Mag-log inพ่อกำลังจะห้ามแต่แม่กลับตบหลังมือพ่อเบาๆ เป็นเชิงเตือน “ปล่อยให้ลูกไปคิดทบทวนก่อนเถอะ เราก็รู้นิสัยปันปันอยู่ ยิ่งไปบังคับก็ยิ่งไม่ทำตาม ถ้าลูกไม่อยากแต่งก็คงฝืนใจไม่ได้ เรื่องเงินก็...ช่างมันเถอะ ล้มแล้วก็ค่อยหาใหม่ได้”
ทั้งปู่กับพ่อถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วน จริงอยู่ เรื่องเงินถ้าไม่ตายก็หาใหม่ได้ เพียงแต่มันไม่ใช่แค่ครอบครัวของตนเอง แต่ยังมีอีกหลายชีวิตที่ฝากความหวังไว้ที่พวกเขา ล่มหัวจมท้ายกันมานานต่างก็หวังจะเห็นกิจการตระกูลศุขไสยาศน์รุ่งเรือง ไม่ได้เป็นแค่ยาผีบอกอย่างที่คนอื่นชอบพูดกัน
หญิงสาวเดินอย่างหงุดหงิดมาที่หน้าบ้าน อยากจะร้องกรี๊ดๆออกมาแต่ทำไม่ได้ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน ค.ศ.2025แล้วยังมีเรื่องพวกนี้อีกเหรอ ผู้ชายคนนั้นก็อะไร ไม่รู้จักกันเสียหน่อยจะมาแต่งงานกันได้ยังไง หรือแต่งๆไปแล้วแยกกันอยู่ ทำเหมือนไม่รู้จักกันอย่างนั้นเหรอ
“คุณปันปันจะไปไหนครับ” ธารณ์เอ่ยถามอย่างแปลกใจเพราะไม่ค่อยเห็นพรนับพันไปเที่ยวกลางคืนนัก เขาเพิ่งรดน้ำต้นไม้เสร็จและยังสวมชุดทำงานอยู่ เพียงแค่พับแขนเสื้อขึ้นเท่านั้น เพราะนิสัยของเขาชอบอาบน้ำทีเดียวก่อนเข้านอน
“ไปงานวันเกิดยัยแป๋มค่ะ” เธอตอบ
เพราะรู้จักกันมานาน ธารณ์เห็นสีหน้ากังวลใจของพรนับพัน เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ให้ผมขับรถให้คุณปันปันนะครับ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่ธารณ์กลับมาเหนื่อยๆ พักผ่อนดีกว่าค่ะ”
“โรงงานยังไม่ได้เปิดเต็มที่ ผมเองก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอกครับ” เขาพูดยิ้มๆ ไม่อยากให้เธอกังวล และแอบดีใจที่เธอแสดงความเป็นห่วงมากขนาดนี้ “หรือคุณปันปันรังเกียจที่ผมขับรถให้”
“พูดอะไรแบบนั้นคะ” เธอทำเสียงอ่อนเหมือนเด็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผมขับรถให้เถอะครับ คุณปันปันจะได้สนุกกับเพื่อนเต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องขับรถกลับด้วย”
หญิงสาวนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วพยักหน้ารับ อารมณ์ของเธอตอนนี้ให้ขับรถออกไปคงได้ประสานงานกับรถบรรทุกแน่เลย
“คุณปันปันรอตรงนี้ไม่เกินสิบนาที ผมไปเอารถออกมาก่อน”
