Mag-log inยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ศาลากลางน้ำ เรือนหลังวังชินอ๋อง
บรรยากาศภายในศาลากลางน้ำประดับประดาด้วยผ้าแพรสีสดใส ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาอบอวลไปทั่วบริเวณ บนโต๊ะเสวยไม้แกะสลักถูกจัดเรียงด้วยจานอาหารเลิศรส ชาร้อนกลิ่นหอม และขนมหวานโบราณนับสิบชนิด
ทว่า... บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารกลับเครียดเกร็งจนแทบหายใจไม่ออก
เวินเชียนฟานนั่งประธานอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะในชุดขุนนางลำลองสีดำขลิบทอง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองมายัง ‘ซูเหมย’ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่กระพริบตาแม้แต่วินาทีเดียว!
ข้างกายของชินอ๋องคือ ‘อนุเฉิน’ หญิงงามแต่งกายฉูดฉาด ประดับเครื่องประดับทองคำเต็มศีรษะ นางส่งสายตาจิกกัดและเหยียดหยามมายังมะลิอย่างเปิดเผย
แต่คนที่ถูกจ้องมอง... กลับไม่ได้รู้สึกถึงรังสีฆ่าฟันใดๆ ทั้งสิ้น!
มะลินั่งกอดอก ตาลุกวาวเป็นประกายจ้องมองจานเป็ดปักกิ่งและไก่อบสุราตรงหน้า พลางกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ในใจ
‘เชี่ยเอ๊ย... วังอ๋องรวยร้อยล้านสวัสดิการดีสมคำเล่าลือ! บุฟเฟต์อาหารจีนระดับพรีเมียมห้าดาวฟรีๆ ชัดๆ! มีทั้งเป็ดปักกิ่ง ไก่อบสุรา ติ่มซำ... นอนกินบ้านกินเมืองของจริงละกู!’ มะลิอมยิ้มแป้นอย่างเบิกบานใจ
อนุเฉินเห็นมะลินั่งอมยิ้มไม่สะทกสะท้าน แถมยังเอาแต่จ้องมองจานอาหาร ก็รู้สึกขัดตาเป็นอย่างยิ่ง นางจึงยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก แสร้งส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
“เหอะ... ได้ยินว่าคุณหนูสามตระกูลซูเพิ่งย้ายเข้ามาเมื่อคืน วันนี้ได้มาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับเรือนหลังวันแรก แท้จริงแล้วกิริยาไร้การอบรมเช่นนี้หรือ? เอาแต่จ้องมองจานอาหารไม่วางตา ช่างสมกับเป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางตกอับเสียจริง!”
อาชูที่ยืนถูมือสั่นงกๆ อยู่ข้างหลังมะลิ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม รู้สึกสงสารและเป็นห่วงคุณหนูของตนสุดหัวใจ
แต่มะลิกลับเลิกคิ้วขึ้น หันไปมองอนุเฉินด้วยสายตาเอ็นดูปนสมเพช
“โอ้โห... คุณพี่ปากดีขนาดนี้ กินข้าวเย็นหรือยังคะ?” มะลิส่งยิ้มหวานกวนประสาท “อาหารบนโต๊ะเขามีไว้ให้กินค่ะ ไม่ได้มีไว้ให้นั่งมองเฉยๆ ถ้าคุณพี่ไม่อยากกินเพราะกลัวอ้วนหรือกลัวแป้งบนหน้าหลุด ก็อย่าวุ่นวายกับจานคนอื่นสิคะ มันเสียมารยาท!”
อนุเฉินตาโตเท่าไข่ห่าน หน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห “เจ้า... นังเด็กเมื่อวานซืน! เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้าเชียวรึ!”
“พอได้แล้ว!” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเวินเชียนฟานดังขัดขึ้นเพียงคำเดียว ศาลากลางน้ำก็เงียบกริบลงทันที
เวินเชียนฟานยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ รังสีกดดันแผ่ซ่าน ชินอ๋องจ้องมองมะลิด้วยสายตาค้นหาและประเมิน
‘เมื่อครู่นางใช้คำพูดกวนโทสะเพื่อปั่นป่วนจิตวิทยาใส่อนุเฉิน... ช่างเป็นสายลับที่เยือกเย็นยิ่งนัก!’ เวินเชียนฟานคิดในใจอย่างเครียดเกร็ง
ชินอ๋องยกถ้วยสุราขึ้นชู “งานเลี้ยงในวันนี้ นอกจากจัดขึ้นเพื่อต้อนรับอนุซูเข้าสู่เรือนหลังแล้ว... ข้ายังมีประเพณีประจำเรือนอ๋องอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ‘การประลองบทกวี’!”
