LOGINยามจื่อ (ประมาณ 23.00 น.) ณ ห้องทำงานของชินอ๋อง
บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสงัดจนน่ากลัว เทียนไขบนเชิงหงส์ส่องแสงวูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง แผนที่ยุทธศาสตร์สงครามกางเต็มโต๊ะไม้เนื้อดี ทว่าสิ่งที่วางอยู่กลางโต๊ะกลับไม่ใช่ค่ายกลทหาร... แต่เป็นกระดาษพฤกษาฉีกขาดที่มีตัวอักษรลายมือขยุกขยิกเขียนว่า ‘ช้าง ช้าง ช้าง... น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า’
เวินเชียนฟานยืนเอามือประสานหลัง ก้าวเดินกลับไปกลับมาด้วยจังหวะหนักแน่น ใบหน้าคมสันเรียบตึง ขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะกลายเป็นปมเชือก
เบื้องหน้าโต๊ะทำงาน... ‘ชางสิง’ องครักษ์คนสนิท และ ‘โม่เฟิง’ องครักษ์เงามือหนึ่ง นั่งคุกเข่าก้มหน้า เหงื่อเม็ดโตไหลซิกๆ เปียกชุ่มแผ่นหลังด้วยความเครียดเกร็ง
“พวกเจ้า... คิดว่าอย่างไรกับบทกวีทิ้งท้ายของนาง?” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงต่ำดุดัน หยุดก้าวเดินแล้วจ้องมององครักษ์ทั้งสองด้วยสายตาคมกริบ
ชางสิงกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เรียนท่านอ๋อง... ข้าน้อยคิดว่า คำว่า ‘ช้าง’... อาจเป็นเพียงบทเพลงเด็กเรียบง่ายที่นางร้องขึ้นมาขู่เล่นๆ หรือไม่พะยะค่ะ?”
“เขลา!” เวินเชียนฟานแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะเย็นเยือกทำเอาอุณหภูมิในห้องลดวูบ
“สายลับระดับจอมมารผู้นั้น... มีหรือจะเอื้อนเอ่ยสิ่งไร้สาระ!” ชินอ๋องตบโต๊ะดัง ตึง! จนถ้วยชาสะเทือน “เจ้าจงตรองดูให้ดี! ช้าง... คือสิ่งใด?”
โม่เฟิงเงยหน้าขึ้น ตาโตเท่าไข่นกกระจอกเทศ “สัตว์... สัตว์อสูรโบราณร่างยักษ์พะยะค่ะ!”
“ถูกต้อง!” เวินเชียนฟานเหยียดยิ้มเย็น ยื่นมือไปชี้ที่กระดาษ “ช้าง คือสัตว์อสูรสงครามโบราณ ร่างกายใหญ่โตดุจภูเขา มีงวงเหวี่ยงทำลายกำแพงเมือง มีงาคู่แหลมคมทิ่มแทงเกราะทหาร! แล้วเหตุใดนางจึงถามข้าว่า ‘น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า’?!”
ชางสิงและโม่เฟิงมองหน้ากัน หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษไหว้เจ้า
“นาง... นางกำลังข่มขู่ท่านอ๋องรึพะยะค่ะ?” โม่เฟิงส่งเสียงสั่น
“ยิ่งกว่าข่มขู่!” เวินเชียนฟานแค่นเสียงหนักแน่น “นางกำลังประกาศขู่ข้าว่า... ‘เจ้าเคยเห็นพลังทำลายล้างของกองทัพอสูรสงครามที่ข้าซ่อนไว้หรือไม่!’ นางกำลังข่มข้าว่า กองทัพวังอ๋องของข้าเป็นเพียงมดปลวก เมื่อเผชิญหน้ากับ ‘ค่ายกลอสูรช้างสาร’ ของฝ่ายมาร!”
