LOGINบรรยากาศยามเย็นหลังเลิกเรียนที่ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ มีนานั่งจดสรุปวิชาการคำนวณโครงสร้างอยู่ที่โต๊ะมุมอับสายตา เธอพยายามจดจ่อกับเนื้อหาตรงหน้าเพื่อไม่ให้ความคิดฟุ้งซ่านลอยไปหา "ใครบางคน" ที่เธอเพิ่งประกาศตัดใจไปเมื่อวาน
[POV: มีนา – ท้องฟ้าที่เริ่มสดใสด้วยตัวเอง]
มีนาวางปากกาลงแล้วบิดขี้เกียจเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยแบกไว้ตลอดสี่ปีเริ่มเบาบางลงอย่างน่าประหลาด เมื่อเธอไม่ต้องคอยชะเง้อคอมองว่าพี่ภีมจะเดินผ่านไปทางไหน หรือไม่ต้องคอยปั้นหน้ายิ้มเพื่อให้เขาหันมามอง
"มันก็ไม่ได้แย่นี่นา... การอยู่แบบไม่มีพี่น่ะ" เธอคิดพลางอมยิ้มบางๆ
แต่แล้วกลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ถูกเลื่อนออกช้าๆ มีนาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนมาใหม่
ภีม ในชุดนักศึกษาที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ จ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก บนโต๊ะของเขามีแก้วชานมไข่มุกเจ้าดังที่เธอเคยบ่นว่าอยากกินแต่ไม่เคยได้กินเพราะเขาไม่เคยพาไป
ภีมพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด ทั้งที่ข้างในใจสั่นรัวอย่างกับเด็กมัธยมแอบรักครั้งแรก เขาตามหาเธอไปทั่วคณะจนมาเจอที่นี่ ความรู้สึก "เสียดาย" และ "หวงแหน" มันพุ่งพล่านจนเขาอยู่ไม่สุขตั้งแต่วันที่เธอทำเมินใส่เขาที่รถเมล์
"เห็นว่าเรียนหนัก... เลยซื้อมาฝาก" ภีมเอ่ยเสียงเรียบพลางเลื่อนแก้วชานมไปตรงหน้าเธอ
"ขอบคุณค่ะพี่ภีม แต่คราวหลังไม่ต้องลำบากหรอกนะคะ มีนาเกรงใจ" มีนาตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ... สุภาพเกินไปจนภีมรู้สึกเหมือนมีกำแพงน้ำแข็งกั้นกลาง
"ลำบากอะไร พี่ก็แค่... เดินผ่านพอดี" เขาโกหกคำโต ทั้งที่จริงๆ เขาขับรถอ้อมไปซื้อที่ห้างตั้งสามกิโลเมตร "แล้วนี่... จะกลับยังไง เย็นนี้พี่ว่าง เดี๋ยวไปส่ง"
"มีนากลับกับลินค่ะ พอดีนัดกันไว้"
คำปฏิเสธนิ่มๆ ทำเอาภีมหน้าชา เขาไม่เคยถูกมีนาปฏิเสธมาก่อน ปกติแค่เขาเอ่ยปากชวน เธอก็จะดีใจจนเนื้อเต้น แต่วันนี้เธอกลับนิ่งเฉยราวกับเขาเป็นเพียงรุ่นพี่ธรรมดาๆ คนหนึ่ง
[สงครามประสาทที่แสนหวาน]
ภีมไม่ยอมแพ้ เขาเปิดหนังสือเล่มที่ถือติดมือมาแล้วทำทีเป็นอ่าน แต่สายตากลับลอบมองใบหน้าจิ้มลิ้มของคนตรงหน้าเป็นระยะ มีนาในโหมดตั้งใจเรียนดูมีเสน่ห์กว่าทุกครั้ง ผมม้าที่ตกลงมาปรกหน้าทำให้เขาอยากจะยื่นมือไปทัดหูให้เธอ แต่ใจเจ้ากรรมกลับไม่กล้าพอ
"มีนา... ข้อนี้คำนวณยังไง พี่จำไม่ได้แล้ว" ภีมแกล้งชี้ไปที่โจทย์ในสมุดของเธอ ทั้งที่เป็นบทเรียนพื้นฐานที่เขาหลับตาทำยังได้
มีนาเงยหน้ามองอย่างฉงน แต่ก็ยอมอธิบายให้ฟังช้าๆ ภีมไม่ได้ฟังสิ่งที่เธอพูดเลยสักนิด เขาฟังแค่เสียงใสๆ และจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่ขยับไปมา
"พี่ภีมคะ... ฟังอยู่หรือเปล่า?" มีนาถามพลางโบกมือผ่านหน้าเขา
"หือ? อ้อ... ฟังอยู่" ภีมสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะแกล้งโน้มตัวเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบชนกัน "อธิบายใหม่อีกรอบสิ... พี่ตามไม่ทัน"
ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดใบหน้าทำให้มีนาใจสั่นจนแทบจะจับปากกาไม่อยู่ ความใกล้ชิดที่เธอเคยโหยหา บัดนี้กลับมาหาเธอในวันที่เธอพยายามจะเดินหนี
"ใกล้ไปแล้วค่ะพี่ภีม... ถอยออกไปหน่อย" เธอพึมพำหน้าแดงซ่าน
"ทำไม? เมื่อก่อนเห็นชอบมานั่งใกล้พี่ไม่ใช่เหรอ?" ภีมกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาเริ่มสนุกที่เห็นเธอกลับมาเสียอาการอีกครั้ง "หรือว่าตอนนี้... พี่ไม่มีสิทธิ์แล้ว?"
[POV: มีนา – บทพิสูจน์ใจ]
มีนาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอต้องใจแข็งไว้!
"สิทธิ์ในฐานะรุ่นพี่น่ะมีค่ะ... แต่สิทธิ์ในฐานะ 'คนพิเศษ' ที่มีนาเคยยกให้ พี่ภีมเป็นคนทิ้งมันไปเองนะคะ"
คำพูดนั้นทำให้ภีมชะงัก ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะทำงานทันที ภีมมองลึกลงไปในดวงตาของมีนา เขาเห็นความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่ และนั่นทำให้เขาสำนึกได้ว่าเขาเคยใจร้ายกับเธอขนาดไหน
"ถ้าพี่... อยากขอสิทธิ์นั้นคืนล่ะ?" ภีมเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น "ถ้าพี่บอกว่า... พี่ไม่อยากเป็นแค่รุ่นพี่แล้ว มีนาจะให้โอกาสพี่ไหม?"
หัวใจของมีนาเต้นรัวจนแทบจะระเบิดออกมาช้าๆ เธอไม่คิดว่าผู้ชายจองหองอย่างภีมจะพูดคำนี้ออกมา แต่ความทรงจำเก่าๆ ก็ทำให้เธอหวาดกลัว
"โอกาสไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ล้อเล่นกับความรู้สึกคนอื่นนะคะพี่ภีม"
"พี่ไม่ได้ล้อเล่น" ภีมคว้ามือนุ่มของเธอมากุมไว้บนโต๊ะอย่างลืมตัว "ที่ผ่านมาพี่มันโง่เองที่มองไม่เห็นความสำคัญของเธอ พี่ชินกับการมีเธออยู่ จนลืมไปว่าถ้าวันหนึ่งเธอหายไป พี่จะเป็นยังไง... และตอนนี้พี่รู้แล้วว่าพี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมีนา"
[บทบรรยาย: ความฟินที่เริ่มก่อตัว]
สายตาของคนในห้องสมุดเริ่มจับจ้องมาที่ทั้งคู่ แต่ภีมไม่ได้สนใจ เขาจ้องมองมีนาด้วยแววตาอ้อนวอนอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น
มีนาพยายามจะชักมือออกแต่เขากลับรัดแน่นขึ้น "ปล่อยเถอะค่ะพี่ภีม คนมองหมดแล้ว"
"ไม่ปล่อย... จนกว่าจะยอมไปกินข้าวกับพี่เย็นนี้" ภีมต่อรอง "พี่จองร้านโปรดของเธอไว้แล้วนะ ร้านที่เธอเคยบอกว่าอยากไปฉลองวันเกิดแต่พี่ติดเรียนน่ะ... พี่อยากไปชดเชยให้"
ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเคยละเลย กลับถูกนำมาใช้ในวันนี้ มีนาเริ่มใจอ่อนลงทีละนิด รอยยิ้มที่พยายามกลั้นไว้เริ่มปรากฏที่มุมปาก
"ก็ได้ค่ะ... แต่มีนาไปฐานะรุ่นน้องนะคะ"
"ฐานะรุ่นน้องที่พี่กำลัง 'ตามจีบ' ต่างหาก" ภีมขยิบตาให้หนึ่งที ทำเอาคนมองถึงกับหน้าร้อนผ่าว
[การเริ่มต้นใหม่ที่หวานกว่าเดิม]
เมื่อทั้งคู่เดินออกมาจากห้องสมุด ภีมยังคงเดินเคียงข้างมีนาไม่ห่าง เขาอาสาถือกระเป๋าหนักๆ ให้เธออย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเพื่อนร่วมคณะวิศวะที่เห็นประธานรุ่นโยธาสุดเก๊ก กลายเป็นพนักงานยกกระเป๋าให้รุ่นน้องสายหวาน
