تسجيل الدخولพรนับพันในวัยสิบเจ็ดบอกเขา ในวันที่เธอตั้งใจปลูกกุหลาบบริเวณหลังบ้าน ‘กุหลาบที่เราปลูกเองจะได้มั่นใจว่าไม่มีสารเคมีต้องค้าง ชากุหลาบ มีคุณสมบัติ ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ในทางเดินอาหาร และลำไส้งช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ จึงมีส่วนช่วย บรรเทาอาการ ท้องผูก ท้องอืด บรรเทาอาการหวัดได้ด้วย และยัง...พี่ธารณ์ยิ้มแบบนี้คิดว่าปันปันเพี้ยนใช่ไหมคะ’
‘เปล่าครับ พี่ไม่ได้คิดแบบนั้น พี่แค่ฟังเพลินและไม่เคยรู้ว่ากุหลาบจะมีประโยชน์ขนาดนี้ คุณปันปันเก่งจังครับจำสรรพคุณของดอกไม้ได้’
‘ปันปันเป็นหลานปู่ทองอินหมอยาเลื่องชื่อนะคะ เรื่องแค่นี้ก็ต้องรู้อยู่แล้ว’ เธอยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเล็ก ‘คุณพ่อบอกว่าจะสานต่อความรู้ของคุณปู่ผลิตยาสมุนไพรให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปต่างประเทศ ปันปันก็จะไปเรียนแพทย์แผนไทยประยุกต์ค่ะ จะช่วยงานคุณพ่อ’
‘คุณปันปันต้องทำได้แน่นอนครับ’
‘ปันปันทำคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ พี่ธารณ์อยู่ช่วยปันปันด้วยกันนะคะ’
‘ครับ’
เขารู้ว่าเธอพูดแบบเด็กๆ ไม่ได้มีเจตนาจะหลอกให้เขาทำงานที่นี่ แต่เขาเต็มใจและอยากอยู่เคียงข้างเธอจนถึงวันที่ความฝันเป็นจริง
และเมื่อถึงวันนั้น เขาอาจเอื้อมมือคว้าเธอไว้ได้ เหมือนที่เขาประคองดอกกุหลาบดอกนี้ไว้ในมือ
พรนับพันเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดรสกลางคืน ปกติเธอไม่ใช่นักท่องราตรี ชีวิตเธอมีแค่เรื่องเรียนและศึกษายาสมุนไพรกับคุณปู่ จนเมื่อเรียนจบก็ยังยุ่งกับยา เธอมีโปรเจคผลิตเครื่องสำอางจากสมุนไพรไทยที่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง แต่คืนนี้เธอมีนัดปาร์ตี้วันเกิดเล็กๆ กับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายเป็นกลุ่มที่สนิทกันมาก ขณะที่เธอเดินลงบันไดมาถึงชั้นล่าง มารดาที่กำลังจะขึ้นไปตามก็เรียกลูกสาวไว้ก่อน
“จะออกไปไหนเหรอ”
“ไปงานวันเกิดแป๋มค่ะแม่” เธอตอบอย่างไม่ปิดบัง แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของแม่ก็อดถามไม่ได้ “มีเรื่องอะไรหรือคะ”
“มาคุยกับปู่กับพ่อก่อน” คุณนับดาวถอนหายใจแล้วดึงมือลูกสาวมากุมไว้ “ค่อยๆ ฟังความคิดของผู้ใหญ่อย่าใช้อารมณ์ล่ะ”
