Masukเมื่อ 'เกียร์' ที่เป็นดั่งหัวใจวิศวะ กลายเป็นโซ่ตรวนที่ใช้ล่ามเธอไว้ในเกมรก... "เตโช" เฮดว้ากปี 4 ซาตานในคราบเทพบุตร หล่อ รวย และเอาแต่ใจจนถึงที่สุดพร้อมจะทำลายทุกอย่างเพื่อแก้แค้น... โดยเฉพาะ 'หมาก' ล้ำค่าที่ชื่อว่า "นลิน" เธอคือลูกสาวตระกูลดังผู้เพียบพร้อม สง่างาม และฉลาดหลักแหลม ทว่าความสมบูรณ์แบบนั้นกลับกลายเป็น 'เครื่องค้ำประกัน' หนี้สินมหาศาลที่เธอไม่ได้ก่อ นลินต้องยอมก้าวเข้าสู่กรงขังหรูหราของเตโชในฐานะตัวประกัน... และของเล่นส่วนตัวที่เขาไม่มีวันแบ่งให้ใคร "เกียรติของเธอฉันทำลายได้เพียงแค่ปลายนิ้ว... นลิน" "พี่ทำลายเกียรติลินได้ แต่พี่ทำลายความจริงไม่ได้หรอกค่ะ... ว่ายิ่งพี่รังแกลินมากเท่าไหร่ ใจพี่เองนั่นแหละที่จะทุกข์ร้อนไปก่อนใคร" ท่ามกลางสงครามประสาทและรสจูบที่เผ็ดร้อน... ใครจะเป็นคนเพลี่ยงพล้ำในเกมนี้? เมื่อคนหนึ่งตั้งใจจะ 'ขัง' ส่วนอีกคนกลับใช้ความนิ่งสงบ 'ขัดเกลา' หัวใจน้ำแข็งให้หลอมละลาย เตรียมพบกับความคลั่งรักที่เคลือบไปด้วยความแค้น และบทเรียนรักที่แลกมาด้วยศักดิ์ศรี ใน... "เกมรักวิศวะร้าย"
Lihat lebih banyakเสียงนกหวีดดังก้องกังวานสลับกับเสียงตะโกนสั่งการที่ดุดันของเหล่ารุ่นพี่ว้าก มันคือท่วงทำนองแห่งความกดดันที่ครอบคลุมไปทั่วลานเกียร์กว้าง นลินยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางแถวเฟรชชี่นับร้อย แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าจนหยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม หยดน้ำอุ่นๆ นั้นค่อยๆ ไหลผ่านแก้มเนียนคล้ายกับหยดน้ำตาที่เธอเพิ่งจะเช็ดมันทิ้งไปเมื่อเช้ามืด
‘จำไว้นะลิน... เพื่อพ่อ เพื่อลมหายใจสุดท้ายของครอบครัวเรา ลูกต้องทำตามที่เขาสั่งทุกอย่าง’
เสียงสั่นเครือของพ่อยังคงก้องอยู่ในหัว ยิ่งตอกย้ำว่าอิสรภาพของเธอนั้นไม่มีอยู่จริงตั้งแต่วินาทีที่ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษสัญญาฉบับนั้น สัญญาที่เปลี่ยนสถานะของเธอจาก ‘ลูกสาว’ ให้กลายเป็นเพียง ‘หมากตัวหนึ่ง’ ใน เกมรักของผู้ชายที่ชื่อว่า เตโช
“ยืดหลังตรง! ถ้าแค่นี้ยืนไม่ได้ ก็ไม่ต้องหวังว่าจะเรียนจบวิศวะไปทำอะไรกิน!”
