LOGINพ่อกำลังจะห้ามแต่แม่กลับตบหลังมือพ่อเบาๆ เป็นเชิงเตือน “ปล่อยให้ลูกไปคิดทบทวนก่อนเถอะ เราก็รู้นิสัยปันปันอยู่ ยิ่งไปบังคับก็ยิ่งไม่ทำตาม ถ้าลูกไม่อยากแต่งก็คงฝืนใจไม่ได้ เรื่องเงินก็...ช่างมันเถอะ ล้มแล้วก็ค่อยหาใหม่ได้”
ทั้งปู่กับพ่อถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วน จริงอยู่ เรื่องเงินถ้าไม่ตายก็หาใหม่ได้ เพียงแต่มันไม่ใช่แค่ครอบครัวของตนเอง แต่ยังมีอีกหลายชีวิตที่ฝากความหวังไว้ที่พวกเขา ล่มหัวจมท้ายกันมานานต่างก็หวังจะเห็นกิจการตระกูลศุขไสยาศน์รุ่งเรือง ไม่ได้เป็นแค่ยาผีบอกอย่างที่คนอื่นชอบพูดกัน
หญิงสาวเดินอย่างหงุดหงิดมาที่หน้าบ้าน อยากจะร้องกรี๊ดๆออกมาแต่ทำไม่ได้ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน ค.ศ.2025แล้วยังมีเรื่องพวกนี้อีกเหรอ ผู้ชายคนนั้นก็อะไร ไม่รู้จักกันเสียหน่อยจะมาแต่งงานกันได้ยังไง หรือแต่งๆไปแล้วแยกกันอยู่ ทำเหมือนไม่รู้จักกันอย่างนั้นเหรอ
“คุณปันปันจะไปไหนครับ” ธารณ์เอ่ยถามอย่างแปลกใจเพราะไม่ค่อยเห็นพรนับพันไปเที่ยวกลางคืนนัก เขาเพิ่งรดน้ำต้นไม้เสร็จและยังสวมชุดทำงานอยู่ เพียงแค่พับแขนเสื้อขึ้นเท่านั้น เพราะนิสัยของเขาชอบอาบน้ำทีเดียวก่อนเข้านอน
“ไปงานวันเกิดยัยแป๋มค่ะ” เธอตอบ
เพราะรู้จักกันมานาน ธารณ์เห็นสีหน้ากังวลใจของพรนับพัน เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ให้ผมขับรถให้คุณปันปันนะครับ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่ธารณ์กลับมาเหนื่อยๆ พักผ่อนดีกว่าค่ะ”
“โรงงานยังไม่ได้เปิดเต็มที่ ผมเองก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอกครับ” เขาพูดยิ้มๆ ไม่อยากให้เธอกังวล และแอบดีใจที่เธอแสดงความเป็นห่วงมากขนาดนี้ “หรือคุณปันปันรังเกียจที่ผมขับรถให้”
“พูดอะไรแบบนั้นคะ” เธอทำเสียงอ่อนเหมือนเด็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผมขับรถให้เถอะครับ คุณปันปันจะได้สนุกกับเพื่อนเต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องขับรถกลับด้วย”
หญิงสาวนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วพยักหน้ารับ อารมณ์ของเธอตอนนี้ให้ขับรถออกไปคงได้ประสานงานกับรถบรรทุกแน่เลย
“คุณปันปันรอตรงนี้ไม่เกินสิบนาที ผมไปเอารถออกมาก่อน”
ธารณ์ยื่นมือไปรับกุญแจรถจากมือเรียวเล็กรีบเดินเร็วๆ จนแทบจะกลายเป็นวิ่งไปจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่เข้าทางแล้วขับรถของพรนับพันมารอ หญิงสาวเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่ง เมื่อประตูรถปิดสนิทแล้วรถเก๋งสีหวานจึงเคลื่อนออกไปโดยไม่รู้ว่ามีสายตาของป้าฉลวยจ้องมองมองอยู่ นางได้แต่เป็นกังวลเกรงว่าลูกชายใฝ่สูงจะหมายโน้มกิ่งดอกฟ้า นางรู้ดีว่าอย่างไรเสีย พรนับพันมองลูกชายนางเป็นแค่พี่ชาย ไม่เคยแสดงท่าทีเช่นหนุ่มสาว คนมั่นรักจริงจังอย่างลูกชายนางเกรงว่าอกหักครั้งนี้อาจเจ็บเจียนตายเลยก็ได้ ถ้านางกับลูกเกิดเป็นคนรวยคงดีไม่น้อย คงได้ช่วยแบ่งเบาภาระใหญ่ของตระกูลศุขไสยาศน์ได้บ้าง
