ANMELDENท้องฟ้ายามค่ำคืนของเทศกาลลอยโคมนั้นงดงามดุจภาพฝัน เบื้องล่างมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจช่วยให้บรรยากาศเริงรื่นขึ้นอีกหลายเท่า
“คุณหนู พวกเราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้หยวนเอ่ยชวนผู้เป็นนาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสเช่นเดียวกับดวงตาที่เป็นประกายวาววับ
อี้อินเดินตามโดยไม่คิดขัดอีกฝ่าย งานเทศกาลนี้ในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว อีกทั้งนี่ยังอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะสามารถออกมาเดินเที่ยวอย่างอิสระก็เป็นได้ จึงอยากปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับมัน
“คุณหนูอี้” จู่ๆ เสียงเรียกจากกลุ่มคนผู้มาใหม่ก็ดังขึ้น
ดวงตาหงส์หันไปประสานกับเจ้าของเสียง เมื่อเห็นคนผู้นั้น แววตาอี้อินพลันสาดประกายรังเกียจออกมาไม่ปิดบัง
“ใต้เท้าหลี่”
คนตรงหน้านางคือหลี่เซวียน บุตรชายคนโตสกุลหลี่ มารดาเขาคือหยางหลินจี น้องสาวของหยางจี้ชวนผู้นำตระกูลหยาง พี่น้องสกุลหยางนั้นรักใคร่สนิทสนมกันมาก ดังนั้นในคราวที่สกุลอี้กับสกุลหยางเกิดข้อพิพาท คนแรกที่ออกมากล่าววาจาโจมตีบิดานางจึงเป็นหยางซื่อหรือหยางหลินจีนั่นเอง
ส่วนหลี่เซวียนผู้เป็นบุตรชายก็มิได้ดีไปกว่ากัน ยามที่สกุลอี้กับสกุลหยางยังไม่แตกหัก นายน้อยผู้นี้ชื่นชอบที่จะหาโอกาสมาพัวพันกับนางอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาภายหลังสองสกุลมีปัญหา การกระทำของอีกฝ่ายก็ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
“ช่างน่ายินดีนักที่ได้เจอคุณหนูอี้ที่นี่”
หลี่เซวียนเอ่ยวาจาทักทาย ฟังดูเหมือนเปี่ยมด้วยความสุภาพ หากสายตาโลมเลียนั้นเผยความคิดอกุศลในใจออกมาชัดเจน
“งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวเรา หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าผู้ใดล้วนตั้งตารอทั้งนั้น ย่อมไม่แปลกตรงไหนหากข้าจะมาเที่ยวชม”
เห็นแววตาหยาบโลนของบุรุษตรงหน้า อี้อินให้นึกรังเกียจจนไม่คิดรักษามารยาทกับอีกฝ่าย
“ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน เชิญใต้เท้าหลี่ตามสบาย” กล่าวจบก็ก้าวเดินต่อทันที ไม่คิดรอให้อีกฝ่ายกล่าวชวนสนทนาต่อ
ทว่าหลี่เซวียนหยางกลับดื้อด้านกว่าที่อี้อินคิด อีกฝ่ายไม่ได้หลบทางให้ แต่จงใจก้าวมาหยุดขวางหน้ากลุ่มของนาง เห็นแบบนี้คิ้วเรียวพลันขมวดแน่น
“ใต้เท้าหลี่ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน”
“คุณหนูอี้โปรดใจเย็น ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไรท่าน” หลี่เซวียนมองใบหน้าไม่สบอารมณ์ของอี้อินพลางเผยรอยยิ้มแสยะ “เพียงแต่…ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อพบท่าน”
“แต่ข้าไม่เห็นจะจำได้เลยว่าพวกเรามีอะไรเกี่ยวข้องจนต้องมาพบกัน ใต้เท้าหลี่เข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่”
อี้อินตัดสินใจเมินคำพูดล่อแหลมที่ราวกับจะบอกว่า ตนกับอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ถึงขั้นแอบนัดพบกันลับๆ
“ขอใต้เท้าหลี่โปรดหลีกทางด้วย”
หลี่เซวียนคือคนน่ารังเกียจอย่างแท้จริง นางไม่อยากเสนากับเขาเลยสักนิด
“คุณหนูอี้กล่าวเกินไปแล้ว เพียงแต่คนที่มีธุระกับคุณหนูจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ตัวข้าผู้นี้”
หลี่เซวียนเลียริมฝีปากแห้งผากของตนด้วยท่าทีหยาบโลน รอจนท่านหญิงคังหนิงหมดเรื่องกับสตรีตรงหน้า เขาก็จะได้ตัวอีกฝ่ายมากระทำสิ่งใดก็ได้ตามใจต้องการ
“คงต้องรบกวนให้คุณหนูอี้ตามข้าไปแล้ว”
“ขอปฏิเสธ หากใต้เท้าหลี่ไม่ได้มีเรื่องอะไรแล้ว ก็ช่วยถอยไปจะดีกว่า”
หลี่เซวียนคนนี้ไร้ความคิดหรือไม่มีสมองกัน เขาคิดว่านางจะยินยอมตามไปอย่างง่ายดายงั้นหรือ!