เสียงตะคอกนั้นทำให้นลินสะดุ้งสุดตัว เธอพยายามบังคับขาสองข้างที่ไร้เรี่ยวแรงให้มั่นคงที่สุด ท่ามกลางรุ่นพี่นับสิบในชุดเสื้อช็อปสีกรมท่าที่ดูน่าเกรงขาม มีเพียงคนเดียวที่นั่งนิ่งอยู่บนแท่นไม้สูงราวกับพญาอินทรีที่กำลังจ้องมองเหยื่อจากเบื้องบน
เตโช... เฮดว้ากปีสี่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในคณะ
เขาไม่ได้ตะโกนสั่งเหมือนคนอื่น แต่รังสีบางอย่างที่แผ่ออกมากลับทำให้ลานเกียร์ทั้งลานเงียบกริบเพียงแค่เขาขยับตัว เตโชในวันนี้ดูแตกต่างจาก ‘ปีศาจ’ ที่เธอเจอในคลับเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง เขาดูสุขุม นิ่งลึก และหล่อเหลาจนสาวๆ หลายคนลอบมองด้วยสายตาเคลิ้มฝัน แต่สำหรับนลิน... เธอรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากเทพบุตรนั้นซ่อนซาตานที่เลือดเย็นไว้แค่ไหน
ร่างสูงโปร่งค่อยๆ ก้าวลงจากแท่นไม้ช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาดูหนักแน่นและมั่นคง สายตาคมปลาบคู่นั้นกวาดมองรุ่นน้องอย่างเฉื่อยชา จนกระทั่ง... มันมาหยุดนิ่งที่นลิน
วินาทีนั้น ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากกลับไปสู่ค่ำคืนที่แสนยุ่งเหยิงนั่นอีกครั้ง
[ค่ำคืนแห่งพันธะ]
ในคลับหรูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่และเสียงเพลงบีบคั้นอารมณ์ นลินนั่งตัวลีบอยู่ข้างกายพ่อที่กำลังก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าชายหนุ่มรุ่นลูกอย่างเตโช เขาไม่ได้ดูเหมือนนักศึกษาทั่วไป แต่ดูเหมือนนักธุรกิจที่เจนจัดในเกมสกปรก
“ผมไม่ได้ต้องการเงินคืนทั้งหมดในตอนนี้หรอกครับคุณธนา...” เตโชเอ่ยพลางหมุนแก้วเหล้ารัมในมือช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นที่แฝงความร้อนแรงของมันลอยมาแตะจมูกนลินเป็นระยะ “แต่ผมต้องการ ‘หลักประกัน’ ที่มีค่าพอจะทำให้ผมมั่นใจว่าท่านจะไม่หนีไปไหน”
สายตาคมกริบของเขาตวัดมามองนลินที่สวมชุดเดรสเรียบง่ายแต่กลับขับเน้นความบริสุทธิ์ของเธอให้โดดเด่นท่ามกลางความฟอนเฟะของสถานที่แห่งนี้
“ลูกสาวท่าน... ให้เธอมาอยู่ในความดูแลของผม จนกว่าหนี้ทั้งหมดจะถูกชำระ”
คำพูดนั้นเรียบเฉยแต่หนักแน่นดุจคำพิพากษา นลินจำได้ว่ามือของเธอเย็นเฉียบเพียงใดในวินาทีนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนรกที่เคลือบด้วยน้ำตาล...
กลิ่นเหล้ารัมที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ณ ลานเกียร์กว้าง ไม่ใช่สิ่งที่นลินคิดไปเอง มันคือความจริงที่คอยย้ำเตือนว่าผู้ชายที่กำลังยืนค้ำหัวเธออยู่นี้ คือคนเดียวกับ ‘เจ้าหนี้’ ที่เพิ่งตบหน้าเธอด้วยสัญญาอัปยศเมื่อคืน
เตโชโน้มตัวลงมาจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงไม่กี่คืบ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความสนุกสนานที่ได้เห็นเหยื่อตัวน้อยสั่นเทา มือหนาที่เอื้อมมาเชยคางมนขึ้นนั้นไม่ได้นุ่มนวลเลยสักนิด แต่มันกลับบีบเน้นจนนลินรู้สึกเจ็บแปลบ
“มองหน้าพี่สิครับ... น้องลิน” เขาเน้นคำว่า ‘น้องลิน’ ด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่ฟังดูอ่อนโยนสำหรับคนนอก แต่สำหรับเธอมันคือคำสั่งประหาร “ในฐานะเฮดว้าก พี่มีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพของรุ่นน้องทุกคน... โดยเฉพาะรุ่นน้องที่ ‘พิเศษ’ แบบเรา”
