Mag-log inยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ศาลากลางน้ำ เรือนหลังวังชินอ๋อง
บรรยากาศภายในศาลากลางน้ำประดับประดาด้วยผ้าแพรสีสดใส ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาอบอวลไปทั่วบริเวณ บนโต๊ะเสวยไม้แกะสลักถูกจัดเรียงด้วยจานอาหารเลิศรส ชาร้อนกลิ่นหอม และขนมหวานโบราณนับสิบชนิด
ทว่า... บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารกลับเครียดเกร็งจนแทบหายใจไม่ออก
เวินเชียนฟานนั่งประธานอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะในชุดขุนนางลำลองสีดำขลิบทอง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองมายัง ‘ซูเหมย’ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่กระพริบตาแม้แต่วินาทีเดียว!
ข้างกายของชินอ๋องคือ ‘อนุเฉิน’ หญิงงามแต่งกายฉูดฉาด ประดับเครื่องประดับทองคำเต็มศีรษะ นางส่งสายตาจิกกัดและเหยียดหยามมายังมะลิอย่างเปิดเผย
แต่คนที่ถูกจ้องมอง... กลับไม่ได้รู้สึกถึงรังสีฆ่าฟันใดๆ ทั้งสิ้น!
มะลินั่งกอดอก ตาลุกวาวเป็นประกายจ้องมองจานเป็ดปักกิ่งและไก่อบสุราตรงหน้า พลางกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ในใจ
‘เชี่ยเอ๊ย... วังอ๋องรวยร้อยล้านสวัสดิการดีสมคำเล่าลือ! บุฟเฟต์อาหารจีนระดับพรีเมียมห้าดาวฟรีๆ ชัดๆ! มีทั้งเป็ดปักกิ่ง ไก่อบสุรา ติ่มซำ... นอนกินบ้านกินเมืองของจริงละกู!’ มะลิอมยิ้มแป้นอย่างเบิกบานใจ
อนุเฉินเห็นมะลินั่งอมยิ้มไม่สะทกสะท้าน แถมยังเอาแต่จ้องมองจานอาหาร ก็รู้สึกขัดตาเป็นอย่างยิ่ง นางจึงยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก แสร้งส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
“เหอะ... ได้ยินว่าคุณหนูสามตระกูลซูเพิ่งย้ายเข้ามาเมื่อคืน วันนี้ได้มาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับเรือนหลังวันแรก แท้จริงแล้วกิริยาไร้การอบรมเช่นนี้หรือ? เอาแต่จ้องมองจานอาหารไม่วางตา ช่างสมกับเป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางตกอับเสียจริง!”
อาชูที่ยืนถูมือสั่นงกๆ อยู่ข้างหลังมะลิ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม รู้สึกสงสารและเป็นห่วงคุณหนูของตนสุดหัวใจ
แต่มะลิกลับเลิกคิ้วขึ้น หันไปมองอนุเฉินด้วยสายตาเอ็นดูปนสมเพช
“โอ้โห... คุณพี่ปากดีขนาดนี้ กินข้าวเย็นหรือยังคะ?” มะลิส่งยิ้มหวานกวนประสาท “อาหารบนโต๊ะเขามีไว้ให้กินค่ะ ไม่ได้มีไว้ให้นั่งมองเฉยๆ ถ้าคุณพี่ไม่อยากกินเพราะกลัวอ้วนหรือกลัวแป้งบนหน้าหลุด ก็อย่าวุ่นวายกับจานคนอื่นสิคะ มันเสียมารยาท!”
อนุเฉินตาโตเท่าไข่ห่าน หน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห “เจ้า... นังเด็กเมื่อวานซืน! เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้าเชียวรึ!”
“พอได้แล้ว!” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเวินเชียนฟานดังขัดขึ้นเพียงคำเดียว ศาลากลางน้ำก็เงียบกริบลงทันที
เวินเชียนฟานยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ รังสีกดดันแผ่ซ่าน ชินอ๋องจ้องมองมะลิด้วยสายตาค้นหาและประเมิน
‘เมื่อครู่นางใช้คำพูดกวนโทสะเพื่อปั่นป่วนจิตวิทยาใส่อนุเฉิน... ช่างเป็นสายลับที่เยือกเย็นยิ่งนัก!’ เวินเชียนฟานคิดในใจอย่างเครียดเกร็ง
ชินอ๋องยกถ้วยสุราขึ้นชู “งานเลี้ยงในวันนี้ นอกจากจัดขึ้นเพื่อต้อนรับอนุซูเข้าสู่เรือนหลังแล้ว... ข้ายังมีประเพณีประจำเรือนอ๋องอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ‘การประลองบทกวี’!”