“แต่เรื่องนี้ท่านหญิงคังหนิงเป็นผู้เรียกร้องมาด้วยตัวเอง ข้าคิดว่าคุณหนูอี้คงไม่อาจปฏิเสธได้”
ท่านหญิงคังหนิง…
“ท่านหญิงคังหนิงเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าจะพาตัวข้าไปตรงไหนกัน ดึกดื่นค่ำมืดยามวิกาลเช่นนี้มิใช่เหตุสมควรสักนิด แล้วท่านหญิงเป็นผู้มีการศึกษา มีหรือจะทำเรื่องแบบนี้ การแอบอ้างชื่อผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย ใต้เท้าหลี่เห็นด้วยหรือไม่” เสียงใสกล่าวติเตียน
แท้จริงแล้วอี้อินรู้ดีแก่ใจว่าคนไร้สมองอย่างหยางจื่อหรงสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการสั่งให้ลูกพี่ลูกน้องมาจับตัวนาง
“จะ…เจ้า!”
หลี่เซวียนขมวดคิ้วถลึงตา จะให้เขาพูดอะไรได้ ถ้ายอมรับคำพูดนาง นั่นมิใช่หมายถึงยอมรับว่าลูกพี่ลูกน้องเขาเป็นสตรีไร้การศึกษาไม่รู้จักคิดหรอกหรือ
“คุณหนูอี้วาจาพลิกแพลงยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะเจ้าทำลายหยกพระราชทานที่ฮองเฮาทรงมอบให้ท่านหญิง พวกข้ากรมอาญาจะต้องมาจัดการเรื่องนี้หรอกหรือ”
หลี่เชวียนหยางรู้ดีว่าขอแค่พาตัวนางไปได้ วันนี้ต่อให้อี้อินมีปีกก็หนีเขาไม่พ้น
“ต่อให้ท่านหญิงคังหนิงคิดฟ้องร้องข้าเรื่องหยกพระราชทานถูกทำลายจริงๆ ก็ต้องมีหลักฐานพยาน มิใช่กล่าวแค่วาจาเลื่อนลอย อีกอย่างนะหลี่เซวียน ท่านเป็นคนของกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ ผู้ใดให้อำนาจเจ้ามาจับกุมคนกัน”
เห็นอาการชะงักของคนทั้งกลุ่ม ดวงตาหงส์หรี่ลงวูบหนึ่ง ดูเหมือนว่าหลี่เซวียนกับพรรคพวกยังมีความกริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าอี้อินย่อมไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ นางรู้ดีว่าการตามอีกฝ่ายไปไม่มีผลดีต่อตัวนาง
“ที่นี่คือเมืองหลวง เป็นแผ่นดินใต้ฝ่าพระบาทฮ่องเต้ หากมิใช่คำสั่งจากพระองค์ คดีความต่างๆ ล้วนต้องเป็นหน้าที่ของศาลต้าหลี่ มีกฎหมายข้อไหนของต้าโจวที่ให้อำนาจแก่พวกเจ้ากัน” พูดจบก็กวาดตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาเคร่งขรึม “หรือเจ้าจะบอกว่าสกุลหลี่กับสกุลหยางมีอำนาจมากพอที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้”
ลูกมะพลับนิ่มที่คิดบีบกลับกลายเป็นดอกไม้ที่มีหนามแหลม ใบหน้าหลี่เซวียนทั้งดำทั้งคล้ำเห็นได้ชัด
“คุณหนูอี้กล่าวเกินไปแล้ว พวกเราหาได้มีเจตนาดั่งที่ว่ามาเลยสักนิด ข้าก็แค่ต้องการเชิญเจ้าไปหารือกันเท่านั้นเอง”