ธารณ์ยื่นมือไปรับกุญแจรถจากมือเรียวเล็กรีบเดินเร็วๆ จนแทบจะกลายเป็นวิ่งไปจัดแจงเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่เข้าทางแล้วขับรถของพรนับพันมารอ หญิงสาวเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่ง เมื่อประตูรถปิดสนิทแล้วรถเก๋งสีหวานจึงเคลื่อนออกไปโดยไม่รู้ว่ามีสายตาของป้าฉลวยจ้องมองมองอยู่ นางได้แต่เป็นกังวลเกรงว่าลูกชายใฝ่สูงจะหมายโน้มกิ่งดอกฟ้า นางรู้ดีว่าอย่างไรเสีย พรนับพันมองลูกชายนางเป็นแค่พี่ชาย ไม่เคยแสดงท่าทีเช่นหนุ่มสาว คนมั่นรักจริงจังอย่างลูกชายนางเกรงว่าอกหักครั้งนี้อาจเจ็บเจียนตายเลยก็ได้ ถ้านางกับลูกเกิดเป็นคนรวยคงดีไม่น้อย คงได้ช่วยแบ่งเบาภาระใหญ่ของตระกูลศุขไสยาศน์ได้บ้าง
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ธารณ์ขับรถให้พรนับพันนั่ง บางครั้งเขาก็อยากเอื้อมมือข้ามเกียร์ไปกุมมือเธอ แต่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาทำงานแทบทุกอย่างในบ้านหลังนี้ ไม่เคยสนใจว่าคนอื่นจะดูแคลนยังไง แต่สำหรับเขาแล้วแค่ทุกวันได้เห็นรอยยิ้มของหญิงสาวก็ทำให้เขามีความสุขมากพอแล้ว
“พี่ธารณ์ค่ะ”
“ครับ”
“เรื่องที่โรงงานเป็นยังไงบ้างคะ”
ชายหนุ่มปรายตามองคนที่นั่งข้างๆแล้วยิ้มบางๆ “เรียบร้อยดีครับ ชาวบ้านที่ปลูกสมุนไพรต่างก็ดีใจที่จะได้มีที่ขายกัน คุณฐากรูให้ราคาดีไม่กดราคาพวกเขา ทุกคนก็มีความสุขครับ”
พรนับพันรู้ว่าธารณ์เป็นมากกว่าคนงานหรือพนักงาน เขารู้เรื่องในบ้านดีร่วมทั้งเรื่องบริษัทยาสมุนไพรที่กำลังก่อตั้งอยู่นี้ เขาอาจจะรู้แต่ไม่อยากพูดก็ได้ เธอพยายามคิดในแง่บวกมันน่าจะเหลือหนทางอื่นเป็นทางเลือกให้เธอได้สิ หากเป็นอย่างที่พ่อพูด บ้านเราขาดสภาพคล่องธนาคารไม่ปล่อยกู้ การจะใช้เงินดำเนินการกิจการต่อนั้นจำเป็นต้องใช้มากกว่าเจ็ดหลัก การแต่งงานบ้าบออะไรกัน คนดีๆ ที่ไหนจะเอาเงินเป็นล้านมาแลกเพื่อการแต่งงานแบบนี้
ไม่นานนักธารณ์ก็ขับรถมาถึงร้านอาหารกึ่งผับ เขาจอดรถที่ลาดจอดรถแล้วอาสาเดินไปส่งที่ประตูทางเขา
“เที่ยวให้สนุกนะครับ จะกลับแล้วโทรบอก ผมจะมารับ”
“ขอบคุณค่ะพี่ธารณ์”
หญิงสาวส่งยิ้มแล้วเดินเข้าไปด้านใน เสียงเพลงจากการแสดงดนตรีสดดังทันทีที่ก้าวเข้าไปด้านใน เธอเดินตรงไปตามทางที่เพื่อนสนิทไลน์บอก ไม่นานก็เห็นเพื่อนสาวสามสี่คนโบกมือเรียกทำให้พรนับพันทิ้งความขุ่นมัวในใจแล้วฉีกยิ้มกว้างเดินตรงไปหาเพื่อนสนิท
“เบิร์ดเดย์จ๊ะคุณเพื่อน” พรนับพันหยิบกล่องใบเล็กจากกระเป๋าสะพายส่งให้ “ของขวัญวันเกิดจ๊ะ”
“ขอบใจนะ” แป๋มเจ้าของงานวันเกิดรับของขวัญจากเพื่อน “แค่เธอมาก็ดีใจแล้ว ของขวัญไม่ต้องก็ได้”
“ของขวัญไม่ต้องแต่ขอลิปมันแทนใช่ไหม” ขวัญพูดหยอกเพื่อนแล้วชีนิ้วไปที่ริมฝีปากตัวเอง “ลิปกุหลาบอะไรนั้นน่ะ ริมฝีปากฉันดีขึ้นตั้งเยอะ ไม่เป็นขุยแล้ว”
“ครีมพอกหน้าก็ใช้ดีมาก ผิวเด้งมาก” กัลยาจิ้มนิ้วที่แก้มตัวเอง “ดีจังมีเพื่อนทำบริษัทเครื่องสำอางเนี้ย”
“ยังอยู่ในระหว่างการผลิต” พรนับพันหัวเราะเสียงใสแล้วนั่งลง “ดื่มอะไร ฉันเอาด้วย”
