Mag-log inยามซวี (ประมาณ 20.00 น.) ณ เรือนอนุเฉิน
บรรยากาศภายในเรือนของอนุเฉินตกอยู่ในความเงียบสงัดและหวาดผวา เทียนไขถูกจุดไว้นับสิบเล่มเพื่อขับไล่ความมืด ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้จิตใจของเจ้าของเรือนสงบลงได้เลย
อนุเฉินนั่งสั่นงกๆ อยู่บนเก้าอี้หลี่เหลียง ใบหน้าสวยคมผัดแป้งหนาเตอะทว่าซีดเผือด สายตาจ้องมองขอบโต๊ะอาหารที่ว่างเปล่าด้วยความระแวงสติแตก บ่าวรับใช้คนสนิทคุกเข่าอยู่ข้างกายด้วยอาการขวัญผวาไม่แพ้กัน
“ทา... ท่านอนุเจ้าคะ คนผู้นั้น... มาถึงแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้กระซิบเสียงสั่น
วิ้ว...
กระแสลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านประตูเรือนเข้ามาอย่างเงียบเชียบ! เงาร่างของชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าเหลือเพียงดวงตาสีอำพันคมกริบ ปรากฏกายขึ้นกลางห้องโถงราวกับผุดมาจากเงามืด
เขาคือ ‘เงาอสูร’ มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งหอเงาดับสิ้น บุรุษผู้ฆ่าคนมานับร้อยโดยไร้ร่องรอย!
“เงินทองคำแท่งร้อยตำลึง... วางไว้นี่” เสียงทุ้มต่ำแหบแห้งของเงาอสูรดังขึ้น “เป้าหมายคือใคร?”
อนุเฉินชี้นิ้วอันสั่นระริกไปทางทิศตะวันตก “นัง... นังซูเหมย! อนุภรรยาคนใหม่ที่เรือนท้ายสวน! นังนั่นมันเป็นนางปีศาจใช้วิชาคุณไสยฝ่ายมารเล่นงานข้า! เจ้าต้องไปสังหารมันในคืนนี้ให้ดับดิ้น! อย่าให้เหลือแม้แต่ลมหายใจ!”
เงาอสูรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะฟังดูดูแคลน “อนุภรรยาตระกูลตกอับคนหนึ่ง... ถึงกับต้องใช้มือสังหารระดับเทพอย่างข้าเชียวรึ? วิชาคุณไสยรึ? ไร้สาระ! ต่อหน้ากระบี่ไร้เงาของข้า ต่อให้เป็นมัจจุราชก็ต้องก้มหัว!”
เงาอสูรกวาดทองคำแท่งลงกระเป๋าข้างเอว ก่อนจะสะบัดชายเสื้อพุ่งตัวหายวับไปในเงามืดอย่างสง่างามและเงียบเชียบ!
อนุเฉินยกมือทบหน้าอก ถอนหายใจอย่างสะใจ “เหอะ... คืนนี้แหละนังซูเหมย กระบี่ไร้เงาจะปักอกเจ้า! ข้าจะดูสิว่ามนตร์ดำของเจ้าจะสู้มือสังหารอันดับหนึ่งได้หรือไม่!”
ยามไฮ่ (ประมาณ 22.00 น.) ณ เรือนท้ายสวน
บรรยากาศภายในห้องพักเรือนไม้เก่าแก่สงบเงียบ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กตรงโต๊ะเครื่องแป้งส่องสว่างสลัวๆ
โครงสร้างของห้องพักแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองโซนอย่างชัดเจนด้วย ‘ฉากกั้นไม้แกะสลัก’ พับสี่ทบขนาดใหญ่ตั้งบังไว้กลางห้อง
โซนข้างนอกเป็นพื้นที่มืดสนิท มีเพียงทางเข้าประตูหลัก ถังขยะไม้ และโต๊ะชาเก่าๆ ส่วนโซนข้างในเป็นพื้นที่เตียงนอนไม้หนานุ่ม ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเครื่องแป้งที่มีแสงไฟสลัว
มะลินั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอนในโซนข้างใน ในมือถือส้มเช้งลูกโตผลสีส้มทองแช่เย็นฉ่ำที่เสกมาจากนรก พลางแกะเปลือกส้มกินอย่างมีความสุขชิลๆ โดยมีอาชูสาวใช้คนสนิทนอนหลับปุ๋ยเสียงฮึดฮัดอยู่บนฟูกข้างเตียง
“อื้มมม! ส้มเช้งนรกเขต 9 นี่หวานฉ่ำปอดดีจริงเว้ย!” มะลิพึมพำเคี้ยวกรวบๆ
สะบัดมือเบาๆ มะลิก็มักง่ายเขวี้ยงเปลือกส้มเช้งแผ่นโตโค้งข้ามฉากกั้นไม้ไปทางโซนข้างนอก หมายจะให้มันลงถังขยะไม้ที่วางอยู่ข้างประตู...
