Masukบรรยากาศที่ลานเกียร์ในบ่ายวันอังคารดูจะระอุไปด้วยไอร้อนของแดดเมืองไทย ทว่าความร้อนนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่รอบโต๊ะหินอ่อนประจำกลุ่มวิศวะโยธา นลินในลุคคุณหนูที่ดูสะอาดสะอ้านนั่งทบทวนบทเรียนอยู่ข้างๆ มีนา โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ พอประมาณเพื่อไม่ให้รบกวนความเป็นส่วนตัว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนไม่สามารถบุกจู่โจมเข้ามาได้ง่ายๆ
มีนาก้มหน้าจดเลคเชอร์ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ เธอไม่ได้เหลือบมองนาฬิกาเพื่อรอเวลาที่ ภีม จะเดินผ่านเหมือนที่เคยทำมาตลอดมา ความเจ็บปวดจากการถูกปัดมือทิ้งในวันนั้น และความละอายใจที่เกือบจะทำลายเพื่อนรักเพราะความหลงผิด มันกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูกดำ
'ถ้าการรักพี่มันทำให้ฉันกลายเป็นคนเลว... ฉันก็ควรเลิกรัก' มีนาคิดพลางเม้มปากแน่น เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองมาจากทางเดินตึก แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง เพราะรู้ดีว่าถ้าสบตาเพียงนิด กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นอาจพังทลายลง
[POV: ภีม – ช่องว่างที่ตะโกนก้อง]
ภีมยืนกำสายกระเป๋าเป้อยู่ตรงหัวมุมตึก สายตาของเขาจดจ้องไปที่ร่างเล็กของมีนาที่นั่งนิ่งผิดปกติ ปกติแล้วแค่เขาเดินเข้าใกล้ในระยะสิบเมตร มีนาจะต้องเป็นคนแรกที่เงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างและเรียกชื่อเขาด้วยเสียงใสๆ แต่ในวันนี้... เธอกลับทำเหมือนเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ
เขารู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ ความเคยชินที่ถูก "ไล่ตาม" มาตลอดถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่อ 'ของตาย' ที่เขาเคยละเลยกลับมีชีวิตเป็นของตัวเองและเลือกที่จะเดินจากไป
"ทำไมถึงไม่มองมาทางนี้บ้างวะ..." ภีมพึมพำกับตัวเองด้วยความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้ เขาแกล้งเดินเข้าไปที่โต๊ะเพื่อจะคุยกับนลิน แต่เป้าหมายลึกๆ คืออยากจะเห็นปฏิกิริยาของคนข้างๆ
"นลิน... เย็นนี้กลับพร้อมพี่ไหม?" ภีมเอ่ยพลางปัดฝุ่นที่โต๊ะอย่างประหม่า
"ลินมีนัดกับมีนาต่อค่ะพี่ภีม พี่ภีมกลับก่อนเลยนะคะ" นลินตอบรอยยิ้มบางๆ โดยที่สายตาแอบชำเลืองมองเพื่อนสนิท
ภีมพยักหน้าเก้อๆ เขารอให้มีนาทักทายหรือเอ่ยถามอะไรสักอย่างตามมารยาท แต่มีนากลับทำเพียงแค่พยักหน้าให้เขาเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพรุ่นพี่ แล้วก้มลงจดงานต่อโดยไม่พูดอะไรสักคำ ความเงียบนั้นทำเอาประธานรุ่นโยธาผู้เคร่งขรึมถึงกับไปไม่เป็น
[POV: เตโช – หมาโบ้ที่ตามง้อเมีย]