“ว้ายๆ นี่ปันปันเรียกหาเครื่องดื่มหรือเนี้ย!” เพื่อนๆ ต่างทำตาโต ปกติเพื่อนสาวคนนี้แทบไม่ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอร์เลย
“พรุ่งนี้ไม่ได้ไปทำงาน คืนนี้ขอดื่มหน่อย” พรนับพันไม่อยากให้เพื่อนรู้ปัญหาที่ตัวเองเผชิญ เธอไม่ได้กลัวหรืออายถ้าวันหนึ่งจะกลายเป็นคนล้มละลาย แต่ไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเป็นกังวลเรื่องของเธอ
“ก็ดีนะ ตอนสมัยมัธยมอยากเที่ยวแต่อายุไม่ถึง ตอนนี้ทำงานแล้วเที่ยวได้”
“พูดเหมือนแก่เลย”
“ยี่สิบสี่แล้ว มันต้องเที่ยวตอนนี้แหละจะไปเที่ยวตอนแต่งงานมีลูกมีผัวได้ไง จะให้กระเตงลูกมานั่งในผับแบบนี้เหรอ”
“พูดแบบนี้มีคนจะแต่งงานแล้วเหรอ”
“สวยขนาดนี้มันก็ต้องมีคนมาขายขนมจีบอยู่แล้ว”
เพื่อนสาวสมัยเรียนมัธยมต่างพูดคุยหัวเราะสนุกสนาน พรนับพันก็พลอยหัวเราะไปกับเพื่อนด้วย เธอรับแก้วเครื่องดื่มเป็นเหล้าผสมโค้ก จังหวะเพลงสนุกสนานและได้คุยเรื่องความหลังทำให้เธอลืมที่กังวลใจไปได้บ้าง แม้รู้ว่าเมื่อถึงเวลาก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง
“นี่คงเปลี่ยนใจแกไม่ได้แล้วใช่ไหม” พ่อพูดขึ้น“ค่ะ จ๋าตั้งใจแล้ว”“ไม่เคยเห็นแกดื้อขนาดนี้เลยนะ” แม่ส่ายหน้าไปมา “เอาเถอะ เจ็บมาก็กลับบ้านก็แล้วกัน”“แต่เรื่องของแกกับแฟนนี่ พ่อกับแม่ต้องขอดูอีกหน่อยนะ”“ดูนานๆก็ได้ครับ อุ้ย!” กัมปนาถเผลอทำตัวเป็นเด็ก ปกติอยู่บ้านพูดล้อเล่นกับพ่อแม่ตัวเองได้จนเคยปากเสียแล้ว“พ่อกับแม่ยังไม่ได้ยอมรับหรอกนะ แต่ยังไงก็พาไปที่บ้านบ้าง” พ่อพูดเสียงดุเหมือนเดิม“ขอบคุณครับ คุณพ่อคุณแม่”จารวีรู้ดีว่านี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดของแม่และพ่อแล้ว หญิงสาวกลั้นน้ำตาแล้วหันไปยิ้มให้กัมปนาถ รู้สึกขอบคุณที่เขายอมอดทนและนั่งอยู่ข้างเธอแบบนี้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพ่อกับแม่ก็ขอตัวกลับ ย้ำกำชับให้จารวีพากัมปนาถไปที่บ้านของพวกเขา“วันหยุดคราวหน้าพวกเราจะไปครับ”กัมปนาถยกมือไหว้พ่อกับแม่ของคนรัก ยืนส่งจนรถเก๋งเคลื่อนออกไปแล้วก็หันไปยิ้มและยักคิ้วให้จารวี “อะไรคะ” จารวีหรี่ตามอง ยิ้มแบบนี้มีเรื่องทุกที“ผมเก่งไหมล่ะ? ผ่านด่านคุณพ่อกับคุณแม่คุณได้แล้วนะ”“เข้าใจผิดแล้วล่ะ” เธอตบแก้มเขาเบาๆเหมือนหยอกล้อ “นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง”“ยังไงก็ได้เริ่มแล้วละน่า” เขาช