ทว่า ด้วยความมืด เปลือกส้มเช้งฉ่ำน้ำแผ่นนั้นกลับกระเด็นไปตก ‘แผละ’ อยู่ตรงพื้นไม้หน้าธรณีประตูทางเข้าหลักของโซนข้างนอกพอดีเป๊ะ!
ทันใดนั้นเอง!
วิ้วววว...
ควันสีดำมืดครึ้มพุ่งพรวดออกมาจากหลังตู้เสื้อผ้าในโซนข้างใน ยมทูตหมายเลข 7 วาร์ปโผล่มาครึ่งตัว ทำสีหน้าเลิ่กลั่กเหงื่อตกผวา!
“แม่หนูมะลิ!” ยมทูตกระซิบเสียงสั่น “ข้าแอบมาเตือนเจ้า! คืนนี้ข้าเห็นเงาดำมืดแห่งความซวยคลุมหัวเจ้าแปลกๆ! เจ้าอย่าเพิ่งรีบขิตนะเว้ย! ถ้าเจ้าขิตคืนนี้ ข้าโดนถีบไปขัดกระทะทองแดงจริงๆ ด้วย!”
มะลิหันไปเลิกคิ้วมอง ยมทูต ก่อนจะกลอกตามองบนใส่
“คุณพี่ยมทูตขา~” มะลิส่งเสียงประชด “ฉันมี ‘พรดวงแข็งขั้นสุด’ ที่หัวหน้าคุณพี่แจกมาให้อยู่บนหัวเนี่ย! ใครจะมาทำอะไรฉันได้? เลิกประสาทแดกแล้ววาร์ปไปเอาชานมไข่มุกหวาน 125% มาเติมให้ฉันได้แล้วค่ะ!”
“ข้าเตือนด้วยความหวังดีนะ!” ยมทูตหมายเลข 7 ปาดเหงื่อ “รักษากายรักษาใจไว้ให้ดีล่ะ! ข้าขอตัวก่อน!”
พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดพัดร่ายเวทมนตร์วาร์ปจางหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงละอองแสงเวทมนตร์นรกสีเทาสลัวๆ ลอยเอื่อยๆ ไปเกาะกุมอยู่ทั่วบริเวณโซนข้างนอก... รวมถึงเกาะลงบนเปลือกส้มเช้งแผ่นนั้นอย่างเนียนกริบ!
ยามไฮ่ผันผ่าน... ณ หน้าประตูเรือนท้ายสวน
ทักษะตัวเบาอันลึกล้ำของ ‘เงาอสูร’ ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาทะยานลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ ไร้เสียง ลมไม่พัด ใบไม้ไม่ไหว! มือสังหารในชุดดำเหินลงมาแตะพื้นหน้าประตูเรือนท้ายสวนได้อย่างสง่างามดุจขนนกตกลงบนผืนน้ำ
‘เหอะ... เรือนพักเก่าแก่ไร้คนอารักขา นังเด็กเมื่อวานซีนนั่นคงกำลังนอนหลับไม่รู้ตื่น!’
เงาอสูรเหยียดยิ้มเย็นใต้ผ้าปิดหน้า ใช้นิ้วสะกิดกลอนประตูไม้ด้านนอกออกอย่างเบามือ ประตูเปิดออกเปิดช่องแคบๆ ไร้เสียง
มือสังหารก้าวเท้าขวาผ่านธรณีประตูเข้าไปในโซนข้างนอกที่มืดสนิทอย่างรวดเร็วและเด็ดเดี่ยว!