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ธารณ์ขับรถให้พรนับพันนั่ง บางครั้งเขาก็อยากเอื้อมมือข้ามเกียร์ไปกุมมือเธอ แต่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาทำงานแทบทุกอย่างในบ้านหลังนี้ ไม่เคยสนใจว่าคนอื่นจะดูแคลนยังไง แต่สำหรับเขาแล้วแค่ทุกวันได้เห็นรอยยิ้มของหญิงสาวก็ทำให้เขามีความสุขมากพอแล้ว
“พี่ธารณ์ค่ะ”
“ครับ”
“เรื่องที่โรงงานเป็นยังไงบ้างคะ”
ชายหนุ่มปรายตามองคนที่นั่งข้างๆแล้วยิ้มบางๆ “เรียบร้อยดีครับ ชาวบ้านที่ปลูกสมุนไพรต่างก็ดีใจที่จะได้มีที่ขายกัน คุณฐากรูให้ราคาดีไม่กดราคาพวกเขา ทุกคนก็มีความสุขครับ”
พรนับพันรู้ว่าธารณ์เป็นมากกว่าคนงานหรือพนักงาน เขารู้เรื่องในบ้านดีร่วมทั้งเรื่องบริษัทยาสมุนไพรที่กำลังก่อตั้งอยู่นี้ เขาอาจจะรู้แต่ไม่อยากพูดก็ได้ เธอพยายามคิดในแง่บวกมันน่าจะเหลือหนทางอื่นเป็นทางเลือกให้เธอได้สิ หากเป็นอย่างที่พ่อพูด บ้านเราขาดสภาพคล่องธนาคารไม่ปล่อยกู้ การจะใช้เงินดำเนินการกิจการต่อนั้นจำเป็นต้องใช้มากกว่าเจ็ดหลัก การแต่งงานบ้าบออะไรกัน คนดีๆ ที่ไหนจะเอาเงินเป็นล้านมาแลกเพื่อการแต่งงานแบบนี้
ไม่นานนักธารณ์ก็ขับรถมาถึงร้านอาหารกึ่งผับ เขาจอดรถที่ลาดจอดรถแล้วอาสาเดินไปส่งที่ประตูทางเขา
“เที่ยวให้สนุกนะครับ จะกลับแล้วโทรบอก ผมจะมารับ”
“ขอบคุณค่ะพี่ธารณ์”
หญิงสาวส่งยิ้มแล้วเดินเข้าไปด้านใน เสียงเพลงจากการแสดงดนตรีสดดังทันทีที่ก้าวเข้าไปด้านใน เธอเดินตรงไปตามทางที่เพื่อนสนิทไลน์บอก ไม่นานก็เห็นเพื่อนสาวสามสี่คนโบกมือเรียกทำให้พรนับพันทิ้งความขุ่นมัวในใจแล้วฉีกยิ้มกว้างเดินตรงไปหาเพื่อนสนิท
“เบิร์ดเดย์จ๊ะคุณเพื่อน” พรนับพันหยิบกล่องใบเล็กจากกระเป๋าสะพายส่งให้ “ของขวัญวันเกิดจ๊ะ”
“ขอบใจนะ” แป๋มเจ้าของงานวันเกิดรับของขวัญจากเพื่อน “แค่เธอมาก็ดีใจแล้ว ของขวัญไม่ต้องก็ได้”
“ของขวัญไม่ต้องแต่ขอลิปมันแทนใช่ไหม” ขวัญพูดหยอกเพื่อนแล้วชีนิ้วไปที่ริมฝีปากตัวเอง “ลิปกุหลาบอะไรนั้นน่ะ ริมฝีปากฉันดีขึ้นตั้งเยอะ ไม่เป็นขุยแล้ว”
“ครีมพอกหน้าก็ใช้ดีมาก ผิวเด้งมาก” กัลยาจิ้มนิ้วที่แก้มตัวเอง “ดีจังมีเพื่อนทำบริษัทเครื่องสำอางเนี้ย”
“ยังอยู่ในระหว่างการผลิต” พรนับพันหัวเราะเสียงใสแล้วนั่งลง “ดื่มอะไร ฉันเอาด้วย”
“ว้ายๆ นี่ปันปันเรียกหาเครื่องดื่มหรือเนี้ย!” เพื่อนๆ ต่างทำตาโต ปกติเพื่อนสาวคนนี้แทบไม่ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอร์เลย
“พรุ่งนี้ไม่ได้ไปทำงาน คืนนี้ขอดื่มหน่อย” พรนับพันไม่อยากให้เพื่อนรู้ปัญหาที่ตัวเองเผชิญ เธอไม่ได้กลัวหรืออายถ้าวันหนึ่งจะกลายเป็นคนล้มละลาย แต่ไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเป็นกังวลเรื่องของเธอ