ในขณะเดียวกัน ที่ตึกวิศวะเครื่องกล เตโช เดินโซซัดโซเซออกมาจากห้องเรียนด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ เสื้อช็อปที่เคยใส่ติดตัวอย่างภาคภูมิใจบัดนี้ดูหม่นหมองเหมือนเจ้าของ เขาไม่ได้สนใจเกรดหรือโปรเจกต์ที่ถูกระงับ สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือภาพใบหน้าเย็นชาของนลินเมื่อวาน
เขาพยายามจะเดินเข้าไปที่ลานเกียร์เพื่อขอเคลียร์ใจ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นบอดี้การ์ดตระกูลวรโชติโภคินยืนคุมเชิงอยู่ เตโชตัดสินใจเดินอ้อมไปทางด้านหลังสวนเพื่อหาโอกาสเข้าใกล้นลินในช่วงที่เธอเดินไปเข้าห้องน้ำ
"ลิน! นลินครับ!" เตโชกระชากข้อมือเล็กไว้ได้ทันในช่วงที่เธอปลีกตัวออกมาคนเดียว
นลินสะดุ้งสุดตัว แต่เพียงเสี้ยววินาทีเธอก็กลับมานิ่งสงบ "ปล่อยค่ะพี่เตโช... ลินบอกแล้วไงคะว่าเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน"
"พี่ขอโทษนลิน! พี่จะทำยังไงก็ได้ จะให้พี่คุกเข่ากราบเท้าเธอก็ได้ แต่อย่าทำเหมือนพี่ไม่มีตัวตนแบบนี้เลยนะ" เตโชอ้อนวอน แววตาคมกริบที่เคยดูแคลนบัดนี้เอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตาแห่งความสำนึกผิด "พี่รักเธอนะลิน... รักจริงๆ"
"รักเหรอคะ?" นลินแค่นยิ้มสมเพช "ความรักของพี่มันทำร้ายร่างกายและจิตใจลิน... ตอนนี้ลินเจอ 'บ้าน' ที่แท้จริงแล้ว และในบ้านหลังนั้น... ไม่มีที่ว่างสำหรับคนป่าเถื่อนอย่างพี่ค่ะ"
นลินสะบัดมือออกอย่างแรง บอดี้การ์ดที่ตามมาทันทีรีบเข้ามากันเตโชออกไป เตโชได้แต่มองตามแผ่นหลังของเธอไปอย่างคนสิ้นหวัง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหญ้าข้างทางเดิน... จากพยัคฆ์ร้ายแห่งเครื่องกล บัดนี้เหลือเพียงหมาโบ้ที่ทำลายความสุขของตัวเองด้วยมือของตัวเอง
[แรงเหวี่ยงของหัวใจ]
เย็นวันนั้น ภีมขับรถวนอยู่รอบคณะแทนที่จะกลับบ้านทันที เขาเห็นมีนากำลังยืนรอรถเมล์อยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยเพียงลำพัง ภีมตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าจอดเทียบฟุตบาททันที
"มีนา... ขึ้นมาสิ พี่ไปส่ง" ภีมเปิดกระจกเรียก
มีนาหันมามองเขาด้วยสายตาที่เรียบเฉย "ไม่ต้องรบกวนพี่ภีมกรอกค่ะ มีนาอยากหัดอยู่ด้วยตัวเอง... ขอบคุณนะคะ"
"พี่บอกให้ขึ้นมาไง!" ภีมเริ่มอารมณ์เสียที่ถูกปฏิเสธซ้ำซาก
"พี่ภีมคะ..." มีนาเอ่ยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น "ที่ผ่านมามีนารบกวนพี่มามากพอแล้ว ต่อไปนี้มีนาขอคืนความเป็นส่วนตัวให้พี่นะคะ พี่จะได้ไม่ต้องคอยลำบากใจเวลาเห็นหน้ามีนาอีก... รถเมล์มาพอดีค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ"