"พี่ภีม... มีนาถือเองได้ค่ะ"
"อย่าดื้อ... พี่อยากดูแล" ภีมเอ่ยเสียงดุแต่แฝงไปด้วยความเอ็นดู เขาหันไปเห็นเตโชที่ยืนหน้าเศร้าอยู่ไกลๆ ภีมแอบกระตุกยิ้มสะใจเล็กๆ ก่อนจะโอบไหล่มีนาเบาๆ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ
"เย็นนี้ห้ามกินน้อยนะ พี่สั่งจัดเต็ม"
"พี่ภีมขุนมีนาเหรอคะ? เดี๋ยวอ้วนลินจะล้อเอา"
"อ้วนก็น่ารัก... พี่ชอบแบบไหน พี่ก็รักแบบนั้นแหละ"
คำบอกรักอ้อมๆ ของภีมทำให้มีนาเดินหน้าแดงแจ๋ไปตลอดทาง ความกุ๊กกิ๊กที่เริ่มเบ่งบานในรั้วมหาวิทยาลัยกลายเป็นหัวข้อซุบซิบใหม่ที่น่าอิจฉาที่สุด
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ถาโถมเข้าใส่ตระกูลของเตโชราวกับพายุบ้า บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองกลับสั่นคลอนจนถึงรากฐานเมื่อถูกอำนาจของตระกูล วรโชติโภคิน สั่งระงับธุรกรรมทุกอย่าง ภายในห้องทำงานของพ่อเตโช บัดนี้เหลือเพียงควันบุหรี่จางๆ และความเงียบงันที่น่าอึดอัด แต่ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยการปรากฏตัวของหญิงสาวที่ดูเพียบพร้อมไปทุกระเบียดนิ้วพิมมาดา หรือ พิม ทายาทเพียงคนเดียวของ เจ้าสัวชูชัย เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับนางพญา เธอคือไพ่ใบสุดท้ายที่พ่อของเตโชดึงมาเพื่อกอบกู้สถานะที่กำลังจะล่มสลาย โดยมีข้อตกลงลับๆ คือ "การเกี่ยวดองของสองตระกูล"[POV: นลิน – ความนิ่งเฉยที่ซ่อนความบ้าคลั่ง]บ่ายวันนั้นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดรำไรส่องกระทบโถงทางเดินกว้าง นลินในชุดนักศึกษาที่เนี้ยบกริบเดินเคียงข้างมากับมีนา ทั้งคู่กำลังคุยเรื่องโปรเจกต์ที่ต้องส่งในสัปดาห์หน้า แต่แล้วฝีเท้าของนลินก็ต้องชะงักลงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพที่อยู่เบื้องหน้าที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีใหญ่ เตโช กำลังยืนอยู่กับผู้หญิงสาวสวยแปลกหน้าคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นดู "แพง" ตั้งแต่หัวจดเท้า ชุดเดรสแบรนด
บรรยากาศภายในโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ช่วงพักเที่ยงเต็มไปด้วยเสียงจอแจ แต่ทว่าโต๊ะหินอ่อนที่นลินและมีนานั่งอยู่กลับดูเป็นจุดสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยระดับดาวคณะของทั้งคู่ แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของ "เอก" รุ่นพี่ปี 4 ภาคเครื่องกลที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้และโปรไฟล์ที่เพอร์เฟกต์จนน่าสงสัยเอกเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ในมือถือถุงขนมราคาแพงและเอกสารสรุปบทเรียนที่ดูเป็นระเบียบ เขาจงใจวางมันลงตรงหน้าหญิงสาวทั้งสองคนด้วยท่าทางที่ดูเป็นสุภาพบุรุษที่สุด"พี่เห็นว่าช่วงนี้ทั้งนลินและมีนาเรียนหนัก เลยเอาของอร่อยมาบำรุงครับ" เอกเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาจดจ้องที่ใบหน้าสวยของนลินอย่างสื่อความหมาย "โดยเฉพาะนลิน... ถ้าติดขัดเรื่องโครงสร้างเครื่องกลส่วนไหน ปรึกษาพี่ได้ตลอดนะ พี่เต็มใจช่วยเสมอ""ขอบคุณค่ะพี่เอก แต่ลินมีคนช่วยดูให้แล้วค่ะ" นลินตอบสั้นๆ ตัดบทอย่างเย็นชาตามสไตล์คุณหนูวรโชติโภคินที่เริ่มวางตัวสูงส่งเอกไม่ได้ดูสลด เขายังคงยิ้มรับก่อนจะหันไปทางมีนาที่นั่งอยู่ข้างๆ "ส่วนน้องมีนา... เรื่องโปรเจกต์โยธาที่ติดขัดอยู่ พี่มีตัวอย่างงานวิจัยที่หาอ่านยากมากอยู่ที่ห้อง... เอ้ย อยู่ที่โน
