ANMELDEN“นายท่าน คุณหนู ข้าขอแวะตำบลข้างหน้าได้หรือไม่สถานที่แห่งนั้นเป็นบ้านเกิดของข้ากับเมีย ข้าต้องการให้นางได้กลับคืนสู่บ้านเดิม” ชายหนุ่มผู้เป็นคนถ่อเรือคุกเข่าลงร้องขอต่อตู้เหวินกังกับเสี่ยวหนิง
“เจ้าไปเถอะ พวกเราเองก็จะได้หาที่พักบ้าง” ตู้เหวินกัง อนุญาตด้วยเห็นใจชะตากรรมของเขา
ดังนั้นคนถ่อเรือจึงได้แวะที่ท่าเรือเล็กแห่งหนึ่งข้างหมู่บ้านที่ตนเคยอาศัยอยู่
“ต้าโถว เจ้าอยู่กับคุณหนูนะ พ่อไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับ” มือหยาบกร้านของเขาวางบนศีรษะของลูกน้อยกล่าวคล้ายอาวรณ์ยามเมื่อพวกเขาเดินขึ้นมาบนฝั่ง
“ฮับ” เด็กน้อยตอบรับอย่างเชื่อฟัง เนื่องจากที่เป็นแบบนี้เพราะเจ้าตัวต่างรู้สึกดีใจที่มีพี่น้องมากมายอีกทั้งเขายังได้กินของอร่อยที่พี่สาวแบ่งให้โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามบอกใคร
ชายคนนั้นรู้สึกพอใจที่ลูกเชื่อฟังตนเป็นอย่างดีและก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปอุ้มร่างของเมียที่บัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมเจ้าตัวจึงได้มานั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเสี่ยวหนิงเป็นการร้องขออีกครั้งด้วยใบหน้าเศร้าหมอง
“คุณหนูข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้เป็นการเห็นแก่ตัว แต่ข้าขอร้อง ท่านได้โปรดเมตตาต่อลูกนกตกยากด้วยเถอะ เอาไว้หากชาติหน้ามีจริงข้าจะขอเกิดมาเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน” ชายคนนั้นพูดไปก็ยกชายเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา
“พี่ชายท่านพูดอะไร ท่านแค่เอาร่างของภรรยาไปฝังไม่ใช่เหรอ เหตุใดพูดราวกับจะสั่งเสียกันล่ะ” เสี่ยวหนิงรู้สึกใจหายวาบหลังได้ยินคำกล่าวของคนตรงหน้า
“คุณหนูได้โปรดฟังข้า หากเช้าวันพรุ่งนี้ข้ายังไม่กลับมาขอให้ท่านได้โปรดดูแลลูกชายของข้าด้วยเขายังเด็กนัก ขอให้ท่านจงช่วยรับเลี้ยงเขาด้วยไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม”
เสี่ยวหนิงมีสีหน้ายุ่งยากใจ “พี่ชาย ท่านแค่ไปฝังศพภรรยาพวกเราจะรอท่านกลับมา ดังนั้นอย่าได้พูดจาเหลวไหล ลูกของท่าน ท่านต้องดูแลเอง จู่ ๆ ท่านจะมาไว้ใจให้คนอื่นดูแลเขาแทนได้ยังไง”
“คุณหนู หนทางของข้ามืดมนเต็มทีเอาไว้อีกไม่นานท่านก็จะทราบว่าเพราะอะไร ข้าขอตัว หากท่านไม่อยากเลี้ยงเขาก็ปล่อยเขาเอาไว้ที่เมืองแห่งนี้เถอะ” ชายคนนั้นพูดขึ้นพลางยืดตัวตรงก่อนจะเดินไปช้อนร่างอันไร้ลมหายใจของภรรยาขึ้นแนบอกและเดินจากไปด้วยแผ่นหลังอันงองุ้ม
สิ่งที่เขาพูดหมายถึงเรื่องอะไรกันแน่ เด็กหญิงทำสีหน้าครุ่นคิด