หลี่เซวียนกัดกรามกรอด น้ำเสียงที่กล่าวฟังดูต่ำดุดันผิดกับรอยยิ้มที่พยายามแต่งแต้มไปโข
“เรื่องนี้ทางข้าเองก็ลำบากใจ แต่เพราะท่านหญิงต้องการฟ้องร้องเจ้าเรื่องหยกที่เสียหาย หากคุณหนูอี้มั่นใจว่าไม่ได้ทำจริงๆ ก็ติดตามพวกเราไปแก้ข้อกล่าวหาเถอะ”
เพราะมีผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจ หลี่เซวียนจึงได้แต่แสดงท่าทีประนีประนอม ทว่าในคำพูดยังแฝงการข่มขู่อยู่ลึกๆ ทว่าอี้อินกลับแข็งขืนไม่แยแสคำพูดนั้น ทั้งยังไม่คิดไว้หน้าเขา
“แล้วทำไมข้าต้องตามท่านไปด้วยเล่า เดิมทีหากมีการฟ้องร้องกล่าวหา ก็ควรให้ทางศาลต้าหลี่เป็นผู้จัดการ แต่ท่านหญิงคังหนิงไม่เพียงไม่ทำตามกฎหมาย ยังใช้เจ้าซึ่งเป็นคนของกรมอาญามาจับตัวข้า นี่ไยมิใช่เรียกว่าขุนนางรับใช้ผู้มีอำนาจหรอกหรือ ใต้เท้าหลี่ เจ้ากระทำเรื่องเช่นนี้ฮ่องเต้ทรงทราบหรือไม่”
“หุบปาก!” หลี่เซวียนเปล่งเสียงดุจคำราม แววตาทอประกายตื่นตระหนกปนหวาดหวั่น
เดิมทีเขาก็แค่ต้องการใช้ชื่อลูกพี่ลูกน้องเป็นข้ออ้างเพื่อนำตัวสตรีตรงหน้าไป ไหนเลยจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายเพียงเปิดปากพูดออกมาไม่กี่ประโยค ก็สามารถโยนข้อหาใส่ศีรษะเขาได้นับไม่ถ้วนแล้ว สมคบคิดแบ่งพรรคแบ่งพวก ใช้อำนาจโดยมิชอบ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับขุนนาง หากล่วงรู้ถึงพระกรรณฮ่องเต้ ต่อให้เป็นท่านป้าหญิงของเขาก็ยากจะช่วยเหลือ
“คุณหนูอี้ ข้าวกินส่งเดชได้ แต่วาจามิอาจกล่าวไปเรื่อยเปื่อย เจ้าอย่าได้คิดใส่ร้ายผู้อื่นกลบเกลื่อนความผิดตัวเองเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นถ่วงเวลาอีกเลย รีบตามพวกเราไปกรมอาญาจะดีกว่า ใครถูกใครผิดผิดประเดี๋ยวก็ได้รู้กันเอง จริงไหม”
อี้อินนึกอยากเบะริมฝีปากอยู่ในใจ หากนางยอมตามหลี่เซวียนผู้นี้ไป คงมิต่างจากส่งตัวเองเข้าปากเสือ แม้เศษซากก็ไม่ต้องคิดหาแล้ว
“แน่นอนว่าจริงอย่างที่ใต้เท้าหลี่กล่าว แต่ทว่าใต้เท้าหลี่คงไม่เข้าใจคำกล่าวที่ว่าหญิงชายนั้นแตกต่างกระมัง ดึกดื่นยามวิกาลเช่นนี้ท่านมาพูดปากเปล่า จะให้ข้าตามไปเกรงว่าคงไม่เหมาะไม่ควรเท่าใด ไม่สู้รอให้เช้าแล้วข้าค่อยไปพบพวกเจ้าที่กรมอาญาเอง...”
“พูดไปพูดมาก็มีเจตนาบ่ายเบี่ยงอยู่ดี เช่นนั้นคุณหนูอี้โปรดอย่าถือสาที่ข้าจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เด็กๆ!”
