LOGINงานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวทุกปีล้วนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ความครื้นเครงของผู้คนทำให้ร้านค้าพลอยคึกคักไปด้วย บรรดาหนุ่มสาวชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเด็กเล็กล้วนจับจูงกันมาร่วมงานด้วยใบหน้าชื่นมื่น แน่นอนว่าอี้อินเองก็เช่นกัน
ปีนี้อี้อินอายุเต็มสิบหก ผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวกวาดตามองรอบด้านพลางทอดถอนใจ วันเวลาช่างผ่านไปไวดุจติดปีก
เมื่อปีก่อนนางกับพี่สาวยังคล้องแขนเดินเคียงคู่เที่ยวดูโคมด้วยกันอยู่เลย ทว่ายามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็ไม่เหมือนดั่งเดิมเสียแล้ว
อี้ซิ่นผู้พี่แต่งเข้าสกุลฉิง กลายเป็นฮูหยินผู้ดูแลเรือนหลัง ส่วนนางจากเด็กสาวไม่ประสีประสาก็กลายมาเป็นคนปกครองดูแลจวนแทนพี่สาวที่แต่งออกไป
อี้หานชิง ท่านพ่อของอี้อินถือเป็นสามีที่ดี อีกทั้งยังเป็นบิดาผู้แสนประเสริฐ ในยามภรรยาที่รักมั่นมีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยรับอนุเข้าเรือน เมื่อนางจากไปเขายิ่งไม่คิดแต่งงานใหม่
สามพ่อลูกดูแลประคับประคองกันจนผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย กระทั่งยามนี้บุตรสาวคนหนึ่งแต่งออกไปมีชีวิตที่ดี ส่วนอีกคนก็อายุถึงวัยสมควรออกเรือน นับได้ว่าชีวิตพวกเขานั้นมั่นคงแล้ว
“คุณหนู ท่านลองดูโคมร้านนั้นสิเจ้าคะ งามเหลือเกิน” ปี้หยวนกล่าววาจาเจื้อยแจ้ว พลางชี้นำให้เจ้านายกับเพื่อนสาวใช้ดูอย่างตื่นเต้น
“อืม งามจริงด้วย”
โคมรูปกระต่ายหยกวาดได้งดงามราวมีชีวิต โดยเฉพาะกับสตรีส่วนใหญ่ที่มักชื่นชอบสัตว์เล็ก ย่อมมิมีผู้ใดไม่นึกชื่นชม
“คุณหนูท่านนี้ สนใจต่อบทกลอนรับโคมหรือไม่ขอรับ เพียงแค่วางเงินหนึ่งตำลึงเท่านั้น ถ้าท่านต่อได้ก็สามารถรับเอาไปได้เลย”
พ่อค้าร่างท้วมเห็นพวกนางแสดงความสนใจก็รีบปรี่เข้ามาชักชวนกลุ่มของอี้อินทันที เขากวาดสายตามองบรรดาคนติดตามของสตรีตรงหน้า แล้วยิ่งแสดงกิริยานอบน้อมไม่กล้าล่วงเกิน
ปี้หยวนดวงตาเป็นประกายวาววับ หนึ่งตำลึงไม่ถือว่าเป็นเงินมากมายจนเกินไป ที่สำคัญนางค่อนข้างมั่นใจว่าคุณหนูของตนเชี่ยวชาญด้านบทกลอนบทกวีไม่แพ้ผู้ใดแน่นอน
อี้อินก้าวตามแรงกระตุ้นของสาวใช้ ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มบางเบาระคนจนใจ เพราะเทศกาลที่นานทีปีหนจะมีนี่กระมัง ทำให้สาวใช้ของนางยิ่งคล้ายเด็กน้อยเข้าไปทุกที
คนติดตามที่เป็นบุรุษพากันรั้งรออยู่ด้านนอกแผง ขณะที่พวกปี้หยวนก้าวเดินตามอี้อินมาติดๆ นายบ่าวมาหยุดตรงหน้าโคมกระต่ายหยกอย่างมีเป้าหมาย
“คุณหนูสนใจโคมนี้ใช่หรือไม่ขอรับ” พ่อค้าที่ได้รับเงินแล้วรีบกุลีกุจอส่งแผ่นกลอนให้
“คุณหนูรีบลองสิเจ้าคะ”
ปี้หยวนรับแผ่นกลอนมาได้ก็ส่งมอบให้กับเจ้านายทันที ใบหน้าเล็กฉาบไปด้วยความคาดหวังล้นปรี่
ดวงตาหงส์ตวัดมองบทกลอนที่ยังไม่สมบูรณ์ในมือพร้อมคลี่รอยยิ้มบางเบา
“เหนือกำแพงมีกิ่งเหมยเบ่งบานสะพรั่ง...”
นางขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดอักษรต่อประโยคลงไป
“งดงามองอาจผงาดยิ่งยังผลิดอกแม้กลางลมหนาว ค่ำคืนเหมันต์พราวพร่างน้ำค้างขาว ท้าลมชนหนาวยลเหมยงามกลางหิมะ”
“กลอนดี ต่อได้ดี”
เสียงปรบมือพลันดังจากเหล่าคนมุง หกส่วนนั้นจากบทกลอน ส่วนอีกสี่มาจากตัวอักษรที่งดงามอ่อนช้อยที่เห็น
อี้อินเผยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม โคมไฟเหล่านี้ราคาอยู่ที่ไม่เกินกว่าหนึ่งตำลึงมากนัก เดิมการต่อกลอนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อส่งเสริมการค้าให้บรรดาคุณชายคุณหนูได้เล่นสนุกเท่านั้น พ่อค้าจึงมิได้ตั้งโจทย์บทกลอนให้ยากเย็นจนเกินไป
“คุณหนู นี่เป็นโคมของท่านขอรับ”
พ่อค้าปลดโคมลงมายื่นส่งให้อี้อิน หญิงสาวเหลือบมองกระต่ายหยกตาแป๋วพลางนึกชมชอบใจเป็นอย่างมาก ทว่าก่อนมือขาวเนียนจะคว้าถึง โคมก็ถูกกระชากไปจากมือพ่อค้าโดยบุคคลที่สามเสียก่อน
“โคมนี้สวยงามนัก ข้าต้องการซื้อ!”
ท่ามกลางสายตาผู้คน ดรุณีอาภรณ์แดงนางหนึ่งก็ก้าวมาแย่งโคมจากมือพ่อค้าไปครอง พร้อมเอ่ยความประสงค์ด้วยน้ำเสียงแหลมใส การกระทำอุกอาจอันไร้ซึ่งมารยาทนี้ อย่าว่าแต่อี้อินจะขมวดคิ้วไม่ชอบใจเลย ขนาดพ่อค้าที่มีใบหน้ายิ้มแย้มก็ยังอดไม่พอใจมิได้
“คุณหนูท่านนี้โปรดอภัย โคมกระต่ายหยกเป็นคุณหนูท่านนั้นต่อกลอนได้ไป ข้าจึงมิอาจขายให้ท่านได้ขอรับ”
ต่อให้ไม่ชื่นชอบการกระทำของหญิงสาวตรงหน้ามากเพียงใด พ่อค้าก็รู้ดีว่าที่นี่คือเมืองหลวงอันเป็นแหล่งที่อยู่ของผู้มีอำนาจ เจ้าตัวจึงได้แต่กล่าวคำปฏิเสธอย่างนอบน้อม
“สามหาว! ของที่ท่านหญิงต้องการ เจ้ากล้าบอกปฏิเสธไม่ให้หรือ!”