“เสี่ยวหนิง/พี่สาว” ทั้งแม่และน้องชายหญิงต่างส่งเสียงเรียกเธอออกมาพร้อมกัน
“ค่ะ” เด็กหญิงทำสีหน้าฉงน
“ท่านหมอตู้กำลังรอพวกเราอยู่” คนเป็นแม่กล่าวด้วยรอยยิ้มเอ็นดูท่าทางของบุตรสาวคนโตผู้ยังอยู่บนหัวเรือ
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ว่าแต่เงินของแม่ยังมีอยู่หรือเปล่า”
“ยังเหลืออยู่เยอะทีเดียว”
ในขณะที่กลุ่มของเสี่ยวหนิงกำลังเดินเลือกซื้อข้าวของและหาที่พักที่ตำบลแห่งนี้เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าได้ทิ้งปริศนาบางอย่างเอาไว้ให้กับใครบางคนเข้าแล้ว
“นายน้อย พวกเราให้คนไปสืบดูแล้วครับ ไม่เคยมีใครเห็นกระสุนลักษณะแบบนี้มาก่อน”
ผู้ที่ถูกเรียกว่านายน้อยเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ที่ตนกำลังอ่านพลางมองคนพูดด้วยสายตาเรียบนิ่งไร้รอยกระเพื่อมไหวในแววตา ซึ่งทำให้คนมารายงานรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะไม่รู้ว่าผู้เป็นนายคิดอย่างไร
เด็กหนุ่มผู้อยู่ในชุดทหารเอนหลังพิงพนักเบาะในเวลาเดียวกันนั้นเจ้าตัวก็เคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเป็นจังหวะดัง ก๊อก ก๊อก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหลั่งเหงื่อเย็น
“แล้วเรื่องอื่นล่ะ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบเช่นเดียวกับใบหน้า
“รอยเท้าพวกนั้นต่างก็ถูกฝนชะล้าง จะ..จึงทำให้พวกเราไม่อาจทราบได้ว่าเป็นใครที่มาจัดการโจรเหล่านั้นและมีจำนวนคนเท่าไหร่” ผู้กล่าวรายงานเสียงสั่น
“ออกไป” ถ้อยคำแสนสั้นได้ทำให้ผู้เข้ามารายงานอยากจะโห่ร้องด้วยความดีใจ ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้หมุนกายออกไปคล้ายกับมีปีศาจร้ายไล่ล่าอยู่เบื้องหลัง
เสียงปิดประตูดังขึ้นก่อนที่จะมีชายอีกคนเดินออกมาจากหลังตู้บานใหญ่ “นายน้อยให้คนของเราไปสืบดีไหมครับ” ชายคนนั้นกล่าวอย่างนอบน้อม
“ไม่ต้อง เพราะตอนนี้เรามีเรื่องสำคัญกว่าให้คนในหน่วยไปสืบหาสายลับของทางฝั่งนั้นให้เจอ”
“รับทราบ” ชายหนุ่มร่างสูงในเครื่องแบบรับคำสั่งก่อนที่เจ้าตัวจะเดินตามชายหนุ่มก่อนหน้าออกมาทางเดียวกัน
พอหลับหลังคนของตนเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องจึงได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อมายืนมองผู้คนที่กำลังเดินไปมาบนถนนอยู่ทางหน้าต่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หวังว่าคนผู้นั้นคงไม่ใช่ศัตรู นี่คือความคิดที่ผุดขึ้นมา
เสียงผู้คนดังขึ้นเรียกลูกค้าอย่างไม่ขาดสายทำให้น้องชายหญิงของเสี่ยวหนิงมองทางนั้นทีทางนี้ทีอย่างสนใจ
“พี่สาว” เด็กหญิงตัวน้อยดึงชายเสื้อบุนวมของคนเป็นพี่ “ว่ายังไงเสี่ยวเถา” ใบหน้าของเสี่ยวหนิงก้มลงถามน้องสาวอย่างสงสัย