มีนาก้าวขึ้นรถเมล์ไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ภีมกำพวงมาลัยแน่นจนขาวซีด ความรู้สึก "โหวง" ในอกมันชัดเจนจนเขาเริ่มหวาดกลัว... เขากลัวว่าคราวนี้มีนาจะเดินจากไปจริงๆ โดยที่เขาไม่มีโอกาสได้พูดคำว่า 'ขอโทษ' หรือคำที่ลึกซึ้งกว่านั้น
บรรยากาศหน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ในบ่ายวันศุกร์ดูคึกคักเป็นพิเศษ แต่สำหรับ เตโช มันคือช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจที่สุดในชีวิตปี 4 ร่างสูงในชุดนักศึกษาถูกระเบียบเนี๊ยบกริบยืนกำโมเดลโครงสร้างสะพานเหล็กไว้แน่น ใบหน้าคมคายดูอิดโรยจากการปั่นโปรเจกต์อดตาหลับขับตานอนมาหลายคืน"พี่เต... สู้ๆ นะคะ ลินเชื่อว่าพี่ทำได้" เสียงหวานใสของ นลิน ดังขึ้นพร้อมกับมือนุ่มที่กุมมือหนาไว้เบาๆเตโชหันมามองเฟรชชี่ตัวน้อยที่อุตส่าห์โดดวิชาเลือกมานั่งเฝ้าเขาหน้าห้องสอบ แววตาที่เคยดุดันบัดนี้ทอประกายอ่อนเชื่อม "ถ้าพี่สอบผ่าน... ลินจะมีรางวัลให้พี่ไหมครับ?"นลินอมยิ้มแก้มตุ่ย "ผ่านให้ได้ก่อนเถอะค่ะ แล้วลินจะพิจารณา"เตโชก้มลงกระซิบชิดใบหูขาวผ่อง "งั้นเตรียมตัวไว้เลยนะ... เพราะรางวัลที่พี่จะขอ มัน 'หนัก' กว่าที่ลินคิดแน่ๆ"[POV: เตโช – การพิสูจน์ตัวเองเพื่ออนาคต]ภายในห้องสอบปากคำโปรเจกต์ เตโชนำเสนอผลงานด้วยความมั่นใจและเฉลียวฉลาด เขาตอบคำถามคณะกรรมการได้อย่างฉะฉาน ทุกลมหายใจของเขาทำเพื่อวันนี้ วันที่เขาจะเรียนจบเพื่อก้าวไปเป็นผู้ชายที่คู่ควรจะดูแลนลินและกอบกู้เกียรติยศของตระกูลคืนมาเมื่อก้าวออกมาจากห้องสอบพร้อมกับรอยยิ
แสงอาทิตย์ยามเย็นทาบทับไปทั่วลานเกียร์อันศักดิ์สิทธิ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ หลังจากพายุเรื่องเอกและพิมมาดาซาลงด้วยการจัดการของภีมและความฉลาดของนลิน บรรยากาศในรั้วมหาวิทยาลัยก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ ทว่าสิ่งที่ 'ไม่ปกติ' คือร่างสูงโปร่งของ เตโช ที่บัดนี้ไม่ได้อยู่ในชุดเฮดว้ากผู้น่าเกรงขาม แต่เขากลับยืนรอใครบางคนอยู่ข้างรถยุโรปคันหรูในฐานะ "พนักงานขับรถส่วนตัว" (ที่ยังเรียนไม่จบปี 4)[POV: เตโช – รุ่นพี่ปี 4 ในคราบคนขับรถ]เตโชพรูลมหายใจออกมาเบาๆ เขาจัดเสื้อเชิ้ตพนักงานขับรถให้เข้าที่ แม้เขาจะยังมีตารางเรียนปี 4 ที่หนักหน่วง แต่เขาก็ยืนยันกับภีมว่าจะทำงานนี้ควบคู่ไปกับการเรียนเพื่อชดใช้หนี้และพิสูจน์ตัวเอง"การเรียนให้จบพร้อมกับรับใช้นลิน... คือบททดสอบที่หนักที่สุดในชีวิต แต่มันก็น่าภูมิใจที่สุด" เขายิ้มกับตัวเองเมื่อเห็นร่างเล็กของนลินเดินออกมาจากตึกเรียนพร้อมกับกลุ่มเพื่อนปี 1"อ้าว! พี่เตโช... วันนี้มารอรับ 'เจ้านาย' เร็วรัดจังนะ" เสียงแซวจากเพื่อนร่วมรุ่นปี 4 ที่เดินผ่านไปทำให้เตโชหน้าแดงนิดๆ แต่เขาก็ไม่ได้ยี่หระ[POV: นลิน – เฟรชชี่ปี 1 กับองครักษ์ส่วนตัว]สายตาของเธอเหลือบไปเห็นร่างสูง