สาวใช้ด้านหลังสตรีชุดแดงตวาดแหว ถลึงตาใส่พ่อค้าด้วยท่าทางคุกคามเป็นอย่างยิ่ง
อี้อินมองความอันธพาลของนายบ่าวตรงหน้าแล้วให้นึกเหนื่อยหน่าย ดูเหมือนว่าเกลียดสิ่งใดมักจะได้เจอสิ่งนั้นจริงๆ สินะ
สตรีชุดแดงตรงหน้านางคือท่านหญิงคังหนิง นามว่าหยางจื่อหรง นับได้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกับนางคนหนึ่ง และการเจอหน้ากันแต่ละครั้งก็คล้ายกับประโยคที่ว่า ‘พานพบศัตรูบนทางแคบ’ อย่างไรอย่างนั้น
อันที่จริงเรื่องนี้หากจะเอ่ยถึง คงต้องเท้าความไปถึงบิดาของนาง ในอดีตเพราะความยอมหักไม่ยอมงอของบิดา ทำให้เกิดปัญหาไม่ลงรอยกับผู้เป็นบิดาของอีกฝ่ายจนเกิดข้อพิพาทกัน
การกระทบกระทั่งกันของขุนนางนั้นมีมาแต่ไหนแต่ไร เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญยิ่ง และคงไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร ถ้าหยางจี้ชวนผู้นั้นเป็นแค่ผู้นำตระกูลทั่วไปในเมืองหลวง มิใช่บิดาบังเกิดเกล้าของหยางฮองเฮา
แม้ว่าผลของการมีปัญหากันในคราวนั้น จะลงเอยโดยการที่หยางจี้ชวนถูกลงโทษลดขั้นจากฮ่องเต้ ทว่าคนสกุลหยางก็หาได้ยอมจบอย่างง่ายดายไม่ เพราะเมื่อใดที่พบเห็นคนสกุลอี้ พวกเขาจะสวมวิญญาณแม่ไก่ตีปีกวิ่งปรี่เข้ามาหาเรื่อง โดยไม่เลือกสถานที่และเวลาใดๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้นการปรากฏกายของท่านหญิงคังหนิงในคราวนี้ บอกให้ตายว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ อี้อินก็ทำใจให้เชื่อไม่ลงเป็นแน่
“ช่างเถิด เพียงโคมราคาหนึ่งตำลึงเท่านั้น หากท่านหญิงต้องตาเช่นนั้นก็ถือว่าข้ามอบให้เป็นของขวัญแก่ท่านแล้วกัน” เสียงใสเสนาะกล่าว
ทว่าน่าเสียดายแม้อี้อินมีใจคิดอยากตัดบทเพื่อจบปัญหา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยินดียอมรับน้ำใจนี้
“ผู้ใดต้องการของขวัญจากเจ้ากัน นึกว่าตัวเองกำลังบริจาคทานอยู่หรือไร ก็แค่บุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง เจ้าไปเอาความกล้าตีตนเสมอข้ามาจากที่ใด”
เปิดฉากมา หยางจื่อหรงก็ถากถางด้วยวาจาทันที
“แต่ว่านะคุณหนูอี้ ต่อให้เจ้ามีใจคิดอยากจะประจบสอพลอข้า ก็ต้องเบิ่งตาดูฐานะตนเองเสียก่อนว่าคู่ควรหรือไม่”
ถูกดูแคลนด้วยคำพูดและท่าทางถึงเพียงนี้ ต่อให้อี้อินเป็นคนใจเย็นแค่ไหนก็ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเดิมนิสัยของนางเองก็หาใช่คนที่นิยมเอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของผู้อื่นอยู่แล้วด้วย
อี้อินมองตาปากคอคิ้วคางที่แสนหยิ่งผยองของคนตรงหน้าแวบหนึ่ง จากนั้นจึงเอื้อมไปคว้าโคมจากมืออีกฝ่าย พลางกล่าวเสียงเรียบ
“ในเมื่อท่านหญิงไม่ต้องการของขวัญจากบุตรสาวสกุลต่ำต้อยเช่นข้า ถ้าอย่างนั้นโคมนี้ข้าขอคืนก็แล้วกัน” พูดจบก็หันไปคลี่ยิ้มให้พ่อค้า ก่อนจะหมุนกายเตรียมเดินจากไปทันที
“หยุดนะ! เจ้ากล้าแย่งของของข้างั้นหรือ!”
ตั้งแต่เกิดมาหยางจื่อหรงก็ใช้ชีวิตราวกับเรียกลมเรียกฝนได้มาโดยตลอด นางเป็นบุตรสาวคนเดียวในหมู่พี่น้องชายสกุลหยาง ทั้งบิดามารดาตลอดจนผู้อาวุโสแทบจะช่วยกันปั้นดินคว้าดาวเอามาไว้แทบเท้า มีหรือจะยอมรับการกระทำข้ามศีรษะของอี้อินได้โดยง่าย
“ของเจ้า?”