“กินนั่นได้ไหม” เด็กหญิงตัวน้อยชี้นิ้วไปยังร้านขายซาลาเปาเนื้อที่กำลังมีควันสีขาวพวยพุ่งขณะเปิดส่งให้ลูกค้า ทำให้คนตัวเล็กพากันยืนน้ำลายหก ทว่าพวกเขากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยขอด้วยเกรงใจเงินของผู้มีพระคุณ
“ได้สิ รอก่อนนะเดี๋ยวพี่ไปซื้อมาให้” เด็กหญิงใบหน้ารูปไข่พูดขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะรีบเดินไปยังร้านขายซาลาเปาแห่งนั้น
“สิบห้าลูก! ดะ...ได้คุณหนูรอข้าสักครู่” พ่อค้าขายซาลาเปาตอบรับมือไม้สั่นเนื่องจากไม่มีใครซื้อเยอะเช่นนี้มานานแล้ว
“พวกเจ้ามารับไปคนละลูก” เสี่ยวหนิงพูดพร้อมกับหยิบซาลาเปาสีแป้งออกเหลืองส่งให้น้อง ๆ ทีละคน
“เป่าด้วย ระวังร้อน” คนเป็นพี่ไม่วายกล่าวเตือน
ตู้เหวินกังเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินไปทางทิศตรงข้ามกับพวกเขาดังนั้นเจ้าตัวจึงได้อยากไปดู
“เสี่ยวหนิง น้องสาวฟู่ เจ้าดูแลเด็ก ๆ อยู่ตรงนี้นะข้าจะไปอ่านป้ายประกาศ” ตู้เหวินกังพูดขึ้นหลังเห็นทหารสามนายนำกระดาษทาแป้งเปียกแปะไปยังกระดานแผ่นใหญ่
“คนนี้ข้าว่าดูหน้าคุ้น ๆ อยู่นะเจ้าว่าใช่ไหม” ชายคนหนึ่งยกมือกอดอกถามกับเพื่อนของตน
“ใช่อะไรของเจ้า แล้วที่ว่าคุ้นเคยนะหมายถึงใคร” คนผู้นั้นย้อนถามด้วยสีหน้างุนงง
“ขะ..ข้านึกออกแล้ว!” ชายคนแรกตะโกนเสียงดัง
“นึกอะไรออกเจ้าบ้าไปแล้วเหรอ”
“ชายคนนี้เป็นลูกชายบ้านจงยังไงล่ะ เขาออกจากเมืองของเราไปพร้อมกับเมียและก็ลูกชายเจ้าจำได้หรือยัง” ชายคนแรกที่ร้องตะโกนเสียงดังพูดขึ้น
“เจ้าจำผิดเหรอเปล่า ลูกชายเฒ่าจงจะมีใบหน้าอยู่บนนี้ได้ยังไง” คนพูดรู้สึกกังขา
“แต่ข้าว่าใช่ ไม่อย่างนั้นพวกเราลองหาคนที่อ่านหนังสือออกสักคนมาอ่านให้ฟังดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนผู้นี้” ผู้พูดหันซ้ายแลขวาจนสายตามาปะทะกับหมอตู้
“พี่ชาย ดูการแต่งกายของท่านก็รู้ว่าน่าจะเป็นผู้มีความรู้ยังไงซะท่านได้โปรดอ่านข้อความบนนั้นให้พวกเราฟังได้หรือไม่”
ตู้เหวินกังมองคนที่กำลังเอ่ยกับตนด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างพิจารณาอยู่ชั่วครู่เขาจึงได้พยักหน้า
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นใบหน้าที่เด่นหราเจ้าตัวก็รู้สึกตกใจ กระนั้นเขาก็ยังคงเก็บอาการได้ดีพร้อมกันนั้นยังได้อ่านข้อความเหล่านั้นให้คนตรงนี้ฟังด้วยเสียงไม่ดังไม่เบา
“ประกาศจับ!!” ผู้คนมากมายต่างพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตกตะลึงโดยเฉพาะคนที่รู้จักชายคนนี้