พรนับพันเลิกคิ้วสงสัยแต่เดินตามมารดาไปที่ห้องหนังสือ บ้านนี้เป็นหนอนนักอ่านตัวยง พ่อสร้างห้องหนังสือไว้เก็บตำราแพทย์เก่าๆมากมาย กลายเป็นห้องประชุมและห้องทำงานไปพร้อมกัน เมื่อเธอเดินเข้ามาก็พบว่าคุณปู่ทองอินและพ่อฐากรูนั่งรออยู่ก่อนแล้ว หญิงสาวเดินไปนั่งที่โซฟาเดี่ยว ส่วนมารดานั่งข้างบิดา บรรยากาศตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“มีเรื่องอะไรหรือคะ” พรนับพันถามอย่างไม่อ้อมค้อม เธอเป็นอย่างนี้เสมอ ตรงไปตรงมา เธอเติบโตมาในครอบครัวนี้ที่มีอะไรก็พูดคุยกัน เห็นพ่อที่ค่อยๆสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นจากบ้านหลังเล็กจนเป็นบ้านหลังใหญ่ ยามครอบครัวเผชิญหน้ากับปัญหาใดๆ พ่อกับแม่ก็ไม่ปิดบังเพื่อให้ลูกทั้งสองเข้าใจสถานการณ์และพร้อมรับมือ
ปู่ทองอินมองหน้าหลานสาวแล้วถอนหายครั้งหนึ่งก่อนพูดขึ้น
“หลานยังจำปู่หลิวจิ้นอัน สหายชาวจีนของปู่ได้ไหม”
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ คุณปู่มีเพื่อนเยอะ คนที่คุณปู่เคยรักษาและยังมีเพื่อนร่วมวิชาชีพที่แบ่งปันความรู้กัน
“คุณปู่ที่เคยสอนภาษาจีนให้ปันปันใช่ไหมคะ”
“อืม คนนั้นแหละ”
พรนับพันจำได้ในทันที เพราะปู่หลิวท่านนี้ทำให้เธออยากเรียนภาษาจีนจนดิ้นรนไปร่ำเรียนจนได้ เพราะเธอเองก็สนใจการแพทย์แผนจีน ทั้งการฝังเข็ม,ครอบแก้วและยาสมุนไพรที่มีมานับพันปี
“ปู่หลิวขอเคยขอหมั้นหมายปันปันกับหลานชายของปู่หลิว”
“หลายชายปู่หลิว?” เธอเลิกคิ้วประหลาดใจ “ลูกชายคุณปู่หลิวไม่รุ่นพ่อปันปันเหรอคะ”
“แค่กๆ” คราวนี้พ่อสะดุ้ง “ฟังให้มันดีๆหน่อย หลานไม่ใช่ลูก อายุก็...ห่างกันไม่ถึงสิบปีหรอก”
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่เรื่องหมั้นหมายต่างหาก” พรนับพันขึงตาใส่ผู้ใหญ่ในบ้าน “นี่มันยุคไหนแล้วยังมีเรื่องแบบนี้อีกหรือคะ?”
“ตอนนั้นปู่ก็ปฏิเสธไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าปู่หลิวจะทักมาถามเรื่องนี้อีก”
“คุณปู่เคยปฏิเสธไปแล้ว ทำไมไม่ปฏิเสธไปอีกล่ะคะ?” เธอยังคงงุนงงอยู่
“ก็เพราะ...” ปู่ทองอินถอนหายใจอีกครั้ง
“เพราะทางโน้นเสนอจะช่วยครอบครัวเรา” คราวนี้พ่อพูดขึ้นมาเอง
“ทำไมเราต้องให้เขาช่วยคะ” พรนับพันเริ่มเห็นเค้าลางไม่ดี “เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรา”
“ปันปันใจเย็นๆ แล้วฟังพ่อกับปู่พูดก่อนนะลูก” แม่ยื่นมือมากุมมือลูกสาว “ผู้ใหญ่ทางนั้นเสนอมา หากปันปันแต่งงานกับหลายชายปู่หลิว เขาจะช่วยเรื่องเงินทุนในการเปิดโรงงานของพ่อ ลูกก็รู้ว่าเรื่องนี้พ่อกับปู่ลงทุนไปมาก สถานะการเงินของเราขาดสภาพคล่อง ทางธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้เพิ่ม เรามีหนี้ต้องจ่าย มีคนงานที่รอความหวังจากเรา”
“บ้านเรา...การเงินวิกฤตหรือคะ” หญิงสาวยังไม่อยากเชื่อนัก การบริหารจัดการเงินเป็นหน้าที่ของพ่อ เธอรู้ว่ารายรับจากการขายยาสมุนไพรของพ่อยังไม่คงที่นัก
“จะเรียกแบบนั้นก็ได้” คุณปู่พูดขึ้น
