LOGIN“คุณหนูสิบ” พ่อบ้านเดินเข้ามาหานางด้วยท่าทีร้อนรน
“อะไรหรือ” นางกะพริบตามองอีกฝ่าย พ่อบ้านเหลือบไปอีกฝั่งของสวนตรงนั้นบิดาของนางกับขุนนางที่เป็นสหายสนิทกำลังมองมา “คงมิใช่...” นางพึมพำกับตัวเองเสียงเบา คงมิใช่ว่าพวกเขาเห็นนางกับเฉิงเหยียนเมื่อครู่??
“เหตุใดท่านมาอยู่ตรงนี้ ท่านมิใช่ต้องเข้าโถงพิธีจากอีกฝั่งหรือหรือขอรับ อีกอย่าง...” พ่อบ้านมีท่าทีลำบากใจอยู่บ้าง
เซี่ยหยวนเล่อลอบแค่นยิ้ม “ข้าแวะมาเข้าสุขาเพราะตื่นเต้นดังนั้นจึงเดินมาด้านนี้ กะจะเดินเลี้ยวไปเข้าฝั่งเรือนระเบียง ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นส่วนของแขกฝั่งบุรุษ”
“เช่นนั้นรีบตามข้าน้อยมาด้านนี้ขอรับ”
“อ้อ” นางหันไปมองบิดาแต่ก็ไม่พบความโกรธเกรี้ยวในดวงตาแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับมองนางด้วยความกังวลห่วงใย
ขณะนางเดินไปยังทางเข้าโถงพิธี มารดาก้าวเข้ามาหานาง กระชากแขนของนางจนนางแทบล้ม “เจ้าไปที่ใดมาเหตุใดจึง...”
“ท่านแม่ ข้าเจ็บ” ข้อมือของนางถูกมารดาจิกเล็บลงไปจนเจ็บอยู่บ้าง เห็นสีหน้าของมารดาหัวใจของนางเจ็บปวดยิ่งกว่า อีกฝ่ายคงผิดหวังมากที่นางทำให้แผนครานี้ล้มไม่เป็นท่า
“เหตุใดเจ้าเดินไปผิดฝั่ง ด้านนั้นเป็นลานสวนรับรองแขกของบิดาเจ้า เสียมารยาทยิ่งนัก”
“ข้าไปเข้าสุขา ยังนึกว่ามิใช่ที่นี่ที่ท่านแม่จัดเอาไว้รับรองแขกของท่านพ่อ ข้าผิดไปแล้ว”
ตอนนี้แผนการเพื่อให้นางกับเฉินหลี่รู้จักสนิทสนมล้มไม่เป็นท่า มารดาของนางโกรธย่อมเป็นเรื่องธรรมดา พิธีปักปิ่นไม่ได้ทำให้นางตื่นเต้นดีใจอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้ามนางถึงกับไม่กล้ากวาดสายตามองไปยังผู้ใดทั้งสิ้น กังวลใจว่าจะเผลอมองไปยังเฉินหลี่เข้า กระทั่งเป็นสาเหตุให้มารดาใช้เรื่องนี้วางแผนทำอะไรลงไปอีก หลังเสร็จพิธีก็รีบกลับเรือนโดยให้เสี่ยวเถาอยู่เป็นเพื่อน แม้แต่ส่งอาหารก็ให้สาวใช้คนอื่นส่งเข้าไป ไม่ยอมให้เสี่ยวเถาถูกแยกตัวออกห่างเด็ดขาด
มองตัวเองที่นั่งอยู่หน้าคันฉ่องบานใหญ่ เซี่ยหยวนเล่อเหม่อลอยใช้ความคิดคนเดียวเงียบๆ มีเสี่ยวเถาคอยหวีผมปรนนิบัติอยู่ข้างๆ นึกถึงตอนนั้นขณะที่นางถูกคุมตัวไปยังคุกหลวงในฐานะชายากบฏ เฉินหลี่กลับรวบรวมองครักษ์หลบหนีไปกับชายารองที่เป็นคนของจวนแม่ทัพ!!
ไม่ใช่แค่หลอกใช้และเห็นนางเป็นหมากในกระดาน แต่เขายังทิ้งนางให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพังโดยไม่ไยดี ทั้งที่เรื่องนี้ตั้งแต่แรกนางก็หาได้เกี่ยวข้องด้วยไม่
...แค้นนี้นางไม่ชำระไม่ได้เด็ดขาด!!
“ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง”
มารดาของนางไม่มีทางหยุดเพียงเท่านี้แน่นอน แผนการไม่สำเร็จวันนี้วันหน้านางย่อมถูกจัดฉากอีกครั้ง ดังนั้นนางไม่อาจอยู่เฉยรอให้ชะตากรรมเดิมๆ ม้วนนางกลับเข้าสู่วังวนของความตายและความสิ้นหวังอีก
รุ่งเช้าวันต่อมามารดาส่งสาวใช้มายังเรือนเล่ออวี้อีกสองคน กล่าวว่านางปักปิ่นแล้วต้องมีสาวใช้ข้างกายที่รู้งานเพิ่ม เสี่ยวจูกับเสี่ยวฟางถูกอบรมให้ปรนนิบัติคุณหนูที่ปักปิ่นแล้ว ทั้งการต่างกาย การม้วนมวยผมปักปิ่น เครื่องประดับ สีสันของชุดที่ต้องสวมในวาระต่างๆ พวกนางสามารถให้คำปรึกษาได้ เห็นชัดว่ามารดาเตรียมการเอาไว้ดีมาก
เช้านี้นางออกมาคารวะบิดาเพื่อออกไปประชุมเช้า นี่เป็นครั้งแรกในฐานะบุตรสาวที่ปักปิ่นแล้ว และนางก็ออกมาพบปะผู้คนด้านนอกจวนได้แล้ว มิใช่ถูกจำกัดอยู่แต่เพียงเรือนหลัง ดังนั้นแม้รู้ดีว่านอกจวนเองก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นแต่เต็มไปด้วยอันตราย เซี่ยหยวนเล่อก็ยังอยากออกมาอยู่ดี
นางล้วงเข้าไปในแขนเสื้อมองดูรายชื่อที่นางเขียนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน คนแรกที่นางต้องหาตัวให้พบก่อนก็คือ...จื่อฉิง มือสังหารที่อยู่ข้างกายองค์ชายหกผู้นั้น สตรีชุดดำใบหน้าเย็นชาท่าทางน่ากลัว องครักษ์ของเฉินหลี่ที่สังหารนางกำนัลต่อหน้านาง ในวันนั้นที่นางเผลอได้ยินความลับที่สะเทือนฟ้าดินของสององค์ชาย
จะทำลายแผนการของเฉินหลี่และเฉินเซียวโดยที่พวกเขาไม่ระแคะระคายก็ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ และนางก็ต้องเริ่มจากการดึงคนที่พวกเขาใช้ก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นการทำลายความแข็งแกร่งของพวกเขา จากนั้นค่อยหาวิธีทำให้บิดาอยู่ให้ห่างจากองค์ชายทั้งสองพระองค์และ...ฮองเฮา
หนึ่งปี...นางมีเวลาหนึ่งปีเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเอง ต้องพยายามทุกหนทางที่จะไม่ต้องแต่งเป็นชายาองค์ชายหก ตอนนี้นางเปลี่ยนได้เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือแรกพานพบในสวนวันปักปิ่น ตอนนี้นางจะต้องรวบรวมคนที่ในอนาคตเฉินหลี่จะดึงไปใช้งาน