อนุเฉินยิ้มเหยียดสะใจทันที ‘เหอะ! นังซูเหมยคนนี้เป็นแค่ลูกเมียน้อย ร่างกายอ่อนแอ ไม่เคยเรียนหนังสือในสำนักศึกษา มีหรือจะแต่งบทกวีชั้นสูงเป็น! วันนี้แหละนางต้องขายหน้าจนแทบไม่มีที่ยืน!’
“ท่านอ๋องกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนักพะยะค่ะ!” อนุเฉินรีบผสมโรง “งานเลี้ยงสุราไร้บทกวีคงน่าเบื่อแย่... เช่นนั้นข้าขอเริ่มต้นประลองบทกวีบทแรกเพื่อเปิดงานก่อนเลยนะเจ้าคะ!”
อนุเฉินลุกขึ้นยืน ขยับพัดในมืออย่างสง่างาม แล้วเอื้อนเอ่ยบทกวีจีนอันสละสลวยด้วยน้ำเสียงแหลมสูง
“...บุปผาแย้มบานยามเช้าตรู่ หงส์เหินบินสู่ฟ้ากว้างใหญ่ พฤกษาตระการตาตระการใจ ชาตินี้ไร้ใคร่มาเปรียบเปรย!”
เมื่อร่ายจบ อนุเฉินก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ บ่าวรับใช้รอบข้างต่างพากันปรบมือสรรเสริญ
อนุเฉินหันมามองมะลิด้วยสายตาข่มขู่เย้ยหยัน “บทกวีของข้าเปรียบตนเองดุจหงส์ฟ้าผู้สูงส่ง... แล้วอนุซูล่ะ? ได้ยินว่าตระกูลซูอบรมบุตรสาวมาเป็นอย่างดี ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะจดจำบทกวีระดับตำนานมาท่องให้ท่านอ๋องฟังสักบทได้หรือไม่?”
มะลินิ่งเงียบไป...
ในหัวของมะลิกำลังประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง!
‘เชี่ยเอ๊ย!! บทกวีจีนโบราณ?! กูเป็นสาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุค 2026 เว้ย! บทกวีจีนโบราณของลิโป้ หรือหลี่ไป๋อะไรนั่น กูท่องไม่ได้สักตัว! ในหัวกูตอนนี้มีแต่กวีบทเรียนภาษาไทยประถม กับเพลงสวดมนต์!’
เหงื่อเม็ดโตเริ่มไหลซิกๆ ที่หลังคอของมะลิ แต่ด้วยสัญชาตญาณความมั่นหน้าขั้นสุด มะลิเชิดหน้าขึ้น เท้าเอว ยิ้มแป้นกลบเกลื่อนความลนลาน!
‘เอาวะ! ในเมื่อท่องกวีจีนไม่ได้... กูก็เอาเพลงบทท่องจำยุคปัจจุบันเนี่ยแหละ ร่ายให้ฟังด้วยน้ำเสียงทรงพลังแบบดาราระดับออสการ์ไปเลย!’
เวินเชียนฟานจ้องมองมะลิที่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ด้วยดวงตาคมกริบระแวงระดับ MAX!
‘นางลุกขึ้นยืนแล้ว... สายตาของนางฉายแววมั่นใจและเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก! นางกำลังจะใช้อักษรซ่อนค่ายกลกลอนข่มขวัญข้าแล้วสินะ!’ ชินอ๋องกำหมัดแน่น เหงื่อซึมฝ่ามือ
มะลิเดินมายืนกลางศาลากลางน้ำ กวาดสายตามองทุกคนด้วยสายตามั่นหน้าเกินร้อย เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน ดุดัน และทรงพลังดุจแม่ทัพออกศึก ร่ายบทกวีเด็กยุค 2026 ออกมาอย่างช้าๆ!
“แมงมุมลายตัวนั้น... ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน!”
เวินเชียนฟาน: “...!!” (ดวงตาขยายกว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ!)
โม่เฟิงและเหล่าองครักษ์เงาที่แอบซุ่มอยู่บนหลังคา แทบจะลื่นร่วงลงมาจากกระเบื้อง!
ส่วนชางสิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างโต๊ะเสวยถึงกับตาค้างและอ้าปากค้าง!