สิ้นคำกลุ่มคนด้านหลังหลี่เซวียนก็ก้าวขึ้นหน้ามา ท่าทีบ่งบอกชัดเจนว่าต่อให้ต้องใช้กำลัง อีกฝ่ายก็ไม่คิดปล่อยนางไปโดยง่ายเป็นแน่ อี้อินเหลือบมองสาวใช้กับผู้คุ้มกันด้านหลังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น น่าเสียดายถ้าหากรู้อย่างนี้นางไม่น่าออกมากับผู้คุ้มกันเพียงไม่กี่คนเลย
“คุณหนู...” ปี้หยวนรีบก้าวออกมาขวางหน้าเจ้านาย ขณะเดียวกันผู้คุ้มกันทุกคนก็ขยับมาบังพวกนางไว้เบื้องหลัง “คุณหนู ท่านไปกับอาเฉาก่อนเถอะขอรับ ทางนี้พวกข้าน้อยจะขวางไว้เอง”
ในหมู่ผู้คุ้มกัน มู่อิงมีอาวุโสที่สุด เขาออกปากแนะนำผู้เป็นนายพลางพยักหน้าให้เด็กหนุ่มที่อายุน้อยสุดในกลุ่ม
อี้อินไม่ได้ตอบกลับคำพูดของมู่อิง นางย่อมรู้ดีว่าสิ่งสำคัญยามนี้คือการพาตัวเองกลับจวนสกุลอี้ให้ไวที่สุด เพราะอย่างไรเสียเรื่องทำลายของพระราชทานก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาเลื่อนลอย ต่อให้นางขัดขืนไม่ยอมตามหลี่เซวียนไปก็ยังไม่ถือว่ามีความผิดอะไร ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือเมืองหลวง แม้สกุลหลี่กับสกุลหยางโอหังแค่ไหน ก็ไม่กล้าลงมือหนักหน่วงเอาชีวิตคนจริงๆ
“พวกเจ้าระวังตัวกันด้วย”
เห็นหลี่เซวียนกับพรรคพวกโอบล้อมเข้ามา อี้อินก็รู้ดีว่าถึงแม้อีกฝ่ายไม่คิดเอาชีวิตพวกมู่อิง แต่ก็คงไม่ปรานีเช่นกัน
“ต่อให้ข้าอยากไป แต่หลี่เชวียนมีหรือจะยอมปล่อยคน” เพราะข้ออ้างเลื่อนลอยพรรค์นี้ย่อมไม่อาจหยิบยกนำมาใช้ได้ในหนที่สอง
มู่อิงรู้ดีว่าการปะทะกันครั้งนี้พวกเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ คงยากที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้ พวกเขาแต่ละคนต่างระมัดระวังตัวเองไม่ประมาทฝ่ายตรงข้าม
“พวกเจ้าไปจับตัวนางมาให้ข้า”
ทันทีที่หลี่เซวียนออกคำสั่ง เหล่าคนด้านหลังก็กรูกันเข้ามา มู่อิงกับผู้คุ้มกันอีกสองคนรีบก้าวขึ้นหน้า พลางตะโกนบอกอาเฉาทันที
“พาคุณหนูไปเร็ว”
สองฝ่ายพุ่งเข้าปะทะกันในทันที ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นพลันแตกฮือ ชนชั้นสูงมีปัญหากัน นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวได้
“คุณหนูอี้ เจ้าคิดว่าจะหนีไปได้รึ” เห็นพวกมู่อิงถูกรุมล้อม ไม่อาจมาขัดขวางเพื่อช่วยอี้อินได้ รอยยิ้มแสยะบนใบหน้าหลี่เซวียนจึงยิ่งเด่นชัด “หากยินยอมตามข้าไปแต่โดยดี บางทีข้าอาจใจดีกับเจ้ามากกว่านี้”
อี้อินมองท่าทีคุกคามของคนตรงหน้าแล้วให้นึกเหยียดหยัน อาศัยแค่ความเป็นญาติห่างๆ ของฮองเฮายังกล้าทำเรื่องเช่นนี้ สกุลหลี่กับสกุลหยางช่างถืออำนาจบาตรใหญ่เสียไม่มี
“ฝันไปเถอะ! เจ้าโง่ ใช่ว่าข้าจะเขลาไปด้วยเสียหน่อย ข้าอี้อินไม่ได้ทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม ไม่มีทางยอมสยบให้กับการกระทำอันชั่วร้ายของเจ้าแน่ ในเมื่อใต้เท้าหลี่อ้างท่านหญิงคังหนิงมากดดัน เช่นนั้นข้าก็พร้อมยอมตายอยู่ตรงนี้!” เสียงใสตวาดกร้าว ประกายสีขาววับวาวเผยให้เห็นมีดเล่มเล็กในมือ
“บุตรสาวขุนนางถูกบีบบังคับ ถึงขั้นต้องฆ่าตัวตายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หลี่เซวียน...เจ้าคิดว่าตัวเองมีอำนาจปกปิดเรื่องนี้จากฮ่องเต้ได้หรือเปล่า”
ไม่พูดเปล่า มือเล็กยังกดคมมีดลงบนคอขาวผ่องจนเห็นหยดโลหิตสีแดงที่ไหลซึมออกจากบาดแผลช้าๆ
ใบหน้าหลี่เซวียนบิดเบี้ยวไม่น่าดู คำพูดที่กล่าวออกมาของอี้อินนั้นไม่เพียงถูกต้อง แต่ยังคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ การพาคนไปเงียบๆ กับบีบให้นางฆ่าตัวตายนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หากสามารถพาคนไปได้ ต่อให้เขากับท่านหญิงคังหนิงทำเรื่องอะไรลงไป อี้อินย่อมไม่มีทางกล้ามากล่าวร้องประกาศ ยิ่งถ้าเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของสตรีด้วยแล้ว
ทว่าหากเขาบีบจนนางตายจริงๆ อย่าว่าแต่เรื่องนี้จะถูกคนนำไปพูดถึงเลย ลำพังบิดานาง อี้หานชิงเจ้าเฒ่าน่าตายนั่นต้องตามกัดเขาไม่ปล่อยเป็นแน่ ถึงคราวนั้นคงได้กลายเป็นเรื่องราวปลาตายตาข่ายขาด[1] [rc1] ลากเอาสองสกุลหลี่-หยางลงน้ำโคลนไปด้วยกัน
“อี้อิน เจ้าอย่าได้คิดใช้เล่ห์กลมาบีบคั้นผู้อื่น ทำผิดแล้วยังกล้ากลับดำเป็นขาวอีกรึ!”