“ขะ...ข้าไม่อยากเชื่อ ไม่ได้การหากคนผู้นี้เป็นโจรจริงพวกเราจะต้องไปแจ้งทหาร” ตู้เหวินกังจะเอื้อมมือไปดึงแขนของคนพูดเอาไว้ทว่าในที่สุดเขาก็ปล่อยมือของตนลง
“พวกเราจะต้องรีบออกจากที่นี่” ตู้เหวินกังรีบสาวเท้าเดินมาทางกลุ่มของตนก่อนที่จะกระซิบข้างหูของเสี่ยวหนิงเสียงเบาราวกระซิบ
“ท่านลุง ฉันไม่อยากทิ้งเขา เอาอย่างนี้ ท่านพาแม่ของข้ากับเด็ก ๆ ลงเรือไปก่อนฉันจะตามไปดูชายคนนั้น”
ตู้เหวินกังรู้ดีว่าเขาไม่อาจทัดทานการกระทำของเด็กหญิงได้ ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้พยักหน้า
“หนึ่งชั่วโมง นี่คือเวลาของเจ้าไม่อย่างนั้นข้าจะพาพวกเขาจากไป”
“แค่นั้นก็เหลือเฟือ ขอบคุณค่ะ” เสี่ยวหนิงส่งยิ้มให้เขาหลังจากคะเนดูแสงของดวงตะวัน
“แม่คะ ฉันขอเดินไปดูอะไรหน่อยนะ แม่กับน้อง ๆ อยู่กับท่านลุงก่อนนะคะ” เด็กหญิงส่งเสียงบอกอย่างร่าเริงก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งโดยไม่รอเสียงตอบรับจากมารดา
“เด็กคนนี้นี่” นางฟู่บ่นอย่างจนใจ ในตอนนี้นางไม่ค่อยห่วงลูกสาวคนโตแล้วเนื่องจากเด็กหญิงดูเติบโตขึ้นมาก อีกทั้งยังไม่อ่อนแอเจ้าน้ำตาเช่นครั้งอดีต
เสี่ยวหนิงวิ่งมาตรงป้ายประกาศและเมื่อทราบว่าบ้านเดิมของชายหนุ่มคนนั้นอยู่ที่ไหนเจ้าตัวก็มุ่งหน้าไปทางนั้น
ปลอมตัวสักหน่อยดีกว่า เธอคิด
ดังนั้นในตอนนี้เด็กหญิงผมเปียจึงได้อยู่ในสภาพคล้ายหนุ่มน้อยเนื่องจากหล่อนได้นำวิกผมสั้นมาใส่ ส่วนเสื้อผ้าเองก็ใส่ให้ตัวใหญ่ขึ้นท่วงท่าการเดินก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
หากพี่ชายกับพี่สาวมาเห็นคงตกตะลึงเป็นแน่ เจ้าตัวคิดด้วยความเศร้าที่หวนรำลึกถึงความหลังครั้งยังอยู่กับพี่น้องในยุคปัจจุบัน
สองเท้าอันปราดเปรียวของเสี่ยวหนิงวิ่งไปทางหมู่บ้านที่ถูกระบุไว้ในแผ่นป้ายประกาศจับอย่างรีบร้อน
คล้อยหลังเธอจากไปไม่ไกลทหารกลุ่มใหญ่พร้อมอาวุธครบมือโดยมีชาวบ้านชายสองคนนำหน้าก็มุ่งหน้าไปเส้นทางเดียวกัน
สองสายตาของเสี่ยวหนิงพยายามมองหาชายหนุ่มคนนั้นด้วยความหนักใจ “จะไปหาที่ไหน บ้านของเขาหลังไหนก็ไม่รู้”
ในขณะที่เจ้าตัวกำลังยืนอย่างอับจนหนทางก็ได้มีชาวบ้านสองสามคนเดินพูดคุยกันโดยผ่านหน้าของเธอไปอย่างไม่สนใจ ทั้งนี้เป็นเพราะช่วงนี้หมู่บ้านของพวกเขามักมีคนแปลกหน้าเข้ามาเป็นจำนวนมาก
“น่าสงสารลูกเฒ่าจง พ่อแม่เพิ่งจากไปได้ไม่นานนี่เมียก็ยังมาตายอีกเวรกรรมอะไรไม่รู้แม้แต่ลูกชายคนเดียวก็หายไป”
“ฉันเองก็เห็นใจแต่จะทำยังไงได้ล่ะ ชีวิตคนเราก็มักโหดร้ายแบบนี้ไม่ใช่เหรอ นี่นับว่ายังโชคดีที่ยังได้นำร่างของเมียมาฝัง”
“แกว่าลูกเฒ่าจงคงจะไม่ฆ่าตัวตายบนภูเขาหรอกใช่ไหม”
เมื่อเสี่ยวหนิงได้ยินแบบนี้สองเท้าของหล่อนก็วิ่งไปทางภูเขาซึ่งเป็นทิศตรงกันข้ามกับหมู่บ้านทันที
