Teilen

ตอนที่3

สายลมเดือนหนึ่งเย็นสดชื่น ทิวทัศน์รอบด้านขาวโพลนด้วยเกล็ดหิมะ เทศกาลหยวนเซียวเพิ่งผ่านพ้นไป ผู้คนจึงยังร่าเริงด้วยกลิ่นอายของงานเทศกาล ทว่าทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นมิได้รวมถึงทุกคน

“ใต้เท้าอี้แสดงท่าทางแบบนี้ หรือคิดจะขัดคำสั่งฮองเฮากัน!”

ในห้องโถงรับแขกของจวนสกุลอี้ ยามนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดัน โดยมีอี้หานชิงประมุขจวนกับหลี่เซวียนนายน้อยสกุลหลี่เป็นจุดศูนย์กลาง

“ใต้เท้าหลี่คิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่แปลกใจที่ฮองเฮามีรับสั่งผ่านกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ก็เท่านั้น”

“จะแปลกอะไร ถึงจะมีความผิดที่ทำลายหยกพระราชทาน แต่อย่างไรเสียคุณหนูอี้ก็เป็นสตรีนางหนึ่ง ฮองเฮาทรงมีพระทัยเมตตา ย่อมไม่ต้องการใช้งานศาลต้าหลี่เพื่อรักษาชื่อเสียงนาง”

อี้หานชิงได้ยินประโยคดังกล่าวแล้วปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา

“อย่างนั้นหรือ ฟังจากที่เจ้ากล่าวมา ข้าควรขอบพระทัยที่ฮองเฮาทรงมีพระเมตตาต่อบุตรสาวของข้า ถึงขนาดไม่ทรงส่งคนของพระนางมาเองหรือเรียกใช้งานศาลต้าหลี่ แต่กลับทรงใช้กรมอาญาให้มาทำแทนสินะ”

ในที่นี้ใครบ้างไม่รู้ ศาลต้าหลี่มีหน้าที่จัดการคดีเล็กน้อยทั่วไปจนถึงคดีใหญ่ๆ ทว่ากรมอาญานั้นแตกต่าง พวกเขารับผิดชอบเพียงคดีสำคัญๆ เท่านั้น ล่าสุดก็เป็นคดีกบฏอันอ๋องที่โด่งดังไปทั่วทั้งแคว้น

เมื่ออี้หานชิงพูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของหลี่เซวียนก็เปลี่ยนสีทันที

“ทรงมีพระเมตตามากจริงๆ ถึงขั้นปฏิบัติต่อบุตรสาวข้าเช่นนี้ ไม่ต่างกับเจ้าที่บุกเข้ามาบังคับจับตัวคนยามวิกาลสักนิด”

อีกฝ่ายกล้าพูดจากลับดำเป็นขาว กระทำต่อบุตรสาวของเขาราวกับนางคือนักโทษร้ายแรง ยังกล้ามาตีสีหน้าเสแสร้งให้ดู คิดว่าคนสกุลอี้รังแกได้ง่ายดายงั้นหรือ

“ขัดรับสั่งฮองเฮาหาใช่เรื่องดี ใต้เท้าอี้ท่านคิดให้ถี่ถ้วนด้วย”

หลี่เซวียนกัดฟันกรอด นึกแสบร้อนประหนึ่งถูกตบใบหน้า หากยังคงมุ่งมั่นเอาชนะ

“ไม่ว่าท่านจะพูดอย่างไรก็ตาม หน้าที่ข้าคือนำตัวคุณหนูอี้ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาเท่านั้น”

“ฮึ!” อี้หานชิงได้แต่แค่นสียงในลำคอ ต่อให้เขามีถ้อยคำเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่อาจแย้ง ฮองเฮาคือมารดาของแผ่นดิน อำนาจของพระนางนั้นอยู่ใต้คนคนเดียว ทว่าอยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน นับประสาอะไรกับเขาที่เป็นเพียงขุนนางขั้นสาม

“ท่านพ่อ”

ได้ยินเสียงใสเรียกขาน อี้หานชิงขมวดคิ้วเป็นรอยลึกกว่าเดิม เมื่อสายตามองเห็นร่างอรชรของเจ้าของเสียง

“อินเอ๋อร์”

“ลูกจะตามใต้เท้าหลี่เข้าวังเจ้าค่ะ” เห็นบิดาทำท่าจะคัดค้าน อี้อินจึงรีบเอ่ยต่อ “ฮองเฮารับสั่งให้ลูกเข้าเฝ้า ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธนี่เจ้าคะ ในเมื่อลูกไม่ผิดแล้วจะต้องกลัวอะไร”

ฮองเฮาใช้คนแซ่หลี่มาเป็นหินถามทาง หากนางกับบิดายังดื้อดึงแข็งขืน เกรงว่าข้อหาขัดรับสั่งคงถูกโยนใส่ศีรษะแทน

“จริงของเจ้า”

สิ่งที่บุตรสาวยังคาดเดาได้ อี้หานชิงมีหรือจะคิดไม่ออก

“คนเดินตัวตรงไม่กลัวเงาเฉียง หากเท้าตรงย่อมไม่กลัวรองเท้าเบี้ยว[rc1] [1] นับประสาอะไรกับคำกล่าวหาเลื่อนลอยที่ไร้หลักฐาน ฮองเฮาทรงหาใช่คนที่ตื้นเขินพรรค์นั้นไม่”

“ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ” มุมปากอี้อินโค้งสูงเล็กน้อยยามรับคำ

แตกต่างจากสองพ่อลูกสกุลอี้คือหลี่เซวียน ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวดำคล้ำจากความไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่าสองพ่อลูกจงใจกล่าวดักคอพวกเขา ทั้งยังแฝงความหมายเป็นเชิงตำหนิฮองเฮาว่าฟังความข้างเดียวอีกด้วย

“ไปได้แล้ว!”