ทว่า... ในวินาทีที่ส้นเท้าขวาของมือสังหารอันดับหนึ่งแตะลงบนพื้นไม้นั่นเอง!
แผละ!
ส้นเท้าของเขาแตะเข้ากับ ‘เปลือกส้มเช้งฉ่ำน้ำ’ ที่มีเวทมนตร์นรกเกาะกุมอยู่อย่างจัง!
ความลื่นระดับสไลเดอร์สวนน้ำบวกกับแรงกดน้ำหนักตัว ส่งผลให้เท้าขวาของเงาอสูรไถลปรี๊ดดดดดไปข้างหน้าด้วยความเร็วแสง!
“เฮ้ย—!!”
เงาอสูรตาถลนหลุดจากเบ้า เสียงร้องอุทานถูกกลืนหายไปในลำคอ! ร่างของมือสังหารเสียการทรงตัวอย่างวินาศสันตะโร หัวค่ำคะมำ พุ่งไถลไปกับพื้นไม้ที่มืดมิด!
ตึงงงงงงงงงงงงงง!!
ศรีษะของเงาอสูรพุ่งชนเข้ากับขาโต๊ะชาไม้เนื้อแข็งโซนข้างนอกอย่างจังจนโต๊ะสะเทือนปานเกิดแผ่นดินไหว!
ไม่เพียงแค่นั้น! ด้วยแรงเหวี่ยงอันบ้าคลั่ง ดาบสั้นอาบยาพิษในมือขวาของเขาที่หลุดมือ ลอยเคว้งหมุนวนกลางอากาศสามรอบครึ่ง... ก่อนจะดิ่งลงมาปัก ‘จึก!’ เข้าใส่แก้มก้นข้างซ้ายของเงาอสูรเต็มรัก!!
“อ๊ากกกกกกอื้ออออออ!!” (กรีดร้องแบบถูกอุดปากในใจ!)
ยาพิษสลายประสาทในดาบสั้นซึมเข้าสู่บาดแผลที่ก้นทันที! ดวงตาของเงาอสูรเหลือกถลนขึ้นฟ้า ร่างกายเกร็งกระตุกงึกๆๆๆ สองที ก่อนจะสลบคาที่ น้ำลายฟองขาวทะลักออกจากปาก นอนหมดสภาพอยู่ใต้โต๊ะชาในโซนข้างนอกที่มืดสนิท!
ณ โซนข้างใน (หลังฉากกั้นไม้)...
มะลิที่กำลังนั่งเคี้ยวส้มเช้งชิลๆ บนเตียง สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียง ‘ตึง!’ ดังมาจากโซนข้างนอก
มะลิชะโงกหน้าผ่านฉากกั้นไม้ มองไปยังโซนข้างนอกที่มืดสนิท แต่ด้วยความที่มีฉากกั้นไม้บังสายตา 100% บวกกับโซนข้างนอกไม่ได้จุดเทียน เธอจึงมองไม่เห็นร่างของเงาอสูรที่นอนสลบอยู่ใต้โต๊ะเลยแม้แต่นิดเดียว
“เอ้า... เสียงอะไรหว่า?” มะลิส่งเสียงพึมพำ ตะโกนถามออกไป “แมววัดไล่จับหนูเหรอวะ? หรือกิ่งไม้ร่วงใส่หลังคา?”
ไร้เสียงตอบรับ... มีเพียงความเงียบสงบ
มะลิยักไหล่แบบไม่ใส่ใจ “เออ เรือนไม้เก่าก็เสียงดังแบบนี้แหละ ปลวกกัดไม้ล่ะมั้ง”
พูดจบ มะลิก็หยิบส้มเช้งกลีบสุดท้ายเข้าปาก แล้วนอนเอนหลังพิงหมอนหนุนเตรียมตัวนอนหลับสบายใจเฉิบ!
ทว่า... ณ บนกิ่งไม้ใหญ่นอกหน้าต่าง!
‘โม่เฟิง’ องครักษ์เงามือหนึ่งที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่บนกิ่งไม้... ดวงตาขยายกว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ! ใบหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีเขียว ร่างกายเกร็งสั่นงกๆ ด้วยความตกตะลึงและผวาถึงขีดสุด!