อนุเฉินยิ้มเหยียดสะใจทันที ‘เหอะ! นังซูเหมยคนนี้เป็นแค่ลูกเมียน้อย ร่างกายอ่อนแอ ไม่เคยเรียนหนังสือในสำนักศึกษา มีหรือจะแต่งบทกวีชั้นสูงเป็น! วันนี้แหละนางต้องขายหน้าจนแทบไม่มีที่ยืน!’
“ท่านอ๋องกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนักพะยะค่ะ!” อนุเฉินรีบผสมโรง “งานเลี้ยงสุราไร้บทกวีคงน่าเบื่อแย่... เช่นนั้นข้าขอเริ่มต้นประลองบทกวีบทแรกเพื่อเปิดงานก่อนเลยนะเจ้าคะ!”
อนุเฉินลุกขึ้นยืน ขยับพัดในมืออย่างสง่างาม แล้วเอื้อนเอ่ยบทกวีจีนอันสละสลวยด้วยน้ำเสียงแหลมสูง
“...บุปผาแย้มบานยามเช้าตรู่ หงส์เหินบินสู่ฟ้ากว้างใหญ่ พฤกษาตระการตาตระการใจ ชาตินี้ไร้ใคร่มาเปรียบเปรย!”
เมื่อร่ายจบ อนุเฉินก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ บ่าวรับใช้รอบข้างต่างพากันปรบมือสรรเสริญ
อนุเฉินหันมามองมะลิด้วยสายตาข่มขู่เย้ยหยัน “บทกวีของข้าเปรียบตนเองดุจหงส์ฟ้าผู้สูงส่ง... แล้วอนุซูล่ะ? ได้ยินว่าตระกูลซูอบรมบุตรสาวมาเป็นอย่างดี ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะจดจำบทกวีระดับตำนานมาท่องให้ท่านอ๋องฟังสักบทได้หรือไม่?”
มะลินิ่งเงียบไป...
ในหัวของมะลิกำลังประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง!
‘เชี่ยเอ๊ย!! บทกวีจีนโบราณ?! กูเป็นสาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุค 2026 เว้ย! บทกวีจีนโบราณของลิโป้ หรือหลี่ไป๋อะไรนั่น กูท่องไม่ได้สักตัว! ในหัวกูตอนนี้มีแต่กวีบทเรียนภาษาไทยประถม กับเพลงสวดมนต์!’
เหงื่อเม็ดโตเริ่มไหลซิกๆ ที่หลังคอของมะลิ แต่ด้วยสัญชาตญาณความมั่นหน้าขั้นสุด มะลิเชิดหน้าขึ้น เท้าเอว ยิ้มแป้นกลบเกลื่อนความลนลาน!
‘เอาวะ! ในเมื่อท่องกวีจีนไม่ได้... กูก็เอาเพลงบทท่องจำยุคปัจจุบันเนี่ยแหละ ร่ายให้ฟังด้วยน้ำเสียงทรงพลังแบบดาราระดับออสการ์ไปเลย!’
เวินเชียนฟานจ้องมองมะลิที่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ด้วยดวงตาคมกริบระแวงระดับ MAX!
‘นางลุกขึ้นยืนแล้ว... สายตาของนางฉายแววมั่นใจและเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก! นางกำลังจะใช้อักษรซ่อนค่ายกลกลอนข่มขวัญข้าแล้วสินะ!’ ชินอ๋องกำหมัดแน่น เหงื่อซึมฝ่ามือ
มะลิเดินมายืนกลางศาลากลางน้ำ กวาดสายตามองทุกคนด้วยสายตามั่นหน้าเกินร้อย เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน ดุดัน และทรงพลังดุจแม่ทัพออกศึก ร่ายบทกวีเด็กยุค 2026 ออกมาอย่างช้าๆ!
“แมงมุมลายตัวนั้น... ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน!”
เวินเชียนฟาน: “...!!” (ดวงตาขยายกว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ!)
โม่เฟิงและเหล่าองครักษ์เงาที่แอบซุ่มอยู่บนหลังคา แทบจะลื่นร่วงลงมาจากกระเบื้อง!
