LOGINพรนับพันในวัยสิบเจ็ดบอกเขา ในวันที่เธอตั้งใจปลูกกุหลาบบริเวณหลังบ้าน ‘กุหลาบที่เราปลูกเองจะได้มั่นใจว่าไม่มีสารเคมีต้องค้าง ชากุหลาบ มีคุณสมบัติ ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ในทางเดินอาหาร และลำไส้งช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ จึงมีส่วนช่วย บรรเทาอาการ ท้องผูก ท้องอืด บรรเทาอาการหวัดได้ด้วย และยัง...พี่ธารณ์ยิ้มแบบนี้คิดว่าปันปันเพี้ยนใช่ไหมคะ’
‘เปล่าครับ พี่ไม่ได้คิดแบบนั้น พี่แค่ฟังเพลินและไม่เคยรู้ว่ากุหลาบจะมีประโยชน์ขนาดนี้ คุณปันปันเก่งจังครับจำสรรพคุณของดอกไม้ได้’
‘ปันปันเป็นหลานปู่ทองอินหมอยาเลื่องชื่อนะคะ เรื่องแค่นี้ก็ต้องรู้อยู่แล้ว’ เธอยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเล็ก ‘คุณพ่อบอกว่าจะสานต่อความรู้ของคุณปู่ผลิตยาสมุนไพรให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปต่างประเทศ ปันปันก็จะไปเรียนแพทย์แผนไทยประยุกต์ค่ะ จะช่วยงานคุณพ่อ’
‘คุณปันปันต้องทำได้แน่นอนครับ’
‘ปันปันทำคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ พี่ธารณ์อยู่ช่วยปันปันด้วยกันนะคะ’
‘ครับ’
เขารู้ว่าเธอพูดแบบเด็กๆ ไม่ได้มีเจตนาจะหลอกให้เขาทำงานที่นี่ แต่เขาเต็มใจและอยากอยู่เคียงข้างเธอจนถึงวันที่ความฝันเป็นจริง
และเมื่อถึงวันนั้น เขาอาจเอื้อมมือคว้าเธอไว้ได้ เหมือนที่เขาประคองดอกกุหลาบดอกนี้ไว้ในมือ
พรนับพันเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดรสกลางคืน ปกติเธอไม่ใช่นักท่องราตรี ชีวิตเธอมีแค่เรื่องเรียนและศึกษายาสมุนไพรกับคุณปู่ จนเมื่อเรียนจบก็ยังยุ่งกับยา เธอมีโปรเจคผลิตเครื่องสำอางจากสมุนไพรไทยที่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง แต่คืนนี้เธอมีนัดปาร์ตี้วันเกิดเล็กๆ กับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายเป็นกลุ่มที่สนิทกันมาก ขณะที่เธอเดินลงบันไดมาถึงชั้นล่าง มารดาที่กำลังจะขึ้นไปตามก็เรียกลูกสาวไว้ก่อน
“จะออกไปไหนเหรอ”
“ไปงานวันเกิดแป๋มค่ะแม่” เธอตอบอย่างไม่ปิดบัง แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของแม่ก็อดถามไม่ได้ “มีเรื่องอะไรหรือคะ”
“มาคุยกับปู่กับพ่อก่อน” คุณนับดาวถอนหายใจแล้วดึงมือลูกสาวมากุมไว้ “ค่อยๆ ฟังความคิดของผู้ใหญ่อย่าใช้อารมณ์ล่ะ”
พรนับพันเลิกคิ้วสงสัยแต่เดินตามมารดาไปที่ห้องหนังสือ บ้านนี้เป็นหนอนนักอ่านตัวยง พ่อสร้างห้องหนังสือไว้เก็บตำราแพทย์เก่าๆมากมาย กลายเป็นห้องประชุมและห้องทำงานไปพร้อมกัน เมื่อเธอเดินเข้ามาก็พบว่าคุณปู่ทองอินและพ่อฐากรูนั่งรออยู่ก่อนแล้ว หญิงสาวเดินไปนั่งที่โซฟาเดี่ยว ส่วนมารดานั่งข้างบิดา บรรยากาศตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“มีเรื่องอะไรหรือคะ” พรนับพันถามอย่างไม่อ้อมค้อม เธอเป็นอย่างนี้เสมอ ตรงไปตรงมา เธอเติบโตมาในครอบครัวนี้ที่มีอะไรก็พูดคุยกัน เห็นพ่อที่ค่อยๆสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นจากบ้านหลังเล็กจนเป็นบ้านหลังใหญ่ ยามครอบครัวเผชิญหน้ากับปัญหาใดๆ พ่อกับแม่ก็ไม่ปิดบังเพื่อให้ลูกทั้งสองเข้าใจสถานการณ์และพร้อมรับมือ