แสงเงินแสงทองทาบทับขอบฟ้าเหนือท้องทะเลเงียบสงบ ลมทะเลพัดพาความเย็นเยียบเข้ามาในห้องนอนสีขาวสะอาดตา เตโช ลืมตาขึ้นช้าๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในศีรษะเริ่มจางไป แทนที่ด้วยสัมผัสนุ่มนวลจากร่างเล็กที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขน เขากระชับอ้อมกอดนลินไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากคลายมือเพียงนิด เธอจะมลายหายไปเหมือนความฝันแต่ข้อความจาก ภีม ที่สั่นสะเทือนอยู่ในโทรศัพท์ข้างเตียง คือเครื่องเตือนสติว่าโลกความจริงกำลังลุกเป็นไฟ[POV: เตโช – พยัคฆ์ที่ตื่นจากนิทราด้วยไฟแค้น]เตโชค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้คนรักตื่น เขาเดินไปที่ระเบียง สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเพื่อเรียกสติ แววตาที่เคยพร่ามัวด้วยฤทธิ์ยากลับมาคมกริบและดุดันยิ่งกว่าเดิม"พวกมึงกล้าดียังไง... กล้าทำร้ายลิน กล้าใช้ยาโสโครกนั่นกับกู" เขาโทรกลับหาภีมทันที "ไอ้ภีม... กูพร้อมแล้ว แผนที่มึงวางไว้ เริ่มได้เลย""ดี... กูเตรียมเรือเร็วไว้ที่ท่าเทียบเรือส่วนตัว มึงต้องไปขวางพวกมันก่อนที่มันจะข้ามเขตน่านน้ำสากลไปได้" เสียงภีมดังก้องมาตามสาย แฝงไปด้วยความสะใจ "พิมมาดามันเตรียมโอนสินทรัพย์บริษัทพ่อมึงเข้าบัญชีนอมินีที่เกาะเคย์แมน ส่วนไอ้เอก... มันเ
ภายในเซฟเฮาส์ลับริมทะเลของตระกูลวรโชติโภคิน เสียงคลื่นซัดฝั่งดังแผ่วเบาเป็นฉากหลัง ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน เตียงกว้างในห้องนอนหลักกลายเป็นที่ระบายความทุกข์ทรมานของเตโช ชายหนุ่มนอนดิ้นพล่าน ผิวพรรณแดงก่ำด้วยฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดที่พิมมาดาตั้งใจใช้ทำลายนลิน แต่กลับกลายเป็นพิษร้ายที่กัดกินเขาแทน รอยเข็มที่แผ่นหลังกว้างยังคงเจ็บแปลบ เป็นเครื่องเตือนใจว่าเขาเลือกเอาตัวเองเข้ามาขวางเพื่อปกป้องเธอ[POV: นลิน – หัวใจที่ยอมสลายเพื่อคนรัก]นลินนั่งข้างเตียง มือบางสั่นเทาขณะใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดหน้าผากและลำคอที่ร้อนผ่าวของเขา น้ำตาไหลรินไม่หยุดเมื่อเห็นความเจ็บปวดที่เขาแบกรับเพื่อเธอ“พี่เต... พี่ทำแบบนี้ทำไม ทำไมต้องเสี่ยงขนาดนี้เพื่อลิน”“ลิน... หนีไป... อึก... อย่าใกล้พี่” เตโชพยายามผลักเธอออก เสียงแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำด้วยตัณหาที่ถูกยาบังคับ แต่เขายังคงกำผ้าปูเตียงแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวสติ[POV: เตโช – นรกที่ไม่อาจต้านทาน]ร่างกายของเขาเหมือนถูกไฟลนทุกส่วน ทุกสัมผัสจากอากาศรอบตัวยังทำให้เสียวซ่าน แต่กลิ่นหอมอ่อนโยนจากตัวนลินที่อยู่ใกล้ คือสิ่งที่ทั้งเย้ายวนและทรมานที่สุด เขารวบรวมสติที่หลงเหลือเพื