จริงอยู่ที่คำพูดของลูกพี่ลูกน้องเขาไร้น้ำหนัก แต่แซ่อี้สองพ่อลูกคงไม่รู้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจ เหตุผลของอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งไร้ค่าเช่นกัน

อาจเพราะหลี่เซวียนรู้สึกว่าตนเองใช้เวลาในการถกเถียงกับอี้หานชิงไปมาก ยามออกเดินทางจากสกุลอี้เขาจึงไม่ได้มาเกาะแกะอี้อินเหมือนทุกครั้ง เมื่อทุกอย่างเร่งรีบในเวลาไม่ช้า เขากับนางก็มาเข้าเฝ้าฮองเฮาอยู่ในตำหนักคุนหนิง

“คุณหนูอี้รู้ความผิดตัวเองหรือไม่”

หยางฮองเฮาในวัยสี่สิบกว่ายังคงมีรูปโฉมงดงามอ่อนเยาว์ นางจิบน้ำชาพลางเอ่ยถามดรุณีน้อยเบื้องหน้าน้ำเสียงอ่อนโยน ยากจะคิดได้ว่านี่คือคนคนเดียวกับที่สั่งให้หลี่เซวียนไปนำตัวอี้อินมา

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”

หากเป็นคนอื่นถูกถามซึ่งหน้าเช่นนี้ คงรีบร้อนทิ้งตัวลงโขกศีรษะขอความเมตตาไปแล้ว ทว่านั่นมิใช่กับอี้อิน

นางหาใช่คุณหนูในห้องหอผู้ไม่รู้อะไรเลย หยางฮองเฮาเอ่ยคำถามคลุมเครือก็เพื่อให้นางรีบร้อนออกตัว อี้อินพนันกับตัวเองได้เลยว่าถ้านางทำเช่นนั้น อีกฝ่ายคงตามน้ำด้วยการแสดงตัวว่ามีเมตตาโดยการสั่งลงโทษนางสถานเบา แล้วหลังจากนั้นชะตาชีวิตนางก็จะตกอยู่ในพระเมตตาของอีกฝ่าย

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันอยู่ในจวนดีๆ จู่ๆ ก็ถูกใต้เท้าหลี่ลากมาเข้าเฝ้าประหนึ่งเป็นนักโทษร้ายแรง หากจะมีความผิดที่พอจะนึกออก ก็คงเป็นการที่หม่อมฉันมารบกวนความสงบของพระองค์เพคะ”

“เจ้า!”

หลี่เซวียนใบหน้าดำคล้ำเมื่อถูกลากลงบ่อโคลนอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฮองเฮาผู้เป็นญาติฝั่งมารดา เขาก็ไม่กล้าโต้เถียงอี้อินด้วยถ้อยคำรุนแรง

หยางฮองเฮาโบกมือหยุดคำพูดของหลี่เซวียนด้วยใบหน้านิ่งเฉย

“เจ้าจะบอกว่าเจ้าไม่มีความผิดอะไรเลยงั้นสินะ”

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันมีความผิดที่มารบกวนความสงบของพระองค์เพคะ”

หยางฮองเฮาขมวดคิ้ว บุตรสาวตระกูลอี้ไม่ธรรมดาเลย หากยอมรับความผิดอีกฝ่ายในข้อนี้ แล้วคนที่รับคำสั่งนางอย่างหลี่เซวียนจะนับเป็นตัวอะไรได้

“เรื่องนี้ไม่อาจโทษเจ้า การรบกวนครั้งนี้ล้วนเป็นความประสงค์ของเปิ่นกง[2][rc2] เอง เพียงแต่เรื่องนี้จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ใหญ่ก็ไม่ใหญ่ เปิ่นกงจึงเรียกใช้คนใกล้ชิดมาทำหน้าที่เชิญตัวเจ้า หวังว่าคุณหนูอี้จะไม่ถือโทษ”

เพียงประโยคเดียวก็สามารถบอกเล่าขจัดข้อข้องใจทั้งหมดได้ อี้อินคลี่รอยยิ้มบนริมฝีปากอิ่ม พลางนึกกับตัวเองว่าฮองเฮาช่างเจรจาแถมยังปราดเปรื่อง ผิดกับหลานสาวจากสกุลเดิมของนางยิ่งนัก

เห็นอี้อินรับคำด้วยใบหน้านิ่งเฉย หยางฮองเฮาเกิดประกายเย็นชาในดวงตาขึ้นมาวูบหนึ่ง อายุยังน้อยทว่ามีความคิดลึกซึ้งเปี่ยมด้วยความเยือกเย็น บุตรสาวสกุลอี้ผู้นี้ไม่ธรรมดาสามัญเลยสักนิด

คิดถึงความนิยมชมชอบของโอรสตน ในใจบังเกิดความประหวั่นขึ้นมาชั่วขณะ หยางฮองเฮาพลันนึกอยากลงมือสังหารสตรีตรงหน้าให้สิ้นซาก ก่อนที่อีกฝ่ายจะกลายมาเป็นอุปสรรคขวางทางสกุลหยางในวันหน้า

“เรื่องของคังหนิง เจ้าก็อย่าเก็บเอามาใส่ใจเลย นางยังเด็กจึงมีนิสัยตรงไปตรงมามุทะลุเช่นนี้”

ยังเด็ก?