“ก็ดีนะ ตอนสมัยมัธยมอยากเที่ยวแต่อายุไม่ถึง ตอนนี้ทำงานแล้วเที่ยวได้”
“พูดเหมือนแก่เลย”
“ยี่สิบสี่แล้ว มันต้องเที่ยวตอนนี้แหละจะไปเที่ยวตอนแต่งงานมีลูกมีผัวได้ไง จะให้กระเตงลูกมานั่งในผับแบบนี้เหรอ”
“พูดแบบนี้มีคนจะแต่งงานแล้วเหรอ”
“สวยขนาดนี้มันก็ต้องมีคนมาขายขนมจีบอยู่แล้ว”
เพื่อนสาวสมัยเรียนมัธยมต่างพูดคุยหัวเราะสนุกสนาน พรนับพันก็พลอยหัวเราะไปกับเพื่อนด้วย เธอรับแก้วเครื่องดื่มเป็นเหล้าผสมโค้ก จังหวะเพลงสนุกสนานและได้คุยเรื่องความหลังทำให้เธอลืมที่กังวลใจไปได้บ้าง แม้รู้ว่าเมื่อถึงเวลาก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง
“เวลาคุณว่าง่ายไม่ดื้อก็น่ารักดีนะ”“ทำไมฉันรู้สึกไม่อยากให้คุณเห็นว่าฉันน่ารักล่ะ” เธอเบ้ปากใส่ “อิ่มแล้วค่ะ เราไปซื้อของกันเถอะ”“คุณนี่ไม่รู้จักเอาอกเอาใจสามีเลยนะ”“แค่กินข้าวเที่ยงจะเอาอะไรอีกคะ ปกติเวลาทำงานฉันกินข้าวไม่เกินสิบนาทีเอง”“ได้ ถ้าอย่างนั้นไปเลือกเสื้อผ้ากัน ชุดของคุณ...มันเชยไปหน่อยนะ”“เขาเรียกชุดสุภาพค่ะ” เธอแลบลิ้นใส่เขา “คุณต้องมีเสื้อผ้าเยอะกว่านี้ ผมเห็นคุณใส่วนๆซ้ำๆ อยู่แค่ไม่กี่ชุด”“อ้อ! นี่คุณสนใจฉันด้วยเหรอคะ นึกว่าทำตัวเป็นอากาศธาตุที่มองไม่เห็น” ใช่สิ เธอพยายามจะเจอเขาตั้งหลายครั้ง แต่เขากลับหลบเลี่ยง นี่ถ้าไม่เพราะคุณปู่ล้มป่วย เขาคงไม่โผล่มาให้เห็นหรอกเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจดี เขาได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของภรรยาหมาดๆ คนนี้...เขาไม่เคยลืมภรรยาที่ตายจากไป วิกเตอเรียเป็นผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกสงบสบายใจ แต่พรนับพันคือความสดใสร่าเริง หลิวโม่โฉวรู้สึกไม่ยุติธรรมกับพรนับพันนัก เธอไม่ควรถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิงคนไหน แต่เขาก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ พรนับพันไม่ใช่สาวสายแฟชั่น เธอแต่งกายเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อต้องมาเลือกซื้อเสื้อผ้า เธอก็ได้แต่ยืนงงในห
“ดีจริงๆ” ปู่หลิวแตะหลังมือของหลานสะใภ้ “ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ปู่จะมอบของขวัญให้นะ” “ขอแค่คุณปู่แข็งแรงดีก็เป็นของขวัญให้หนูแล้วค่ะ” หลิวโม่โฉวปรายตาไปทางภรรยาหมาดๆของเขา ไม่ว่าเธอจะพูดด้วยความจริงใจหรือประจบประแจงแต่ก็ทำให้คุณปู่มีความสุข เขายกแขนขึ้นวาดวงแขนโอบร่างเล็กเข้ามาแนบชิด คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัวพยายามขืนตัวไม่เอนไปทางเขา แต่แรงของผู้ชายย่อมเยอะกว่าเธอจึงตกอยู่ในวงแขนของเขาราวคู่รักแสนหวาน “คุณปู่พักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง แล้วเตรียมตัวผ่าตัดได้เลยนะครับ” “ไอ้หลานคนนี้เอะอะก็ให้ผ่าตัดอยู่นั้นแหละ” ปู่หลิวทำฮึดฮัดเหมือนเด็กน้อย ทำให้พรนับพันเผลอหัวเราะออกมา “คุณหลิวเป็นห่วงคุณปู่ต่างหากล่ะค่ะ ต้าเหนิงก็เป็นห่วงคุณปู่” “ไม่ทันไรพูดเข้าข้างกันแล้ว” ปู่หลิวหัวเราะชอบใจ “ทำไมเรียกคุณหลิวล่ะ เป็นสามีภรรยากันแล้วเรียกโม่โฉวหรืออาโม่ก็ได้” “เธอคงยังไม่ค่อยเข้าใจนะครับ” หลิวโม่โฉวยักคิ้วให้ ใบหน้าที่เรียบนิ่งอยู่เสมอกลายเป็นหนุ่มน้อยขึ้นมาทันทีที่ได้หยอกล้อคนข้างๆ “จริงสิ ปู่ก็ลืมไป โม่โฉวก