อยู่ๆ เฉิงเหยียนก็รู้สึกว่าตนไม่ควรรับมันมาเลย...เสียงสวบสาบดังขึ้นด้านหน้า เงาร่างหนึ่งล้มลงยังพุ่มไม้ข้างกำแพง ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปทันที “นั่นใคร!”“ใต้เท้าเฉิงเหยียน??” เสียงนั้นแผ่วเบาและอ่อนแรง เขาขมวดคิ้วเพราะจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของ...เซี่ยหยวนเล่อ คุณหนูสิบตระกูลเซี่ย!!ชายหนุ่มปราดเข้าไปประคองนางขึ้น นางมีท่าทีอ่อนแรงและหายใจเร็วมาก เหงื่อของนางเปียกชุ่มทว่าสองมือกลับกุมเสื้อของเขาราวได้รับการตื่นตระหนก“เร็วเข้าพาข้าไปจากที่นี่ ยิ่งไกลยิ่งดี”“เกิดอะไรขึ้น เจ้า...กำลังหนีผู้ใด”“ไม่มีเวลาอธิบาย พาข้าไปจากที่นี่ก่อน”“ข้าพาเจ้ากลับไปส่งที่จวน”“ไม่...ไม่กลับเข้าจวน ข้าเพิ่งหนีออกมาจากที่นั่น”“อะไรนะ”เสียงฝีเท้าคนหลายคนกำลังวิ่งมาด้านนี้ หญิงสาวหายใจหอบสติกำลังเลือนลาง “ได้โปรด พาข้าไปจากที่นี่ก่อน อย่าให้ผู้ใดหาข้าพบแม้แต่คนตระกูลเซี่ย”เฉิงเหยียนได้แต่สงสัย อะไรกันที่ทำให้นางรู้สึกว่าจวนของตนไม่ปลอดภัย เป็นใครกันที่ทำให้นางไม่ไว้วางใจแม้แต่คนในตระกูลของตัวเอง?!เมื่อนางขอร้องอย่างสิ้นหวังเขาเองก็ได้แต่ทำตาม ทั้งที่ลึกๆ ก็ก่นด่าตัวเองว่าเรื่องนี้อาจเป็นการล่วงเกินท่านอัค
ชายหนุ่มมองอีกฝ่าย “แล้วนี่ทรง...” แต่งกายเช่นนี้คงมิใช่ออกจากวังมาเที่ยวเล่น“โดนเจ้าจับได้แล้ว? ข้าได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในจวนอัครมหาเสนาบดี ชายาของพี่รองมีข่าวดีแล้ว”“ตั้งครรภ์?”“ใช่ หมอหลวงยืนยันแล้ว พี่รองเพิ่งเข้าวังไปทูลเสด็จพ่อและไทเฮา วันนี้ท่านอัครเสนาบดีกับฮูหยินจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้น ผู้ที่มีเทียบเชิญเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมได้”เฉิงเหยียนถอนหายใจ “เข้าใจแล้ว ขอบพระทัยที่ทรงมาแจ้งกระหม่อมด้วยพระองค์เอง”เฉินฮ่าวมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจังเป็นครั้งแรก “เจ้าต้องทำท่าทางเหินห่างกับข้าเช่นนี้ให้ได้? แม้แต่กับไทเฮาเจ้าก็มีท่าทีเช่นนี้? มิน่าเล่าพูดถึงเจ้าทีไรไทเฮาก็ทักทรงมีท่าทีไม่สบายพระทัย เจ้านี่นะ รู้ทั้งรู้ว่าไทเฮาทรงเหลือเจ้าเป็นเครือญาติที่สนิทเพียงคนเดียว จะเข้าเฝ้าพระองค์ให้บ่อยครั้งหน่อยก็ไม่ได้ ไม่ได้บังคับให้เจ้าเข้ารับตำแหน่งจากเส้นสายเสียหน่อย”“องค์ชาย ตระกูลของข้าหากไม่โดนประหารก็ตายตก ข่าวลือมากมายอาจทำให้ไทเฮาทรงเสื่อมพระเกียรติ แม้เหลือน้อยนิดแต่ก็ไม่ควรทำให้พระองค์แปดเปื้อน”“แปดเปื้อนอะไรกัน เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าไม่ใช่คนที่โง่งมโดนหลอกโดยง่าย