“พี่ชายอย่า!!” ทว่าช้าไปเสียแล้วเนื่องจากร่างกำยำของชายหนุ่มคนนั้นได้ทิ้งตัวลงไปใต้หุบเหวเบื้องหน้าต่อหน้าต่อตาของเธอ
ยังไม่ทันที่เสี่ยวหนิงจะตั้งสติได้หล่อนก็ได้ยินเสียงเดินของคนจำนวนมากทำให้เจ้าตัวรีบหาที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว
“มันหายไปไหนแล้ว” หนึ่งในทหารคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างหัวเสีย
“หัวหน้าไม่ใช่ว่ามันรู้ความผิดก็เลยชิงกระโดดลงหน้าผาไปแล้วหรอกนะ” เมื่อลูกน้องของตนพูดแบบนี้
ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงได้ก้มหน้าลงไปมองยังหุบเหวสูงคล้ายค้นหาร่องรอยของชายคนนั้น
“นั่นเศษผ้านี่ครับ ติดอยู่กับกิ่งไม้” ชายผู้เป็นคนไปแจ้งทหารชี้นิ้วไปยังเศษผ้าที่กำลังปลิวไสวตามลม
“กลับ” คนเป็นหัวหน้าสั่งเสียงดัง
ในระหว่างที่พวกเขากำลังหันหลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เพิ่งขึ้นมา จู่ ๆ นายทหารคนหนึ่งก็พูดกับเพื่อนของตนที่อยู่ด้านหลัง
“หากเรื่องนี้นายน้อยรู้แกคิดว่าพวกเราจะเป็นยังไง คนแซ่หยางพวกเราก็ยังช่วยออกมาไม่ได้ มาตอนนี้ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายที่เหลือรอดได้อีก”
“แกเงียบไปเลยหากหัวหน้ารู้ก็ซวยกันหมดหรอก” คนเป็นเพื่อนเอ็ดเสียงเขียว
‘คนแซ่หยาง’ เสี่ยวหนิงทวนก่อนที่เจ้าตัวจะเบิกตากว้าง จะใช่พ่อไหม
พ้นจากร่างของคนกลุ่มใหญ่เสี่ยวหนิงจึงได้ปรากฏกายออกมา เธอยืนไว้อาลัยตรงหน้าผาอยู่ชั่วครู่
“พี่ชายฉันรับปากจะดูแลต้าโถวให้ ขอให้ท่านกับพี่สาวเดินทางไปสู่สัมปรายภพที่ดีนะ”
สายลมพัดมาอาบไล้ใบหน้าของเธอแผ่วเบาคล้ายกับเป็นการขอบคุณ
แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่องทางบ้านของนายนับจากนี้ฉันจะเป็นคนดูแลเอง แม่ของนายก็คือแม่ของฉัน” หลี่ลู่เหอมองใบหน้าของคนในรูปถ่ายที่ส่งยิ้มอันสดใสให้กับตนหยาดน้ำตาของเขาไหลออกมากระทบเข้ากับแสงตะวันก่อนจะใช้มืออีกข้างปาดมันทิ้ง “ไปกันเถอะ” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งหัวใจของชายหนุ่มเจ็บปวดทั้งนี้เป็นเพราะมั่วเฉิงกับเขานั้นนับได้ว่าเป็นเสมือนพี่น้องร่วมอุทร&nbs
เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้พวกมันไปอีกด้าน” “มันอันตรายเกินไป” หลี่ลู่เหอค้านทั้งนี้เป็นเพราะเขาคิดว่าฝ่ายตรงข้ามคงเตรียมกำลังมามากกว่านี้ “ผมยอมตายขอให้แผนขององค์กรสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็พอ” ชายคนนั้นพูดโดยที่เขาพยายามบังคับรถให้ไปทางเป้าหมายที่เล็งไว้อีกทั้งยังต้องคอยหลบกระสุนที่พวกมันสาดมาด้วย ทางด้านมั่วเฉิงสถานการ
“พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบากจากน้ำท่วมอยู่ตรงข้ามคนละมณฑลกับคู่หมั้นหนุ่ม ซึ่งทางนั้นเองก็กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดซึ่งเธอรู้ดีว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง มือของหญิงสาวสั่นน้ำตารื้นขึ้นก่อนที่หยาดน้ำนั้นจะหยดลงบนน้ำหมึกจึงทำให้ตัวอักษรเริ่มพร่าเลือน ร่างของเธอคล้ายซวนเซโชคดีที่ว่ามีเก้าอี้อยู่ตรงนี้หล่อนจึงนั่งลงอย่างอ่อนแรง ในข่าวร
สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีน้ำเงินเข้มยืนกอดอกมองการกระทำของพวกมันแต่ละตัว “ระวังตัวกันด้วยล่ะ” เสี่ยวหนิงตะโกนไล่หลังสัตว์ทั้งสี่ที่กำลังวิ่งห่างออกไปไกลซึ่งมีเพียงเสียงคำรามตอบกลับมา แปลได้ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เสี่ยวหนิงได้แต่ยกยิ้มโคลงศีรษะก่อนที่จะเดินย้อนกลับลงเขาตามลำพังท่ามกลางเกร็ดละอองสีขาวจากฟ้าเบื้องบน เพียงพริบตาเว
เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นขัดการสนทนาของคนทั้งสอง เมื่อบานประตูไม้หนาหนักเปิดออกชายหนุ่มในเครื่องแบบคนนั้นก็ยกมือป้องปากข้างหูคนเป็นเจ้านาย ผู้เป็นใหญ่ของสถานที่เริ่มคิ้วขมวดหลังฟังจบเขาก็โบกมือให้ชายคนนี้เป็นสัญญาณให้เดินถอยไป “ฉันกลับบ้านพร้อมกับคู่หมั้นได้แล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวขยับกายของตนด้วยกิริยานุ่มนวลถามขึ้นด้วยรอยยิ้มละไม “ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณหนูใหญ่หยางเสียเวลา” แม้ปากเขาจะพูดเช่นนี้ทว่าใบหน้ากับการกระทำนั้นค่อนข้างสวนทางเป็นอย่างยิ่ง ภายในอกของเขารู้สึกผิดหวังที่หนึ่งหญิงหนึ่งชายไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืน เสียงประตูห้องเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนจ
ความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนจนทำให้ผู้ที่หลุดออกมาจากสมาธิหลังจากเย็บแผลจนเสร็จสมบูรณ์หันมาเห็น “ฉันเก่งมากใช่ไหมคะ” หล่อนถามอย่างไร้อาการเก้อเขิน “ใช่ครับ ทั้งเก่งทั้งสวยและยังฉลาดมากที่สุด” คำชมของเขาทำให้คนถูกชมหน้าแดงซ่านหล่อนหลุบตาลงต่ำด้วยสะท้านกับสายตาของคนพูดที่ไม่ดูเวล่ำเวลา เสียงละเมอของคนเจ็บดังขึ้นจึงทำให้บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวหายไปหลี่ลู่เหอกระแอมในลำคอเปลี่ยนเป็นมานั่งตัวตรงมองไปทางคนเจ็บที่ยังไม่ลืมตา “เขาจะฟื้นตอนไหนหรือครับ” เขาบ่ายหน้ามาถามหญิงคนรักที่กำลังถอดถุงมือ “ฉันคิดว่าน่าจะเช้าค่ะ พี่เหอคะช่วยฉันปลดเชือกด้านหลังหน่อยไม่รู้ว่ามันติดอะไร” เสี่ยวหนิงตอบพลางพยายามแก้ปมเชือกชุดที่ใช้ผ่าตัดคนไข้จำเป็นของตน