อี้อินหยุดฝีเท้าไว้ชั่วขณะ คิ้วเรียวสวยเลิกสูงแสดงความสงสัย พลางหัวเราะเสียงแผ่ว
“ไม่ใช่ละมั้ง โคมนี้ใครๆ ก็เห็นว่าข้าเป็นผู้ต่อบทกลอนจนได้มา แม้แต่เงินมัดจำก็จ่ายเรียบร้อยแล้ว อาศัยอะไรมาบอกว่ามันเป็นของเจ้ากัน”
“จะ…เจ้า!” หยางจื่อหรงเถียงไม่ออก ได้แต่ถลึงตาใส่อย่างดุดัน
“เงินเพียงหนึ่งตำลึงนับเป็นอะไรได้ ในเมื่อข้าบอกว่าจะซื้อ ย่อมต้องจ่ายให้อยู่แล้ว” กล่าวจบก็เชิดใบหน้าขึ้นสูง ก่อนสั่งสาวใช้ด้านหลังตนเอง “ชุ่ยเถา เอาเงินให้นางไป!”
สาวใช้นามชุ่ยเถารีบก้าวขึ้นหน้ามายื่นเงินส่งให้ หยางจื่อหรงจึงทำท่าจะคว้าโคมไปอีกครั้ง ทว่าอี้อินมีหรือจะยอมให้นางสมใจได้ง่ายๆ
“อี้อิน! เจ้าอย่าให้มันมากเกินไปนักนะ!”
เสียงตวาดแหวของท่านหญิงตรงหน้าไม่ได้ทำให้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย หากไม่เพราะก่อนหน้านี้หยางจื่อหรงเอ่ยปากดูถูกถึงครอบครัวนาง เพียงโคมอันเดียวอี้อินอาจยอมตัดปัญหายกให้ก็เป็นได้
“มากเกินไปตรงไหน ก็นี่มันโคมของข้า”
“ก็ข้าบอกแล้วว่าจะจ่ายเงินให้ยังไงล่ะ!”
อี้อินเผยอรอยยิ้มเสียดสีมุมปาก ในต้าโจวมีใครบ้างไม่รู้ สกุลหยางบ่มเพาะบุตรสาวเพียงคนเดียวเพื่อให้ขึ้นเป็นฮองเฮาคนต่อไป แต่จวนเจิ้งกั๋วกงที่มีแต่ผู้ไร้ความสามารถจะอบรมใครให้ดีได้ ดูจากอุปนิสัยไร้เหตุผลของคนตรงหน้าแล้ว เกรงว่าที่พวกเขาเพียรสร้างมาจะมีแค่ผู้หญิงเอาแต่ใจที่ถูกตามใจจนเสียคนก็เท่านั้น
“ท่านหญิงคังหนิงไม่รู้งั้นหรือ ว่าโคมเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความสามารถในการได้มา หากใช้เพียงเงินตำลึงเดียว ไม่ว่าผู้ใดก็ควักออกมาจ่ายได้ทั้งนั้น แต่ความสามารถที่จะแย่งชิงมาครองนั้นใช่ว่าทุกคนจะมี”
คำพูดไม่ดังไม่เบา แต่เพียงพอที่จะให้ทุกคนได้ยิน ฝูงชนที่มุงดูต่างพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ในหมู่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้ ใครบ้างไม่มีเงินหนึ่งตำลึง แต่ที่พวกเขาขาดคือความสามารถที่จะนำโคมมาเป็นของตนเองต่างหาก
พอคิดตามแล้วหลายคนก็รู้สึกว่าวีรกรรมคำพูดของท่านหญิงคังหนิงเมื่อครู่ ช่างชวนให้คนเห็นแล้วนึกรังเกียจเสียจริง
“ฟังจากคำพูดคุณหนูอี้แล้ว ไม่ใช่หมายความว่าท่านหญิงคังหนิงไม่มีความสามารถพอที่จะต่อบทกลอนชิงโคมด้วยตนเองหรอกหรือ มิน่าเล่านางถึงต้องลำบากมาแย่งชิงของผู้อื่น!” จู่ๆ หนึ่งในกลุ่มคนที่มุงดูก็พูดขึ้นมา
หยางจื่อหรงฟังแล้วใบหน้าเห่อร้อน นางพยายามกวาดสายตามองหาตัวผู้กล่าววาจาเมื่อครู่ แต่ไฉนเลยจะเห็นได้ เพราะพอเห็นดวงตาดุดันที่จ้องถลึงมา หลายคนก็รีบหุบปากทำท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ทันที
“ถือว่าวันนี้เจ้าโชคดี” หากไม่เพราะอี้อินผู้นี้จงใจเอ่ยวาจาชี้นำ มีหรือนางจะถูกผู้คนตราหน้าให้ได้อายเช่นนี้ “เจ้าอย่าได้คิดว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆ นะ”
นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าด้วยอำนาจบารมีของจวนเจิ้นกั๋วกงของตน จะไม่สามารถจัดการบุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งลงได้
นางจะรอวันที่อีกฝ่ายพลาดพลั้งตกอยู่ในกำมือตน!