มะลิไม่หยุดแค่นั้น เธอทำท่าทางประกอบอย่างใส่อารมณ์ดราม่าระดับสิบ!
“วันหนึ่งมันถูกฝน... ไหลลงมาจากบนหลังคา! พระอาทิตย์ส่องแสง... น้ำแห้งเหือดไปลับตา! มันไต่ขึ้นบนหลังคา... หันหลังมาทำตาปริบๆ!!”
เมื่อบทกวีจบลง... มะลิก็สะบัดชายเสื้ออย่างสง่างาม พร้อมส่งยิ้มหวานกวนประสาท ย่อกายลงเคารพแบบเนียนๆ หนึ่งที
“บทกวีฉบับพิศดาร... จบแล้วค่ะท่านอ๋อง!” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงชิลๆ
บรรยากาศทั่วทั้งศาลากลางน้ำเงียบกริบยิ่งกว่าสุสานโบราณ... เงียบชนิดที่ว่าแม้แต่เสียงลมพัดใบไม้ยังหยุดชะงัก!
อนุเฉินนั่งตาค้าง ปากอ้ากว้างจนแมลงวันบินเข้าไปไข่ได้สามรอบ สมองของนางหยุดทำงานไปเรียบร้อย ‘นังนี่... มันท่องบทมนตราผีบ้าอะไรของมันวะ?!’
ทว่า... ฝั่งของ ‘เวินเชียนฟาน’ ชินอ๋องสายมโนระดับตำนาน!
สมองระดับอัจฉริยะของเขากำลังประมวลผลบทกวี 'แมงมุมลาย' อย่างบ้าคลั่งและซับซ้อนถึงแปดสิบแปดชั้น!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ เวินเชียนฟานหน้าซีดเผือด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตึ๊บๆ หัวใจเต้นระทึกด้วยความผวา!
‘แมงมุมลายตัวนั้น... ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน! ...นางกำลังเปรียบเทียบข้าและกองทัพวังอ๋องว่า เป็นเหมือนแมงมุมที่กำลังติดอยู่ใน 'ค่ายกลใยแมงมุม' ที่นางวางไว้!’
‘วันหนึ่งมันถูกฝน ไหลลงมาจากบนหลังคา... ฝน หมายถึง สายฝนแห่งโลหิตและสงคราม! นางกำลังเตือนว่าหากข้าเปิดศึกกับนาง กองทัพของข้าจะถูกสายฝนแห่งโลหิตซัดร่วงลงมาจากหลังคา!’
‘พระอาทิตย์ส่องแสง น้ำแห้งเหือดไปลับตา... พระอาทิตย์ หมายถึง องค์ฮ่องเต้และขั้วอำนาจเบื้องบน! นางกำลังบอกว่าต่อให้ข้ามีพระราชอำนาจหนุนหลัง เสบียงและกำลังพลของข้าก็จะถูกนางตัดขาดจนแห้งเหือดไปในพริบตา!’
‘และ... มันไต่ขึ้นบนหลังคา หันหลังมาทำตาปริบๆ!! ...นี่คือบทสรุปที่สยองที่สุด! นางกำลังข่มขู่ข้าว่า ต่อให้ข้าทำลายนางสักกี่ครั้ง นางก็สามารถฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาไต่บนหลังคา และแอบมองดูข้าทำตาปริบๆ ด้วยความพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดาย!’
เวินเชียนฟานเหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง กรามขบแน่นด้วยความหวาดกลัวเชิงกลยุทธ์ขั้นสูงสุด!
‘ช่างเป็นบทกวีซ่อนค่ายกลกลอนที่เหี้ยมโหด ดุดัน และลึกล้ำยิ่งนัก! คำพูดสั้นๆ แต่ทำลายล้างความมั่นใจของข้าจนยับเยิน!’
ในขณะที่ทุกคนในงานเลี้ยงกำลังช็อกและเงียบกริบด้วยความผวา...
มะลิกลับเดินระรื่นกลับมานั่งที่โต๊ะอาหารของตัวเองอย่างสบายใจเฉิบ คว้าหมูหันและขาไก่อบสุราชิ้นโตขึ้นมาแทะกินอย่างอร่อยหนำใจ!