ส่วนชางสิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างโต๊ะเสวยถึงกับตาค้างและอ้าปากค้าง!
มะลิไม่หยุดแค่นั้น เธอทำท่าทางประกอบอย่างใส่อารมณ์ดราม่าระดับสิบ!
“วันหนึ่งมันถูกฝน... ไหลลงมาจากบนหลังคา! พระอาทิตย์ส่องแสง... น้ำแห้งเหือดไปลับตา! มันไต่ขึ้นบนหลังคา... หันหลังมาทำตาปริบๆ!!”
เมื่อบทกวีจบลง... มะลิก็สะบัดชายเสื้ออย่างสง่างาม พร้อมส่งยิ้มหวานกวนประสาท ย่อกายลงเคารพแบบเนียนๆ หนึ่งที
“บทกวีฉบับพิศดาร... จบแล้วค่ะท่านอ๋อง!” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงชิลๆ
บรรยากาศทั่วทั้งศาลากลางน้ำเงียบกริบยิ่งกว่าสุสานโบราณ... เงียบชนิดที่ว่าแม้แต่เสียงลมพัดใบไม้ยังหยุดชะงัก!
อนุเฉินนั่งตาค้าง ปากอ้ากว้างจนแมลงวันบินเข้าไปไข่ได้สามรอบ สมองของนางหยุดทำงานไปเรียบร้อย ‘นังนี่... มันท่องบทมนตราผีบ้าอะไรของมันวะ?!’
ทว่า... ฝั่งของ ‘เวินเชียนฟาน’ ชินอ๋องสายมโนระดับตำนาน!
สมองระดับอัจฉริยะของเขากำลังประมวลผลบทกวี 'แมงมุมลาย' อย่างบ้าคลั่งและซับซ้อนถึงแปดสิบแปดชั้น!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ เวินเชียนฟานหน้าซีดเผือด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตึ๊บๆ หัวใจเต้นระทึกด้วยความผวา!
‘แมงมุมลายตัวนั้น... ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน! ...นางกำลังเปรียบเทียบข้าและกองทัพวังอ๋องว่า เป็นเหมือนแมงมุมที่กำลังติดอยู่ใน 'ค่ายกลใยแมงมุม' ที่นางวางไว้!’
‘วันหนึ่งมันถูกฝน ไหลลงมาจากบนหลังคา... ฝน หมายถึง สายฝนแห่งโลหิตและสงคราม! นางกำลังเตือนว่าหากข้าเปิดศึกกับนาง กองทัพของข้าจะถูกสายฝนแห่งโลหิตซัดร่วงลงมาจากหลังคา!’
‘พระอาทิตย์ส่องแสง น้ำแห้งเหือดไปลับตา... พระอาทิตย์ หมายถึง องค์ฮ่องเต้และขั้วอำนาจเบื้องบน! นางกำลังบอกว่าต่อให้ข้ามีพระราชอำนาจหนุนหลัง เสบียงและกำลังพลของข้าก็จะถูกนางตัดขาดจนแห้งเหือดไปในพริบตา!’
‘และ... มันไต่ขึ้นบนหลังคา หันหลังมาทำตาปริบๆ!! ...นี่คือบทสรุปที่สยองที่สุด! นางกำลังข่มขู่ข้าว่า ต่อให้ข้าทำลายนางสักกี่ครั้ง นางก็สามารถฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาไต่บนหลังคา และแอบมองดูข้าทำตาปริบๆ ด้วยความพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดาย!’
เวินเชียนฟานเหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง กรามขบแน่นด้วยความหวาดกลัวเชิงกลยุทธ์ขั้นสูงสุด!
‘ช่างเป็นบทกวีซ่อนค่ายกลกลอนที่เหี้ยมโหด ดุดัน และลึกล้ำยิ่งนัก! คำพูดสั้นๆ แต่ทำลายล้างความมั่นใจของข้าจนยับเยิน!’
ในขณะที่ทุกคนในงานเลี้ยงกำลังช็อกและเงียบกริบด้วยความผวา...
มะลิกลับเดินระรื่นกลับมานั่งที่โต๊ะอาหารของตัวเองอย่างสบายใจเฉิบ คว้าหมูหันและขาไก่อบสุราชิ้นโตขึ้นมาแทะกินอย่างอร่อยหนำใจ!