หลี่เชวียนตวาดพลางกวาดตามองผู้คนโดยรอบ
“เจ้าทำลายหยกพระราชทาน ถือเป็นการหมิ่นเกียรติราชวงศ์ ดีแค่ไหนแล้วที่ท่านหญิงมีเมตตาให้ข้ามาเชิญเจ้าไปไกล่เกลี่ย ยังกล้าใช้ความเป็นความตายข่มขู่ผู้อื่น ฮึ! ต้องบอกว่าใต้เท้าอี้ช่างสั่งสอนบุตรสาวได้ดียิ่งนัก”
“โอ้! ใต้เท้าหลี่ช่างลื่นไหลยิ่งนัก” มุมปากบางพลันเหยียดกว้าง อี้อินเลิกคิ้วเรียวให้กับถ้อยคำไร้ยางอาย นางจุปากพลางกล่าวชื่นชมด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “หมิ่นเกียรติราชวงศ์งั้นรึ เจ้าลืมไปหรือเปล่า ท่านหญิงคังหนิงแม้ได้รับการแต่งตั้ง แต่นางก็เป็นเพียงท่านหญิงจากนอกราชวงศ์เท่านั้น หรือเจ้าอยากจะบอกว่าสกุลหยางทั้งหมดก็เป็นเชื้อพระวงศ์ของต้าโจวด้วย!”
“จะ…เจ้า!”
หากบอกว่าสกุลหยางคือเชื้อพระวงศ์ เช่นนั้นแผ่นดินต้าโจวจะยังเป็นของราชวงศ์โจวอยู่อีกหรือ ถ้าประโยคนี้ถูกแพร่ออกไป ฮ่องเต้จะยังทนมองสกุลหยางได้อยู่ไหม
“อี้อิน!” นางช่างเป็นสตรีน่าตายที่น่ารังเกียจเหลือเกิน
“ทำไม ใต้เท้าหลี่ก็เห็นด้วยกับคำพูดข้าใช่หรือไม่”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าได้คิดนะว่าเรื่องนี้จะจบแค่นี้!”
ต่อให้กินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน หลี่เซวียนก็ไม่กล้าบีบคนจนตายจริงๆ จึงได้แต่ถลึงตากล่าวคำอาฆาตทิ้งท้ายไว้
“กลับ!”
รอจนหลี่เซวียนจากไปอย่างหัวเสีย อี้อินถึงได้ผ่อนคลายลงจากเดิม นางถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ขณะในใจยังนึกกังวล
“พวกเรารีบกลับจวนกันเถอะ”
หยางจื่อหรงเป็นคนบ้าที่ไร้สติสำนึก ครั้งนี้นางใช้หลี่เซวียนลงมือไม่สำเร็จ ครั้งต่อไปไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีก
“ถึงข้าไม่ไปหาเรื่อง แต่เรื่องก็ยังมาหาข้าอยู่ดี เจอคนอย่างสกุลหยางกับสกุลหลี่ นับได้ว่าโชคร้ายไปแปดชาติสิบชาติจริงๆ”
“คุณหนู...” ปี้หยวนรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบแค่คนสกุลหลี่ล่าถอยไปแน่ สาวใช้ตัวน้อยขานเรียกผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงกังวล “คนสารเลวพวกนั้นรังแกกันเกินไปแล้ว พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”
“พวกเขาคิดว่าตัวเองสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือน่ะสิ ไปกันเถอะ” เสียงใสเอ่ยราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ ก่อนจะพาคนของตนจากไปด้วยใบหน้านิ่งเฉย “พรุ่งนี้ข้าควรรีบคุยกับท่านพ่อ”
ในเมื่อคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ เช่นนั้นก็ถือประโยค ‘ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาก็ใช้ดินกั้น’ เอาแล้วกัน
เมื่อคนทั้งสองกลุ่มจากไป ชาวบ้านที่มุงดูก็พากันแยกย้ายสลายตัว ลานที่ว่างเปล่าจึงค่อยปรากฏร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งขึ้น เจ้าตัวเหม่อมองไปทางทิศที่อี้อินกับผู้คุ้มกันจากไปเนิ่นนาน ดวงตาเรียวเผยประกายสีเข้มลึกล้ำยากคาดเดา
“น่าสนใจ”
ไม่คิดว่าสตรีไร้เรี่ยวแรงมัดไก่ จะสามารถลงมือบีบคั้นหลี่เซวียนกับพวกจนล่าถอยไปได้
“นางไม่ธรรมดาเลย ว่าไหม”
“องค์ชาย พระองค์...” มู่จวงไม่กล้าถามเหตุผล ในตอนแรกที่แอบซุ่มดูการกระทำชั่วร้ายของคนสกุลหลี่ เขาสัมผัสได้ว่าผู้เป็นนายมีความคิดจะกระทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม
“ไม่มีอะไร ข้าก็แค่รู้สึกเสียดาย” ถ้าไม่ใช่เพราะไม่อาจเปิดเผยตัวตน เกรงว่าเมื่อครู่เขาคงออกไปปะทะกับเจ้าหลี่เซวียนนั่นแล้ว “เสียดายที่ตัวเองตัดสินใจช้าไป...”