“ใช่ ดังนั้นมากับข้าเถิด ช่วงนี้เจ้าก็อยู่กับข้าไปก่อน ข้าจะหาทางให้เจ้าได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง”“ขอรับ”นับจากวันนั้นเขาให้สงสัยไม่คลายจึงลอบสืบเรื่องของเซี่ยหยวนเล่อเงียบๆ เขาพบว่านางออกจากเมืองก็เพราะแม่นมเฉาจริงๆ นางไม่มีสหายจากจวนอื่นเพราะน้อยครั้งที่ใต้เท้าเซี่ยและฮูหยินจะอนุญาตให้บุตรสาวออกจากจวนถึงอย่างนั้นการที่นางหนีออกไปครั้งล่าสุด นางกลับตรงไปยังหมู่บ้านซุนสือที่ไม่ได้ใกล้กับบ้านของแม่นมเฉา“ใช้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงซื้อเด็กคนนี้มา ไม่ใช่คนของจวนอัครมหาเสนาบดีคงทำไม่ได้” ต้าสือพึมพำเฉิงเหยียนเหลือบมองอีกฝ่าย “นางถูกกักบริเวณหรือไม่”“ใช่ขอรับ...หนึ่งเดือน เห็นว่าเพราะนางแอบหนีออกมาจากจวน ครั้งนี้เซี่ยฮูหยินโกรธมาก ยังมี...”“อะไร” เฉิงเหยียนเห็นท่าทีของคนสนิทก็เลิกคิ้ว“ข้าบังเอิญรู้มาว่าเซี่ยฮูหยินเคยนัดพบกับองค์ชายหก”“องค์ชายหก??”“วันที่คุณหนูสิบหนีออกจากจวน เซี่ยฮูหยินออกจากจวนไปไหว้พระที่อาราม บังเอิญจริงๆ ที่วันนั้นองค์ชายหกเองก็ไปที่นั่น ยิ่งบังเอิญกว่าเพราะคุณหนูหกแกล้งป่วยวันนั้นพอดี เป็นไปได้หรือไม่ที่นางไม่อยากไปยังอารามกับมารดา และอาจเป็นไปได้เช่นกันที่นาง
นี่เป็นประคำหยกอันเดียวกันกับที่เฉิงเหยียนมอบให้นางที่ลานประหาร เซี่ยหยวนเล่อนิ่งงันจ้องมองประคำหยกนั้นนิ่งนานด้วยความสับสน“ครั้งนั้นข้าได้ยินเพียงเสียงตะโกนบอก ดังนั้นคนร้ายจึงลอบทำร้ายข้าไม่สำเร็จ ตอนที่ทุกอย่างสงบข้าก็หาท่านไม่พบแล้ว พบเพียงถุงใบนี้ดังนั้นประคำหยกนี้คืนให้ท่าน ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ถึงสองครั้งหากวันหน้ามีเรื่องใดที่ข้าสามารถตอบแทน...”หญิงสาวมองเสี่ยวหมานและเสี่ยวเถาที่เดินตรงเข้ามาหา “มี! ข้ามี!”เขาเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูสิบเชิญกล่าว”“ข้า...อยากฝากคนคนหนึ่งเอาไว้กับท่าน”“คน?”นางคว้าไหล่ของเสี่ยวหมานด้วยรอยยิ้ม หมุนตัวเด็กชายให้เฉิงเหยียนดู “นี่คือเสี่ยวหมาน ข้าซื้อเขามาจากมารดาที่ต้องการเขาให้เป็นทาสเมื่อเช้า หากข้าพาเขากลับจวนด้วยเขาจะกลายเป็นบ่าวในจวนตระกูลเซี่ย ข้าไม่อยากให้เขาเป็นบ่าวหรือตกเป็นทาส ข้า...อยากให้เขาได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง ท่านช่วยส่งเสริมได้หรือไม่”เฉิงเหยียนมองเด็กชายตรงหน้า เขาค่อนข้างงุนงงกับการกระทำของนาง“ยังมี...นี่เป็นสัญญาซื้อขาย ข้าฝากเอาไว้ที่ท่านชั่วคราว ข้าไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้”ชายหนุ่มมองนางสลับ