ตรงไปตรงมา?

ถ้านับอายุเทียบตามรอบปีแล้ว หยางจื่อหรงถือเป็นพี่นางด้วยซ้ำ ฮองเฮายังกล้าใช้คำว่าอีกฝ่าย ‘ยังเด็ก’ ออกมา นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขบขันหรอกหรือ อีกทั้งคำว่า ‘ตรงไปตรงมา’ นี้ หากนำมาใช้บรรยายนิสัยคดในข้อ งอในกระดูกของสตรีคนนั้น ใต้หล้านี้ก็คงไม่มีผู้ใดชั่วร้ายมากเล่ห์แล้วเป็นแน่

คิดถึงตรงนี้แล้วอี้อินเองก็อดที่จะลอบเบ้ริมฝีปากกลอกตามองบนมิได้จริงๆ

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”

นางเป็นแค่คุณหนูในห้องหอ มีหรือจะกล้าถือสาท่านหญิงที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮองเฮา

วาจาล้วนปกปิดไม่จริงใจ ทว่าไร้ข้อผิดพลาดให้ตรวจจับ แน่นอนว่าหยางฮองเฮาเองไม่ใช่คนโง่เขลา ย่อมไม่คิดแตกหักด้วยเรื่องไร้มูลเหตุ อี้อินครุ่นคิดพลางถอนหายใจโล่งในอก แม้นางไม่กลัว แต่หากลดทอนความยุ่งยากลงไปได้ย่อมเป็นเรื่องดี

“เด็กดี...หงซิ่ว นำเครื่องประดับชุดปิ่นกับกำไลหยกขาวมันแพะมามอบให้คุณหนูอี้เป็นรางวัล” กล่าวจบนางกำนัลด้านหลังก็รับคำถอยหายไป อี้อินเม้มริมฝีปากแน่น ฮองเฮาพระราชทานของให้นางย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ความรู้สึกไม่สบายใจอันไร้ที่มาทำให้นึกประหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ฮองเฮาเป็นคนประเภทหว่านพืชหวังผล มีหรือที่อีกฝ่ายจะเรียกนางมาพบเพียงเพื่อมอบของรางวัลให้

ไม่ว่าในใจจะคิดอ่านอย่างไร แต่เมื่อนางกำนัลหงซิ่วประคองถาดเครื่องประดับออกมา อี้อินก็จำเป็นต้องยื่นมือออกไปรับด้วยท่าทีสุภาพ หยางฮองเฮามองภาพตรงหน้าแววตาเฉียบคม ก่อนจะกดมุมปากลึกอย่างคาดหวัง

เพล้ง!

รับของพระราชทานมายังไม่ทันถือดีๆ แขนขวาก็ถูกกระแทกอย่างแรง

“คุณหนูอี้! ทะ…ท่าน!” พร้อมเสียงร้องตื่นตระหนกที่พลันดังขึ้น

อี้อินหรี่นัยน์ตามองนางกำนัลที่แสดงสีหน้าสับสน พลางหันไปมองกำไลที่หล่นกระทบพื้นแยกออกเป็นชิ้นส่วน พลางนึกถอนหายใจ ถึงระแวดระวังตัวแค่ไหนก็ยังยากจะผ่านพ้นสินะ

“บังอาจ!”

เสียงตวาดดังก้อง เหล่าผู้คนในตำหนักต่างทรุดตัวลงคุกเข่าร้องระงม หยางฮองเฮาสลัดภาพมารดาของแผ่นดินผู้มีเมตตาทิ้งในทันที อีกฝ่ายมองมายังอี้อินด้วยท่าทางเฉียบแหลม เอ่ยถามน้ำเสียงเย็นชาเจือดุดัน

“คุณหนูอี้ เจ้ากล้าลบหลู่เปิ่นกงรึ!”

แม้ใจจะรู้เต็มอกว่านี่คือบทละครที่ถูกกำหนดเอาไว้แต่แรก ทว่าอี้อินก็ยังต้องเล่นตามน้ำไปกับอีกฝ่ายอยู่ดี

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจเพคะ” นางกล่าวลนลานพลางรีบทิ้งตัวลงคุกเข่า ขอพระเมตตาด้วยท่าทีตื่นตระหนกตกใจ

ก็นะ…ใครใช้ให้นางมีอำนาจไม่สู้คนอื่นเล่า!

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เพคะ เพราะชนถูกนางกำนัลหงซิ่ว หม่อมฉันจึงทำให้สิ่งของที่พระองค์พระราชทานตกเสียหาย ขอฮองเฮาทรงพระเมตตาด้วยเพคะ”

คำพูดร่ำร้องระรัวประหนึ่งคนกำลังขวัญหนีดีฟ่อ หากทุกคนในตำหนักต่างรับรู้ได้ถึงความราบเรียบในน้ำเสียง อีกทั้งดวงตาหงส์คู่นั้นก็ดูเฉยชาราวกับปลาตาย