อี้อินอมยิ้มไม่คิดตอบโต้ ไยจะไม่รู้ถึงความเกลียดชังที่คนตรงหน้ามีให้แก่ตนเล่า เพียงแต่นิสัยของหยางจื่อหรงก็เปรียบได้กับหมาป่าตาขาว คอยแต่จะหาเรื่องข่มเหงผู้ที่ต่ำกว่าตัวเองไปวันๆ นางจึงไม่คิดให้ความสนใจอีกฝ่ายมากนัก
ดวงตาหยางจื่อหรงกับสาวใช้ที่มองตามหลังนายบ่าวสกุลอี้ ต่างทอประกายโกรธขึ้งไม่ต่างกัน
“ท่านหญิงจะปล่อยนางไปง่ายๆ อย่างนี้หรือเจ้าคะ”
“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งจนคนเอื้อมไม่ถึงกระมัง ก็แค่บุตรสาวขุนนางตัวเล็กๆ คอยดูสิว่าข้าจะจัดการกับคนยโสอย่างนางยังไง”
มีบางคนมักไม่มองการกระทำของตนว่าถูกหรือผิด หากชอบโยนความไม่พอใจใส่ศีรษะผู้อื่น แล้วคิดเอาเองว่าเป็นความผิดอีกฝ่าย ซึ่งหยางจื่อหรงเองก็เป็นคนจำพวกนั้น
นางหันไปกระซิบสั่งสาวใช้เสียงแผ่ว อีกฝ่ายเบิกตากว้างพลางผงกศีรษะรับคำ หยางจื่อหรงมองตามหลังสาวใช้ที่จากไปตามคำสั่ง รอยยิ้มมาดร้ายพลันปรากฏอย่างไม่อาจปกปิด
อี้อิน...เดิมทีเจ้าก็ไม่คู่ควรปรากฏตัวต่อหน้าข้าอยู่แล้ว หากจะทำให้เจ้าหายไปไวขึ้นสักหน่อยก็คงมิใช่เรื่องผิดอันใด!
คิดถึงบุรุษเจ้าของดวงตาคู่คมที่มักฉายแววพึงพอใจทุกครั้งยามจ้องมองสตรีนางนั้น ในใจหยางจื่อหรงก็คล้ายมีเปลวไฟกองหนึ่งแผดเผาลุกโชน
แต่ไหนแต่ไรข้างกายญาติผู้พี่ก็เป็นพื้นที่ของนางมาโดยตลอด เมื่อก่อนใช่ ปัจจุบันก็ใช่ อนาคตยิ่งต้องเป็นอย่างนั้น และแน่นอนว่านางไม่มีวันยอมยกสิทธิ์นี้ให้กับผู้ใดทั้งสิ้น!