เด็กหนุ่มหัวเราะแล้วหันไปยกมือไหว้พ่อแม่พี่สาวก่อนจะวิ่งตามไปรวมกลุ่มเพื่อนนักเรียนทุนที่จะขึ้นเครื่องบินไปญี่ปุ่นพร้อมกัน กัมปนาถปลุกกำลังใจให้ตัวเองก่อนหันไปยิ้มให้พ่อกับแม่ของคนรัก“ไปทานอาหารกันไหมครับ ผมรู้จักร้านอร่อยนั่งสบายแถวๆนี้”“ดี เหมือนเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ” แม่ของจารวีเชิดหน้าขึ้น“ครับ ที่ร้าน... คุณพ่อกับคุณแม่รู้รู้จักไหมครับ ขับรถออกไปสิบนาทีน่าจะถึง ยังไงผมขับรถผมนำไปก่อนนะครับ” เขาบอกชื่อร้านกับทางที่ไป คุณพ่อพยักหน้ารับแล้วหนุ่มสาวก็แยกออกมาก่อน“ไหวไหมคะคุณเคน” จารวีล้อเขา ถ้าเขาถอดใจเธอก็ไม่ว่าอะไรหรอก“ไหวซิครับ ยังไงก็ต้องไหว รักลูกสาวเค้าแล้วนี่”กัมปนาถยิ้มให้กำลังใจตัวเอง ก็แน่ล่ะจะมีใครสักกี่คนที่เข้ามาและรักเขาในสิ่งที่เขาเป็นได้ล่ะ เมื่อพบแล้วก็อยากจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรักได้มีความสุขและสบายใจด้วยเหมือนกัน ไม่นานนักเขาก็มาถึงที่หมาย จารวีสั่งอาหารที่พ่อกับแม่ชอบไว้รอ เมื่อพ่อกับแม่มาถึง อาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟพอดี“ปลาค่ะ ของโปรดพ่อกับแม่”“ยังจำได้อยู่เรอะ” คุณพ่อทำเสียงดุ มีความน้อยใจและประชดในน้ำเสียงนั้น“โธ่! พ่อคะ ไว้หน้าจ๋าบ
“ผมบอกไม่ได้หรอกว่ารักตรงไหน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมเป็นคุณต่างหากที่ผมรัก”“ปากหวาน” เธอก้มหน้ายิ้มเขิน แล้วลุกขึ้นจากตักของเขา แต่ชายหนุ่มอ้าปากค้างสีหน้างุนงง“จ๋าจะจัดของเข้าตู้เย็น แล้วไปช่วยป้าอมรกับน้องอรค่ะ” เธอพูดไม่หันมามองเขา “บ่ายวันเสาร์คุณเคนสะดวกไหมคะ พาจ๋าไปส่งน้องชายที่สนามบินหน่อยซิ”“ได้ครับ ผมว่าง” ตอบเหมือนไม่ต้องคิดเพราะมันวันหยุดงานของเขาอยู่แล้ว“แต่คุณต้องเจอพ่อแม่จ๋าด้วยนะคะ”“ได้ครับ ยินดีและดีใจที่สุดเลยครับ”...................“คุณเคน เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ” จารวีเคาะประตูห้อง 301 หลายครั้งจนหงุดหงิด อึดใจต่อมาประตูค่อยๆเปิดออกแล้วคนที่อยู่หลังบานประตูโผล่หน้าออกมา หญิงสาวขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง“เราต้องไปส่งแจ็คที่สนามบินนะคะ ถ้าออกช้ากว่านี้ไปถึงเครื่องคงออกแล้ว” จารวีท้วงแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป “เกิดอะไรขึ้นคะ”“ผมแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำตัวถูกใจพ่อแม่ของคุณหรือเปล่า” ชายหนุ่มยืนถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ จารวีถอยหลังครึ่งก้าว มองชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาสวมเสื้อยืดคอวีสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้ม กางเกงยีนส์สีน้ำเงิ