หยางฮองเฮามองแล้วนึกชื่นชมอย่างบอกไม่ถูก เด็กสาวตรงหน้ามีความคิดอ่านหนักแน่นรับมือกับสถานการณ์ได้ดี เหมาะสมที่จะเป็นสตรีในวังหลังยิ่งนัก แต่ช่างน่าเสียดายที่มันมาอยู่ผิดที่ผิดทางและผิดคน ถ้าหลานสาวที่สกุลเดิมคิดให้สืบทอดตำแหน่งของตนเองมีคุณสมบัติได้แบบนี้ มีหรือพระนางกับคนในตระกูลจะต้องมานั่งหวาดระแวงผู้อื่นเยี่ยงนี้

“เรื่องหยกพระราชทานของคังหนิง เปิ่นกงยังไม่ทันเอาโทษ เจ้าก็ทำลายสิ่งของที่มอบให้ต่อหน้าเปิ่นกง คุณหนูอี้ช่างเก่งกล้านัก”

หยางฮองเฮากล่าวราบเรียบ ในน้ำเสียงไม่ปรากฏร่องรอยอารมณ์ให้จับผิด ทว่ากลับโยนความผิดทั้งหมดมัดรวมใส่ศีรษะอี้อิน นางพลันยิ้มขรึมในใจ นึกสาปส่งไม่ขาดสาย

คนสกุลหยางล้วนหาดีไม่ได้สักคนโดยแท้จริง!

“เดิมเปิ่นกงคิดลงโทษเจ้า…” หยางฮองเฮาโบกมือเป็นเชิงห้าม เมื่อเห็นเด็กสาวตรงหน้าทำท่าจะอธิบายต่อ “...เพียงแต่คิดถึงว่าเจ้าเป็นคนที่องค์ชายใหญ่พึงพอใจ เปิ่งกงก็ไม่อยากให้เจ้าต้องลำบาก คุณหนูอี้ เจ้าคิดว่าองค์ชายใหญ่เป็นคนเช่นไร”

ในใจอี้อินสะท้านเฮือก คำพูดทุกคำถูกขบคิดวนไปมา ฮองเฮาเอ่ยกับนางเยี่ยงนี้ย่อมมีจุดประสงค์ คิดให้ตายนางก็คาดไม่ถึงว่าที่แท้ทุกการกระทำของฮองเฮาจะเป็นการจงใจโยนหินถามทางทั้งสิ้น

“ทูลฮองเฮา องค์ชายใหญ่ย่อมดีมากเพคะ ทรงเป็นมังกรในหมู่หงส์อย่างแท้จริง”

‘มังกรในหมู่หงส์’ คำนี้ทำให้หยางฮองเฮามีรอยยิ้มบางขึ้นมา เห็นชัดว่าพอใจในคำตอบนี้มาก

อี้อินยิ้มเย็น นางไม่ได้พูดปดจริงๆ นะ มังกรเปรียบบุรุษ หงส์คือตัวแทนสตรี หากนำเอาองค์ชายใหญ่มาเปรียบเทียบกับสตรี ขอแค่เขาไม่ใช่ขันที ย่อมต้องเป็นมังกรอยู่แล้ว

“เห็นเจ้าชื่นชมองค์ชายใหญ่เช่นนี้เปิ่นกงก็เบาใจ ว่าจะไม่เชื่อมวาสนาคู่ยวนยางผิดตัว” หยางฮองเฮาคลี่รอยยิ้ม “คิดว่าคุณหนูอี้คงไม่ปฏิเสธ ถ้าเปิ่นกงจะรับเจ้ามาเป็นสตรีของเหยียนเอ๋อร์”

ฝ่ามือขาวถูกกำแน่น อาการเจ็บชาช่วยเรียกสติให้กลับมา อี้อินขบริมฝีปากรุนแรง ทำไมฮองเฮาถึงคิดว่านางจะไม่ปฏิเสธกัน ‘สตรีของโจวเหยียน’ คำนี้ราวกับฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้า เพราะมันหมายถึงการให้นางไปเป็นอนุอุ่นเตียงให้กับองค์ชายใหญ่นั่นเอง

“ทูลฮองเฮา อี้อินเป็นเพียงสตรีในห้องหอ เหนือศีรษะล้วนมีบุพการีและผู้อาวุโส เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้หม่อมฉันไม่อาจตัดสินใจเองได้เพคะ”

องค์ชายใหญ่เจ้าสำราญแค่ไหนทุกคนต่างก็รู้ดี ในวัยสิบห้าชันษาพระองค์ทรงรับชายารองพร้อมกันถึงสองนาง ยามนี้ผ่านมาห้าปีกว่า ตำหนักในพระองค์มีสตรีมากเกินนิ้วนับด้วยซ้ำ คนแบบนี้ให้เป็นชายาเอกนางยังไม่ต้องการเลย นับประสาอะไรกับการเป็นอนุให้อีกฝ่าย

หยางฮองเฮาพลันเปลี่ยนสีหน้า ดวงตาเฉี่ยวตวัดจ้องพลางถามน้ำเสียงเย็นชา

“หมายความว่าเจ้าไม่เต็มใจงั้นหรือ”

ได้ยินคำถามนี้อี้อินพลันก้มหน้าเบ้ริมฝีปาก นี่ฮองเฮาคิดว่าโอรสของตัวเองเป็นเทพจุติจากสวรรค์ชั้นฟ้าหรือไง ถึงมั่นใจว่าผู้อื่นจะยินดีเป็นอนุให้อย่างเต็มใจ