เนื่องจากอี้อินกับสาวใช้เดินจากไปไกลแล้ว พวกนางจึงไม่ทันได้เห็นสายตาวาววับที่เจือด้วยความกรุ่นโกรธระคนอาฆาตของคนเบื้องหลังว่าน่าหวาดหวั่นเพียงใด
ฉับพลันเสียงฮือฮาจากคนนับร้อยก็ดังเซ็งแซ่ เปลี่ยนท้องพระโรงอันเงียบสงบให้จอแจปานตลาดสดในพริบตาเดียว“ใต้เท้าอี้จะใจกล้าเกินไปแล้ว”“เขาทำแบบนี้ ฮองเฮากับสกุลหยางไม่ปล่อยเขาไว้แน่”“เจ้าว่ามีอะไรแปลกๆ ไหม ทำไมอยู่ดีๆ อี้หานชิงถึงต้องการฟ้องร้องฮองเฮากัน”“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานตอนค่ำใต้เท้าอี้เข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้”“เมื่อวานต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแน่ๆ”ฮ่องเต้เมินเฉยต่อเสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้น พระองค์หันไปส่งสายพระเนตรให้หยวนกงกง ขันทีคนสนิทเห็นดังนั้นจึงเดินไปรับฎีกาในมืออี้หานชิงทันทีเนื้อหาด้านในยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อวาน ยามนี้โจวฮ่องเต้จึงค่อยตระหนักในข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดหลังพฤติกรรม ‘โยนหินถามทาง’ แล้วอี้หานชิงถึงได้หอบหนังสือฎีกากลับไปด้วย ที่แท้อีกฝ่ายก็แค่ขี้เกียจเขียนใหม่นี่เอง…แน่นอนว่าสายพระเนตรทิ่มแทงของฮ่องเต้ไม่อาจระคายผิวใต้เท้าอี้แห่งกรมอาลักษณ์ได้ เจ้าตัวยังคงกล่าวสาธยายถึงความผิดของหยางฮองเฮาอย่างมุ่งมั่น“ฝ่าบาท กระหม่อมขอคัดค้านพ่ะย่ะค่ะ คำกล่าวหาของใต้เท้าอี้รุนแรงเกินไป ฮองเฮาทรงเป็นมารดาแผ่นดิน คุณธรรมความเมตตาเพียบพร้อม เหตุใดต้องมาลดตัวกลั่นแ
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เสียงใสเอ่ยแหบแห้ง ศีรษะเล็กก้มแตะพื้นเย็นเยือกเชื่องช้า เส้นผมบางส่วนถูกสายลมพัดสะบัดพันกันยุ่งเหยิงไม่น่ามองฮ่องเต้ไม่ตรัสวาจาใด พระขนงทั้งคู่นั้นขมวดแน่น ในแววพระเนตรเจือด้วยอารมณ์บางอย่าง“เจ้าคือ…”อี้อินยังไม่ทันได้ตอบคำถาม ขันทีด้านหลังก็ก้าวเข้ามาตอบคำถามแทน“ทูลฝ่าบาท นี่คือคุณหนูรองสกุลอี้พ่ะย่ะค่ะ”หยวนกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายมาหลายปี ย่อมรู้จักบุตรสาวตระกูลขุนนางในเมืองหลวงเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอี้อินที่มีความเป็นมาค่อนข้าง…ไม่ธรรมดาสกุลอี้เป็นตระกูลเล็กหากเทียบกับสกุลอื่นในเมืองหลวง มีผู้นำเป็นใต้เท้าอี้ที่ทำหน้าที่รองเจ้ากรมอาลักษณ์ แต่ขุนนางขั้นสามตัวเล็กๆ ผู้นี้ก็ทำให้ว่าที่หัวหน้าสกุลหยางของฮองเฮาถูกลดขั้นและถูกตำหนิจากฮ่องเต้มาแล้วเรื่องนี้นับว่าโด่งดังอยู่พักหนึ่งเลยทีเดียว ขณะที่ทุกคนมองว่าฮ่องเต้ทรงให้ความโปรดปรานใต้เท้าอี้ถึงเพียงนี้ สกุลอี้อาจได้เกาะยอดไม้กลายเป็นหงส์ เจ้าตัวกลับส่งบุตรสาวคนโตไปแต่งงานกับตระกูลพ่อค้าธรรมดาๆ ตระกูลหนึ่งเหตุการณ์นี้ทำเอาหลายคนนึกงุนงง แม้มียศแค่ขุนนางขั้นสามเท่านั้น แต่ถ้าใต้เท้าอี้มีใจแล้วละก็ ตำแหน่งพระส
สายลมเดือนหนึ่งเย็นสดชื่น ทิวทัศน์รอบด้านขาวโพลนด้วยเกล็ดหิมะ เทศกาลหยวนเซียวเพิ่งผ่านพ้นไป ผู้คนจึงยังร่าเริงด้วยกลิ่นอายของงานเทศกาล ทว่าทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นมิได้รวมถึงทุกคน“ใต้เท้าอี้แสดงท่าทางแบบนี้ หรือคิดจะขัดคำสั่งฮองเฮากัน!”ในห้องโถงรับแขกของจวนสกุลอี้ ยามนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดัน โดยมีอี้หานชิงประมุขจวนกับหลี่เซวียนนายน้อยสกุลหลี่เป็นจุดศูนย์กลาง“ใต้เท้าหลี่คิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่แปลกใจที่ฮองเฮามีรับสั่งผ่านกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ก็เท่านั้น”“จะแปลกอะไร ถึงจะมีความผิดที่ทำลายหยกพระราชทาน แต่อย่างไรเสียคุณหนูอี้ก็เป็นสตรีนางหนึ่ง ฮองเฮาทรงมีพระทัยเมตตา ย่อมไม่ต้องการใช้งานศาลต้าหลี่เพื่อรักษาชื่อเสียงนาง”อี้หานชิงได้ยินประโยคดังกล่าวแล้วปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา“อย่างนั้นหรือ ฟังจากที่เจ้ากล่าวมา ข้าควรขอบพระทัยที่ฮองเฮาทรงมีพระเมตตาต่อบุตรสาวของข้า ถึงขนาดไม่ทรงส่งคนของพระนางมาเองหรือเรียกใช้งานศาลต้าหลี่ แต่กลับทรงใช้กรมอาญาให้มาทำแทนสินะ”ในที่นี้ใครบ้างไม่รู้ ศาลต้าหลี่มีหน้าที่จัดการคดีเล็กน้อยทั่วไปจนถึงคดีใหญ่ๆ ทว่ากรมอาญา
ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเทศกาลลอยโคมนั้นงดงามดุจภาพฝัน เบื้องล่างมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจช่วยให้บรรยากาศเริงรื่นขึ้นอีกหลายเท่า“คุณหนู พวกเราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้หยวนเอ่ยชวนผู้เป็นนาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสเช่นเดียวกับดวงตาที่เป็นประกายวาววับอี้อินเดินตามโดยไม่คิดขัดอีกฝ่าย งานเทศกาลนี้ในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว อีกทั้งนี่ยังอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะสามารถออกมาเดินเที่ยวอย่างอิสระก็เป็นได้ จึงอยากปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับมัน“คุณหนูอี้” จู่ๆ เสียงเรียกจากกลุ่มคนผู้มาใหม่ก็ดังขึ้นดวงตาหงส์หันไปประสานกับเจ้าของเสียง เมื่อเห็นคนผู้นั้น แววตาอี้อินพลันสาดประกายรังเกียจออกมาไม่ปิดบัง“ใต้เท้าหลี่”คนตรงหน้านางคือหลี่เซวียน บุตรชายคนโตสกุลหลี่ มารดาเขาคือหยางหลินจี น้องสาวของหยางจี้ชวนผู้นำตระกูลหยาง พี่น้องสกุลหยางนั้นรักใคร่สนิทสนมกันมาก ดังนั้นในคราวที่สกุลอี้กับสกุลหยางเกิดข้อพิพาท คนแรกที่ออกมากล่าววาจาโจมตีบิดานางจึงเป็นหยางซื่อหรือหยางหลินจีนั่นเองส่วนหลี่เซวียนผู้เป็นบุตรชายก็มิได้ดีไปกว่ากัน ยามที่สกุลอี้กับสกุลหยางยังไม่แตกหัก นายน้อยผู้นี
งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวทุกปีล้วนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ความครื้นเครงของผู้คนทำให้ร้านค้าพลอยคึกคักไปด้วย บรรดาหนุ่มสาวชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเด็กเล็กล้วนจับจูงกันมาร่วมงานด้วยใบหน้าชื่นมื่น แน่นอนว่าอี้อินเองก็เช่นกันปีนี้อี้อินอายุเต็มสิบหก ผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวกวาดตามองรอบด้านพลางทอดถอนใจ วันเวลาช่างผ่านไปไวดุจติดปีกเมื่อปีก่อนนางกับพี่สาวยังคล้องแขนเดินเคียงคู่เที่ยวดูโคมด้วยกันอยู่เลย ทว่ายามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็ไม่เหมือนดั่งเดิมเสียแล้วอี้ซิ่นผู้พี่แต่งเข้าสกุลฉิง กลายเป็นฮูหยินผู้ดูแลเรือนหลัง ส่วนนางจากเด็กสาวไม่ประสีประสาก็กลายมาเป็นคนปกครองดูแลจวนแทนพี่สาวที่แต่งออกไปอี้หานชิง ท่านพ่อของอี้อินถือเป็นสามีที่ดี อีกทั้งยังเป็นบิดาผู้แสนประเสริฐ ในยามภรรยาที่รักมั่นมีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยรับอนุเข้าเรือน เมื่อนางจากไปเขายิ่งไม่คิดแต่งงานใหม่สามพ่อลูกดูแลประคับประคองกันจนผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย กระทั่งยามนี้บุตรสาวคนหนึ่งแต่งออกไปมีชีวิตที่ดี ส่วนอีกคนก็อายุถึงวัยสมควรออกเรือน นับได้ว่าชีวิตพวกเขานั้นมั่นคงแล้ว“คุณหนู ท่านลองดูโคมร้
เดือนสามย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ สายลมอบอุ่นพัดผ่านประปรายด้วยกลีบเถาฮวาสีสด ต้าโจวแห่งรัชสมัยโจวหลงฮ่องเต้แม้ไม่เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด หากก็ยังห่างไกลคำว่าทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่มากโข“น้องรอง ว่าวของเจ้ากำลังจะตกแล้วนะ!”เสียงร้องโหวกเหวกของดรุณีน้อยดังกังวานสดใส เจ้าของนามที่ถูกเรียกแหงนใบหน้ามองท้องฟ้า นัยน์ตาหงส์หรี่ลงลดความเจิดจ้าของแสงแดด ข้อมือขาวผ่องกระตุกสายป่านในมือเป็นระยะ ทว่าจนใจที่พยายามจนสุดชีวิตแล้ว แต่ว่าวเจ้ากรรมก็ยังจ้องแต่จะร่วงหล่นทิ้งตัวพุ่งสู่ผืนดิน“พี่ใหญ่ ทำไมว่าวของท่านกับข้ามันถึงได้ต่างกันนักเล่า”คนน้องร้องอุทธรณ์ ใบหน้างอง้ำ ทั้งที่ตอนทำก็ทำด้วยกันแท้ๆ ไฉนว่าวของพี่สาวถึงกินลมขึ้นฉิว แตกต่างกับของนางที่วิ่งจนสุดกำลังแล้วกลับเอาแต่จะพุ่งโหม่งพื้นตลอดเวลาเสียนี่ผู้พี่มองท่าทีกระเง้ากระงอดนั้นพลางอมยิ้ม“ก็ใครใช้ให้เจ้าอวดเก่ง ไม่ยอมให้ผู้อื่นช่วยเล่า”น้องสาวของนางนั้นอะไรก็ทำได้ดี แต่กลับมีจุดอ่อนในการเล่นว่าวง่ายๆ เสียนี่ คิดแล้วอี้ซิ่นก็อดปิดปากหัวเราะขันไม่ได้“ฮึ!” สาวน้อยสะบัดเสียงแสดงท่าทีแง่งอน ใบหน้าเล็กยับย่นสื่อถึงความไม่ยินยอมในใจ ถ้าต้องใ