สิ่งที่โม่เฟิงเพิ่งเห็นผ่านช่องรอยแยกบานหน้าต่างกระดาษคือ...
มือสังหารอันดับหนึ่ง ‘เงาอสูร’ เหินตัวเข้าไปในห้อง... ทว่า อนุซูเหมยที่นั่งอยู่หลังฉากกั้นไม้ กลับไม่ได้แม้แต่จะชักกระบี่ ไม่แม้แต่จะลุกขึ้นยืน!
นางแค่ใช้ ‘จิตวิญญาณค่ายกลสายลม’ และ ‘ค่ายกลเปลือกส้มสะท้อนกลับ’ ซัดมือสังหารระดับเทพให้ลื่นไถล ชนโต๊ะ แล้วบังคับให้ดาบของนักฆ่าบินย้อนกลับไปปักก้นตัวเองสลบคาที่ในวินาทีเดียว!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ โม่เฟิงเหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง สมองสติแตกอย่างหนัก
‘ค่ายกลเปลือกส้มสยบมัจจุราช! อนุซูผู้นี้... สังหารคนโดยไร้รอยเลือด! นางใช้วัตถุไร้สาระสยบยอดฝีมือได้โดยไม่ต้องขยับนิ้ว!’
โม่เฟิงเห็นมะลิกำลังจะเอนตัวลงนอน เกรงว่าหากมะลิเดินออกมาเห็นนักฆ่า แล้วร่าย ‘คาถาสลายร่าง’ ใส่เรือนอ๋อง เรื่องจะยิ่งใหญ่โตไปกันใหญ่!
โม่เฟิงไม่รอช้า รีบใช้วิชาตัวเบาย่องฟึ่บผ่านหน้าต่างโซนข้างนอกเข้าไปอย่างเงียบเชียบ คว้าคอเสื้อและขานักฆ่าเงาอสูรที่นอนสลบน้ำลายฟูมปาก อุ้มลากร่างพุ่งทะยานออกทางหน้าต่างหนีหายไปในความมืดทันทีภายในสามวินาที!
ยามจื่อ (ประมาณ 23.30 น.) ณ ห้องใต้ดินวังชินอ๋อง
บรรยากาศภายในห้องใต้ดินมืดมิดและเย็นเยือก เสียงหยดน้ำดัง ติ๋ง... ติ๋ง... เป็นระยะ
เวินเชียนฟานยืนกอดอก ใบหน้าคมสันเรียบตึงดุจรูปสลัก จ้องมองร่างของ ‘เงาอสูร’ ที่ถูกพันธนาการไว้กับเสาหิน โดยมีชางสิงยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ตึง!
โม่เฟิงพุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่า รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขวัญผวา
“เรียนท่านอ๋อง! ข้าน้อยสืบประวัติมาแล้วขอรับ... ชายผู้นี้คือ ‘เงาอสูร’ มือสังหารอันดับหนึ่งแห่งหอเงาดับสิ้น! ถูกจ้างวานมาเพื่อปลิดชีพอนุซูในคืนนี้พะยะค่ะ!”
ชางสิงฟังแล้วตาโตเท่าไข่ห่าน “มือสังหารอันดับหนึ่งรึ?! แล้ว... แล้วอนุซูจัดการเขาอย่างไร! นางชักกระบี่หรือร่ายพิษใส่เขา!”
โม่เฟิงกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ใบหน้าซีดเผือด “เปล่าเลยพะยะค่ะ... อนุซูไม่ได้ลุกจากเตียงนอนด้วยซ้ำ! นางเพียงแค่วาง ‘ค่ายกลเปลือกส้มสะท้อนกลับ’ ไว้ตรงธรณีประตู... พอมือสังหารเหยียบเข้าไป ค่ายกลก็ทำงานทันที! ซัดมือสังหารชนโต๊ะ และบังคับให้ดาบพิษบินย้อนกลับไปปักก้นตัวเองสลบคาที่ในพริบตา!”
ชางสิง: “...!!” (ตาค้าง สมองช็อตไปเรียบร้อย!)