“อื้มมม! อร่อยมากกก! อาชู มาช่วยกันกินสิ ขาไก่นี่นุ่มลิ้นสุดๆ!” มะลิเคี้ยวกรวบๆ พลางหันไปชวนสาวใช้
อาชูมองคุณหนูสามด้วยสายตาตื่นตะลึงและศรัทธาสุดขีด ‘คุณหนูสาม... ท่านร่ายบทกวีศักดิ์สิทธิ์ข่มขวัญจนท่านอ๋องและอนุเฉินนั่งนิ่งค้างไปเลย! คุณหนูของข้าช่างเป็นยอดหญิงผู้ปรีชาสามารถยิ่งนัก!’
เวินเชียนฟานจ้องมองมะลิที่กำลังนั่งแทะขาไก่อย่างผ่อนคลายและไร้ช่องโหว่...
ชินอ๋องสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามบังคับมือที่สั่นระริกให้ยกถ้วยชาขึ้นจิบ เพื่อกลบเกลื่อนความผวาในใจ
“บทกวีของอนุซู... ช่างลึกล้ำและ... น่าเกรงขามยิ่งนัก” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงเรียบ แต่ริมฝีปากสั่นเบาๆ
“ขอบพระคุณที่ชมนะคะท่านอ๋อง!” มะลิส่งยิ้มกวนประสาท ตอบกลับทั้งที่ยังมีไก่เต็มปาก “วันหลังถ้ามีประลองอีก บอกนะคะ เดี๋ยวฉันจะร่ายกวี ‘ช้าง ช้าง ช้าง’ ให้ฟังอีกบท!”
เวินเชียนฟาน: “...!!” (สมอง Short-Circuit รอบสองทันที!)
‘ช้าง... ช้าง... ช้าง?! นี่ยังมีบทกวีร่ายค่ายกลระดับสัตว์อสูรโบราณอีกรึ?!’
เวินเชียนฟานรีบสะบัดชายเสื้อ ยันกายลุกขึ้นยืนทันที “วันนี้... งานเลี้ยงจบลงเท่านี้! ชางสิง! พากำลังพลกลับห้องทำงานด่วน!”
พูดจบ ชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ก็รีบเดินก้าวสั้นยาวออกจากศาลากลางน้ำไปด้วยความเร็วสูงสุด ราวกับกำลังวิ่งหนีพญามัจจุราช!
ทิ้งให้อนุเฉินนั่งงงเต้ก และมะลินั่งอมยิ้มเคี้ยวขาไก่อย่างมีความสุขอยู่ท่ามกลางกองอาหารเลิศรส!
ยามเว่ยแก่ๆ สู่ยามโหย่ว (ประมาณ 16.30 น.) ณ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงงง! ตึงงงงงงงงงง! ปู๊นนนนนนน!เสียงดนตรีมโหรีหลวงและแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดินสองมหาทวีป ธงทิวมังกรทองคำแห่งบูรพาและธงพยัคฆ์ทมิฬแห่งต้าซิงโบกสะบัดเคียงคู่กันเหนือฟากฟ้าเก้าชั้นฟ้าอย่างเกรียงไกรมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงสั่งปิดมหานครเทียนหยวน ฉลองมหาพิธีอภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ‘ชินอ๋องเวินเชียนฟาน’ และ ‘องค์หญิงเก้าเซวียนหยวนเหมย’ จัดโต๊ะจีนทองคำแท้พันโต๊ะเปิดเลี้ยงไม่อั้นตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน!ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และอลังการระดับตำนานนั้น...ตึก... ตึก... กึก...เสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นผิดมนุษย์มนาดังขึ้นบนพรมแดงปูลาดพระราชวัง...‘มะลิ’ ในชุดวิวาห์มงคลสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์เพลิงคู่มังกร หนาเตอะถึงแปดชั้นตามโบราณราชประเพณี กำลังก้าวเดินเตาะแตะอย่างอุ้ยอ้ายดุจเพนกวินยักษ์สีแดงสด ชายกระโปรงและสาบเสื้อพองหนาเป็นสิบนิ้ว ศีรษะสวมมงกุฎหงส์ทองคำฝังไข่มุกราตร