“ถ้าปันปันแต่งงานก็ต้องอยู่ที่โน้น...” เธอพึมพำออกมาเหมือนละเมอ เธอไม่เคยคิดจะไปจากที่นี่ แม้เคยคิดเรื่องไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่เรื่องแต่งงานมีครอบครัวกับคนต่างชาติ เธอไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้เลยสักนิด อย่างน้อย เธอก็อยากอยู่ใกล้ๆ ครอบครัว เธอเติบโตมาในครอบครัวใหญ่จึงตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตแบบนี้ตลอดไป
แต่ความจริงที่ต้องเผชิญ คือสิ่งที่ต้องตัดสินใจ
“ไทยกับจีนก็ไม่ได้ไกลนัก นั่งเครื่องบินไม่กี่ชั่วโมง เดี๋ยวนี้มีเที่ยวบินตรงแล้วด้วย” พ่อพูดพึมพำออกมา
“พูดแบบนี้คิดแทนปันปันแล้วสินะคะ” หญิงสาวทำเสียงดุใส่พ่อ “การแต่งงานนี่มันความสุขชั่วชีวิตของปันปันเลยนะ แล้วผู้ชายเป็นใครก็ไม่รู้”
“หน้าตาก็ไม่เลวนะ นี่ไง” พ่อยื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้ลูกสาว แต่เพราะความโมโหเธอจึงลุกขึ้นยืนและไม่ยอมดูรูปว่าที่เจ้าบ่าวของตัวเอง
“ปันปันไม่คิดว่ายุคนี้แล้วเราจะมีเรื่องคลุมถุงชนอีก ถ้าพ่อกับปู่ตัดสินใจกันก่อนมาคุยกับปันปันแล้วก็ไม่ต้องมาถามความเห็นกันแบบนี้หรอกค่ะ”
“ปันปันจะไปไหน” พ่อเรียกลูกสาวที่หมุนตัวเดินไปถึงประตูห้องหนังสือ
“คืนนี้ปันปันมีนัดกินเลี้ยงวันเกิดยัยแป๋มค่ะ เรื่องที่คุยกันวันนี้ขอเวลาปันปันหาวิธีจัดการก่อน ปันปันไม่เชื่อว่าเราจะหาเงินทุนจากที่อื่นไม่ได้จนต้องใช้วิธีแต่งงานแบบนี้”
“นี่คงเปลี่ยนใจแกไม่ได้แล้วใช่ไหม” พ่อพูดขึ้น“ค่ะ จ๋าตั้งใจแล้ว”“ไม่เคยเห็นแกดื้อขนาดนี้เลยนะ” แม่ส่ายหน้าไปมา “เอาเถอะ เจ็บมาก็กลับบ้านก็แล้วกัน”“แต่เรื่องของแกกับแฟนนี่ พ่อกับแม่ต้องขอดูอีกหน่อยนะ”“ดูนานๆก็ได้ครับ อุ้ย!” กัมปนาถเผลอทำตัวเป็นเด็ก ปกติอยู่บ้านพูดล้อเล่นกับพ่อแม่ตัวเองได้จนเคยปากเสียแล้ว“พ่อกับแม่ยังไม่ได้ยอมรับหรอกนะ แต่ยังไงก็พาไปที่บ้านบ้าง” พ่อพูดเสียงดุเหมือนเดิม“ขอบคุณครับ คุณพ่อคุณแม่”จารวีรู้ดีว่านี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดของแม่และพ่อแล้ว หญิงสาวกลั้นน้ำตาแล้วหันไปยิ้มให้กัมปนาถ รู้สึกขอบคุณที่เขายอมอดทนและนั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพ่อกับแม่ก็ขอตัวกลับ ย้ำกำชับให้จารวีพากัมปนาถไปที่บ้านของพวกเขา“วันหยุดคราวหน้าพวกเราจะไปครับ”กัมปนาถยกมือไหว้พ่อกับแม่ของคนรัก ยืนส่งจนรถเก๋งเคลื่อนออกไปแล้วก็หันไปยิ้มและยักคิ้วให้จารวี “อะไรคะ” จารวีหรี่ตามอง ยิ้มแบบนี้มีเรื่องทุกที“ผมเก่งไหมล่ะ? ผ่านด่านคุณพ่อกับคุณแม่คุณได้แล้วนะ”“เข้าใจผิดแล้วล่ะ” เธอตบแก้มเขาเบาๆเหมือนหยอกล้อ “นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง”“ยังไงก็ได้เริ่มแล้วละน่า” เขาช