เสี่ยวหมานเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้น เขาคุกเข่าลงโขกศีรษะให้นาง “ข้าน้อยเสี่ยวหมานนับจากนี้จะติดตามคุณหนู รับใช้ ดูแล ทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง”เซี่ยหยวนเล่อถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าใจสงสาร นางประคองเขาลุกขึ้นจากนั้นเขาก็ยอมหยิบตะเกียบกินข้าวโดยดีตอนเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมเสี่ยวหมานเอาแต่มองไปยังถนนสายหนึ่ง เดาว่านั่นเป็นถนนที่ตรงไปยังบ้านเดิมของเขา เมื่อพ้นหมู่บ้านสีหน้าเศร้าสร้อยของเขายังคงอยู่ แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พูด ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงท่าทีใดนอกจากรอฟังคำสั่งของเซี่ยหยวนเล่อรถม้าแล่นมาจอดยังท่าเรือข้ามฟาก แต่เรือที่ใช้สำหรับพารถม้าข้ามฟากกลับรั่วรอซ่อมแซม คนขับรถม้าจนใจจึงได้แต่ส่งหญิงสาวกับสาวใช้ไปขึ้นเรือโดยสารที่ท่าเรืออีกแห่งเรือทวนน้ำแล่นตรงไปยังเมืองหลวงแต่ก็อ้อมอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นหญิงสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรจึงยอมไปขึ้นเรือโดยสารบนเรือมีชาวบ้านมากมายโดยสารมาจากต่างเมือง ทุกคนหาที่นั่งเพราะเรือต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยาม[1]จึงจะถึงเมืองหลวงเสี่ยวเถากังวลเพราะทั้งสองแอบหนีมา แม้เซี่ยหยวนเล่อเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้ว่าคิดถึงแม่นมเฉาจึงแอบหนีมา แต่นางก็ยังกังวลว่าจะถูกลงโทษเพร
ผู้เป็นมารดาตวาดแหว “ข้าเลี้ยงเจ้ามาจนเติบโต หมดเงินหมดข้าวไปไม่น้อย ตอนนี้ข้าตั้งครรภ์น้องเจ้า ข้าวสารจะกรอกหม้อก็ไม่มี ได้เวลาที่เจ้าต้องทดแทนบุญคุณของข้าแล้ว!!”นางเงื้อมือขึ้นฟาดฝ่ามือไปตามแขนขาและแผ่นหลังของบุตรชาย น้ำเสียงและท่าทางไม่ได้แสดงถึงความมีเมตตา แม้ว่านั่นจะเป็นบุตรชายของนางเองเซี่ยหยวนเล่อโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางลุกพรวดก้าวฉับๆ ไปยังสองแม่ลูก ดึงเด็กชายคนนั้นออกมาจากเงื้อมมือของอีกฝ่าย “หยุดเดี๋ยวนี้!!”“เจ้า...เจ้าเป็นใครยุ่งอะไรด้วย ข้าเป็นมารดาของเขา”“เจ้าจะขายเขามิใช่หรือ ข้าจะซื้อ เสี่ยวเถา”“เจ้าคะคุณหนู”“ตั๋วเงินสามพันตำลึง”“สะ...สามพันตำลึง” สตรีผู้นั้นตาโต ทว่าดวงตาเจ้าเล่ห์มองไปยังพ่อค้าทาส “ไม่ขาย พ่อค้าทาสผู้นั้นตกลงกับข้าที่ห้าพันตำลึง”เซี่ยหยวนเล่อแค่นหัวเราะจ้องอีกฝ่ายนิ่งไม่พูดอะไร นางกุมข้อมือของเด็กชายที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ถึงตอนนี้ก็ยังร้องขอความเมตตาจากมารดาที่ไร้ซึ่งความปรานี“เจ้ามีนามว่าอะไร”“ข้า...ข้าน้อยเรียกขานว่าเสี่ยวหมาน”เซี่ยหยวนเล่อลูบศีรษะเขาเบาๆ...ถูกคนแล้ว นี่เป็นน้องชายต่างมารดาที่จื่อฉิงต้องออกมาตามหา นางจำได้ว่าเพื่อให้ได้