ปู่ทองอินมองหน้าหลานสาวแล้วถอนหายครั้งหนึ่งก่อนพูดขึ้น
“หลานยังจำปู่หลิวจิ้นอัน สหายชาวจีนของปู่ได้ไหม”
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ คุณปู่มีเพื่อนเยอะ คนที่คุณปู่เคยรักษาและยังมีเพื่อนร่วมวิชาชีพที่แบ่งปันความรู้กัน
“คุณปู่ที่เคยสอนภาษาจีนให้ปันปันใช่ไหมคะ”
“อืม คนนั้นแหละ”
พรนับพันจำได้ในทันที เพราะปู่หลิวท่านนี้ทำให้เธออยากเรียนภาษาจีนจนดิ้นรนไปร่ำเรียนจนได้ เพราะเธอเองก็สนใจการแพทย์แผนจีน ทั้งการฝังเข็ม,ครอบแก้วและยาสมุนไพรที่มีมานับพันปี
“ปู่หลิวขอเคยขอหมั้นหมายปันปันกับหลานชายของปู่หลิว”
“หลายชายปู่หลิว?” เธอเลิกคิ้วประหลาดใจ “ลูกชายคุณปู่หลิวไม่รุ่นพ่อปันปันเหรอคะ”
“แค่กๆ” คราวนี้พ่อสะดุ้ง “ฟังให้มันดีๆหน่อย หลานไม่ใช่ลูก อายุก็...ห่างกันไม่ถึงสิบปีหรอก”
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่เรื่องหมั้นหมายต่างหาก” พรนับพันขึงตาใส่ผู้ใหญ่ในบ้าน “นี่มันยุคไหนแล้วยังมีเรื่องแบบนี้อีกหรือคะ?”
“ตอนนั้นปู่ก็ปฏิเสธไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าปู่หลิวจะทักมาถามเรื่องนี้อีก”
“คุณปู่เคยปฏิเสธไปแล้ว ทำไมไม่ปฏิเสธไปอีกล่ะคะ?” เธอยังคงงุนงงอยู่
“ก็เพราะ...” ปู่ทองอินถอนหายใจอีกครั้ง
“เพราะทางโน้นเสนอจะช่วยครอบครัวเรา” คราวนี้พ่อพูดขึ้นมาเอง
“ทำไมเราต้องให้เขาช่วยคะ” พรนับพันเริ่มเห็นเค้าลางไม่ดี “เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรา”
“ปันปันใจเย็นๆ แล้วฟังพ่อกับปู่พูดก่อนนะลูก” แม่ยื่นมือมากุมมือลูกสาว “ผู้ใหญ่ทางนั้นเสนอมา หากปันปันแต่งงานกับหลายชายปู่หลิว เขาจะช่วยเรื่องเงินทุนในการเปิดโรงงานของพ่อ ลูกก็รู้ว่าเรื่องนี้พ่อกับปู่ลงทุนไปมาก สถานะการเงินของเราขาดสภาพคล่อง ทางธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้เพิ่ม เรามีหนี้ต้องจ่าย มีคนงานที่รอความหวังจากเรา”
“บ้านเรา...การเงินวิกฤตหรือคะ” หญิงสาวยังไม่อยากเชื่อนัก การบริหารจัดการเงินเป็นหน้าที่ของพ่อ เธอรู้ว่ารายรับจากการขายยาสมุนไพรของพ่อยังไม่คงที่นัก
“จะเรียกแบบนั้นก็ได้” คุณปู่พูดขึ้น
“ถ้าปันปันแต่งงานก็ต้องอยู่ที่โน้น...” เธอพึมพำออกมาเหมือนละเมอ เธอไม่เคยคิดจะไปจากที่นี่ แม้เคยคิดเรื่องไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่เรื่องแต่งงานมีครอบครัวกับคนต่างชาติ เธอไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้เลยสักนิด อย่างน้อย เธอก็อยากอยู่ใกล้ๆ ครอบครัว เธอเติบโตมาในครอบครัวใหญ่จึงตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตแบบนี้ตลอดไป
แต่ความจริงที่ต้องเผชิญ คือสิ่งที่ต้องตัดสินใจ