“พี่เต... ปล่อยลินเถอะค่ะ เพื่อนมองหมดแล้ว” นลินกระซิบเสียงเครือ พยายามขืนใบหน้าออกแต่แรงบีบที่ปลายคางกลับเพิ่มขึ้น
“กลัวเพื่อนรู้เหรอ? ว่า เธอเป็น "หลักประกัน" ของพี่ และพี่ต้องใส่ใจเธอเป็นพิเศษ ”
คำพูดร้ายกาจนั้นทำให้นลินหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะลงบนหลังมือหนา เตโชนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่อุ่นจัด แววตาคมปลาบคู่นั้นไหววูบไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเหมือนเดิม เขาสะบัดมือออกราวกับรังเกียจสัมผัสจากน้ำตาของเธอ
“จำไว้... พี่เกลียดคนขี้แพ้ที่เอะอะก็ร้องไห้” เขาขยับเข้ามากระซิบชิดใบหูจนลมหายใจอุ่นจัดรดผิวแก้ม “เย็นนี้ไปรอพี่ที่รถหลังตึกคณะ อย่าให้พี่ต้องตาม... เพราะถ้าพี่ต้องไปลากตัวเราออกมาจากห้องเรียน ‘บทลงโทษ’ ในคอนโดคืนนี้มันจะไม่จบแค่การนอนมองหน้ากันแน่”
เตโชยืดตัวตรงแล้วหันไปสั่งการรุ่นพี่คนอื่นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทิ้งให้นลินยืนคว้างอยู่กลางฝูงชนที่เริ่มซุบซิบด้วยสายตาอิจฉาระคนสงสัย เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้ง ความอึดอัดใจทวีคูณจนแทบหายใจไม่ออก
“ลิน... แกโอเคไหม? พี่เตโชเขาดุแกเรื่องอะไรเหรอ?” มีนา เพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆ กระซิบถามด้วยความเป็นห่วง
นลินทำได้เพียงปั้นหน้ายิ้มที่ขมขื่นที่สุด “ไม่มีอะไรหรอกมีนา... พี่เขาแค่ดุเรื่องระเบียบวินัยน่ะ”
โกหก... เธอต้องเริ่มใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยคำโกหกตั้งแต่วันแรก นลินก้มมองมือตัวเองที่สั่นระริก เธอสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของเหรียญเกียร์สีเงินหม่นที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อนักศึกษา มันเย็นเยียบและหนักอึ้งราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
เธอหลับตาลงพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่มันกลับเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอมที่ยังตกค้างอยู่ในโสตประสาท ย้ำเตือนว่าชีวิตต่อจากนี้ของเธอเปรียบเสมือนหมากใน เกมรักวิศวะร้าย ที่เตโชเป็นคนคุมกระดาน และเขาก็ดูจะไม่มีวันปล่อยให้หมากตัวนี้รอดพ้นไปจากกรงขังของเขาได้เลย
แสงทองยามเช้าทอประกายอาบไล้ไปทั่วคฤหาสน์วรโชติโภคิน บรรยากาศในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบสีขาวนับหมื่นดอกที่ถูกส่งตรงมาจากเนเธอร์แลนด์ ประดับประดาเรียงร้อยไปตามราวบันไดวนและโถงจัดเลี้ยงอย่างวิจิตรบรรจง วันนี้คือวันที่ "ฟันเฟืองสองดวง" ที่ผ่านการขบเคี้ยวและบททดสอบจากพายุลมแรงมาอย่างโชกโชน จะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบในฐานะคู่ชีวิต[POV: นลิน – รัศมีแห่งหงส์ขาวผู้สง่างาม]ภายในห้องแต่งตัวชั้นบน นลิน นั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงซูเปอร์โมเดลที่สั่งตัดพิเศษจากปารีส ลูกไม้ปักมืออย่างประณีตเน้นส่วนโค้งเว้าของร่างกายที่ดูสะพรั่งขึ้นตามวัยสาว ผมสีน้ำตาลเข้มถูกรวบขึ้นอย่างสง่างามเผยให้เห็นต้นคอระหงที่สวม 'เกียร์ทองคำขาวล้อมเพชร' แทนสร้อยคอเจ้าสาวทั่วไป สัญลักษณ์แห่งความรักที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง"ลิน... สวยมากๆ เลย" มีนา เดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อนสาวเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความตื้นตัน "พี่เตโชเห็นแล้วต้องหัวใจหยุดเต้นแน่ๆ"นลินอมยิ้มบางๆ ทว่าแววตาซ่อนความประหม่าไว้เล็กน้อย "ลินตื่นเต้นจังมีนา... ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมาถึงเร็วแบบนี้""นั่นเพราะเกีย
ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมงานวิวาห์ที่ถูกยกย่องว่าเป็น "งานแห่งทศวรรษ" ของแวดวงสังคมชั้นสูงและวงการวิศวกรรมระดับประเทศ นลิน ในวัย 21 ปีที่กำลังจะก้าวข้ามสถานะจากนิสิตชั้นปีสุดท้ายสู่บทบาทภรรยาอย่างเต็มตัว กลับต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหม่ที่มาในคราบของ "ความโด่งดัง" และ "อำนาจ" ของว่าที่สามี เตโช ในฐานะประธานบริหารหนุ่มเนื้อหอมที่นิตยสารธุรกิจทุกฉบับต้องจองตัวไปขึ้นปก ยิ่งวันสำคัญใกล้เข้ามาเท่าไหร่ กระแสความอิจฉาและพฤติกรรมพยายาม "ลองดี" จากผู้หญิงที่ยังไม่ยอมถอดใจจากชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบคนนี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น[ห้องเสื้อแบรนด์หรู: รัศมีที่ไม่อาจถูกบดบัง]ภายในห้องเสื้อแบรนด์ดังใจกลางสุขุมวิท กลิ่นหอมจางๆ ของดอกลิลลี่สีขาวอบอวลไปทั่วพื้นที่ที่ตกแต่งด้วยโทนสีครีมและทอง นลินยืนนิ่งอยู่บนแท่นไม้โอ๊คเพื่อให้ช่างทำชุดเจ้าสาวบรรจงปักลูกไม้ฝรั่งเศสลงบนโครงชุดราตรีทรงหางปลาสีขาวออฟไวท์ ชุดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อขับเน้นทรวดทรงระหงของเธอให้ดูสง่างามทว่าเย้ายวนในที แสงไฟวอร์มไวท์ตกกระทบลงบนผิวขาวเนียนละเอียดของเธอจนดูราวกับหงส์ขาวที่กำลังจะสยายปีก"คุณนลินคะ... ชุดนี้ส่งเสริมคุณมากจริงๆ ค่ะ สวยจนดิฉันแทบ
เช้าวันจันทร์ที่กรุงเทพมหานครเริ่มต้นด้วยความวุ่นวายของการจราจรที่หนาแน่นและแสงแดดที่เริ่มแผดเผาพื้นถนน ทว่าภายในรถ Range Rover สีดำด้านที่มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองกลับมีบรรยากาศที่เงียบสงัดทว่าอุ่นซ่านอย่างประหลาด เตโช นั่งกุมพวงมาลัยด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกุมมือเรียวบางของ นลิน ไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะโผบินหนีไปอีกครั้ง ใบหน้าคมคายของเขาดูสดใสขึ้นแม้จะยังมีร่องรอยของพิษไข้จางๆ จากการตากฝนที่บ้านสวน แต่แววตาที่เขามองนลินนั้นเต็มไปด้วยความเทิดทูนและ "ความยำเกรง" ในกฎเหล็กที่เธอประกาศกร้าวไว้นลินมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นตึกสูงระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เธอรู้ดีว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่คือการกลับมาเพื่อสะสางรอยร้าวที่ค้างคาให้จบสิ้นลงเสียที[POV: เตโช – การคืนถิ่นเพื่อสะสางบัญชีอดีต]ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของอาคาร วรโชติ คอนสตรัคชั่น เตโชก้าวลงจากรถด้วยมาดประธานบริหารหนุ่มที่น่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม เขาเดินโอบเอวนลินก้าวเข้าสู่โถงล็อบบี้อย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาพนักงานนับร้อยที่พากันหยุดนิ่งมอง "ว่าที่นายหญิง" ของบริษัทที่กลับมาเคียงข้