แลกกับการต้องถูกฮองเฮากับพรรคพวกพุ่งเป้ามา โจวหย่งรู้สึกว่าบางทีตนอาจยอมรับได้ก็เป็นได้ ถ้าหากผลของการกระทำมุทะลุจะทำให้ในดวงตาหงส์คู่นั้นมีเงาร่างของเขาฉายอยู่
[1] ปลาตายตาข่ายขาด หมายถึง ต่อสู้กันจนตายไปข้าง
[rc1]ต่อสู้กันจนตายไปข้าง
ฉับพลันเสียงฮือฮาจากคนนับร้อยก็ดังเซ็งแซ่ เปลี่ยนท้องพระโรงอันเงียบสงบให้จอแจปานตลาดสดในพริบตาเดียว“ใต้เท้าอี้จะใจกล้าเกินไปแล้ว”“เขาทำแบบนี้ ฮองเฮากับสกุลหยางไม่ปล่อยเขาไว้แน่”“เจ้าว่ามีอะไรแปลกๆ ไหม ทำไมอยู่ดีๆ อี้หานชิงถึงต้องการฟ้องร้องฮองเฮากัน”“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานตอนค่ำใต้เท้าอี้เข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้”“เมื่อวานต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแน่ๆ”ฮ่องเต้เมินเฉยต่อเสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้น พระองค์หันไปส่งสายพระเนตรให้หยวนกงกง ขันทีคนสนิทเห็นดังนั้นจึงเดินไปรับฎีกาในมืออี้หานชิงทันทีเนื้อหาด้านในยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อวาน ยามนี้โจวฮ่องเต้จึงค่อยตระหนักในข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดหลังพฤติกรรม ‘โยนหินถามทาง’ แล้วอี้หานชิงถึงได้หอบหนังสือฎีกากลับไปด้วย ที่แท้อีกฝ่ายก็แค่ขี้เกียจเขียนใหม่นี่เอง…แน่นอนว่าสายพระเนตรทิ่มแทงของฮ่องเต้ไม่อาจระคายผิวใต้เท้าอี้แห่งกรมอาลักษณ์ได้ เจ้าตัวยังคงกล่าวสาธยายถึงความผิดของหยางฮองเฮาอย่างมุ่งมั่น“ฝ่าบาท กระหม่อมขอคัดค้านพ่ะย่ะค่ะ คำกล่าวหาของใต้เท้าอี้รุนแรงเกินไป ฮองเฮาทรงเป็นมารดาแผ่นดิน คุณธรรมความเมตตาเพียบพร้อม เหตุใดต้องมาลดตัวกลั่นแ
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เสียงใสเอ่ยแหบแห้ง ศีรษะเล็กก้มแตะพื้นเย็นเยือกเชื่องช้า เส้นผมบางส่วนถูกสายลมพัดสะบัดพันกันยุ่งเหยิงไม่น่ามองฮ่องเต้ไม่ตรัสวาจาใด พระขนงทั้งคู่นั้นขมวดแน่น ในแววพระเนตรเจือด้วยอารมณ์บางอย่าง“เจ้าคือ…”อี้อินยังไม่ทันได้ตอบคำถาม ขันทีด้านหลังก็ก้าวเข้ามาตอบคำถามแทน“ทูลฝ่าบาท นี่คือคุณหนูรองสกุลอี้พ่ะย่ะค่ะ”หยวนกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายมาหลายปี ย่อมรู้จักบุตรสาวตระกูลขุนนางในเมืองหลวงเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอี้อินที่มีความเป็นมาค่อนข้าง…ไม่ธรรมดาสกุลอี้เป็นตระกูลเล็กหากเทียบกับสกุลอื่นในเมืองหลวง มีผู้นำเป็นใต้เท้าอี้ที่ทำหน้าที่รองเจ้ากรมอาลักษณ์ แต่ขุนนางขั้นสามตัวเล็กๆ ผู้นี้ก็ทำให้ว่าที่หัวหน้าสกุลหยางของฮองเฮาถูกลดขั้นและถูกตำหนิจากฮ่องเต้มาแล้วเรื่องนี้นับว่าโด่งดังอยู่พักหนึ่งเลยทีเดียว ขณะที่ทุกคนมองว่าฮ่องเต้ทรงให้ความโปรดปรานใต้เท้าอี้ถึงเพียงนี้ สกุลอี้อาจได้เกาะยอดไม้กลายเป็นหงส์ เจ้าตัวกลับส่งบุตรสาวคนโตไปแต่งงานกับตระกูลพ่อค้าธรรมดาๆ ตระกูลหนึ่งเหตุการณ์นี้ทำเอาหลายคนนึกงุนงง แม้มียศแค่ขุนนางขั้นสามเท่านั้น แต่ถ้าใต้เท้าอี้มีใจแล้วละก็ ตำแหน่งพระส