ชางสิงฟังแล้วขนลุกซู่ทั่วแผ่นหลัง “สวรรค์... อนุซูผู้นี้ ซ่อนกองทัพอสูรสงครามไว้ในแคว้นเราจริงๆ หรือนี่!”
“สั่งการลงไป!” เวินเชียนฟานกางแขนสะบัดชายเสื้ออย่างทรงอำนาจ “เพิ่มกำลังอารักขาวังอ๋องเป็นสองเท่า! ให้หน่วยองครักษ์เงาซุ่มเฝ้ารอบเรือนท้ายสวนตลอดยามราตรี! หากเห็นสิ่งผิดปกติ หรือเห็นสัตว์อสูรรูปร่างมีงวงยาวเดินเพ่นพ่าน... ให้จุดพลุสัญญาณด่วนทันที!”
“รับทราบพะยะค่ะท่านอ๋อง!” โม่เฟิงและชางสิงประสานมือรับคำสั่งเสียงดังลั่น ก่อนจะรีบพุ่งทะยานออกจากห้องไปปฏิบัติภารกิจด่วนด้วยความผวา!
เวินเชียนฟานยืนกอดอก มองออกไปนอกหน้าต่างมืดมิด ทอดสายตาไปยังเรือนท้ายสวนด้วยความระแวงระดับสูงสุด...
‘ซูเหมย... ข้าจะไม่ยอมให้ค่ายกลช้างสารของเจ้า ทำลายวังอ๋องของข้าได้เป็นอันขาด!’
เช้าวันต่อมา ยามซื่อ (ประมาณ 10.00 น.) ณ เรือนท้ายสวน
แสงแดดยามสายส่องผ่านทิวไม้ร่มรื่นเข้ามาในห้องพัก...
มะลินอนบิดกายยืดสายยืดขามีความสุขอยู่บนเตียงนุ่มๆ เสียงฮัมเพลงเบาๆ ดังลอดมาจากริมฝีปากอิ่ม
“อ่า... ตื่นนอนยามสาย ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก ไม่มีเสียงหัวหน้าไลน์ตามงาน นี่สิมนุษย์ยุค 2026 ที่แท้จริง!” มะลิพึมพำ พลางยันกายลุกขึ้นนั่งเกาหัวแกรกๆ
มะลิรู้สึกคอแห้งและอยากกินอะไรเย็นๆ จึงส่งเสียงเรียกสาวใช้ “อาชู~ อาชูเอ๋ย! ไปเบิกถังน้ำแข็ง ผลไม้แช่เย็น กับของว่างชาร้อนมาให้หัวหน้าหน่อยสิจ๊ะ!”
เงียบกริบ... ไร้เสียงตอบรับ
มะลิขมวดคิ้ว เดินเปิดประตูห้องออกไป พบกับอาชูที่เพิ่งเดินถือถาดไม้กลับมาจากทางเดินเรือนหลัง... ทว่า ใบหน้าของอาชูกลับนองไปด้วยน้ำตา ร่างกายสั่นสะท้านเดินก้มหน้าก้มตาอย่างน่าสงสาร
มะลิเลิกคิ้ว “เป็นอะไรไปอาชู? ใครทำอะไรแก โดนหมาวัดไล่กัดอีกเหรอ?”
“คุณหนูสาม... ฮือออ!” อาชูโฮออกมาคำโต วางถาดไม้ลงบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นระริก
สิ่งที่อยู่บนถาดไม้... คือถ้วยกระเบื้องเก่าๆ ที่มี ‘ข้าวต้มก้นหม้อแห้งกรัง’ แห้งๆ สีน้ำตาลหม่น กับน้ำชาต้มซ้ำสีส้มซีดๆ ไร้เงาของน้ำแข็ง หรือผลไม้สดแม้แต่น้อย!
มะลิก้มมองถาดอาหารแล้วตาโต “เชี่ยเอ๊ย... นี่มันเสบียงนักโทษติดเกาะหรือไงเนี้ยะ?! น้ำแข็งกับผลไม้เย็นๆ ของฉันล่ะอาชู?!”
