LOGINกลิ่นอายของน้ำทะเลเค็มปร่าพัดโชยมาปะทะใบหน้าคมคายของ เตโช ทันทีที่เขาก้าวลงจากเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต ท้องฟ้าที่นี่ดูสดใสด้วยสีครามเข้มตัดกับปุยเมฆขาวสะอาดตา ทว่าในใจของวิศวกรหนุ่มกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายไปกับทัศนียภาพเหล่านั้นเลย เขาเอื้อมมือไปแตะที่หน้าอกซ้ายของตัวเองผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตยีนส์หนา สัมผัสได้ถึงวัตถุแข็งรูปวงล้อฟันเฟืองที่คล้องอยู่กับสร้อยเงินเส้นแกร่ง
มันไม่ใช่เกียร์สีเงินรุ่นของเขาเองที่เขาเคยภาคภูมิใจ แต่มันคือ 'เกียร์สีทองวาววับ' ของเฟรชชี่ปี 1... เกียร์ของ นลิน ที่เจ้าตัวถอดมอบให้เขาในคืนก่อนเดินทางเพื่อเป็นการ "แลกใจ" กันอย่างเป็นทางการ
เตโชหลับตาลงชั่วครู่ ภาพเหตุการณ์ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ที่ลานเกียร์ยังคงชัดเจนในความทรงจำ วันนั้นนลินไม่ได้แค่รับเกียร์ของเขาไป แต่เธอกลับปลดเกียร์ของเธอเองใส่มือเขา พร้อมกับประโยคที่ทำให้พยัคฆ์หนุ่มอย่างเขาเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
'พี่เตเอาเกียร์ของลินไปนะคะ... ให้เกียร์ตัวนี้เป็นตัวแทนของลิน คอยเตือนสติพี่เวลาที่เหนื่อยหรือโกรธ ให้พี่รู้ว่าลินรอพี่อยู่ที่ลานเกียร์ของเราทุกวัน'
เขากระชับสายสร้อยในมือ ความเย็นของโลหะสีทองที่ดูบอบบางแต่แข็งแกร่งกลับมอบพลังมหาศาลให้เขาอย่างประหลาด เขาหยิบมันออกมาดูภายใต้แสงแดดจ้าของภูเก็ต ตัวเลขรุ่นปี 1 ที่สลักอยู่บนนั้นย้ำเตือนเขาว่า เขามีหน้าที่ต้องกลับไปหา "เจ้าของเกียร์" คนนี้ให้ได้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
"พี่จะรักษาเกียร์ของลินยิ่งกว่าชีวิตของพี่เอง..." เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะสวมมันกลับลงไปใต้เสื้อเชิ้ต ให้มันวางแนบชิดกับตำแหน่งของหัวใจพอดิบพอดี
เมื่อรถกระบะโฟร์วีลพาเขาเดินทางมาถึงไซต์งานก่อสร้างขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลอันดามัน ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่การทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่เป็นภาพของความเงียบเหงาที่น่าสะพรึงกลัว รถเครนยักษ์จอดนิ่งสนิทราวกับเศษเหล็กที่ไร้ชีวิต และที่หน้าประตูทางเข้า มีกลุ่มคนงานนับร้อยคนที่นั่งล้อมวงประท้วงด้วยแววตาดุดัน
"เราไม่ต้องการหัวหน้าหน้าใหม่!" "จ่ายเงินที่ค้างมา!" เสียงตะโกนด่าทอดังระงม
เตโชก้าวลงจากรถท่ามกลางเสียงโห่ร้อง เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเกียร์สีทองที่หน้าอก ราวกับนลินกำลังบีบมือเขาให้ใจเย็นลง เขาเดินตรงไปหน้ากลุ่มคนงานโดยไม่มีบอดี้การ์ดล้อมรอบ มีเพียงความเด็ดเดี่ยวในฐานะวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการ
"ทุกคนฟังผม!" เตโชตะโกนก้อง "ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อข่มเหงใคร แต่ผมมาเพื่อแก้ปัญหา เงินที่พวกคุณไม่ได้รับ ผมจะตรวจสอบและตามมันกลับมาให้ครบทุกบาท! ผมขอเวลาแค่ 3 วัน ถ้าผมทำไม่ได้ ผมจะเดินออกจากที่นี่ไปเอง!"