แสงแดดอ่อนยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานเฟี้ยมไม้สักเก่าแก่ภายในบ้านสวนริมน้ำ จังหวัดราชบุรี ดูจะนวลตาและอบอุ่นผิดกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำเมื่อคืนวาน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกแก้วและดอกมะลิที่บานสะพรั่งหลังได้รับหยาดฝนโชยมาตามลมเย็นๆ พัดเอาความอับชื้นออกไป ทว่าบรรยากาศภายในห้องนอนไม้ที่ เตโช นอนซมอยู่นั้นกลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็นร่างสูงใหญ่ของท่านประธานบริหารหนุ่มที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนฟูกหนาที่ปูอยู่บนพื้นไม้ขัดมัน ใบหน้าคมคายที่เคยเรียบตึงดูซูบเซียวลงไปถนัดตา ริมฝีปากที่เคยออกคำสั่งเฉียบขาดบัดนี้แห้งผากและซีดจางเพราะพิษไข้ที่รุมเร้าจากการนั่งตากฝนข้ามคืนเพื่อพิสูจน์ความสัตย์จริง[POV: นลิน – การกลับมาเป็นผู้คุมเกม]นลิน นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างฟูก มือบางถือถ้วยยาข้าวต้มอุ่นๆ และผ้าชุบน้ำเย็นผืนเล็กที่เธอใช้เช็ดตัวให้เขาตลอดทั้งคืน ดวงตาคู่สวยที่เคยบวมช้ำบัดนี้กลับมานิ่งสงบและเย็นชาจนน่าใจหาย เธอจ้องมองชายหนุ่มที่เพิ่งปรือตาตื่นขึ้นมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก"ฟื้นแล้วเหรอคะ... พี่เตโช" เสียงของนลินเรียบเนียนแต่บาดลึกเตโชพยายามจะหยัดกายลุกขึ้นนั่ง แต่ควา
เสียงประตูห้องสวีทบนเรือยอร์ชถูกปิดลงพร้อมเสียงล็อกที่ดังคลิกทว่าหนักแน่นราวกับเสียงปิดกรงขัง เตโช ยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากต้นแขนเรียวบางของ นลิน เขาจูง (หรือแทบจะลาก) เธอเข้ามากลางห้องด้วยใบหน้าที่ถมึงทึง รังสีความโกรธและความหึงหวงแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในห้องที่เปิดแอร์ฉ่ำกลับดูร้อนระอุขึ้นมาในพริบตา
แสงแดดแผดเผายามเที่ยงวันของจังหวัดภูเก็ตดูจะร้อนแรงกว่าที่กรุงเทพฯ หลายเท่าตัว ไอร้อนระอุพุ่งขึ้นจากพื้นถนนลูกรังภายในไซต์งาน "Phuket Smart City" จนมองเห็นภาพสั่นไหวระยิบระยับ เตโช ยืนอยู่บนเนินดินสูง มือหนึ่งถือแบบแปลนแผ่นใหญ่ที่กางออกสู้กับลมทะเลที่พัดกรรโชก ใบหน้าคมคายที่เคยเนียนละเอียดบัดนี้เริ
บรรยากาศภายในห้องประชุมชั้นบนสุดของตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์เย็นเยียบจนแทบเป็นน้ำแข็ง แสงจากหลอดไฟนีออนสว่างจ้าจนมองเห็นฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศ เตโชนั่งกอดอกอยู่ที่หัวโต๊ะฝั่งเครื่องกล ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉยทว่านัยน์ตากลับวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย ส่วนฝั่งตรงข้ามคือภีมที่นั่งตัวตรงกำปากกาแน่นจนเส้นเลือดที
ภายในโรงประลองของภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องและเสียงฟันเฟืองจักรทำงานขยับเขยื้อน เตโชยืนจ้องมองแบบร่างสามมิติบนจอคอมพิวเตอร์ด้วยสายตาเคร่งเครียด โปรเจกต์ "ระบบไฮดรอลิกอัจฉริยะ" ที่เขาต้องทำร่วมกับภาควิชาโยธาของภีมกำลังเริ่มต้นขึ้น แต่มันไม่ใช่แค่งานวิจัยเพื่อจบการศึกษา...