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.00 น.) ณ ลานประลองหยกขาวกลางเวหา ตำหนักเก้าชั้นฟ้าแสงอาทิตย์อัสดงสีส้มทองเริ่มคล้อยต่ำลงแตะขอบฟ้า ลมหนาวยามพลบค่ำพัดกรรโชกผ่านลานประลองหยกขาวทรงกลมขนาดมหึมา ลานประลองแห่งนี้ลอยตระหง่านอยู่กลางเวหา ล้อมรอบด้วย ‘เสาเพลิงเวทมนตร์ขนาดมหึมาสี่ทิศ’ ที่พ่นเปลวไฟสีทองคำพวยพุ่งสูงเสียดฟ้าเพื่อเป็นม่านพลังกักกันสังเวียนรอบชิงชนะเลิศตึงงงงงงง! ตึงงงงงงง!เสียงรัวกลองศึกดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดิน โฆษกสนามก้าวขึ้นสู่แท่นลอยฟ้า ประกาศสุรเสียงก้องผ่านค่ายกลขยายเสียง“และบัดนี้... เข้าสู่การประลองรอบชิงชนะเลิศ! ศึกตะลุมบอน ‘Battle Royale สิบคนสุดท้ายบนลานหยกขาว’! กติกาเรียบง่าย... ผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนลานประลองเป็นคนสุดท้าย จะเป็นผู้คว้าชัยชนะอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีปไปครอง!!”บนลานหยกขาว... ยอดฝีมือแปดคนสุดท้ายที่เหลือรอดมาจากแคว้นซีเหลียง จักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม และมหาอาณาจักรแดนใต้ ต่างขยับแถวเข้ามาประกบวงล้อม สายตาแปดคู่จ้องเขม็งไปยัง ‘ชินอ๋องเวินเชียนฟาน’ และ ‘มะลิ&rsqu
ยามเซินแก่ๆ (ประมาณ 15.30 น.) ณ ลานกว้างใจกลางเขาวงกตกระจกเงา (ด่านศิลาเพลิงหมื่นลี้)เพล้งงงงง!เศษกระจกมายาบานสุดท้ายร่วงกราวลงสู่พื้นกลายเป็นผงประกายระยิบระยับ เวินเชียนฟานกระชับมือเรียวของมะลิไว้แน่น พลางก้าวทะยานพ้นดงกระจกมายาเข้าสู่ลานหินกว้างใหญ่ใจกลางหุบเขาทว่า ทันทีที่ก้าวพ้นม่านหมอก กลิ่นไอร้อนระอุปานปากปล่องภูเขาไฟพลันพุ่งปะทะร่างอย่างจัง!ฟู่... ฟู่...!พื้นลานหินเบื้องล่างที่ทอดยาวนับพันจั้งแดงฉานราวกับเหล็กเผาไฟ ความร้อนระอุจาก ‘ศิลาลาวาโลกันตร์เก้าชั้นฟ้า’ ที่แคว้นซีเหลียงแอบฝังไว้ใต้ดินถูกเร่งพลังงานขึ้นสิบเท่า จนอากาศบิดเบี้ยวคล้ายคลื่นน้ำเดือดพล่าน แผ่ไอความร้อนเฉียดหมื่นองศาพร้อมจะย่างสดทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามา!“ระวัง!”ดวงตาคมกริบของเวินเชียนฟานวาวโรจน์ ชินอ๋องตวัดฝ่ามือเตรียมชัก ‘กระบี่มัจจุราช’ รวบรวมลมปราณเหมันต์พันปีหมายจะแช่แข็งปูทางข้ามลานเพลิงให้แก่ยอดดวงใจ“อย่านะคะคุณพี่! หยุดมือเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”มะลิตะโกนห้ามลั่นป่า สองมือรี
ยามเว่ยแก่ๆ ณ แท่นพิธีหน้าซุ้มประตูชัย ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้นตึงงงงงง! ตึงงงงงง! ปู๊นนนนน!เสียงรัวกลองชัยและแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านฟ้าดิน เสียงโห่ร้องสรรเสริญของฝูงชนเรือนแสนดังกระหึ่มประหนึ่งคลื่นซัดฝั่ง เมื่อสตรีร่างพองหนาหกเท่าในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว เดินแบกกระทะเหล็กก้นบุบพาดบ่า นำหน้าพยัคฆ์ทมิฬเก้าหางที่เดินกระดิกหางดุ๊กดิ๊ก โดยมีบุรุษหนุ่มในชุดเกราะทมิฬเดินเคียงข้าง ก้าวขึ้นสู่แท่นพิธีรับรางวัลชนะเลิศประจำด่านแรกอย่างสง่างามบนแท่นหยกขาวสูงสุด มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงฉีกยิ้มกว้างจนพระกรรณแทบฉีก พระเนตรเอ่อล้นไปด้วยน้ำพระเนตรแห่งความปลาบปลื้มใจ พระองค์สาวพระบาทก้าวลงมาจากซุ้ม VIP ด้วยพระองค์เอง โดยมีหัวหน้าราชทูตเดินประคองถาดทองคำแท้ตามหลังมาติดๆ“ลูกรักของพ่อ!” มหาจักรพรรดิตรัสสุรเสียงดังก้อง “เจ้าแสดงเพลงกระทะสะท้านภพ สยบยอดกระบี่แดนประจิมจนฟันร่วงหมดปาก ช่างกู้หน้าและเชิดชูเกียรติภูมิแห่งบูรพาได้อย่างสะใจพ่อยิ่งนัก! นี่คือรางวัลแห่งชัยชนะอันดับหนึ่งของเจ้า!”หัวหน้าราชทูตคุกเข่ายกถาดขึ้นส
บนยอดไม้สูง ‘ยอดกระบี่เทวะแห่งแดนประจิม’ ที่ลอยตัวเหยียบปลายใบไผ่ ยืนกอดอกแสยะยิ้มเลือดเย็น นึกกระหยิ่มในใจว่าสตรีตรงหน้ากำลังสั่นสะท้านด้วยความกลัวตาย“หึๆๆ! สตรีไร้น้ำยา!” ยอดกระบี่เทวะตวาดเสียงเย้ยหยัน ก้องกังวานไปทั่วแนวป่า “เห็นความต่างชั้นของพลังยุทธ์แล้วหรือยัง! เจ้าบังอาจทำให้จักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิมและศิษย์น้องสามของข้าต้องอับอายขายขี้หน้า คลื่นกระบี่เมื่อครู่แค่ทักทาย... แต่ดาบต่อไปนี้ ข้าจะบั่นหัวของเจ้าไปแขวนประจานหน้าค่ายกล!”มะลิค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ คอส่งเสียงลั่น กร๊อบ! ใบหน้าที่เคยยิ้มแป้นแล้น บัดนี้มืดมนดำทะมึนดั่งท้องฟ้าก่อนพายุสุริยะถล่มโลก!นางชี้นิ้วสั่นระริกขึ้นฟ้า ชี้หน้ายอดกระบี่เทวะตรงๆ แล้วแหกปากด่าลั่นป่าด้วยความดังระดับร้อยสี่สิบเดซิเบล!“มึงฟันอะไรไม่ฟัน... มึงมาฟันชามน้ำแข็งไสราดน้ำผึ้งป่าท็อปปิ้งบัวลอยหิมะของกู๊ววววววววววววว!!”ยอดกระบี่เทวะชะงักกึกไปเสี้ยววินาที: “...หะ? อะ... อันใดคือน้ำแข็งไส?”“ถ้วยนี้กูอุตส่าห์แอบจิ๊กมาจากห้อ
ทว่า... ตัดกลับมาที่หน้าเตาถ่าน!มะลิกำลังใช้ตะเกียบคีบ ‘ซี่โครงหมูหม่าล่าย่างชิ้นโต ฉ่ำน้ำมันร้อนๆ ซอสพริกหม่าล่าหยดติ๋งๆ’ ยกขึ้นมาจ่อริมฝีปาก อ้าปากกว้างจะงับคำโต...โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!เสียงคำรามดังสนั่นระดับร้อยห้าสิบเดซิเบล พร้อมกับเงาดำยักษ์ที่พุ่งแหวกอากาศลงมาบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด!“วี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!”มะลิสะดุ้งโหยงตกใจสุดขีดจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง! ขวัญหนีดีฝ่อ สองมือกระตุกสั่นระริก!และด้วยความที่ฝ่ามือของมะลิมันเยิ้มเหนียวเหนอะหนะไปด้วยน้ำมันพริกหม่าล่าและไขมันซี่โครงหมู...ฟึ่บ! พรวด!ซี่โครงหมูหม่าล่าชิ้นโตเท่าท่อนแขน ดันลื่นหลุดจากคีบตะเกียบและมือของมะลิ ลอยละลิ่วพุ่งละล่องขึ้นฟ้าด้วยความเร็วสูง!ยมทูตหมายเลข 7 ที่ซุ่มอยู่หลังต้นไม้ เห็นเสือยักษ์อ้าปากกว้างกำลังจะงับหัวมะลิ ยมทูตสติแตกเหงื่อแตกพลั่กแทบช็อกตาย!(เชี่ยแล้วววววววววววววววววววววววววว!! แม่หนูมะลิกำลังจะโดนแดกหัว!)ด้วยความลนลานจนขาดสติ ยมทูตหมายเลข 7 ยกพัดเวทมนตร์นรกขึ้นสะบัดร่ายลมพาย