ในความคิดของหยางฮองเฮา โอรสของพระนางคือว่าที่ฮ่องเต้ ย่อมไม่ต่างจากเทพบนสวรรค์จริงๆ นางคิดว่ารับอี้อินมาในฐานะอนุคนหนึ่ง ต่อให้อนาคตอีกฝ่ายไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสนมของฮ่องเต้อยู่ดี เรื่องดีงามเช่นนี้ใครบ้างจะอยากปฏิเสธ

“หรือเจ้าไม่พอใจ ต้องการตำแหน่ง”

หยางฮองเฮาถาม ดวงตาเผยแววเหยียดหยามไม่ปิดบัง หญิงสาวตรงหน้าช่างมักใหญ่ใฝ่สูงเสียจริง

“เอาเถิด ถึงสกุลอี้ของเจ้าจะไร้อำนาจ ฐานะอาจไม่คู่ควร แต่เปิ่นกงจะยอมผ่อนผันให้เหยียนเอ๋อร์แต่งตั้งเจ้าเป็นชายารองก็แล้วกัน”

ส่วนตำแหน่งชายาเอกนั้นอย่าได้หมายไปเลย

อี้อินฟังแล้วลอบส่ายศีรษะ นางกับฮองเฮาช่างเหมือนประโยคที่บอกว่า ‘ซิ่วไฉพบทหาร[3][rc3] ’ เสียจริงๆ

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันหาได้มีความคิดเช่นนั้นเพคะ เพียงแต่ตามกฎของต้าโจวเรา สตรีจะออกเรือนล้วนขึ้นอยู่กับบิดามารดา เรื่องแต่งงานของหม่อมฉันคงต้องแล้วแต่ท่านพ่อจะจัดการเพคะ”

คำบอกปัดนี้หากถอดความนัยออกมา คงมีคำตอบเพียงประโยคเดียว นั่นคือให้อีกฝ่ายไปคุยกับบิดานางเอาเอง แน่นอนว่าหยางฮองเฮาเองก็รู้ดีว่าถ้าพระนางเอ่ยปากกับอี้หานชิงไป เจ้าขุนนางเถรตรงนั่นคงประกาศกร้าวเรื่องตำแหน่งชายาเอกเป็นแน่

ดูจากความชอบพอของโอรส ไม่แน่ว่าเขาอาจยอมยกตำแหน่งนี้ให้เด็กสาวสกุลอี้ก็เป็นไปได้ ทว่าตำแหน่งชายาเอกนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมาจากสกุลหยางเท่านั้น นั่นเป็นสาเหตุทำให้พระนางตัดสินใจเข้าทางอี้อิน เพียงแต่หยางฮองเฮาคิดไม่ถึงว่าอี้อินคนนี้จะพูดด้วยยากเย็นไม่ต่างกับบิดานางสักนิด

“ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวสิ่งใดจริงๆ หรือเจ้าคิดว่าเปิ่นกงจะไม่กล้าทำอะไรเจ้า!”

“หม่อมฉันมิกล้า ขอฮองเฮาทรงพระเมตตา”

หากเป็นผู้อื่น พบเจอการเปลี่ยนท่าทีแบบทันควันของฮองเฮา ในใจคงไม่แคล้วเกิดอาการหวาดหวั่น แต่อี้อินนั้นกลับยิ่งเยือกเย็นมากขึ้นไปอีก

“ปากเจ้าบอกไม่กล้า แต่การกระทำกลับสวนทาง” หยางฮองเฮาตวัดสายตาเย็นชา “เอาเถิด เปิ่นกงเป็นคนรักหยกถนอมบุปผา จะโบยตีก็คงปวดใจไปด้วยเปล่าๆ...หงซิ่ว เจ้าพาคุณหนูอี้ไปคุกเข่าสำนึกผิดที่นอกตำหนักก็แล้วกัน”

หันมองด้านนอกที่ขาวโพลนด้วยหิมะ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงเวลาก้ำกึ่งระหว่างยามอู่กับยามเว่ยก็ยังหนาวเย็นจนตัวสั่น อี้อินอดนึกสบถในลำคอไม่ได้ พื้นที่ลานหน้าตำหนักคุนหนิงเวลานี้ไม่ต่างกับเตียงน้ำแข็ง หยางฮองเฮายังกล้าปิดทองบนใบหน้าตัวเองว่ามีเมตตา ไม่รู้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายไปเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน!

แม้ในใจคิดอยากขัดขืน แต่อี้อินก็มิอาจกระทำ ร่างบอบบางได้แต่ลุกขึ้นทำความเคารพ ก่อนจะก้าวตามหลังหัวหน้านางกำนัลออกไปช้าๆ ภายใต้สายตาเคร่งขรึมเย็นชาของหยางฮองเฮา

เพราะเป็นฤดูหนาว ในตำหนักจึงจุดเตาผิงเอาไว้หลายด้าน ทว่าถึงอย่างนั้นอากาศก็ยังคงอบอวลไปด้วยไอเย็นอยู่ดี หยางฮองเฮาประทับบนตั่งกุ้ยเฟย ในมือถือเตาพกอันเล็กสลักลวดลายสวยงาม ด้านข้างรายล้อมไปด้วยนางกำนัล พอเห็นหงซิ่วเดินเข้ามาก็เอ่ยถามทันที

“นางเป็นอย่างไรบ้าง”

หงซิ่วส่ายหน้าเล็กน้อย “นางเอาแต่คุกเข่าไม่ปริปากเลยเพคะ”

ตั้งแต่ฮองเฮามีรับสั่ง สตรีนางนั้นก็คุกเข่ามาตลอดเกือบสองชั่วยามท่ามกลางสายลมที่หนาวเย็นเช่นนี้ นับว่าความอดทนไม่ธรรมดาเลย

“ถ้าพระองค์ยังให้นางคุกเข่าต่อไป เกรงว่านางอาจล้มป่วยเอาได้นะเพคะ ถึงตอนนั้นทางใต้เท้าอี้คง…” นางกำนัลคนสนิทเตือนสติ

“นางจงใจต่อต้านให้เห็นซึ่งหน้า จะให้เปิ่นกงกลืนน้ำลายตัวเองได้อย่างไร อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่การลงโทษเสียหน่อย”

นางเพียงสั่งให้คุกเข่าสำนึกผิด ไม่ได้โบยตีหรือทำอะไรรุนแรง ต่อให้เด็กสาวสกุลอี้บาดเจ็บจริงแล้วอี้หานชิงจะทำสิ่งใดนางได้

“อยากจะรู้เหมือนกันว่านางจะอวดเก่งไปได้นานแค่ไหน”

เมื่อยามเซินเริ่มมาเยือน ดวงอาทิตย์เคลื่อนลงต่ำแสงแดดตกคล้อย ยิ่งทำให้อากาศที่เย็นอยู่แล้วยิ่งยะเยือกกว่าเดิม ภายในตำหนักคุนหนิงมีสายลมพัดเคล้ากลิ่นไอเย็นของหิมะ ในขณะที่หยางฮองเฮาเอนกาย ดวงตาปรือมองปลายเล็บที่ตัดแต่งสวยงามของตน ด้านนอกนั้นอี้อินกำลังยืนหยัดกลางสายลมจนร่างกายสั่นสะท้าน

การคุกเข่ากลางสายลมหนาวบนพื้นที่เย็นจัดทำเอาดวงตาของนางพร่ามัว สองขาภายใต้กระโปรงชาจนไร้ความรู้สึก แต่ที่ทรมานที่สุดคือหัวเข่าทั้งสองข้างซึ่งยามนี้ปวดจนยากจะทานทน ไร้คำสั่งจากคนในตำหนัก อี้อินย่อมไม่อาจลุกหรือยกเลิกการคุกเข่าของตัวเองได้ หญิงสาวข่มความรู้สึก ขบริมฝีปากจนสั่นระริก หยางฮองเฮาดูท่าจะไม่ยอมรามือโดยง่าย

หรือข้าควรจะต้องยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่าย...ชั่ววูบความคิดนี้พลันผุดขึ้นมาในหัว ทว่าใจก็นึกปฏิเสธออกไปทันที

หากการต่อต้านครั้งนี้จำต้องแลกด้วยชีวิต แล้วการยอมอ่อนข้อให้กับฮองเฮาจะต่างกันตรงไหน ในเมื่อทางเลือกทั้งสองนั้นต้องแลกมาด้วยชีวิตของนาง ก็ให้นางได้เป็นคนกำหนดชะตาตัวเองก็แล้วกัน

ฉับพลันนั้นดวงตาหงส์พลันหรี่แคบลง เมื่อรู้สึกได้ถึงร่มเงาสายหนึ่งเหนือศีรษะ อี้อินแหงนหน้าขึ้นมองก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

[1] คนเดินตัวตรงไม่กลัวเงาเฉียง หากเท้าตรงย่อมไม่กลัวรองเท้าเบี้ยว หมายถึง เมื่อเรากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใดทั้งนั้น

[2] คำที่เชื้อพระวงศ์หญิงใช้เรียกแทนตัวเอง

[3] ซิ่วไฉพบทหาร หมายถึง ต่างคนต่างความคิด ไม่อาจสื่อสารกันได้

[rc1]เป็นสำนวนจีนหมายถึง เมื่อเรากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใดทั้งนั้น

[rc2]คำที่เชื้อพระวงศ์หญิงใช้เรียกแทนตัวเอง

[rc3]ซิ่วไฉพบทหาร ต่างคนต่างความคิดไม่อาจสื่อสารกันได้

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   6

    ฉับพลันเสียงฮือฮาจากคนนับร้อยก็ดังเซ็งแซ่ เปลี่ยนท้องพระโรงอันเงียบสงบให้จอแจปานตลาดสดในพริบตาเดียว“ใต้เท้าอี้จะใจกล้าเกินไปแล้ว”“เขาทำแบบนี้ ฮองเฮากับสกุลหยางไม่ปล่อยเขาไว้แน่”“เจ้าว่ามีอะไรแปลกๆ ไหม ทำไมอยู่ดีๆ อี้หานชิงถึงต้องการฟ้องร้องฮองเฮากัน”“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานตอนค่ำใต้เท้าอี้เข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้”“เมื่อวานต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแน่ๆ”ฮ่องเต้เมินเฉยต่อเสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้น พระองค์หันไปส่งสายพระเนตรให้หยวนกงกง ขันทีคนสนิทเห็นดังนั้นจึงเดินไปรับฎีกาในมืออี้หานชิงทันทีเนื้อหาด้านในยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อวาน ยามนี้โจวฮ่องเต้จึงค่อยตระหนักในข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดหลังพฤติกรรม ‘โยนหินถามทาง’ แล้วอี้หานชิงถึงได้หอบหนังสือฎีกากลับไปด้วย ที่แท้อีกฝ่ายก็แค่ขี้เกียจเขียนใหม่นี่เอง…แน่นอนว่าสายพระเนตรทิ่มแทงของฮ่องเต้ไม่อาจระคายผิวใต้เท้าอี้แห่งกรมอาลักษณ์ได้ เจ้าตัวยังคงกล่าวสาธยายถึงความผิดของหยางฮองเฮาอย่างมุ่งมั่น“ฝ่าบาท กระหม่อมขอคัดค้านพ่ะย่ะค่ะ คำกล่าวหาของใต้เท้าอี้รุนแรงเกินไป ฮองเฮาทรงเป็นมารดาแผ่นดิน คุณธรรมความเมตตาเพียบพร้อม เหตุใดต้องมาลดตัวกลั่นแ