“คุณหนูสามเจ้าคะ...” อาชูปาดน้ำตาสะอื้น “ข้าไปเบิกของที่ห้องครัวเรือนหลัง... แต่ผู้ดูแลโรงครัวบอกว่า ‘อนุเฉิน’ ออกคำสั่งด่วน! ห้ามส่งน้ำแข็ง ผลไม้สด หรือเนื้อสัตว์ดีๆ มาให้เรือนท้ายสวนเด็ดขาด! ให้ส่งมาแค่ข้าวต้มก้นหม้อวันละมื้อเท่านั้นเจ้าค่ะ! อนุเฉินบอกว่า... จะอดอาหารกดดันให้คุณหนูสำนึกตน!”
มะลินิ่งไปสามวิ ก่อนที่มุมปากจะค่อยๆ ยกยิ้มแป้นขึ้นมาอย่างกวนประสาท
“อ๋อ... เล่นมุกตัดเสบียง?” มะลิแค่นหัวเราะเหยียดในลำคอ เท้าเอวเชิดหน้าขึ้น “โห... ยุค 2026 เขาวางแผนฆ่ากันด้วยชีวภาพแล้ว ยุคนี้ยังใช้มุกกลั่นแกล้งตัดเสบียงแบบละครหลังข่าวโบราณอยู่อีกเหรอ! กระจอกแท้!”
“คุณหนู... เราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ? โดนตัดเสบียงแบบนี้ เราต้องอดตายแน่ๆ!” อาชูร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่นงันงก
มะลิส่งยิ้มหวาน “แกไปนั่งพักผ่อนก่อนไปอาชู เดี๋ยวฉันใช้ ‘บริการเดลิเวอรีข้ามมิติ’ จัดการเอง!”
เมื่ออาชูเดินก้มหน้าออกไปพัก... มะลิตบโต๊ะไม้ปัง! ยืนกอดอกมองไปที่มุมห้องพัก
“ไอ้คุณพี่ยมทูตหมายเลข 7!! ออกมาจากเสาเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!” มะลิตะโกนโวยวาย
วิ้ววววว...
ความเย็นมืดครึ้มพุ่งพรวดออกมาจากหลังตู้เสื้อผ้า! เงาร่างของยมทูตหมายเลข 7 วาร์ปโผล่พรวดออกมา หน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตไหลซกๆ ทำสีหน้าเลิ่กลั่กลนลานอย่างหนัก
“ชู่ๆๆๆ! แม่หนูมะลิ! อย่าส่งเสียงดังสิ!” ยมทูตหมายเลข 7 ถูมือไหว้ปลกๆ “ข้าแอบวาร์ปมาได้แวบเดียวเองนะ! มีอะไรหรือเปล่า? เจ้าคงยังไม่หิวตายใช่ไหม!”
มะลิได้โอกาส จึงทำสวมรอยทำหน้าเศร้า สูดน้ำมูกดัง ปื้ด เดินเข้าไปหากระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงดราม่าระดับออสการ์!
“คุณพี่ยมทูตขา~” มะลิส่งเสียงสะอื้นเสแสร้ง “ฉันโดนกลั่นแกล้งตัดเสบียงค่ะ! โดนบังคับให้กินข้าวต้มแห้งๆ ! ถ้าโดนอดอาหารแบบนี้ อีกสองวันฉันคงหิวโซขิตรอบสอง กลายเป็นผีพรายหิวกระหายไปฟ้ององค์ยมบาลแน่ๆ เลยค่ะ!”
ยมทูตหมายเลข 7 ตาโตเท่าไข่ห่าน ร้องหลงออกมาด้วยความขวัญผวา “ขิตรอบสองเพราะอดอาหาร?! ไม่ได้นะ! ถ้าเจ้าตายเพราะอดอยากในเรือนอ๋อง เรื่องนี้ต้องรู้ถึงหูสวรรค์แน่ๆ! ข้าโดนถีบไปขัดกระทะทองแดงชั้น 18 ชัวร์!”