สายลมเดือนหนึ่งเย็นสดชื่น ทิวทัศน์รอบด้านขาวโพลนด้วยเกล็ดหิมะ เทศกาลหยวนเซียวเพิ่งผ่านพ้นไป ผู้คนจึงยังร่าเริงด้วยกลิ่นอายของงานเทศกาล ทว่าทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นมิได้รวมถึงทุกคน“ใต้เท้าอี้แสดงท่าทางแบบนี้ หรือคิดจะขัดคำสั่งฮองเฮากัน!”ในห้องโถงรับแขกของจวนสกุลอี้ ยามนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดัน โดยมีอี้หานชิงประมุขจวนกับหลี่เซวียนนายน้อยสกุลหลี่เป็นจุดศูนย์กลาง“ใต้เท้าหลี่คิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่แปลกใจที่ฮองเฮามีรับสั่งผ่านกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ก็เท่านั้น”“จะแปลกอะไร ถึงจะมีความผิดที่ทำลายหยกพระราชทาน แต่อย่างไรเสียคุณหนูอี้ก็เป็นสตรีนางหนึ่ง ฮองเฮาทรงมีพระทัยเมตตา ย่อมไม่ต้องการใช้งานศาลต้าหลี่เพื่อรักษาชื่อเสียงนาง”อี้หานชิงได้ยินประโยคดังกล่าวแล้วปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา“อย่างนั้นหรือ ฟังจากที่เจ้ากล่าวมา ข้าควรขอบพระทัยที่ฮองเฮาทรงมีพระเมตตาต่อบุตรสาวของข้า ถึงขนาดไม่ทรงส่งคนของพระนางมาเองหรือเรียกใช้งานศาลต้าหลี่ แต่กลับทรงใช้กรมอาญาให้มาทำแทนสินะ”ในที่นี้ใครบ้างไม่รู้ ศาลต้าหลี่มีหน้าที่จัดการคดีเล็กน้อยทั่วไปจนถึงคดีใหญ่ๆ ทว่ากรมอาญา
ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเทศกาลลอยโคมนั้นงดงามดุจภาพฝัน เบื้องล่างมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจช่วยให้บรรยากาศเริงรื่นขึ้นอีกหลายเท่า“คุณหนู พวกเราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้หยวนเอ่ยชวนผู้เป็นนาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสเช่นเดียวกับดวงตาที่เป็นประกายวาววับอี้อินเดินตามโดยไม่คิดขัดอีกฝ่าย งานเทศกาลนี้ในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว อีกทั้งนี่ยังอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะสามารถออกมาเดินเที่ยวอย่างอิสระก็เป็นได้ จึงอยากปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับมัน“คุณหนูอี้” จู่ๆ เสียงเรียกจากกลุ่มคนผู้มาใหม่ก็ดังขึ้นดวงตาหงส์หันไปประสานกับเจ้าของเสียง เมื่อเห็นคนผู้นั้น แววตาอี้อินพลันสาดประกายรังเกียจออกมาไม่ปิดบัง“ใต้เท้าหลี่”คนตรงหน้านางคือหลี่เซวียน บุตรชายคนโตสกุลหลี่ มารดาเขาคือหยางหลินจี น้องสาวของหยางจี้ชวนผู้นำตระกูลหยาง พี่น้องสกุลหยางนั้นรักใคร่สนิทสนมกันมาก ดังนั้นในคราวที่สกุลอี้กับสกุลหยางเกิดข้อพิพาท คนแรกที่ออกมากล่าววาจาโจมตีบิดานางจึงเป็นหยางซื่อหรือหยางหลินจีนั่นเองส่วนหลี่เซวียนผู้เป็นบุตรชายก็มิได้ดีไปกว่ากัน ยามที่สกุลอี้กับสกุลหยางยังไม่แตกหัก นายน้อยผู้นี
งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวทุกปีล้วนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ความครื้นเครงของผู้คนทำให้ร้านค้าพลอยคึกคักไปด้วย บรรดาหนุ่มสาวชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเด็กเล็กล้วนจับจูงกันมาร่วมงานด้วยใบหน้าชื่นมื่น แน่นอนว่าอี้อินเองก็เช่นกันปีนี้อี้อินอายุเต็มสิบหก ผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวกวาดตามองรอบด้านพลางทอดถอนใจ วันเวลาช่างผ่านไปไวดุจติดปีกเมื่อปีก่อนนางกับพี่สาวยังคล้องแขนเดินเคียงคู่เที่ยวดูโคมด้วยกันอยู่เลย ทว่ายามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็ไม่เหมือนดั่งเดิมเสียแล้วอี้ซิ่นผู้พี่แต่งเข้าสกุลฉิง กลายเป็นฮูหยินผู้ดูแลเรือนหลัง ส่วนนางจากเด็กสาวไม่ประสีประสาก็กลายมาเป็นคนปกครองดูแลจวนแทนพี่สาวที่แต่งออกไปอี้หานชิง ท่านพ่อของอี้อินถือเป็นสามีที่ดี อีกทั้งยังเป็นบิดาผู้แสนประเสริฐ ในยามภรรยาที่รักมั่นมีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยรับอนุเข้าเรือน เมื่อนางจากไปเขายิ่งไม่คิดแต่งงานใหม่สามพ่อลูกดูแลประคับประคองกันจนผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย กระทั่งยามนี้บุตรสาวคนหนึ่งแต่งออกไปมีชีวิตที่ดี ส่วนอีกคนก็อายุถึงวัยสมควรออกเรือน นับได้ว่าชีวิตพวกเขานั้นมั่นคงแล้ว“คุณหนู ท่านลองดูโคมร้
เดือนสามย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ สายลมอบอุ่นพัดผ่านประปรายด้วยกลีบเถาฮวาสีสด ต้าโจวแห่งรัชสมัยโจวหลงฮ่องเต้แม้ไม่เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด หากก็ยังห่างไกลคำว่าทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่มากโข“น้องรอง ว่าวของเจ้ากำลังจะตกแล้วนะ!”เสียงร้องโหวกเหวกของดรุณีน้อยดังกังวานสดใส เจ้าของนามที่ถูกเรียกแหงนใบหน้ามองท้องฟ้า นัยน์ตาหงส์หรี่ลงลดความเจิดจ้าของแสงแดด ข้อมือขาวผ่องกระตุกสายป่านในมือเป็นระยะ ทว่าจนใจที่พยายามจนสุดชีวิตแล้ว แต่ว่าวเจ้ากรรมก็ยังจ้องแต่จะร่วงหล่นทิ้งตัวพุ่งสู่ผืนดิน“พี่ใหญ่ ทำไมว่าวของท่านกับข้ามันถึงได้ต่างกันนักเล่า”คนน้องร้องอุทธรณ์ ใบหน้างอง้ำ ทั้งที่ตอนทำก็ทำด้วยกันแท้ๆ ไฉนว่าวของพี่สาวถึงกินลมขึ้นฉิว แตกต่างกับของนางที่วิ่งจนสุดกำลังแล้วกลับเอาแต่จะพุ่งโหม่งพื้นตลอดเวลาเสียนี่ผู้พี่มองท่าทีกระเง้ากระงอดนั้นพลางอมยิ้ม“ก็ใครใช้ให้เจ้าอวดเก่ง ไม่ยอมให้ผู้อื่นช่วยเล่า”น้องสาวของนางนั้นอะไรก็ทำได้ดี แต่กลับมีจุดอ่อนในการเล่นว่าวง่ายๆ เสียนี่ คิดแล้วอี้ซิ่นก็อดปิดปากหัวเราะขันไม่ได้“ฮึ!” สาวน้อยสะบัดเสียงแสดงท่าทีแง่งอน ใบหน้าเล็กยับย่นสื่อถึงความไม่ยินยอมในใจ ถ้าต้องใ