“อื้มมม! อร่อยมากกก! อาชู มาช่วยกันกินสิ ขาไก่นี่นุ่มลิ้นสุดๆ!” มะลิเคี้ยวกรวบๆ พลางหันไปชวนสาวใช้
อาชูมองคุณหนูสามด้วยสายตาตื่นตะลึงและศรัทธาสุดขีด ‘คุณหนูสาม... ท่านร่ายบทกวีศักดิ์สิทธิ์ข่มขวัญจนท่านอ๋องและอนุเฉินนั่งนิ่งค้างไปเลย! คุณหนูของข้าช่างเป็นยอดหญิงผู้ปรีชาสามารถยิ่งนัก!’
เวินเชียนฟานจ้องมองมะลิที่กำลังนั่งแทะขาไก่อย่างผ่อนคลายและไร้ช่องโหว่...
ชินอ๋องสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามบังคับมือที่สั่นระริกให้ยกถ้วยชาขึ้นจิบ เพื่อกลบเกลื่อนความผวาในใจ
“บทกวีของอนุซู... ช่างลึกล้ำและ... น่าเกรงขามยิ่งนัก” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงเรียบ แต่ริมฝีปากสั่นเบาๆ
“ขอบพระคุณที่ชมนะคะท่านอ๋อง!” มะลิส่งยิ้มกวนประสาท ตอบกลับทั้งที่ยังมีไก่เต็มปาก “วันหลังถ้ามีประลองอีก บอกนะคะ เดี๋ยวฉันจะร่ายกวี ‘ช้าง ช้าง ช้าง’ ให้ฟังอีกบท!”
เวินเชียนฟาน: “...!!” (สมอง Short-Circuit รอบสองทันที!)
‘ช้าง... ช้าง... ช้าง?! นี่ยังมีบทกวีร่ายค่ายกลระดับสัตว์อสูรโบราณอีกรึ?!’
เวินเชียนฟานรีบสะบัดชายเสื้อ ยันกายลุกขึ้นยืนทันที “วันนี้... งานเลี้ยงจบลงเท่านี้! ชางสิง! พากำลังพลกลับห้องทำงานด่วน!”
พูดจบ ชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ก็รีบเดินก้าวสั้นยาวออกจากศาลากลางน้ำไปด้วยความเร็วสูงสุด ราวกับกำลังวิ่งหนีพญามัจจุราช!
ทิ้งให้อนุเฉินนั่งงงเต้ก และมะลินั่งอมยิ้มเคี้ยวขาไก่อย่างมีความสุขอยู่ท่ามกลางกองอาหารเลิศรส!
ยามโหย่วค่ำๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้าท่ามกลางความเงียบกริบระดับจักรวาลหยุดหมุน และสายตาตกตะลึงค้างของยอดคนร้อยแคว้นนับหมื่นชีวิต...ฟึ่บ!‘เวินเชียนฟาน’ ยื่นมือหนาอันทรงพลังไปคว้าม้วนพระราชโองการทองคำแท้จากมือราชทูตต้าซิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกมาถือไว้ในมือ ชินอ๋องตวัดสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี ก้าวสืบเท้าขึ้นบันไดหยกขาวอย่างสง่างาม ก่อนจะวาดท่อนแขนแกร่งเข้า ‘รวบร่างพองหนาหกเท่าของมะลิ’ เข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหนและแนบแน่นต่อหน้าพระพักตร์มหาจักรพรรดิบูรพา!หมับ!มะลิที่กำลังลูบพุงอิ่มกุ้ง สะดุ้งโหยงเบาๆ ใบหน้าจมหายเข้าไปในแผงอกกว้างอุ่นจัดกลิ่นไม้กฤษณา คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองพระเอกตาปริบๆชินอ๋องเชิดใบหน้าคมคายหล่อเหลาขึ้นสบสายตากับมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างไม่หวั่นเกรง สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยรายงานหน้าตายด้วยความมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน!“ทูลเสด็จพ่อตา...”เปรี๊ยะ!เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาลของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพา! พระพักตร์ของมหาจักรพรรดิกึ่งเหวอกึ่งช็อก พระขนง
ยามโหย่วปลายๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนกริบ... ทั่วทั้งมหาทวีปตกอยู่ในความเงียบงันอันไร้ขอบเขต!กริ๊ง... กริ๊ง... วูบบบบบบบบบบ! ‘ป้ายหยกมังกรทองประจำพระองค์’ ที่มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงพกติดตัวไว้ตลอดสิบแปดปี พลันส่งเสียงกู่ร้องสั่นสะเทือน ตอบรับคลื่นพลังสายเลือดบริสุทธิ์ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง!“ส... สายเลือดมังกรบรรพกาลเก้าเล็บบริสุทธิ์... เก้าชั้นฟ้า?!”มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงเบิกพระเนตรกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า พระวรกายสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต น้ำพระเนตรเอ่อล้นทะลักไหลพรากอาบสองปราง!พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ทองคำด้วยพระบาทที่สั่นเทา ก่อนจะทรง ‘ทรุดพระชานุ (คุกเข่า) ลงต่อหน้าธารกำนัลร้อยแคว้น’ ด้วยพระทัยที่แตกสลายระคนตื้นตันใจสุดขีด!ตุบ! ตุบ! ตุบ!พริบตานั้นเอง! เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ ยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน รวมถึงทหารเกราะเงินทั่วทั้งตำหนัก... ต่างพากันเข่าอ่อน ทรุดลงหมอบกราบราบไปกับพื้นดิน ตัวสั่นสะท้านดุจใบไม้ต้องพายุต่อหน้าบารมีแห่ง
ยามโหย่วปลายๆ (ประมาณ 18.00 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนความเงียบสงัดระดับป่าช้าโบราณเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงเสวยศิลาหยกขาว...เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อกาฬของบรรดาแม่ทัพร้อยแคว้นหยดลงกระทบพื้นผ้าไหม!สายตานับหมื่นคู่จับจ้องไปยังโต๊ะเสวยของ ‘มหาจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม’ ที่บัดนี้ทั้งโต๊ะหยก อาหารเลิศรส จานชามทองคำ และร่างของ ‘เซวียนหยวนหลิง’ (องค์หญิงสามแห่งแดนประจิม) ได้กลายสภาพเป็น ‘ก้อนน้ำแข็งยักษ์’ สีฟ้าครามขาวโพลนไปเรียบร้อยแล้ว! องค์หญิงผู้เย่อหยิ่งนั่งแข็งทื่อ ขนคิ้วและเส้นผมจับตัวเป็นเกล็ดหิมะ ปากสั่นงันงกพั่บๆๆๆ ดุจตุ๊กตาหิมะจำแลงคาเก้าอี้เสวย!ทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยง... บรรดาเชื้อพระวงศ์และยอดฝีมือระดับแปดและเก้าชั้นฟ้าต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก!สมองของยอดคนร้อยแคว้นเริ่มเกิดการลัดวงจร Short-Circuit ระเบิดตูมตามระดับเก้าสิบเก้าชั้นฟ้าทันที!‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ แม่ทัพใหญ่แห่งมหาอาณาจักรแดนใต้เหงื่อกาฬไหลพราก ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า ‘นางถูกล
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงง!เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังสะท้อนกังวานก้องไปทั่วทั้งตำหนักศิลาหยกขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามอาทิตย์อัสดง!โถงเสวยใหญ่แห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆาและมังกรทอง เสาหินปิดทองคำแท้ตระหง่านเสียดฟ้านับร้อยต้น โต๊ะเสวยยาวเหยียดปูลาดด้วยผ้าไหมแพรพรรณสีแดงชาด เครื่องเคลือบปิดทองคำแท้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารหายากพันปีลอยตลบอบอวลประหนึ่งวิมานสวรรค์จุติทว่า... สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ในโถงจัดเลี้ยง คือ ‘ผังที่นั่งแถวหน้าสุด’!ผลพวงจากการระเบิดคลื่นพลังสะท้อนกลับสยบยอดฝีมือหน้าประตูเมืองหยกขาวเมื่อบ่ายแก่ๆ... ส่งผลให้คณะทูตแห่งแคว้นต้าซิง ได้รับเกียรติสูงสุดให้นั่งใน "ตำแหน่งแถวหน้าสุดระดับ Super VIP" ติดกับแท่นเสวยของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างสง่างาม!เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ และตัวแทนจากร้อยแคว้นที่นั่งอยู่แถวหลัง ต่างพากันมองตรงมายังโต๊ะเสวยของต้าซิงด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรงระ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ







