเจ้าค่ะ”ซุนหย่งเล่อได้ฟังก็พยักหน้ารับแล้วก็เดินจากไป ใช่ว่านางจะเชื่อใ
ถ้อยคำเพียงสั้น ๆ ทว่าดึงดูดความสนใจให้กับหนานอ๋องได้ไม่น้อย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีคำนี้หลุดออกจากปากแม่ทัพใหญ่ผู้นี้“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะมาปรึกษาข้า ... นี่หูข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่”อ๋องหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้ง มือก็พลางจับที่หูตัวเองไปด้วยจางหลี่จวินยังคงนิ่ง สายตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองที่จอกสุ
ซุนเล่อเหยียน เข้าไปอยู่ในหอบุปผาสำราญตั้งแต่นางเพิ่งอยู่ในวัยปักปิ่น ซึ่งในตอนนั้นนางหอบเอาซุนอันเล่อไปขอทำงานกับ เหลียงเจียผิง เจ้าของหอนางโลมนี้ ด้วยเพราะนางมีใบหน้างดงามอีกทั้งผิวพรรณดี และความสามารถของนางที่มีมากกว่าสตรีหลายคนในนั้น ทำให้เหลียงเจียผิงสนใจและรับนางไว้ ในตอนนั้นซุนเล่อเหยี