หลิวโม่โฉวเห็นแววตามุ่งมั่นของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ไม่เหมือนหมอเลยสักนิด ถึงจะเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เถอะ เขายังจำตอนที่เดินเข้าไปนั่งให้เธอตรวจได้ดี มีความอ่อนโยนและจริงใจที่เขาสัมผัสได้ ในวินาทีนั้น เขาก็ได้ตัดสินใจยอมรับเธอเป็นภรรยาตามที่ปู่เสนอแล้ว “คุณหลิวคิดยังไงคะ” เธอถามหลังพรีเซนต์เสร็จ “คุณจะต้องเสียเวลาทำเอกสารนำเสนอพวกนี้ทำไม ก็แค่รับเงื่อนไขแต่งงานกับผมตามที่คุณปู่เสนอ” พูดไปตั้งเยอะ วนมาเรื่องนี้อีกแล้ว เธอเบ้ปากแล้วสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนพูดไปตามที่ใจคิด “คุณคิดว่าการแต่งงานคืออะไรคะ เราไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รักกัน หรือคุณเชื่อที่คุณปู่บอกว่าดวงฉันส่งเสริมครอบครัวของคุณจริงๆเหรอ” “คุณพูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม แต่แววตาขบขัน “ฉันเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ แต่ไม่ได้เชื่อเรื่องดวงชะตาอะไรพวกนั้น” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ “และใช่...ฉันต้องการเงิน ดูแล้วคุณต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งเสริมฉัน” เขาปิดแฟ้มเอกสาร “สกุลหลิวคือหนึ่งในสิบส
พรนับพันมองข้อมือตัวเองแล้วมองหน้าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดึงเธอไว้ “ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันง่วงมากคงคุยกับคุณไม่รู้เรื่อง เอาอย่างนี้ได้ไหม ตอนเช้าคุณอย่าเพิ่งหนีฉันไปไหนนะ ฉันมีเรื่องต้องเจรจากับคุณ” ถ้าเป็นเวลาทำงาน เธอเต็มที่ถึงไหนถึงกัน แต่ถ้าเธอได้หลับและถูกรบกวนก่อนถึงเวลาตื่น เธอจะหงุดหงิดและคุยกับใครไม่รู้เรื่อง แม้ว่าเรื่องที่ต้องคุยนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ท่าทางงัวเงียของเธอทำให้เขานึกอยากหัวเราะ และอยากแกล้งเธอไปพร้อมกัน “คุณมีอะไรจะเจรจากับผม” เขายังไม่ปล่อยข้อมือเรียวเล็ก และเหมือนเธอจะไม่รู้ว่าเขาแตะเนื้อต้องตัวเธออยู่ “แผนงานธุรกิจ” เธอตอบแล้วอ้าปากหาว “แผนงานอะไร?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม “ฉันทำแผนงานมาเสนอคุณ เตรียมตัวพรีเซนต์อย่างดี แต่คุณก็หลบหน้าไม่มาเจอฉันเสียที ถ้าคุณมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับบริษัทพ่อของฉัน เราไม่ต้องแต่งงานกันก็ได้ แบบนี้ไง” กิจการกระจิ๋วหลิวของครอบครัวเธอไม่ได้อยู่สายตาของเขาเลยสักนิด แต่เขาก็อยากรู้ว่าเธอมีข้อเสนออะไรให้เขา “งั้นก็ไปคุยกันที