เด็กหนุ่มหัวเราะแล้วหันไปยกมือไหว้พ่อแม่พี่สาวก่อนจะวิ่งตามไปรวมกลุ่มเพื่อนนักเรียนทุนที่จะขึ้นเครื่องบินไปญี่ปุ่นพร้อมกัน กัมปนาถปลุกกำลังใจให้ตัวเองก่อนหันไปยิ้มให้พ่อกับแม่ของคนรัก“ไปทานอาหารกันไหมครับ ผมรู้จักร้านอร่อยนั่งสบายแถวๆนี้”“ดี เหมือนเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ” แม่ของจารวีเชิดหน้าขึ้น“ครับ ที่ร้าน... คุณพ่อกับคุณแม่รู้รู้จักไหมครับ ขับรถออกไปสิบนาทีน่าจะถึง ยังไงผมขับรถผมนำไปก่อนนะครับ” เขาบอกชื่อร้านกับทางที่ไป คุณพ่อพยักหน้ารับแล้วหนุ่มสาวก็แยกออกมาก่อน“ไหวไหมคะคุณเคน” จารวีล้อเขา ถ้าเขาถอดใจเธอก็ไม่ว่าอะไรหรอก“ไหวซิครับ ยังไงก็ต้องไหว รักลูกสาวเค้าแล้วนี่”กัมปนาถยิ้มให้กำลังใจตัวเอง ก็แน่ล่ะจะมีใครสักกี่คนที่เข้ามาและรักเขาในสิ่งที่เขาเป็นได้ล่ะ เมื่อพบแล้วก็อยากจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรักได้มีความสุขและสบายใจด้วยเหมือนกัน ไม่นานนักเขาก็มาถึงที่หมาย จารวีสั่งอาหารที่พ่อกับแม่ชอบไว้รอ เมื่อพ่อกับแม่มาถึง อาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟพอดี“ปลาค่ะ ของโปรดพ่อกับแม่”“ยังจำได้อยู่เรอะ” คุณพ่อทำเสียงดุ มีความน้อยใจและประชดในน้ำเสียงนั้น“โธ่! พ่อคะ ไว้หน้าจ๋าบ
“ผมบอกไม่ได้หรอกว่ารักตรงไหน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมเป็นคุณต่างหากที่ผมรัก”“ปากหวาน” เธอก้มหน้ายิ้มเขิน แล้วลุกขึ้นจากตักของเขา แต่ชายหนุ่มอ้าปากค้างสีหน้างุนงง“จ๋าจะจัดของเข้าตู้เย็น แล้วไปช่วยป้าอมรกับน้องอรค่ะ” เธอพูดไม่หันมามองเขา “บ่ายวันเสาร์คุณเคนสะดวกไหมคะ พาจ๋าไปส่งน้องชายที่สนามบินหน่อยซิ”“ได้ครับ ผมว่าง” ตอบเหมือนไม่ต้องคิดเพราะมันวันหยุดงานของเขาอยู่แล้ว“แต่คุณต้องเจอพ่อแม่จ๋าด้วยนะคะ”“ได้ครับ ยินดีและดีใจที่สุดเลยครับ”...................“คุณเคน เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ” จารวีเคาะประตูห้อง 301 หลายครั้งจนหงุดหงิด อึดใจต่อมาประตูค่อยๆเปิดออกแล้วคนที่อยู่หลังบานประตูโผล่หน้าออกมา หญิงสาวขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง“เราต้องไปส่งแจ็คที่สนามบินนะคะ ถ้าออกช้ากว่านี้ไปถึงเครื่องคงออกแล้ว” จารวีท้วงแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป “เกิดอะไรขึ้นคะ”“ผมแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำตัวถูกใจพ่อแม่ของคุณหรือเปล่า” ชายหนุ่มยืนถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ จารวีถอยหลังครึ่งก้าว มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาสวมเสื้อยืดคอวีสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้ม กางเกงยีนส์สีน้ำเงิ