เวินเชียนฟานยืนนิ่งค้างไปห้าวิ... ดวงตาคมกริบฉายแววตรึงเครียดและหวาดผวาเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงสุด!
‘ใช้เพียงเปลือกผลไม้ธรรมดา... บิดเบือนทิศทางอาวุธให้สยบมือสังหารระดับเทพได้โดยไม่ต้องลุกจากเตียง!’
เวินเชียนฟานเหงื่อซึมฝ่ามือ กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพอง
‘ช่างเป็นวิชาค่ายกลที่เหี้ยมโหด ดุดัน และไร้ช่องโหว่ยิ่งนัก! นางกำลังเตือนข้าว่า... ต่อให้ข้าส่งกองทัพองครักษ์เงาทั้งหมดไปสังหารนาง นางก็สามารถใช้สิ่งของรอบกายย้อนกลับมาทำลายพวกเราได้ทุกเมื่อ!’
“ท่านอ๋องพะยะค่ะ...” ชางสิงส่งเสียงสั่นเครือ “เราจะทำอย่างไรกันดีพะยะค่ะ! อนุซูผู้นี้อันตรายเกินไปแล้ว!”
เวินเชียนฟานสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ บังคับสีหน้าให้เรียบตึง เหยียดยิ้มสู้ที่มุมปาก
“ในเมื่อนางต้องการแสดงอำนาจสยบข้าด้วยค่ายกลเปลือกส้ม...” ชินอ๋องเอ่ยน้ำเสียงดุดัน “ข้าก็จะไม่อุดอู้อยู่ในห้องทำงานอีกต่อไป! สั่งการลงไป... พรุ่งนี้เช้า ข้าจะลงสนามไป ‘เผชิญหน้าแบบสองต่อสอง’ กับนางที่เรือนท้ายสวนด้วยตัวเอง!”
“ข้าจะไปดูให้เห็นกับตาว่า... วิชาจอมมารซ่อนลายของนาง มีจุดอ่อนตรงไหน!”
โดยที่เวินเชียนฟานไม่รู้เลยว่า... ‘ค่ายกลเปลือกส้ม’ ที่เขากลัวนักหนา เป็นแค่นิสัยมักง่ายชอบโยนขยะไม่ลงถังของมะลิเท่านั้นเอง!
ยามโหย่วค่ำๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้าท่ามกลางความเงียบกริบระดับจักรวาลหยุดหมุน และสายตาตกตะลึงค้างของยอดคนร้อยแคว้นนับหมื่นชีวิต...ฟึ่บ!‘เวินเชียนฟาน’ ยื่นมือหนาอันทรงพลังไปคว้าม้วนพระราชโองการทองคำแท้จากมือราชทูตต้าซิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกมาถือไว้ในมือ ชินอ๋องตวัดสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี ก้าวสืบเท้าขึ้นบันไดหยกขาวอย่างสง่างาม ก่อนจะวาดท่อนแขนแกร่งเข้า ‘รวบร่างพองหนาหกเท่าของมะลิ’ เข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหนและแนบแน่นต่อหน้าพระพักตร์มหาจักรพรรดิบูรพา!หมับ!มะลิที่กำลังลูบพุงอิ่มกุ้ง สะดุ้งโหยงเบาๆ ใบหน้าจมหายเข้าไปในแผงอกกว้างอุ่นจัดกลิ่นไม้กฤษณา คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองพระเอกตาปริบๆชินอ๋องเชิดใบหน้าคมคายหล่อเหลาขึ้นสบสายตากับมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างไม่หวั่นเกรง สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยรายงานหน้าตายด้วยความมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน!“ทูลเสด็จพ่อตา...”เปรี๊ยะ!เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาลของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพา! พระพักตร์ของมหาจักรพรรดิกึ่งเหวอกึ่งช็อก พระขนง
ยามโหย่วปลายๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนกริบ... ทั่วทั้งมหาทวีปตกอยู่ในความเงียบงันอันไร้ขอบเขต!กริ๊ง... กริ๊ง... วูบบบบบบบบบบ! ‘ป้ายหยกมังกรทองประจำพระองค์’ ที่มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงพกติดตัวไว้ตลอดสิบแปดปี พลันส่งเสียงกู่ร้องสั่นสะเทือน ตอบรับคลื่นพลังสายเลือดบริสุทธิ์ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง!“ส... สายเลือดมังกรบรรพกาลเก้าเล็บบริสุทธิ์... เก้าชั้นฟ้า?!”มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงเบิกพระเนตรกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า พระวรกายสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต น้ำพระเนตรเอ่อล้นทะลักไหลพรากอาบสองปราง!พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ทองคำด้วยพระบาทที่สั่นเทา ก่อนจะทรง ‘ทรุดพระชานุ (คุกเข่า) ลงต่อหน้าธารกำนัลร้อยแคว้น’ ด้วยพระทัยที่แตกสลายระคนตื้นตันใจสุดขีด!ตุบ! ตุบ! ตุบ!พริบตานั้นเอง! เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ ยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน รวมถึงทหารเกราะเงินทั่วทั้งตำหนัก... ต่างพากันเข่าอ่อน ทรุดลงหมอบกราบราบไปกับพื้นดิน ตัวสั่นสะท้านดุจใบไม้ต้องพายุต่อหน้าบารมีแห่ง
ยามโหย่วปลายๆ (ประมาณ 18.00 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนความเงียบสงัดระดับป่าช้าโบราณเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงเสวยศิลาหยกขาว...เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อกาฬของบรรดาแม่ทัพร้อยแคว้นหยดลงกระทบพื้นผ้าไหม!สายตานับหมื่นคู่จับจ้องไปยังโต๊ะเสวยของ ‘มหาจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม’ ที่บัดนี้ทั้งโต๊ะหยก อาหารเลิศรส จานชามทองคำ และร่างของ ‘เซวียนหยวนหลิง’ (องค์หญิงสามแห่งแดนประจิม) ได้กลายสภาพเป็น ‘ก้อนน้ำแข็งยักษ์’ สีฟ้าครามขาวโพลนไปเรียบร้อยแล้ว! องค์หญิงผู้เย่อหยิ่งนั่งแข็งทื่อ ขนคิ้วและเส้นผมจับตัวเป็นเกล็ดหิมะ ปากสั่นงันงกพั่บๆๆๆ ดุจตุ๊กตาหิมะจำแลงคาเก้าอี้เสวย!ทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยง... บรรดาเชื้อพระวงศ์และยอดฝีมือระดับแปดและเก้าชั้นฟ้าต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก!สมองของยอดคนร้อยแคว้นเริ่มเกิดการลัดวงจร Short-Circuit ระเบิดตูมตามระดับเก้าสิบเก้าชั้นฟ้าทันที!‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ แม่ทัพใหญ่แห่งมหาอาณาจักรแดนใต้เหงื่อกาฬไหลพราก ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า ‘นางถูกล
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงง!เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังสะท้อนกังวานก้องไปทั่วทั้งตำหนักศิลาหยกขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามอาทิตย์อัสดง!โถงเสวยใหญ่แห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆาและมังกรทอง เสาหินปิดทองคำแท้ตระหง่านเสียดฟ้านับร้อยต้น โต๊ะเสวยยาวเหยียดปูลาดด้วยผ้าไหมแพรพรรณสีแดงชาด เครื่องเคลือบปิดทองคำแท้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารหายากพันปีลอยตลบอบอวลประหนึ่งวิมานสวรรค์จุติทว่า... สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ในโถงจัดเลี้ยง คือ ‘ผังที่นั่งแถวหน้าสุด’!ผลพวงจากการระเบิดคลื่นพลังสะท้อนกลับสยบยอดฝีมือหน้าประตูเมืองหยกขาวเมื่อบ่ายแก่ๆ... ส่งผลให้คณะทูตแห่งแคว้นต้าซิง ได้รับเกียรติสูงสุดให้นั่งใน "ตำแหน่งแถวหน้าสุดระดับ Super VIP" ติดกับแท่นเสวยของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างสง่างาม!เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ และตัวแทนจากร้อยแคว้นที่นั่งอยู่แถวหลัง ต่างพากันมองตรงมายังโต๊ะเสวยของต้าซิงด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรงระ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ