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   5

    “ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เสียงใสเอ่ยแหบแห้ง ศีรษะเล็กก้มแตะพื้นเย็นเยือกเชื่องช้า เส้นผมบางส่วนถูกสายลมพัดสะบัดพันกันยุ่งเหยิงไม่น่ามองฮ่องเต้ไม่ตรัสวาจาใด พระขนงทั้งคู่นั้นขมวดแน่น ในแววพระเนตรเจือด้วยอารมณ์บางอย่าง“เจ้าคือ…”อี้อินยังไม่ทันได้ตอบคำถาม ขันทีด้านหลังก็ก้าวเข้ามาตอบคำถามแทน“ทูลฝ่าบาท นี่คือคุณหนูรองสกุลอี้พ่ะย่ะค่ะ”หยวนกงกงเป็นขันทีข้างพระวรกายมาหลายปี ย่อมรู้จักบุตรสาวตระกูลขุนนางในเมืองหลวงเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอี้อินที่มีความเป็นมาค่อนข้าง…ไม่ธรรมดาสกุลอี้เป็นตระกูลเล็กหากเทียบกับสกุลอื่นในเมืองหลวง มีผู้นำเป็นใต้เท้าอี้ที่ทำหน้าที่รองเจ้ากรมอาลักษณ์ แต่ขุนนางขั้นสามตัวเล็กๆ ผู้นี้ก็ทำให้ว่าที่หัวหน้าสกุลหยางของฮองเฮาถูกลดขั้นและถูกตำหนิจากฮ่องเต้มาแล้วเรื่องนี้นับว่าโด่งดังอยู่พักหนึ่งเลยทีเดียว ขณะที่ทุกคนมองว่าฮ่องเต้ทรงให้ความโปรดปรานใต้เท้าอี้ถึงเพียงนี้ สกุลอี้อาจได้เกาะยอดไม้กลายเป็นหงส์ เจ้าตัวกลับส่งบุตรสาวคนโตไปแต่งงานกับตระกูลพ่อค้าธรรมดาๆ ตระกูลหนึ่งเหตุการณ์นี้ทำเอาหลายคนนึกงุนงง แม้มียศแค่ขุนนางขั้นสามเท่านั้น แต่ถ้าใต้เท้าอี้มีใจแล้วละก็ ตำแหน่งพระส

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   ตอนที่3

    สายลมเดือนหนึ่งเย็นสดชื่น ทิวทัศน์รอบด้านขาวโพลนด้วยเกล็ดหิมะ เทศกาลหยวนเซียวเพิ่งผ่านพ้นไป ผู้คนจึงยังร่าเริงด้วยกลิ่นอายของงานเทศกาล ทว่าทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นมิได้รวมถึงทุกคน“ใต้เท้าอี้แสดงท่าทางแบบนี้ หรือคิดจะขัดคำสั่งฮองเฮากัน!”ในห้องโถงรับแขกของจวนสกุลอี้ ยามนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดัน โดยมีอี้หานชิงประมุขจวนกับหลี่เซวียนนายน้อยสกุลหลี่เป็นจุดศูนย์กลาง“ใต้เท้าหลี่คิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่แปลกใจที่ฮองเฮามีรับสั่งผ่านกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ก็เท่านั้น”“จะแปลกอะไร ถึงจะมีความผิดที่ทำลายหยกพระราชทาน แต่อย่างไรเสียคุณหนูอี้ก็เป็นสตรีนางหนึ่ง ฮองเฮาทรงมีพระทัยเมตตา ย่อมไม่ต้องการใช้งานศาลต้าหลี่เพื่อรักษาชื่อเสียงนาง”อี้หานชิงได้ยินประโยคดังกล่าวแล้วปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา“อย่างนั้นหรือ ฟังจากที่เจ้ากล่าวมา ข้าควรขอบพระทัยที่ฮองเฮาทรงมีพระเมตตาต่อบุตรสาวของข้า ถึงขนาดไม่ทรงส่งคนของพระนางมาเองหรือเรียกใช้งานศาลต้าหลี่ แต่กลับทรงใช้กรมอาญาให้มาทำแทนสินะ”ในที่นี้ใครบ้างไม่รู้ ศาลต้าหลี่มีหน้าที่จัดการคดีเล็กน้อยทั่วไปจนถึงคดีใหญ่ๆ ทว่ากรมอาญา