กัมปนาถลุกขึ้นไปเปิดโทรทัศน์ เปิดโปรแกรมต่างๆ ครู่ใหญ่ก็เอาเครื่องบังคับเกมส์มาให้เธอ ร่างสูงกำลังจะนั่งลงก็นึกอะไรได้ รีบวิ่งไปในครัวแล้วกลับมาด้วยน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว “แบบนี้มันถึงจะครบสูตร”จารวีนั่งไหล่ชิดกับคนรัก เขาสอนเธอเล่นเกมส์ แรกๆ เธอแพ้เขา พอเล่นคล่องก็เริ่มสนุก เสียงหัวเราะของสองหนุ่มสาวทำให้คนเป็นพ่อแม่และปู่ย่าแง้มประตูออกมาดูโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นคู่รักนั่งเหยียดขายาวบนพื้น หลังพิงโซฟาและหัวเราะยิ้มให้กัน“รู้สึกเหมือนได้ลูกสาวเพิ่มเลยค่ะ” คุณแม่พูดยิ้มๆ“คงได้เลี้ยงหลานแล้วละมั้ง ว่าไงย่า ไหวไหม” ปู่หันไปถามย่า“ก่อนเลี้ยงหลานคงต้องเตรียมสินสอดก่อนละมั้ง” คุณพ่อส่ายหน้าไปมา“ไปเถอะ ปล่อยเด็กๆ เค้าอยู่ด้วยกัน” ย่าปรามให้ทุกคนกลับเข้าห้องตัวเองคืนนั้นสองหนุ่มสาวหลับไปที่ห้องรับแขกทั้งคู่ จารวีมารู้สึกตัวตอนเช้าตรู่ เขินอายที่เผลอหลับไปแล้วรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน เตรียมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แผนเดิมที่จะมาแค่วันเดียวกลายเป็นค้างคืนอย่างไม่ตั้งใจ เช้านี้เลยต้องรีบกลับ หญิงสาวออกจากห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนของกัมปนาถแล้วก็รู้สึกว่ามี
“ก็นิดหน่อยค่ะ”“ตาเปรมเป็นเพื่อนตาเคนมาตั้งแต่เด็ก ก็เด็กผู้ชายนั้นนะ เค้าก็เคยเห็นเพื่อนอกหักก็เลยเป็นห่วงเพื่อน อย่าไปโกรธตาเปรมเลยนะ”“ค่ะ หนูเข้าใจ”“อึดอัดใหม่ อยู่กับคนแก่คนเฒ่าแบบนี้”“ไม่ค่ะไม่ หนูไม่รู้สึกอึดอัดหรอกค่ะ หนูโตมากับพ่อแม่พี่น้องไม่ได้อยู่กับญาติผู้ใหญ่ค่ะ ท่านเสียไปนานแล้ว”“ตาเคนเค้านิสัยเหมือนเด็ก แถมติดครอบครัวอีก ขนาดย้ายไปทำงานไกลๆ ก็กลับมาบ้านทุกเดือน ยกเว้นถ้าไปทำงานต่างจังหวัดล่ะ”“ค่ะ ดูเค้างานยุ่งตลอด”จารวีกลั้นหัวเราะ ภายในใต้เสื้อเชิ้ตเรียบกริบและเนกไทสีเดียวกับกางเกง แต่พอเลิกงานทีไหร่ เขากลายเป็นเด็กหนุ่มที่ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์ ไปร้านหนังสือก็อยู่ตรงมุมการ์ตูนญี่ปุ่น เสื้อยืดของเขาก็เป็นเสื้อลายซูปเปอร์ฮีโร่ แน่ละที่รู้เพราะเธอเป็นคนซักเสื้อให้เขานี่นะ“มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน ไม่เข้าใจกันก็ถาม อย่าเก็บไปคิดคนเดียว” คนเป็นย่าให้กำลังใจ“คุณปู่กับคุณย่าแต่งงานมากี่ปีแล้วค่ะ”“โอ๊ย! หกสิบปีแล้ว ปู่อยากโสดย่าก็ไม่ยอมทิ้งปู่เสียที” คนเป็นปู่พูดขึ้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟัง“ก็แก่ขนาดนี้ไม่มีใครเอา ย่าก็เลยต้องอุทิศตัวเองดูแลปู่ไงล่ะ” ย่าหัว