“ไทยกับจีนก็ไม่ได้ไกลนัก นั่งเครื่องบินไม่กี่ชั่วโมง เดี๋ยวนี้มีเที่ยวบินตรงแล้วด้วย” พ่อพูดพึมพำออกมา
“พูดแบบนี้คิดแทนปันปันแล้วสินะคะ” หญิงสาวทำเสียงดุใส่พ่อ “การแต่งงานนี่มันความสุขชั่วชีวิตของปันปันเลยนะ แล้วผู้ชายเป็นใครก็ไม่รู้”
“หน้าตาก็ไม่เลวนะ นี่ไง” พ่อยื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้ลูกสาว แต่เพราะความโมโหเธอจึงลุกขึ้นยืนและไม่ยอมดูรูปว่าที่เจ้าบ่าวของตัวเอง
“ปันปันไม่คิดว่ายุคนี้แล้วเราจะมีเรื่องคลุมถุงชนอีก ถ้าพ่อกับปู่ตัดสินใจกันก่อนมาคุยกับปันปันแล้วก็ไม่ต้องมาถามความเห็นกันแบบนี้หรอกค่ะ”
“ปันปันจะไปไหน” พ่อเรียกลูกสาวที่หมุนตัวเดินไปถึงประตูห้องหนังสือ
“คืนนี้ปันปันมีนัดกินเลี้ยงวันเกิดยัยแป๋มค่ะ เรื่องที่คุยกันวันนี้ขอเวลาปันปันหาวิธีจัดการก่อน ปันปันไม่เชื่อว่าเราจะหาเงินทุนจากที่อื่นไม่ได้จนต้องใช้วิธีแต่งงานแบบนี้”
“เวลาคุณว่าง่ายไม่ดื้อก็น่ารักดีนะ”“ทำไมฉันรู้สึกไม่อยากให้คุณเห็นว่าฉันน่ารักล่ะ” เธอเบ้ปากใส่ “อิ่มแล้วค่ะ เราไปซื้อของกันเถอะ”“คุณนี่ไม่รู้จักเอาอกเอาใจสามีเลยนะ”“แค่กินข้าวเที่ยงจะเอาอะไรอีกคะ ปกติเวลาทำงานฉันกินข้าวไม่เกินสิบนาทีเอง”“ได้ ถ้าอย่างนั้นไปเลือกเสื้อผ้ากัน ชุดของคุณ...มันเชยไปหน่อยนะ”“เขาเรียกชุดสุภาพค่ะ” เธอแลบลิ้นใส่เขา “คุณต้องมีเสื้อผ้าเยอะกว่านี้ ผมเห็นคุณใส่วนๆซ้ำๆ อยู่แค่ไม่กี่ชุด”“อ้อ! นี่คุณสนใจฉันด้วยเหรอคะ นึกว่าทำตัวเป็นอากาศธาตุที่มองไม่เห็น” ใช่สิ เธอพยายามจะเจอเขาตั้งหลายครั้ง แต่เขากลับหลบเลี่ยง นี่ถ้าไม่เพราะคุณปู่ล้มป่วย เขาคงไม่โผล่มาให้เห็นหรอกเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจดี เขาได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของภรรยาหมาดๆ คนนี้...เขาไม่เคยลืมภรรยาที่ตายจากไป วิกเตอเรียเป็นผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกสงบสบายใจ แต่พรนับพันคือความสดใสร่าเริง หลิวโม่โฉวรู้สึกไม่ยุติธรรมกับพรนับพันนัก เธอไม่ควรถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิงคนไหน แต่เขาก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ พรนับพันไม่ใช่สาวสายแฟชั่น เธอแต่งกายเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อต้องมาเลือกซื้อเสื้อผ้า เธอก็ได้แต่ยืนงงในห
“ดีจริงๆ” ปู่หลิวแตะหลังมือของหลานสะใภ้ “ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ปู่จะมอบของขวัญให้นะ” “ขอแค่คุณปู่แข็งแรงดีก็เป็นของขวัญให้หนูแล้วค่ะ” หลิวโม่โฉวปรายตาไปทางภรรยาหมาดๆของเขา ไม่ว่าเธอจะพูดด้วยความจริงใจหรือประจบประแจงแต่ก็ทำให้คุณปู่มีความสุข เขายกแขนขึ้นวาดวงแขนโอบร่างเล็กเข้ามาแนบชิด คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัวพยายามขืนตัวไม่เอนไปทางเขา แต่แรงของผู้ชายย่อมเยอะกว่าเธอจึงตกอยู่ในวงแขนของเขาราวคู่รักแสนหวาน “คุณปู่พักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง แล้วเตรียมตัวผ่าตัดได้เลยนะครับ” “ไอ้หลานคนนี้เอะอะก็ให้ผ่าตัดอยู่นั้นแหละ” ปู่หลิวทำฮึดฮัดเหมือนเด็กน้อย ทำให้พรนับพันเผลอหัวเราะออกมา “คุณหลิวเป็นห่วงคุณปู่ต่างหากล่ะค่ะ ต้าเหนิงก็เป็นห่วงคุณปู่” “ไม่ทันไรพูดเข้าข้างกันแล้ว” ปู่หลิวหัวเราะชอบใจ “ทำไมเรียกคุณหลิวล่ะ เป็นสามีภรรยากันแล้วเรียกโม่โฉวหรืออาโม่ก็ได้” “เธอคงยังไม่ค่อยเข้าใจนะครับ” หลิวโม่โฉวยักคิ้วให้ ใบหน้าที่เรียบนิ่งอยู่เสมอกลายเป็นหนุ่มน้อยขึ้นมาทันทีที่ได้หยอกล้อคนข้างๆ “จริงสิ ปู่ก็ลืมไป โม่โฉวก
หลิวโม่โฉวเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ถึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เถอะ เขายังจำตอนที่เดินเข้าไปนั่งให้เธอตรวจได้ดี มีความอ่อนโยนและจริงใจที่เขาสัมผัสได้ ในวินาทีนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับเธอเป็นภรรยาตามที่ปู่เสนอแล้ว “คุณหลิวคิดยังไงคะ” เธอถามหลังพรีเซนต์เสร็จ “คุณจะต้องเสียเวลาทำเอกสารนำเสนอพวกนี้ทำไม ก็แค่รับเงื่อนไขแต่งงานกับผมตามที่คุณปู่เสนอ” พูดไปตั้งเยอะ วนมาเรื่องนี้อีกแล้ว เธอเบ้ปากแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนพูดไปตามที่ใจคิด “คุณคิดว่าการแต่งงานคืออะไรคะ เราไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รักกัน หรือคุณเชื่อที่คุณปู่บอกว่าดวงฉันส่งเสริมครอบครัวของคุณจริงๆเหรอ” “คุณพูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม แต่แววตาขบขัน “ฉันเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่ไม่ได้เชื่อเรื่องดวงชะตาอะไรพวกนั้น” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ “และใช่...ฉันต้องการเงิน ดูแล้วคุณต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งเสริมฉัน” เขาปิดแฟ้มเอกสาร “สกุลหลิวคือหนึ่งในสิบส
พรนับพันมองข้อมือตัวเองแล้วมองหน้าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดึงเธอไว้ “ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันง่วงมากคงคุยกับคุณไม่รู้เรื่อง เอาอย่างนี้ได้ไหม ตอนเช้าคุณอย่าเพิ่งหนีฉันไปไหนนะ ฉันมีเรื่องต้องเจรจากับคุณ” ถ้าเป็นเวลาทำงาน เธอเต็มที่ถึงไหนถึงกัน แต่ถ้าเธอได้หลับและถูกรบกวนก่อนถึงเวลาตื่น เธอจะหงุดหงิดและคุยกับใครไม่รู้เรื่อง แม้ว่าเรื่องที่ต้องคุยนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ท่าทางงัวเงียของเธอทำให้เขานึกอยากหัวเราะ และอยากแกล้งเธอไปพร้อมกัน “คุณมีอะไรจะเจรจากับผม” เขายังไม่ปล่อยข้อมือเรียวเล็ก และเหมือนเธอจะไม่รู้ว่าเขาแตะเนื้อต้องตัวเธออยู่ “แผนงานธุรกิจ” เธอตอบแล้วอ้าปากหาว “แผนงานอะไร?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม “ฉันทำแผนงานมาเสนอคุณ เตรียมตัวพรีเซนต์อย่างดี แต่คุณก็หลบหน้าไม่มาเจอฉันเสียที ถ้าคุณมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับบริษัทพ่อของฉัน เราไม่ต้องแต่งงานกันก็ได้ แบบนี้ไง” กิจการกระจิ๋วหลิวของครอบครัวเธอไม่ได้อยู่สายตาของเขาเลยสักนิด แต่เขาก็อยากรู้ว่าเธอมีข้อเสนออะไรให้เขา “งั้นก็ไปคุยกันที