เย็นวันศุกร์ที่ห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง บรรยากาศอบอวลไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ผู้คนพลุกพล่านตามประสาเลิกงาน แต่สำหรับ ภีม วันนี้คือวันที่สำคัญกว่าการปิดโปรเจกต์ใดๆ เขาเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ กางเกงสแล็คสีดำเนี้ยบกริบ แววตาคมคายคอยชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงทุกๆ สองนาทีภีมพรูลมหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่เคยรู้สึกประหม่าขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนพรีเซนต์งานหน้าคณบดีเขายังนิ่งได้มากกว่านี้ มือหนาแอบลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ เพราะความรู้สึก "มวนท้อง" ที่แปลกประหลาด"แค่เดทกับมีนา... ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้วะภีม" เขาตำหนิตัวเองในใจ แต่ภาพใบหน้าหวานของรุ่นน้องที่เริ่มวางตัวห่างเหินจากเขาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับทำให้เขาอยากจะทำทุกอย่างให้เธอกลับมาส่งยิ้มกว้างๆ ให้เขาเหมือนเดิม"พี่ภีมคะ... รอนานไหม?" เสียงใสๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังภีมหันกลับไปมองและแทบจะหยุดหายใจ มีนาในชุดมินิเดรสสีพาสเทลน่ารัก ผมม้าที่เคยปรกหน้าถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะเผยใบหน้าจิ้มลิ้มที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ดูสะอาดตาและมีเสน่ห์จนเขาไม่อาจละสายตาได้"ไม่
บรรยากาศยามเย็นหลังเลิกเรียนที่ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ มีนานั่งจดสรุปวิชาการคำนวณโครงสร้างอยู่ที่โต๊ะมุมอับสายตา เธอพยายามจดจ่อกับเนื้อหาตรงหน้าเพื่อไม่ให้ความคิดฟุ้งซ่านลอยไปหา "ใครบางคน" ที่เธอเพิ่งประกาศตัดใจไปเมื่อวาน[POV: มีนา – ท้องฟ้าที่เริ่มสดใสด้วยตัวเอง]มีนาวางปากกาลงแล้วบิดขี้เกียจเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยแบกไว้ตลอดสี่ปีเริ่มเบาบางลงอย่างน่าประหลาด เมื่อเธอไม่ต้องคอยชะเง้อคอมองว่าพี่ภีมจะเดินผ่านไปทางไหน หรือไม่ต้องคอยปั้นหน้ายิ้มเพื่อให้เขาหันมามอง"มันก็ไม่ได้แย่นี่นา... การอยู่แบบไม่มีพี่น่ะ" เธอคิดพลางอมยิ้มบางๆแต่แล้วกลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ถูกเลื่อนออกช้าๆ มีนาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนมาใหม่ภีม ในชุดนักศึกษาที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ จ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก บนโต๊ะของเขามีแก้วชานมไข่มุกเจ้าดังที่เธอเคยบ่นว่าอยากกินแต่ไม่เคยได้กินเพราะเขาไม่เคยพาไปภีมพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด ทั้งที่ข้างในใจสั่นรัวอย่างกั