“ค่ะ...ฉันจะดูแลต้าเหนิงเอง” เธอยิ้มอย่างเข้าใจ เวลาแบบนี้จะทำเป็นไม่สนใจก็ใจดำไปหน่อย“ต้าเหนิง กินข้าวแล้วเราทำอะไรกันดี ตอนบ่ายมีเรียนหรือเปล่า”“วันนี้ไม่มีแล้ว” เขาส่ายหน้าไปมา ดวงตาสุกใสจ้องมองแล้วถาม “คุณอามาเล่นที่ห้องผมไหม ห้องผมมีของเล่นเยอะแยะเลย”‘คุณอา’ เรียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกันพรนับพันพยักหน้ารับ “ไปสิ อาก็ไม่รู้จะไปไหน ปกติอยู่แต่ในห้องหนังสือ”“ห้องนั้นน่าเบื่อจะตาย มาเล่นห้องผมเถอะ” พูดจบก็รีบดึงมือหญิงสาวให้เดินตามไปที่ห้องของเขา ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคนรับใช้“มองอะไรกัน มีงานก็ไปทำไป” หัวหน้าแม่บ้านพูดเสียงดุจึงทำให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง เธอส่ายหน้าไปมาแล้วหันไปส่งพ่อครัว “เตรียมทำขนมของว่างให้คุณชายน้อยกับคุณผู้หญิงด้วย ฉันจะยกไปเอง”“ได้ครับ”เจียงหู เป็นหัวหน้าแม่บ้านวัยสี่สิบ เจียงหูทำงานที่นี่ตั้งแต่ยังวัยรุ่น ครอบครัวเธอก็เป็นคนรับใช้ของสกุลหลิว นายท่านใหญ่ให้ทุนการศึกษาแก่เธอและคนในครอบครัว รวมทั้งหางานให้ทำในบริษัทของสกุลหลิว สำหรับเธอที่อยู่ที่นี่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด วันนี้ได้เห็นรอยยิ้มของคุณชายน้อยก็พลอยอิ่มเอมใจไปด้วย เธอหวังเหลือเกินว่
“สองคนนี้เจอกันแล้วรึ” ปู่หลิวจิ้นถามเมื่อเห็นหลานชายกับว่าที่หลานสะใภ้ยืนจ้องหน้ากันอยู่ “ครับ”หลิวโม่โฉวไม่ปิดบัง ใบหน้าเรียบนิ่งน้ำเสียงเย็นชามีเพียงแววตาที่เหมือนยิ้มเยาะอยู่ที่ทำให้พรนับพันโกรธจนกำมือแน่น เขาถือสิทธิ์อะไรมาปั่นหัวเธอแบบนี้ ไม่ได้ป่วยแต่ก็ไปให้เธอตรวจที่โรงพยาบาลราวกับชายหนุ่มรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคิดอะไรอยู่ เขาสาวเท้าเดินผ่านเธอไปแล้วประคองปู่หลิวด้วยตนเอง“ต้าเหนิงวิ่งไปบอกว่าปู่เป็นลม ผมจะไปส่งปู่ที่โรงพยาบาลเอง”“แค่เป็นลมไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก” ปู่หลิวโบกมือไปมา แล้วเบี่ยงตัวไปสบตากับว่าที่หลานสะใภ้ “ปันปันมาเจอโม่โฉวสิ”“ปู่!” ชายหนุ่มตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้ม “เวลานี้สุขภาพของปู่สำคัญที่สุด อย่าเพิ่งคุยเรื่องไร้สาระเลยน่า”‘เรื่องไร้สาระ! ใช่สิ! การแต่งงานมันคงเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขาถึงได้หลบหน้าไม่มาเจอเธอ อ้อ! ยังมีเวลาแอบไปดูตัวเธอมาก่อนแล้วด้วย’โกรธก็ส่วนโกรธ เวลานี้อาการของปู่หลิวสำคัญที่สุด“ใช่ค่ะ คุณปู่ไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่านะคะ”สาวใช้เข็นวีลแชร์มารอแล้ว ปู่หลิวไม่อยากไปโรงพยาบาลแต่ดูท่าทางจะขัดใจหลานๆไม่ได้ จึงยอมนั่งวีลแชร์ให้คนรับใช้