“กูกลัวมึงโดนผู้หญิงหลอก มึงมันใจอ่อนโดนหลอกมากี่หนแล้ว”กัมปนาถลดหมัดลงแล้วทิ้งลงข้างตัว “นั้นมันหลายปีแล้ว แล้วก็ตั้งแต่สมัยเรียนด้วย”“ก็กูเป็นห่วงมึง”“ขอบใจ แต่กูดูแลตัวเองได้ แล้วกูมั่นใจว่าจ๋าไม่ใช่คนแบบนั้น หรือถ้าวันหนึ่งจะเป็นจริงๆ ก็เป็นเพราะกูเต็มใจเอง” “กูอยากขอโทษผู้หญิงของมึง”“ไม่เป็นไร กูบอกเอง มึงกลับไปก่อนแล้วกัน กูไม่รู้กูจะอารมณ์ดีได้นานแค่ไหน”เปรมมองไปทางที่เห็นจารวีเดินไป แล้วพยักหน้าอย่างยอมรับ เขามองผู้ใหญ่ในบ้านแล้วยกมือไหว้เดินคอตกออกไปเงียบๆ พ่อตบไหล่ลูกชายเบาๆ“ดีแล้วลูก เคนก็รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ จะได้มาดูแฟนตัวเอง”“ครับพ่อ”กัมปนาถวิ่งขึ้นชั้นบนของบ้าน หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ของตัวเองแล้ววิ่งไปอาบน้ำล้างคราบโคลนออก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยใจร้อนรนก่อนจะวิ่งลงมา พ่อพยักหน้าให้อย่างรู้ทัน สายตาเขากวาดไปในห้อง ก็ตะลึงงันไปกับภาพที่เห็น หญิงสาวตัวเล็กในชุดผ้านุ่งสีสดใสกับเสื้อผ้าฝ้ายแขนกุด ผมยาวยังชื้นน้ำอยู่ แม่ส่งเสียงกระแอมไอทำให้ลูกได้สติ ยิ้มเขินๆเดินเข้าไปใกล้“เสื้อผ้าของแม่สมัยสาวๆ เอาให้หนูจ๋าใส่ไปก่อน” แม่พูดยิ้มๆแม้จะผ่า
“ไม่ได้ลำบาก” เขาขับรถมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่นัดหมายไว้ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที แต่น้ำท่วมถนนอย่างนี้ รถเคลื่อนตัวได้ช้า “รถเราสูงก็จริงแต่เพื่อไม่ให้รถดับ พี่ต้องปิดแอร์รถนะ”“ค่ะ”“เรานี่พูดน้อยจริงๆ” ตุลาเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรถเล่น ก่อนเข้ามารับขวัญข้าวเขาแวะซื้อของที่ต้องเอา
หลิวโม่โฉวไม่อยากเสียเวลาให้คนสารเลวนี่อีกแล้ว เขาอุ้มพรนับพันออกมาด้านนอกก็พบเลขาอุ้มลูกชายของเขาอยู่ “ปันปัน” เด็กน้อยร้องไห้จ้า “คุณพ่อต้องช่วยปันปันนะครับ” พรนับพันได้ยินเสียงต้าเหนิงจึงผงกศีรษะขึ้นมองเห็นเด็กน้อยไม่เป็นอะไรก็เบาใจ เธอซุกในอกอุ่นของเขา ปล่อย
“น่าจะชอบนะครับ” เขาก็ไม่แน่ใจ ปกติพรนับพันแทบไม่เคยไปเที่ยวไหน ชีวิตเธอมีแค่เรียนกับทำงาน แล้วก็มีแค่ช่วงที่เป็นแพทย์อาสาที่ต้องไปต่างจังหวัดนานหลายเดือน“ว๊า! นึกว่าคุณลุงจะรู้เสียอีก ไม่เป็นไร ผมไปถามคุณพ่อก็ได้” เด็กชายวัยห้าขวบแย้มยิ้มจนดวงตาหยีเล็ก “แย่จริงๆ ผมมารบกวนคุณลุงแล้ว อาหารกลางวั
“มีอะไรหรือเปล่า” หลิวโม่โฉวถามด้วยรอยยิ้ม เขารับรู้ได้ว่าสายตาคู่หนึ่งจับจ้องการเคลื่อนไหวของเขาแทบตลอดเวลา เขาเช็ดผมจนแห้งแล้วเดินมานั่งใกล้ๆ กลิ่นหอมสมุนไพรลอยอบอวลในห้องเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก “เปล่าค่ะ” เธอส่ายหน้าแล้วหลบดวงตาคมปลาบคู่นั้น เธอจัดการใช้ผ้าขนหนูซับน้ำท