กัมปนาถลุกขึ้นไปเปิดโทรทัศน์ เปิดโปรแกรมต่างๆ ครู่ใหญ่ก็เอาเครื่องบังคับเกมส์มาให้เธอ ร่างสูงกำลังจะนั่งลงก็นึกอะไรได้ รีบวิ่งไปในครัวแล้วกลับมาด้วยน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว “แบบนี้มันถึงจะครบสูตร”จารวีนั่งไหล่ชิดกับคนรัก เขาสอนเธอเล่นเกมส์ แรกๆ เธอแพ้เขา พอเล่นคล่องก็เริ่มสนุก เสียงหัวเราะของสองหนุ่มสาวทำให้คนเป็นพ่อแม่และปู่ย่าแง้มประตูออกมาดูโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นคู่รักนั่งเหยียดขายาวบนพื้น หลังพิงโซฟาและหัวเราะยิ้มให้กัน“รู้สึกเหมือนได้ลูกสาวเพิ่มเลยค่ะ” คุณแม่พูดยิ้มๆ“คงได้เลี้ยงหลานแล้วละมั้ง ว่าไงย่า ไหวไหม” ปู่หันไปถามย่า“ก่อนเลี้ยงหลานคงต้องเตรียมสินสอดก่อนละมั้ง” คุณพ่อส่ายหน้าไปมา“ไปเถอะ ปล่อยเด็กๆ เค้าอยู่ด้วยกัน” ย่าปรามให้ทุกคนกลับเข้าห้องตัวเองคืนนั้นสองหนุ่มสาวหลับไปที่ห้องรับแขกทั้งคู่ จารวีมารู้สึกตัวตอนเช้าตรู่ เขินอายที่เผลอหลับไปแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน เตรียมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แผนเดิมที่จะมาแค่วันเดียวกลายเป็นค้างคืนอย่างไม่ตั้งใจ เช้านี้เลยต้องรีบกลับ หญิงสาวออกจากห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนของกัมปนาถแล้วก็รู้สึกว่ามี
“ก็นิดหน่อยค่ะ”“ตาเปรมเป็นเพื่อนตาเคนมาตั้งแต่เด็ก ก็เด็กผู้ชายนั้นนะ เค้าก็เคยเห็นเพื่อนอกหักก็เลยเป็นห่วงเพื่อน อย่าไปโกรธตาเปรมเลยนะ”“ค่ะ หนูเข้าใจ”“อึดอัดใหม่ อยู่กับคนแก่คนเฒ่าแบบนี้”“ไม่ค่ะไม่ หนูไม่รู้สึกอึดอัดหรอกค่ะ หนูโตมากับพ่อแม่พี่น้องไม่ได้อยู่กับญาติผู้ใหญ่ค่ะ ท่านเสียไปนานแล้ว”“ตาเคนเค้านิสัยเหมือนเด็ก แถมติดครอบครัวอีก ขนาดย้ายไปทำงานไกลๆ ก็กลับมาบ้านทุกเดือน ยกเว้นถ้าไปทำงานต่างจังหวัดล่ะ”“ค่ะ ดูเค้างานยุ่งตลอด”จารวีกลั้นหัวเราะ ภายในใต้เสื้อเชิ้ตเรียบกริบและเนกไทสีเดียวกับกางเกง แต่พอเลิกงานทีไหร่ เขากลายเป็นเด็กหนุ่มที่ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์ ไปร้านหนังสือก็อยู่ตรงมุมการ์ตูนญี่ปุ่น เสื้อยืดของเขาก็เป็นเสื้อลายซูปเปอร์ฮีโร่ แน่ละที่รู้เพราะเธอเป็นคนซักเสื้อให้เขานี่นะ“มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน ไม่เข้าใจกันก็ถาม อย่าเก็บไปคิดคนเดียว” คนเป็นย่าให้กำลังใจ“คุณปู่กับคุณย่าแต่งงานมากี่ปีแล้วค่ะ”“โอ๊ย! หกสิบปีแล้ว ปู่อยากโสดย่าก็ไม่ยอมทิ้งปู่เสียที” คนเป็นปู่พูดขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟัง“ก็แก่ขนาดนี้ไม่มีใครเอา ย่าก็เลยต้องอุทิศตัวเองดูแลปู่ไงล่ะ” ย่าหัว