แววตาที่แน่วแน่และดุดันของเตโชทำให้เสียงโห่ร้องเริ่มซาลง ความสัตย์จริงที่ฉายชัดในดวงตาพยัคฆ์ทำให้คนงานเริ่มลังเล และนั่นคือชัยชนะก้าวแรกของเขาในสมรภูมินี้
ในเวลาเดียวกันที่กรุงเทพฯ ณ ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ นลินนั่งอยู่ในห้องสมุดที่เงียบสงัด เธอก้มลงมอง 'เกียร์สีเงิน' ตัวโตที่มีร่องรอยการใช้งานจนผิวโลหะดูขรึมขลัง... เกียร์รุ่นปี 4 ของเตโชที่บัดนี้คล้องอยู่บนคอระหงของเธอ
เธอยกมันขึ้นมาจูบเบาๆ ความรู้สึกอุ่นๆ จากเกียร์ตัวนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีพี่เตโชยืนซ้อนหลังกอดเธออยู่ตลอดเวลา
"พี่เตคะ... ลินดูแลเกียร์ของพี่อย่างดีที่สุดนะคะ พี่เองก็ต้องดูแลเกียร์ของลินให้ดีเหมือนกัน อย่าให้มันต้องเปื้อนเลือดหรือน้ำตาของพี่เด็ดขาด"
"นลิน... เหม่ออีกแล้วนะ" มีนาเพื่อนสนิทสะกิดเบาๆ "ใส่เกียร์ตัวโตขนาดนี้ เดินไปไหนคนเขาก็รู้หมดสิว่า 'เมียเฮดว้าก' มาเอง"
นลินหน้าแดงก่ำแต่ไม่คิดจะซ่อนสร้อยเส้นนั้น "ลินไม่ได้ใส่เพื่ออวดใครค่ะมีนา... ลินใส่เพื่อให้รู้ว่าหัวใจของลินไม่อยู่กับตัวแล้ว แต่มันอยู่ที่ภูเก็ตต่างหาก"
ดึกสงัดภายในตู้คอนเทนเนอร์ออฟฟิศชั่วคราวที่ภูเก็ต แสงไฟสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของเตโช เขาเพิ่งจัดการตรวจสอบบัญชีจนพบร่องรอยการทุจริตของบริษัทซับคอนแทรคเตอร์เดิม เขาหยิบเกียร์สีทองของนลินออกมาวางบนโต๊ะ แสงไฟสะท้อนฟันเฟืองสีทองให้ดูประกายสวยงาม
เขาเปิดวิดีโอคอลหานลินทันที
"ลินครับ... พี่เหนื่อยจัง" คำแรกที่ออกจากปากพยัคฆ์หนุ่มคือการอ้อนวอนขอพลังใจ
"พี่เต... ลินเห็นในข่าวแล้วนะ พี่เก่งมากเลยที่คุมคนงานอยู่" นลินส่งยิ้มหวานผ่านหน้าจอ เธอเองก็หยิบเกียร์สีเงินของเขาขึ้นมาชูให้ดู "ดูสิคะ... เกียร์พี่เตยังปลอดภัยดีนะ ลินเช็ดจนเงาวับเลย"
เตโชยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบวัน "เกียร์ของลินก็ปลอดภัยครับ... พี่ใส่ไว้ใต้เสื้อ ติดกับอกซ้ายตลอดเวลา ทุกครั้งที่พี่โกรธหรืออยากจะระเบิดอารมณ์ พี่จะจับเกียร์ของลินไว้ แล้วพี่ก็รู้สึกใจเย็นลง... เหมือนมีลินมาคอยดุพี่อยู่ข้างๆ"
นลินหัวเราะคิกคัก "ดีแล้วค่ะ... ถ้ากลับมาแล้วเกียร์ลินมีรอยขีดข่วนนะ ลินจะยึดเกียร์พี่คืนจริงๆ ด้วย!"
หลังจากวางสาย ความเงียบงันของไซต์งานก่อสร้างยามค่ำคืนก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง เตโชลูบเกียร์สีทองของนลินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเก็บมันเข้าใต้เสื้อตามเดิม ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นซองจดหมายสีขาวถูกสอดเข้ามาใต้ประตูออฟฟิศ
เขาเดินไปหยิบมันมาเปิดดู ภายในมีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่เขียนด้วยลายมือข่มขู่:
"กลับกรุงเทพฯ ไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนไร้ประสบการณ์..."
เตโชกำจดหมายในมือจนยับย่น แววตาพยัคฆ์ลุกโชนด้วยโทสะ เขาไม่ได้กลัวที่ตัวเองจะถูกข่มขู่ แต่เขาโกรธที่คนพวกนี้กล้าดูถูกความสามารถของเขา
เขาก้าวออกจากออฟฟิศ เดินไปยังกลางไซต์งานท่ามกลางความมืดมิด เขายืนนิ่งสนิทและตะโกนก้องออกไปในความเงียบ "กูไม่หนีไปไหนทั้งนั้น! ใครที่คิดจะขวางงานกู... เตรียมตัวเจอกูได้เลย!"
เสียงตะโกนของเขาดังก้องสะท้อนไปกับหน้าผาและผืนน้ำอันดามัน การประกาศสงครามประสาทอย่างเป็นทางการของเตโชที่ภูเก็ต แม้จะไม่มีเปลวไฟจากการเผา แต่ไฟในใจของพยัคฆ์หนุ่มกลับโชติช่วงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เพราะเขามีเกียร์สีทองของนลินเป็นพันธนาการที่ทำให้เขาถอยหลังไม่ได้อีกต่อไป
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงสีทองสว่างไสวเหนือผืนน้ำอันดามันที่ดูสงบเงียบจนน่าประหลาด เสียงนกนางนวลร้องระงมคลอไปกับเสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหากราบเรือยอร์ชลำหรูอย่างแผ่วเบา ภายในห้องสวีทส่วนตัวที่เพิ่งผ่านพายุรักอันเร่าร้อนมาตลอดทั้งคืน บรรยากาศยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเทียนหอมที่มอดดับไปแล้ว และกลิ่นอายความเสน่หาที่ยังไม่จางหายนลิน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ความรู้สึกหนักอึ้งที่ช่วงเอวทำให้เธอรู้ว่ายังคงอยู่ในอ้อมกอดแกร่งของ เตโช เธอขยับตัวเล็กน้อยแต่ก็ต้องครางออกมาเบาๆ เมื่อความเจ็บแปลบแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ร่องรอยสีกุหลาบจางๆ ที่ประดับอยู่ตามลาดไหล่และเนินอกที่โผล่พ้นขอบผ้าห่ม เป็นหลักฐานชั้นดีถึง "บทลงโทษ" ที่พยัคฆ์หนุ่มมอบให้เธออย่างดุดันเมื่อคืนนี้[POV: นลิน – ความหวานที่ปนความเข็ดหลาบ]นลินลอบมองใบหน้าคมคายของเตโชยามหลับใหล ยามนี้เขาดูไม่มีพิษสงเหมือนเฮดว้ากจอมโหดหรือพยัคฆ์ขี้หึงคนเมื่อคืนเลย ขนตาหนาเป็นแพและลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอทำให้เขามีเสน่ห์จนเธอเผลอเอื้อมมือไปลูบแก้มสากระคายของเขาเบาๆ"พี่เตนะพี่เต... หวงโหดขนาดนี้ ลินจะกล้าใส่ชุดทูพีชอีกได้ยังไง" นลินคิดพลางอมยิ้มแก้
เสียงประตูห้องสวีทบนเรือยอร์ชถูกปิดลงพร้อมเสียงล็อกที่ดังคลิกทว่าหนักแน่นราวกับเสียงปิดกรงขัง เตโช ยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากต้นแขนเรียวบางของ นลิน เขาจูง (หรือแทบจะลาก) เธอเข้ามากลางห้องด้วยใบหน้าที่ถมึงทึง รังสีความโกรธและความหึงหวงแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในห้องที่เปิดแอร์ฉ่ำกลับดูร้อนระอุขึ้นมาในพริบตา"พี่เต... ลินเจ็บนะคะ ปล่อยก่อน" นลินอุทานเบาๆ พยายามแกะมือหนาที่กำรอบแขนเธอออก แต่ทว่ายิ่งเธอดิ้น เขากลับยิ่งกระชับแรงบีบมากขึ้น[POV: เตโช – เมื่อพยัคฆ์หนุ่มตบะแตกเพราะความหวง]เตโชหยุดกะทันหันแล้วหันมาจ้องหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่ลุกโชนราวกับมีไฟสุมอยู่ข้างใน ภาพร่างบางในชุดทูพีชสีขาวที่อวดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนกลางหาดทราย ท่ามกลางสายตาโลมเลียของพวกผู้ชายแถวนั้นยังคงติดตาเขาจนสติแทบขาดผึ่ง"เจ็บเหรอ? แล้วลินรู้ไหมว่าพี่ 'เจ็บ' กว่าที่ต้องยืนดูเมียตัวเองโชว์เนื้อหนังให้ไอ้พวกหน้าหม้อพวกนั้นดู!" เสียงทุ้มต่ำคำรามลอดไรฟัน "ลินคิดอะไรอยู่? อยากลองใจพี่ หรืออยากจะประกาศให้โลกรู้ว่านลิน วรโชติโภคิน มีของดีแค่ไหน!"