บรรยากาศที่ลานเกียร์ในบ่ายวันอังคารดูจะระอุไปด้วยไอร้อนของแดดเมืองไทย ทว่าความร้อนนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่รอบโต๊ะหินอ่อนประจำกลุ่มวิศวะโยธา นลินในลุคคุณหนูที่ดูสะอาดสะอ้านนั่งทบทวนบทเรียนอยู่ข้างๆ มีนา โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ พอประมาณเพื่อไม่ให้รบกวนความเป็นส่วนตัว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนไม่สามารถบุกจู่โจมเข้ามาได้ง่ายๆมีนาก้มหน้าจดเลคเชอร์ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ เธอไม่ได้เหลือบมองนาฬิกาเพื่อรอเวลาที่ ภีม จะเดินผ่านเหมือนที่เคยทำมาตลอดมา ความเจ็บปวดจากการถูกปัดมือทิ้งในวันนั้น และความละอายใจที่เกือบจะทำลายเพื่อนรักเพราะความหลงผิด มันกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูกดำ'ถ้าการรักพี่มันทำให้ฉันกลายเป็นคนเลว... ฉันก็ควรเลิกรัก' มีนาคิดพลางเม้มปากแน่น เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองมาจากทางเดินตึก แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง เพราะรู้ดีว่าถ้าสบตาเพียงนิด กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นอาจพังทลายลง[POV: ภีม – ช่องว่างที่ตะโกนก้อง]ภีมยืนกำสายกระเป๋าเป้อยู่ตรงหัวมุมตึก สายตาของเขาจดจ้องไปที่ร่างเล็กของมีนาที่
แสงแดดจัดจ้าในยามเช้าสาดส่องลงบนพื้นถนนยางมะตอยหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศที่เคยดูธรรมดาในทุกวันจันทร์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อขบวนรถยุโรปคันหรูสีดำขลับประทับตราโลโก้สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล วรโชติโภคิน เลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าอาคารเรียน นิสิตหลายร้อยคนที่กำลังเดินเข้าตึกต่างหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายฉกรรจ์ในชุดสูทสากลสีดำสี่คนที่ก้าวลงมาประจำตำแหน่งรอบตัวรถอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก ร่างระหงของ นลิน ก้าวลงมาพร้อมกับ ภีม พี่ชายที่แต่งกายด้วยชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบทว่าแผ่ซ่านไปด้วยรังสีความดุดันและปกป้อง นลินในวันนี้ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวบัดนี้ดูผุดผ่องไร้ที่ติภายใต้การดูแลอย่างดี เธอสวมชุดนักศึกษาที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าชั้นดี เครื่องประดับเพชรเม็ดเล็กบนใบหูส่งประกายวับวาวล้อแสงแดด และที่สำคัญที่สุดคือ "แววตา" ของเธอที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเศร้าสร้อยหลงเหลืออยู่เลย[POV: เตโช]ห่างออกไปหลังเสาต้นใหญ่หน้าคณะ เตโช ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ สภาพของอดีตเฮดว้ากปี 4 ผู้ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ดูทรุดโทรมลงอย่างเ