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   ตอนที่2

    ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเทศกาลลอยโคมนั้นงดงามดุจภาพฝัน เบื้องล่างมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจช่วยให้บรรยากาศเริงรื่นขึ้นอีกหลายเท่า“คุณหนู พวกเราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้หยวนเอ่ยชวนผู้เป็นนาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสเช่นเดียวกับดวงตาที่เป็นประกายวาววับอี้อินเดินตามโดยไม่คิดขัดอีกฝ่าย งานเทศกาลนี้ในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว อีกทั้งนี่ยังอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะสามารถออกมาเดินเที่ยวอย่างอิสระก็เป็นได้ จึงอยากปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับมัน“คุณหนูอี้” จู่ๆ เสียงเรียกจากกลุ่มคนผู้มาใหม่ก็ดังขึ้นดวงตาหงส์หันไปประสานกับเจ้าของเสียง เมื่อเห็นคนผู้นั้น แววตาอี้อินพลันสาดประกายรังเกียจออกมาไม่ปิดบัง“ใต้เท้าหลี่”คนตรงหน้านางคือหลี่เซวียน บุตรชายคนโตสกุลหลี่ มารดาเขาคือหยางหลินจี น้องสาวของหยางจี้ชวนผู้นำตระกูลหยาง พี่น้องสกุลหยางนั้นรักใคร่สนิทสนมกันมาก ดังนั้นในคราวที่สกุลอี้กับสกุลหยางเกิดข้อพิพาท คนแรกที่ออกมากล่าววาจาโจมตีบิดานางจึงเป็นหยางซื่อหรือหยางหลินจีนั่นเองส่วนหลี่เซวียนผู้เป็นบุตรชายก็มิได้ดีไปกว่ากัน ยามที่สกุลอี้กับสกุลหยางยังไม่แตกหัก นายน้อยผู้นี

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   ตอนที่1

    งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวทุกปีล้วนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ความครื้นเครงของผู้คนทำให้ร้านค้าพลอยคึกคักไปด้วย บรรดาหนุ่มสาวชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเด็กเล็กล้วนจับจูงกันมาร่วมงานด้วยใบหน้าชื่นมื่น แน่นอนว่าอี้อินเองก็เช่นกันปีนี้อี้อินอายุเต็มสิบหก ผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวกวาดตามองรอบด้านพลางทอดถอนใจ วันเวลาช่างผ่านไปไวดุจติดปีกเมื่อปีก่อนนางกับพี่สาวยังคล้องแขนเดินเคียงคู่เที่ยวดูโคมด้วยกันอยู่เลย ทว่ายามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็ไม่เหมือนดั่งเดิมเสียแล้วอี้ซิ่นผู้พี่แต่งเข้าสกุลฉิง กลายเป็นฮูหยินผู้ดูแลเรือนหลัง ส่วนนางจากเด็กสาวไม่ประสีประสาก็กลายมาเป็นคนปกครองดูแลจวนแทนพี่สาวที่แต่งออกไปอี้หานชิง ท่านพ่อของอี้อินถือเป็นสามีที่ดี อีกทั้งยังเป็นบิดาผู้แสนประเสริฐ ในยามภรรยาที่รักมั่นมีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยรับอนุเข้าเรือน เมื่อนางจากไปเขายิ่งไม่คิดแต่งงานใหม่สามพ่อลูกดูแลประคับประคองกันจนผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย กระทั่งยามนี้บุตรสาวคนหนึ่งแต่งออกไปมีชีวิตที่ดี ส่วนอีกคนก็อายุถึงวัยสมควรออกเรือน นับได้ว่าชีวิตพวกเขานั้นมั่นคงแล้ว“คุณหนู ท่านลองดูโคมร้

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทนำ

    เดือนสามย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ สายลมอบอุ่นพัดผ่านประปรายด้วยกลีบเถาฮวาสีสด ต้าโจวแห่งรัชสมัยโจวหลงฮ่องเต้แม้ไม่เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด หากก็ยังห่างไกลคำว่าทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่มากโข“น้องรอง ว่าวของเจ้ากำลังจะตกแล้วนะ!”เสียงร้องโหวกเหวกของดรุณีน้อยดังกังวานสดใส เจ้าของนามที่ถูกเรียกแหงนใบหน้ามองท้องฟ้า นัยน์ตาหงส์หรี่ลงลดความเจิดจ้าของแสงแดด ข้อมือขาวผ่องกระตุกสายป่านในมือเป็นระยะ ทว่าจนใจที่พยายามจนสุดชีวิตแล้ว แต่ว่าวเจ้ากรรมก็ยังจ้องแต่จะร่วงหล่นทิ้งตัวพุ่งสู่ผืนดิน“พี่ใหญ่ ทำไมว่าวของท่านกับข้ามันถึงได้ต่างกันนักเล่า”คนน้องร้องอุทธรณ์ ใบหน้างอง้ำ ทั้งที่ตอนทำก็ทำด้วยกันแท้ๆ ไฉนว่าวของพี่สาวถึงกินลมขึ้นฉิว แตกต่างกับของนางที่วิ่งจนสุดกำลังแล้วกลับเอาแต่จะพุ่งโหม่งพื้นตลอดเวลาเสียนี่ผู้พี่มองท่าทีกระเง้ากระงอดนั้นพลางอมยิ้ม“ก็ใครใช้ให้เจ้าอวดเก่ง ไม่ยอมให้ผู้อื่นช่วยเล่า”น้องสาวของนางนั้นอะไรก็ทำได้ดี แต่กลับมีจุดอ่อนในการเล่นว่าวง่ายๆ เสียนี่ คิดแล้วอี้ซิ่นก็อดปิดปากหัวเราะขันไม่ได้“ฮึ!” สาวน้อยสะบัดเสียงแสดงท่าทีแง่งอน ใบหน้าเล็กยับย่นสื่อถึงความไม่ยินยอมในใจ ถ้าต้องใ

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status