“ก็นั่นน่ะสิคะ!” มะลิส่งสายตาข่มขู่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ในเมื่อนรกทำศพฉันกลายเป็นฝุ่นผงไปแล้ว... คุณพี่ก็ต้องส่งสวัสดิการอาหารการกินมาให้ฉันสิคะ! สะบัดพัดเวทมนตร์เสกบุฟเฟต์มาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย!”
“ข้า... ข้าเสกอาหารใหม่จากความว่างเปล่าบ่อยๆ ไม่ได้ มันผิดกฎเวทมนตร์นรก!” ยมทูตหมายเลข 7 ลนลานจนสติแตก
“งั้นก็ไป ‘สลับย้ายของ’ จากเรือนคนที่ตัดเสบียงฉันสิคะ!” มะลิชี้นิ้วสั่งการ “ยายอนุเฉินนั่นแหละ! นางมีอะไรบนโต๊ะ เสกย้ายข้ามมิติมาให้ฉันให้หมดเลย!”
“สลับย้ายสิ่งของข้ามมิติรึ?!” ยมทูตหมายเลข 7 ปาดเหงื่อ “วิธีนี้... ไม่ผิดกฎสร้างวัตถุใหม่นี่หว่า! ได้ๆ! ข้าจัดให้เดี๋ยวนี้เลย อย่าฟ้องยมบาลนะ!”
ยมทูตหมายเลข 7 ไม่รอช้า รีบยกพัดเวทมนตร์สีดำขึ้นสะบัดร่ายเวทมนตร์นรกทันที!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ละอองแสงสีเทาพุ่งวูบวาบออกนอกหน้าต่างไปทางเรือนของอนุเฉิน!
ตัดสลับไปที่... เรือนอนุเฉิน (ยามสาย)
บรรยากาศภายในเรือนอนุเฉินตกแต่งอย่างหรูหรา อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานราคาแพง บนโต๊ะอาหารทรงยาวจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสนับสิบจาน! มีทั้ง ‘รังนกตุ๋นเกรดพรีเมียม’ ‘ถังน้ำแข็งแช่ผลไม้สดฉ่ำ’ ‘ขนมเปี๊ยะไส้ทะลัก’ และ ‘ชาเกรดดีที่สุด’
อนุเฉินในชุดฮั่นฝูสีแดงสด นั่งเชิดหน้าอย่างผู้ชนะ ยิ้มเหยียดสะใจขณะมองถ้วยรังนกตรงหน้า
“เหอะ... ป่านนี้นังซูเหมยคงกำลังนั่งร้องไห้แทะข้าวต้มแห้งๆ อยู่ท้ายสวนละมั้ง!” อนุเฉินส่งเสียงหัวเราะคิกคัก “กล้าต่อปากต่อคำกับข้า! อยู่เรือนอ๋องแห่งนี้ ข้าจะสั่งอดอาหารให้มันตายไปเลย!”
อนุเฉินยื่นมืออันเรียวสวย หมายจะยกถ้วยรังนกขึ้นดื่มทานชิลๆ...
ทว่า! ในวินาทีที่ปลายมือของนางกำลังจะแตะถูกถ้วยกระเบื้องนั่นเอง!
วูบ!
เกิดแสงสีเทาสว่างวาบขึ้นกลางโต๊ะอาหารเพียง 0.1 วินาที!
ถาดรังนก... ถังน้ำแข็งผลไม้แช่เย็น... จานขนมเปี๊ยะ... และกาน้ำชาเกรดพรีเมียมทั้งหมดบนโต๊ะ... หายวับไปกับตา!
กลายเป็นเพียงถ้วยกระเบื้องเก่าๆ ที่มี ‘ข้าวต้มก้นหม้อ’ แห้งๆ สีน้ำตาลหม่น กับน้ำชาต้มซ้ำสีส้มซีดๆ วางอยู่แทนที่อย่างเนียนกริบ!
อนุเฉิน: “...!!” (มือค้างกลางอากาศ ปากอ้ากว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ!)
สาวใช้คนสนิทที่ยืนรับใช้อยู่ข้างๆ: “...!!” (ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า!)
ความเงียบครอบคลุมเรือนอนุเฉินไปห้าวิ... ก่อนที่อนุเฉินจะกรีดร้องเสียงแหลมสูงลั่นเรือนพัก!
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด!” อนุเฉินผวากระโดดถอยหลังจนเก้าอี้ล้มตึง “ผีหลอกกกก! มนตร์ดำ! คุณไสยมนตร์ดำ!”
“ท่าน... ท่านอนุเจ้าคะ! อาหาร... อาหารหายไปไหนหมดแล้วเจ้าคะ!” สาวใช้สั่นงกๆ น้ำตาเล็ดด้วยความผวา
อนุเฉินชี้นิ้วสั่นระริกไปที่ถ้วยข้าวต้มแห้งๆ บนโต๊ะ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัวสุดขีด
“นัง... นังซูเหมย! ข้าวต้มแห้งนั่นมันเสบียงที่ข้าสั่งส่งไปเรือนมันนี่นา! นังนั่นมันเป็นนางปีศาจ! มันใช้วิชาคุณไสยมนตร์ดำย้ายถาดอาหารของข้าไปแล้ว!”
ตัดกลับมาที่... เรือนท้ายสวน!
พริบตาเดียวบนโต๊ะไม้เก่าๆ ของมะลิ...
ถาดรังนกตุ๋นร้อนๆ... ถังน้ำแข็งใหญ่ที่มีแตงโมและส้มแช่เย็นฉ่ำ... จานขนมเปี๊ยะอบสดใหม่... และกาน้ำชาเกรดพรีเมียม ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ และวางลงบนโต๊ะอย่างสง่างาม!
มะลิตาโตเท่าไข่เป็ด ยิ้มแก้มปริจนแก้มแทบปริ!
“กรี๊ดดดดด! บริการเดลิเวอรีสวัสดิการนรกเขต 9! ส่งไวทันใจยิ่งกว่าไรเดอร์ยุคใหม่ซะอีก!” มะลิปรบมือหัวเราะร่า
มะลิคว้าแตงโมแช่เย็นฉ่ำขึ้นมาเคี้ยวกรวบๆ อย่างมีความสุข “อื้มมม! หวานฉ่ำปอด! สดชื่นสุดๆ!”
อาชูที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาในห้อง เห็นกองอาหารเลิศรสและถังน้ำแข็งเต็มโต๊ะ ถึงกับถาดไม้หลุดมือตกพื้นดัง เคร้ง! ตาค้างอ้าปากกว้างจนแมลงวันบินเข้าได้สามรอบ!
“คุณ... คุณหนูสามเจ้าคะ!” อาชูส่งเสียงสั่นเครือ “อาหารเลิศรสพวกนี้... มาจากไหนกันเจ้าคะ! ท่านอ๋องแอบส่งมาให้คุณหนูหรือเจ้าคะ!”
มะลิเคี้ยวแตงโมกรวบๆ ตอบกลับทั้งที่เต็มปาก “อ๋อเปล่าหรอกอาชู! พอดีฉันสั่ง ‘ไลน์แมนข้ามมิติ’ มาน่ะ! อร่อยมาก มากินด้วยกันสิ รังนกนี่หวานกำลังดีเลยนะ!”
อาชูมองคุณหนูสามด้วยสายตาตื่นตะลึงและศรัทธาสุดขีด ‘คุณหนูสาม... ท่านร่ายคาถาเสกอาหารระดับหกดาวมาจากอากาศธาตุได้จริงๆ ด้วย! คุณหนูของข้าช่างเป็นยอดหญิงผู้มีอิทธิฤทธิ์ลึกล้ำยิ่งนัก!’
“จิบชาสิอาชู...” มะลิดันถ้วยชารังนกร้อนๆ ไปตรงหน้าสาวใช้ พลางเอนหลังพิงหมอนหนุนอย่างอารมณ์ดี “อยู่ในวังอ๋องมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่แกคิดหรอก... ชิลจะตาย!”
ยามโพล้เพล้ (ประมาณ 17.30 น.) ณ ช่องแคบม่านเมฆา รอยต่อพรมแดนสองมหาทวีปเปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงง! ครืนนนนนนนนนนน!สายลมหอบใหญ่ในช่องแคบระหว่างแนวผาสูงชันพัดกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง หอบเอาไอหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูกพัดถล่มขบวนเสด็จประวัติศาสตร์!ท้องฟ้าเหนือช่องแคบม่านเมฆาที่เคยปลอดโปร่ง พลันมืดมิดลงดั่งราตรีกาลมาเยือนก่อนเวลา เมฆาสีม่วงดำม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นพายุหมุนขนาดมหึมา อัสนีบาตสายฟ้าสีทองคำแท้ฟาดเปรี้ยงปร้างลงบนยอดหินผาจนเศษศิลาแตกกระจายร่วงกราว!ท่ามกลางม่านพายุอัสนีบาต... ปรากฏเงาร่างสีทองอร่ามเหยียบย่ำมวลเมฆาสีขาวบริสุทธิ์ดิ่งลงมาจากสรวงสวรรค์!บุรุษหนุ่มร่างสูงส่งในชุดเกราะเทวะสีทองคำอร่าม แผ่ประกายรังสีเซียนสว่างจ้าเรืองรองสาดส่องลงมาดั่งหลอดไฟนีออนสปอตไลต์กำลังส่องสนามฟุตบอล บนบ่าสะบัดผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติตั้งตรงอย่างเย่อหยิ่ง สองมือคลี่ ‘ม้วนโองการสวรรค์สีทองคำขลิบหยก’ ตวาดสุรเสียงก้องกังวานสะท้านฟ้าดิน!“มดปลวกในแดนมนุษย์เบื้องล่างจงสดับ!”สุรเสียงของทูตสวรรค์ผู้คุมกฎดังก้
ยามโฉ่ว (ประมาณ 02.30 น. กลางดึกสงัด) ณ เหนือม่านเมฆาเก้าชั้นฟ้า สู่ แดนเซียนเบื้องบนท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรีของแดนมนุษย์...ทว่า ณ ห้วงมิติเบื้องบนเหนือม่านเมฆาสูงสุด ปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวกลับระเบิดขึ้น!คลื่นพลังสายเลือดมังกรทองบรรพกาลเก้าเล็บที่ปะทุขึ้นตอนมะลิแตะศิลาเทวะ... ผสานรวมเข้ากับไอควันเวทมนตร์จาก ‘กระทะทองคำมังกรแท้’ และกลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกของ ‘หม้อไฟหม่าล่าพริกสิบเม็ด’ ที่เผาผลาญตลอดการประลองรอบชิง... มันมิได้สลายหายไปธรรมดา!วูบบบบบบบบบบบ! ตูมมมมมมมมมมมม!คลื่นพลังความร้อนและกลิ่นอายอันพิสดาร (กลิ่นหม่าล่าผสมไอเทวะ) ได้พวยพุ่งทะลวงผ่าน ‘ม่านพลังกั้นภพ’ พุ่งตรงขึ้นสู่ ‘แดนเซียนเบื้องบน’ อย่างรุนแรง!กริ๊งงงงงงงงงง! กริ๊งงงงงงงงงง!‘หอระฆังเตือนภัยสวรรค์’ บนวิมานเซียนเก้าชั้นฟ้า พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ส่งเสียงกรีดร้องก้องกังวานไปทั่วแดนเทพ!บนตำหนักเซียนสีขาวบริสุทธิ์เหนือมวลเมฆา... ร่างสูงส่งในชุดคลุมสีทองสง่างามของ ‘
ยามเว่ยแก่ๆ สู่ยามโหย่ว (ประมาณ 16.30 น.) ณ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงงง! ตึงงงงงงงงงง! ปู๊นนนนนนน!เสียงดนตรีมโหรีหลวงและแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดินสองมหาทวีป ธงทิวมังกรทองคำแห่งบูรพาและธงพยัคฆ์ทมิฬแห่งต้าซิงโบกสะบัดเคียงคู่กันเหนือฟากฟ้าเก้าชั้นฟ้าอย่างเกรียงไกรมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงสั่งปิดมหานครเทียนหยวน ฉลองมหาพิธีอภิเษกสมรสครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ‘ชินอ๋องเวินเชียนฟาน’ และ ‘องค์หญิงเก้าเซวียนหยวนเหมย’ จัดโต๊ะจีนทองคำแท้พันโต๊ะเปิดเลี้ยงไม่อั้นตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน!ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และอลังการระดับตำนานนั้น...ตึก... ตึก... กึก...เสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นผิดมนุษย์มนาดังขึ้นบนพรมแดงปูลาดพระราชวัง...‘มะลิ’ ในชุดวิวาห์มงคลสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์เพลิงคู่มังกร หนาเตอะถึงแปดชั้นตามโบราณราชประเพณี กำลังก้าวเดินเตาะแตะอย่างอุ้ยอ้ายดุจเพนกวินยักษ์สีแดงสด ชายกระโปรงและสาบเสื้อพองหนาเป็นสิบนิ้ว ศีรษะสวมมงกุฎหงส์ทองคำฝังไข่มุกราตร
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.00 น.) ณ ลานประลองหยกขาวกลางเวหา ตำหนักเก้าชั้นฟ้าแสงอาทิตย์อัสดงสีส้มทองเริ่มคล้อยต่ำลงแตะขอบฟ้า ลมหนาวยามพลบค่ำพัดกรรโชกผ่านลานประลองหยกขาวทรงกลมขนาดมหึมา ลานประลองแห่งนี้ลอยตระหง่านอยู่กลางเวหา ล้อมรอบด้วย ‘เสาเพลิงเวทมนตร์ขนาดมหึมาสี่ทิศ’ ที่พ่นเปลวไฟสีทองคำพวยพุ่งสูงเสียดฟ้าเพื่อเป็นม่านพลังกักกันสังเวียนรอบชิงชนะเลิศตึงงงงงงง! ตึงงงงงงง!เสียงรัวกลองศึกดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านแผ่นดิน โฆษกสนามก้าวขึ้นสู่แท่นลอยฟ้า ประกาศสุรเสียงก้องผ่านค่ายกลขยายเสียง“และบัดนี้... เข้าสู่การประลองรอบชิงชนะเลิศ! ศึกตะลุมบอน ‘Battle Royale สิบคนสุดท้ายบนลานหยกขาว’! กติกาเรียบง่าย... ผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนลานประลองเป็นคนสุดท้าย จะเป็นผู้คว้าชัยชนะอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีปไปครอง!!”บนลานหยกขาว... ยอดฝีมือแปดคนสุดท้ายที่เหลือรอดมาจากแคว้นซีเหลียง จักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม และมหาอาณาจักรแดนใต้ ต่างขยับแถวเข้ามาประกบวงล้อม สายตาแปดคู่จ้องเขม็งไปยัง ‘ชินอ๋องเวินเชียนฟาน’ และ ‘มะลิ&rsqu
ยามเซินแก่ๆ (ประมาณ 15.30 น.) ณ ลานกว้างใจกลางเขาวงกตกระจกเงา (ด่านศิลาเพลิงหมื่นลี้)เพล้งงงงง!เศษกระจกมายาบานสุดท้ายร่วงกราวลงสู่พื้นกลายเป็นผงประกายระยิบระยับ เวินเชียนฟานกระชับมือเรียวของมะลิไว้แน่น พลางก้าวทะยานพ้นดงกระจกมายาเข้าสู่ลานหินกว้างใหญ่ใจกลางหุบเขาทว่า ทันทีที่ก้าวพ้นม่านหมอก กลิ่นไอร้อนระอุปานปากปล่องภูเขาไฟพลันพุ่งปะทะร่างอย่างจัง!ฟู่... ฟู่...!พื้นลานหินเบื้องล่างที่ทอดยาวนับพันจั้งแดงฉานราวกับเหล็กเผาไฟ ความร้อนระอุจาก ‘ศิลาลาวาโลกันตร์เก้าชั้นฟ้า’ ที่แคว้นซีเหลียงแอบฝังไว้ใต้ดินถูกเร่งพลังงานขึ้นสิบเท่า จนอากาศบิดเบี้ยวคล้ายคลื่นน้ำเดือดพล่าน แผ่ไอความร้อนเฉียดหมื่นองศาพร้อมจะย่างสดทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามา!“ระวัง!”ดวงตาคมกริบของเวินเชียนฟานวาวโรจน์ ชินอ๋องตวัดฝ่ามือเตรียมชัก ‘กระบี่มัจจุราช’ รวบรวมลมปราณเหมันต์พันปีหมายจะแช่แข็งปูทางข้ามลานเพลิงให้แก่ยอดดวงใจ“อย่านะคะคุณพี่! หยุดมือเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!”มะลิตะโกนห้ามลั่นป่า สองมือรี
ยามเว่ยแก่ๆ ณ แท่นพิธีหน้าซุ้มประตูชัย ลานประลองยุทธศาสตร์ร้อยแคว้นตึงงงงงง! ตึงงงงงง! ปู๊นนนนน!เสียงรัวกลองชัยและแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านฟ้าดิน เสียงโห่ร้องสรรเสริญของฝูงชนเรือนแสนดังกระหึ่มประหนึ่งคลื่นซัดฝั่ง เมื่อสตรีร่างพองหนาหกเท่าในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว เดินแบกกระทะเหล็กก้นบุบพาดบ่า นำหน้าพยัคฆ์ทมิฬเก้าหางที่เดินกระดิกหางดุ๊กดิ๊ก โดยมีบุรุษหนุ่มในชุดเกราะทมิฬเดินเคียงข้าง ก้าวขึ้นสู่แท่นพิธีรับรางวัลชนะเลิศประจำด่านแรกอย่างสง่างามบนแท่นหยกขาวสูงสุด มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงฉีกยิ้มกว้างจนพระกรรณแทบฉีก พระเนตรเอ่อล้นไปด้วยน้ำพระเนตรแห่งความปลาบปลื้มใจ พระองค์สาวพระบาทก้าวลงมาจากซุ้ม VIP ด้วยพระองค์เอง โดยมีหัวหน้าราชทูตเดินประคองถาดทองคำแท้ตามหลังมาติดๆ“ลูกรักของพ่อ!” มหาจักรพรรดิตรัสสุรเสียงดังก้อง “เจ้าแสดงเพลงกระทะสะท้านภพ สยบยอดกระบี่แดนประจิมจนฟันร่วงหมดปาก ช่างกู้หน้าและเชิดชูเกียรติภูมิแห่งบูรพาได้อย่างสะใจพ่อยิ่งนัก! นี่คือรางวัลแห่งชัยชนะอันดับหนึ่งของเจ้า!”หัวหน้าราชทูตคุกเข่ายกถาดขึ้นส