“กูกลัวมึงโดนผู้หญิงหลอก มึงมันใจอ่อนโดนหลอกมากี่หนแล้ว”กัมปนาถลดหมัดลงแล้วทิ้งลงข้างตัว “นั้นมันหลายปีแล้ว แล้วก็ตั้งแต่สมัยเรียนด้วย”“ก็กูเป็นห่วงมึง”“ขอบใจ แต่กูดูแลตัวเองได้ แล้วกูมั่นใจว่าจ๋าไม่ใช่คนแบบนั้น หรือถ้าวันหนึ่งจะเป็นจริงๆ ก็เป็นเพราะกูเต็มใจเอง” “กูอยากขอโทษผู้หญิงของมึง”“ไม่เป็นไร กูบอกเอง มึงกลับไปก่อนแล้วกัน กูไม่รู้กูจะอารมณ์ดีได้นานแค่ไหน”เปรมมองไปทางที่เห็นจารวีเดินไป แล้วพยักหน้าอย่างยอมรับ เขามองผู้ใหญ่ในบ้านแล้วยกมือไหว้เดินคอตกออกไปเงียบๆ พ่อตบไหล่ลูกชายเบาๆ“ดีแล้วลูก เคนก็รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ จะได้มาดูแฟนตัวเอง”“ครับพ่อ”กัมปนาถวิ่งขึ้นชั้นบนของบ้าน หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ของตัวเองแล้ววิ่งไปอาบน้ำล้างคราบโคลนออก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยใจร้อนรนก่อนจะวิ่งลงมา พ่อพยักหน้าให้อย่างรู้ทัน สายตาเขากวาดไปในห้อง ก็ตะลึงงันไปกับภาพที่เห็น หญิงสาวตัวเล็กในชุดผ้านุ่งสีสดใสกับเสื้อผ้าฝ้ายแขนกุด ผมยาวยังชื้นน้ำอยู่ แม่ส่งเสียงกระแอมไอทำให้ลูกได้สติ ยิ้มเขินๆเดินเข้าไปใกล้“เสื้อผ้าของแม่สมัยสาวๆ เอาให้หนูจ๋าใส่ไปก่อน” แม่พูดยิ้มๆแม้จะผ่า
“คุณไม่คิดจะส่งต้าเหนิงเข้าโรงเรียนปกติหรือคะ” เธอถามเพราะเป็นห่วง“ทำไม? ต้าเหนิงเกะกะสายตาคุณหรือไง”“ไม่ใช่เสียหน่อย” เธอลุกขึ้นแล้วจ้องหน้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ต้าเหนิงเป็นเด็กฉลาดหรือจะเรียกเด็กอัจฉริยะก็ได้ แต่เขาก็แค่เด็กชายอายุห้าขวบ เขาต้องมีเพื่อนมีสังคมแบบที่เด็กห้าขวบควรมี”“เรื่
พรนับพันมองข้อมือตัวเองแล้วมองหน้าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดึงเธอไว้ “ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันง่วงมากคงคุยกับคุณไม่รู้เรื่อง เอาอย่างนี้ได้ไหม ตอนเช้าคุณอย่าเพิ่งหนีฉันไปไหนนะ ฉันมีเรื่องต้องเจรจากับคุณ” ถ้าเป็นเวลาทำงาน เธอเต็มที่ถึงไหนถึงกัน แต่ถ้าเธอได้หลับและถูกรบกวนก่อนถึงเวลาต
หลิวโม่โฉวเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ถึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เถอะ เขายังจำตอนที่เดินเข้าไปนั่งให้เธอตรวจได้ดี มีความอ่อนโยนและจริงใจที่เขาสัมผัสได้ ในวินาทีนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับเธอเป็นภรรยาตามที่ปู่เสนอแล้ว
“ถ้าพูดเร็วๆ ฉันก็ฟังไม่ทันเหมือนกันค่ะ” เธอยิ้มแล้วก็...ยิ้ม ห้องเธอกว้างขวางอย่างกับห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทของโรงแรมหรูห้าดาวที่เธอไม่เคยพัก แต่เคยค้นข้อมูลเวลาจะจองห้องพักไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว “ดิฉันเตรียมน้ำชาและของว่างไว้ให้ คุณผู้หญิงสามารถรับประทานได้เลยนะคะ อาหารเย็นจะพร้อมปร