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศดูจะปกติดีทว่ากลับมีความตึงเครียดแฝงอยู่ใต้ผิวน้ำ นลินก้าวลงจากรถยุโรปคันหรูโดยมี เตโช ในชุดพนักงานขับรถเดินตามหลังไปส่งถึงหน้าตึก แววตาของเตโชในวันนี้ดูระแวดระวังผิดปกติ เขาไม่ได้มองเพียงแค่ทางเดิน แต่มักจะกวาดสายตาไปรอบๆ ราวกับสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา"คุณหนูครับ... วันนี้ถ้าเลิกเรียนแล้ว รบกวนรอผมอยู่ที่หน้าห้องนะครับ อย่าไปไหนคนเดียวเด็ดขาด" เตโชเอ่ยเสียงต่ำขณะส่งกระเป๋าให้นลินนลินขมวดคิ้ว "พี่เป็นอะไรไปคะพี่เต? ลินอยู่ใกล้มือพี่ภีมขนาดนี้ ใครจะกล้าทำอะไร""ผมสังเกตเห็นรถแปลกๆ วนเวียนอยู่แถวบ้านตั้งแต่เมื่อคืน... เชื่อผมเถอะครับ" เตโชสบตานลินด้วยแววตาอ้อนวอน แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจนนลินต้องพยักหน้ายอมรับอย่างเสียไม่ได้[POV: เอก – การรุกฆาตในคราบรุ่นพี่]ช่วงพักกลางวัน ในขณะที่มีนาเดินแยกไปซื้อน้ำ เอก ก้าวเข้ามาหานลินด้วยรอยยิ้มที่ดูสุภาพที่สุดเท่าที่เขาจะปั้นแต่งได้ เขาไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามเหมือนทุกครั้ง แต่กลับดูเร่งรีบและกังวล"นลินครับ! แย่แล้ว... มีนาเกิดเรื่อง!" เอกเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกนลินเบิกตากว้าง "
ภายในเลาจน์วีไอพีชั้นบนสุดของโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ แสงนีออนสีม่วงอมชมพูสาดส่องลงบนกระจกบานใหญ่ มองเห็นเมืองที่ระยิบระยับราวกับอัญมณีในความมืด กลิ่นน้ำหอมชั้นดีผสานกลิ่นบุหรี่มวนพิเศษลอยอบอวล พิมมาดานั่งไขว่ห้างบนโซฟาหนังสีดำสนิท แก้วค็อกเทลสีเลือดสดในมือเรียวถูกยกขึ้นจิบช้า ๆ ลิ้นแตะขอบแก้วเบา ๆ แววตาจับจ้องประตูที่กำลังถูกผลักออก[POV: พิมมาดา – หงส์ผู้หิวกระหาย]เอกก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นใจเต็มเปี่ยม เชิ้ตสีดำสนิทปลดกระดุมลงมาถึงกลางอก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นและรอยสักเล็ก ๆ ที่ซ่อนความดิบ รอยยิ้มมุมปากของเขาทำให้พิมมาดารู้สึกร้อนวูบวาบลึก ๆ ในท้องน้อย“ในเมื่อเตโชไม่เล่นด้วย… ผู้ชายคนนี้ก็เพียงพอที่จะดับกระหายได้” เธอคิดพลางเลียริมฝีปากช้า ๆ จนมันชุ่มวาว“มาเร็วกว่าที่คิดนะคะ คุณเอก” เสียงเธอพร่า ต่ำนุ่ม ชวนให้ขนลุกซู่“ผมบอกแล้วไง… ว่าผมไม่เคยปล่อยให้ผู้หญิงระดับคุณต้องรอนาน” เอกเดินตรงมาหยุดด้านหน้า ไม่นั่งข้าง แต่โน้มตัวลงจนจมูกเกือบแตะกัน กลิ่นน้ำหอมไม้จันทน์ผสมเหล้าของเขาพุ่งเข้าจมูกเธอ “กลิ่นกายคุณมันชวนให้อยากครอบครองมากกว่าที่ผมจินตนาการไว้ตอนกลางวันเสียอีก”[P