นลินเม้มปากแน่น แววตาซุกซนในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นความประหม่าเมื่อเห็นว่าพยัค
แสงแดดจ้าของเช้าวันใหม่สาดส่องลงบนพื้นผิวน้ำทะเลอันดามันจนดูเหมือนเศษกระจกที่แตกกระจายระยิบระยับ แม้บรรยากาศจะดูผ่อนคลายในสายตานักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ที่ไซต์งาน "Phuket Smart City" กลับคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด เตโช ยืนกอดอกมองกลุ่มคนงานที่ยังคงยืนกรานประท้วงเรื่องระบบความปลอดภัยและค่าแรงที่ยังไม่โปร่งใสจากกลุ่มอิทธิพลเก่า"ถ้าวันนี้ปั้นจั่นไม่เดินเครื่อง เราจะเสียเวลาไปอีกอาทิตย์หนึ่งเต็มๆ" เตโชสบถเบาๆ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับ"เอาน่าไอ้เต... มึงลืมไปแล้วเหรอว่าวันนี้มึงมี 'ตัวช่วย' ระดับพระกาฬ" เสียงทุ้มเข้มของ ภีม ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ก้าวลงจากรถโฟร์วีล ภีมอยู่ในชุดเสื้อช็อปวิศวะแขนสั้นสีน้ำเงินเข้มที่ดูทะมัดทะแมง ผิดกับมาดนักธุรกิจจอมวางแผนที่กรุงเทพฯ[POV: ภีม – เมื่อพยัคฆ์พี่ชายลงสนาม]ภีมกวาดสายตามองไปรอบไซต์งานด้วยสัญชาตญาณของวิศวกรและนักบริหารที่เจนโลก เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาเดินเล่น แต่เขามาเพื่อ "จบเกม" ที่เจ้าสัวประจักษ์ทิ้งปมไว้ให้รุ่นน้องอย่างเตโช"เต... มึงไปจัดการเรื่องเอกสารตรวจสอบบัญชีที่มึงเจอมา ส่วนเรื่อง 'คน' และ 'หน้างาน' ตรงนี้... กูจัด
แสงจันทร์นวลตาอาบไล้ไปทั่วผืนน้ำอันดามันที่ทอประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดเพชร เรือยอร์ชหรูลำมหึมาทอดสมออยู่นิ่งท่ามกลางสายลมเฉื่อยฉิว บนดาดฟ้าเรือที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะชื่นมื่นของ ภีม และ มีนา บัดนี้เหลือเพียงความเงียบสงัดที่แฝงไปด้วยความเร้าอารมณ์ เมื่อ เตโช และ นลิน นั่งเคียงข้างกันอยู่บนโซฟาบุนวมตัวยาวเตโชกุมมือนลินไว้แน่นราวกับกลัวว่าร่างบอบบางตรงหน้าจะสลายกลายเป็นฟองคลื่น เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่ไม่ได้เห็นมานานหลายสัปดาห์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโหยหา[POV: เตโช – พยัคฆ์หนุ่มผู้พ่ายแพ้ต่อความรัก]"ลินครับ... พี่ขอโทษจริงๆ นะเรื่องรูปถ่ายนั่น พี่ไม่คิดเลยว่าลดาจะกล้าทำขนาดนี้" เตโชเอ่ยเสียงพร่าพลางยกมือนลินขึ้นมาจูบที่หลังมือเบาๆ "พี่สาบานได้ว่าพี่ไม่เคยแตะต้องตัวผู้หญิงคนนั้นเลยแม้แต่ปลายนิ้ว... ใจพี่มีไว้ให้ลินคนเดียว"นลินมองสบตาคมกริบที่บัดนี้ดูอ่อนโยนจนเธอใจละลาย เธอเห็นรอยคล้ำใต้ตาและผิวที่เข้มขึ้นจากการตรากตรำทำงานหนักที่ภูเก็ตแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ "ลินรู้แล้วค่ะพี่เต... ถ้าลินไม่เชื่อใจพี่เต ลินคงไม่บินลงมาหาพี่ถึงที่นี่หรอก"เธอขยับตัวเข้าไปซบที่อกแกร่ง สูดดมกลิ่นก
หยาดฝนโปรยปรายเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ ดูเหมือนจะตอกย้ำความหม่นหมองในหัวใจของ นลิน หลังจากที่เธอได้รับรูปถ่ายปริศนาจากภูเก็ต รูปที่ทำลายความเชื่อใจของเธอจนเกือบพังทลาย แต่ทว่า... หงส์ขาวอย่างเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อยอมแพ้ต่อแผนการตื้นๆ ของใคร"ลิน... เก็บของเสร็จหรือยัง? เครื่องจะออกในอีกสองชั่วโมงนะ" เสียงทุ้มเข้มของ ภีม ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องพัก พร้อมกับร่างสูงในชุดลำลองกางเกงขาสั้นเสื้อเชิ้ตลายฮาวายที่ดูผ่อนคลายทว่าแววตากลับคมกริบนลินเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋าเดินทาง "พี่ภีม... พี่ภีมจะไปจริงๆ เหรอคะ? ลินเกรงใจพี่จังเลย""เกรงใจอะไรกันจ๊ะลิน มีนาต่างหากที่ต้องขอบคุณลินที่หาเรื่องให้ได้ไปเที่ยวทะเลกับพี่ภีมแบบนี้" มีนา เดินเข้ามาสมทบพร้อมรอยยิ้มสดใส เธอช่วยนลินปิดกระเป๋าเดินทาง "งานนี้มีนาไม่ยอมให้ยัยเลขานั่นมาคาบพี่เตโชไปหรอกนะ ทีมเมียหลวงต้องรวมตัวกันค่ะ!"[POV: ภีม – พี่ชายจอมวางแผนและองครักษ์จำเป็น]ภีมมองน้องสาวด้วยความเอ็นดูผสมความห่วงใย เขาได้รับรายงานเรื่องพฤติกรรมของ 'ลดา' มาจากสายสืบที่ภูเก็ตแล้ว และเขาก็รู้ดีว่าเจ้าสัวประจักษ์ (พ่อของเขาเอง) กำลังเล่นสนุกกับความอดทนของเตโช"ไอ้เตโช.
แสงแดดแผดเผายามเที่ยงวันของจังหวัดภูเก็ตดูจะร้อนแรงกว่าที่กรุงเทพฯ หลายเท่าตัว ไอร้อนระอุพุ่งขึ้นจากพื้นถนนลูกรังภายในไซต์งาน "Phuket Smart City" จนมองเห็นภาพสั่นไหวระยิบระยับ เตโช ยืนอยู่บนเนินดินสูง มือหนึ่งถือแบบแปลนแผ่นใหญ่ที่กางออกสู้กับลมทะเลที่พัดกรรโชก ใบหน้าคมคายที่เคยเนียนละเอียดบัดนี้เริ่มมีรอยคล้ำแดดและหยดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมลงมาถึงคางเขาขมวดคิ้วแน่นเมื่อจ้องมองไปยังหลุมฐานรากอาคาร A ที่ถูกทิ้งร้างไว้ตั้งแต่วันที่เขามาถึง เครื่องจักรราคาแพงหลายเครื่องจอดสงบนิ่งราวกับเศษเหล็กไร้ค่า ท่ามกลางเสียงบ่นพึมพำของคนงานที่ยังคงจับกลุ่มประท้วงอยู่ลึกๆ แม้เขาจะสำรองจ่ายค่าแรงไปแล้วบางส่วนก็ตาม[พยัคฆ์หนุ่มกลางสมรภูมิวิศวะ]เตโชพรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหืด เขาไม่ได้นอนมาเกือบสองคืนเต็มเพื่อไล่ตรวจเช็ครายการพัสดุที่ถูกเบิกออกไปแต่ไม่เคยมาถึงไซต์งานจริง เขาพบรอยรั่วขนาดใหญ่ในระบบจัดซื้อที่เจ้าสัวประจักษ์ "จงใจ" ทิ้งไว้ให้เขาแก้ปัญหา"คุณลุงไม่ได้แค่ทดสอบความรู้... แต่ท่านกำลังทดสอบว่าผมจะทนแรงกดดันจากคนเลวรอบข้างได้แค่ไหน" เตโชกระชับ 'เกียร์สีทอง' ของนลินที่คล้องอยู่ที่คอผ่านเนื้อผ้