“ค่ะ...ฉันจะดูแลต้าเหนิงเอง” เธอยิ้มอย่างเข้าใจ เวลาแบบนี้จะทำเป็นไม่สนใจก็ใจดำไปหน่อย“ต้าเหนิง กินข้าวแล้วเราทำอะไรกันดี ตอนบ่ายมีเรียนหรือเปล่า”“วันนี้ไม่มีแล้ว” เขาส่ายหน้าไปมา ดวงตาสุกใสจ้องมองแล้วถาม “คุณอามาเล่นที่ห้องผมไหม ห้องผมมีของเล่นเยอะแยะเลย”‘คุณอา’ เรียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันพรนับพันพยักหน้ารับ “ไปสิ อาก็ไม่รู้จะไปไหน ปกติอยู่แต่ในห้องหนังสือ”“ห้องนั้นน่าเบื่อจะตาย มาเล่นห้องผมเถอะ” พูดจบก็รีบดึงมือหญิงสาวให้เดินตามไปที่ห้องของเขา ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคนรับใช้“มองอะไรกัน มีงานก็ไปทำไป” หัวหน้าแม่บ้านพูดเสียงดุจึงทำให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง เธอส่ายหน้าไปมาแล้วหันไปส่งพ่อครัว “เตรียมทำขนมของว่างให้คุณชายน้อยกับคุณผู้หญิงด้วย ฉันจะยกไปเอง”“ได้ครับ”เจียงหู เป็นหัวหน้าแม่บ้านวัยสี่สิบ เจียงหูทำงานที่นี่ตั้งแต่ยังวัยรุ่น ครอบครัวเธอก็เป็นคนรับใช้ของสกุลหลิว นายท่านใหญ่ให้ทุนการศึกษาแก่เธอและคนในครอบครัว รวมทั้งหางานให้ทำในบริษัทของสกุลหลิว สำหรับเธอที่อยู่ที่นี่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด วันนี้ได้เห็นรอยยิ้มของคุณชายน้อยก็พลอยอิ่มเอมใจไปด้วย เธอหวังเหลือเกินว่
“สองคนนี้เจอกันแล้วรึ” ปู่หลิวจิ้นถามเมื่อเห็นหลานชายกับว่าที่หลานสะใภ้ยืนจ้องหน้ากันอยู่ “ครับ”หลิวโม่โฉวไม่ปิดบัง ใบหน้าเรียบนิ่งน้ำเสียงเย็นชามีเพียงแววตาที่เหมือนยิ้มเยาะอยู่ที่ทำให้พรนับพันโกรธจนกำมือแน่น เขาถือสิทธิ์อะไรมาปั่นหัวเธอแบบนี้ ไม่ได้ป่วยแต่ก็ไปให้เธอตรวจที่โรงพยาบาลราวกับชายหนุ่มรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคิดอะไรอยู่ เขาสาวเท้าเดินผ่านเธอไปแล้วประคองปู่หลิวด้วยตนเอง“ต้าเหนิงวิ่งไปบอกว่าปู่เป็นลม ผมจะไปส่งปู่ที่โรงพยาบาลเอง”“แค่เป็นลมไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก” ปู่หลิวโบกมือไปมา แล้วเบี่ยงตัวไปสบตากับว่าที่หลานสะใภ้ “ปันปันมาเจอโม่โฉวสิ”“ปู่!” ชายหนุ่มตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้ม “เวลานี้สุขภาพของปู่สำคัญที่สุด อย่าเพิ่งคุยเรื่องไร้สาระเลยน่า”‘เรื่องไร้สาระ! ใช่สิ! การแต่งงานมันคงเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขาถึงได้หลบหน้าไม่มาเจอเธอ อ้อ! ยังมีเวลาแอบไปดูตัวเธอมาก่อนแล้วด้วย’โกรธก็ส่วนโกรธ เวลานี้อาการของปู่หลิวสำคัญที่สุด“ใช่ค่ะ คุณปู่ไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่านะคะ”สาวใช้เข็นวีลแชร์มารอแล้ว ปู่หลิวไม่อยากไปโรงพยาบาลแต่ดูท่าทางจะขัดใจหลานๆไม่ได้ จึงยอมนั่งวีลแชร์ให้คนรับใช้







