ANMELDENเสี่ยวหมานเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้น เขาคุกเข่าลงโขกศีรษะให้นาง “ข้าน้อยเสี่ยวหมานนับจากนี้จะติดตามคุณหนู รับใช้ ดูแล ทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง”
เซี่ยหยวนเล่อถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าใจสงสาร นางประคองเขาลุกขึ้นจากนั้นเขาก็ยอมหยิบตะเกียบกินข้าวโดยดี
ตอนเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมเสี่ยวหมานเอาแต่มองไปยังถนนสายหนึ่ง เดาว่านั่นเป็นถนนที่ตรงไปยังบ้านเดิมของเขา เมื่อพ้นหมู่บ้านสีหน้าเศร้าสร้อยของเขายังคงอยู่ แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พูด ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงท่าทีใดนอกจากรอฟังคำสั่งของเซี่ยหยวนเล่อ
รถม้าแล่นมาจอดยังท่าเรือข้ามฟาก แต่เรือที่ใช้สำหรับพารถม้าข้ามฟากกลับรั่วรอซ่อมแซม คนขับรถม้าจนใจจึงได้แต่ส่งหญิงสาวกับสาวใช้ไปขึ้นเรือโดยสารที่ท่าเรืออีกแห่ง
เรือทวนน้ำแล่นตรงไปยังเมืองหลวงแต่ก็อ้อมอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นหญิงสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรจึงยอมไปขึ้นเรือโดยสาร
บนเรือมีชาวบ้านมากมายโดยสารมาจากต่างเมือง ทุกคนหาที่นั่งเพราะเรือต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยาม[1]จึงจะถึงเมืองหลวง
เสี่ยวเถากังวลเพราะทั้งสองแอบหนีมา แม้เซี่ยหยวนเล่อเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้ว่าคิดถึงแม่นมเฉาจึงแอบหนีมา แต่นางก็ยังกังวลว่าจะถูกลงโทษเพราะนางเป็นเพียงสาวใช้
“เจ้าอย่ากลัวไปเลย เจ้าก็รู้ว่าท่านพ่อรักข้าที่สุด เรื่องที่ท่านแม่ส่งแม่นมออกไปเร็วกว่ากำหนด ทำให้ข้าถึงกับล้มป่วย เรื่องนี้ทำให้ท่านพ่อไม่เคยกล้าลงโทษข้า”
“นายท่านน่ะข้าไม่กังวล แต่ฮูหยิน...”
มารดาของนางวางแผนการหลายๆ อย่างขึ้น ถึงกับทำร้ายจิตใจนางโดยส่งแม่นมเฉาเกษียณออกจากเมืองหลวงก่อนกำหนด ตอนนี้นางทำให้แผนการใหญ่ของมารดาล้มไม่เป็นท่าถึงสองครั้ง...
เซี่ยหยวนเล่อเลิกคิ้วความคิดหยุดชะงัก นางมองไปยังแผ่นหลังของบุรุษผู้หนึ่ง ด้านหลังของเขามีผู้ติดตามอีกสามสี่คน ทั้งหมดเดินไปยังท้ายเรือด้วยท่าทีระมัดระวัง
“เขามาทำอะไรที่นี่...” นางพึมพำจากนั้นลุกขึ้นยืน “เจ้ารอข้าตรงนี้ อยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวหมานอย่าไปไหน”
“คุณหนู” เสี่ยวเถามองตามหญิงสาวด้วยสายตางุนงง เสี่ยวหมานหลับไปแล้วเสี่ยวเถาจึงอยู่เฝ้า ได้แต่มองตามผู้เป็นนายไปด้วยความไม่เข้าใจ
เซี่ยหยวนเล่อเดินพ้นมุมทางเดินแคบๆ เห็นเฉิงเหยียนเดินผ่านประตูไป ทว่าเมื่อเขากับผู้ติดตามเดินผ่านประตูกลับแง้มเปิด บุรุษผู้หนึ่งเล็งหน้าไม้ไปที่แผ่นหลังของชายหนุ่ม
นางไม่มีเวลาคิด...วิ่งเข้าไปผลักประตูหนีบชายคนนั้น ตะโกนเสียงดัง “ใต้เท้าเฉิงด้านหลังท่านมีคนร้าย!!!”
คนที่เล็งหน้าไม้ไปยังเฉิงเหยียนโดนนางดันประตูหนีบก็เล็งพลาดเป้า เขาส่งเสียงร้องและเสียหลัก แต่พอตั้งตัวได้ก็ผลักประตูกลับมาที่หญิงสาว นางล้มหงายไปด้านหลัง ถึงเจ็บแต่เมื่อคว้าอะไรได้นางก็ขว้างส่งๆ ไปยังชายที่คิดทำร้ายเฉิงเหยียน
“จับเขาเอาไว้!” เฉิงเหยียนตะโกนหันกลับมาเล่นงานคนร้ายที่คิดสังหารเขา
ทุกอย่างวุ่นวายขึ้นทันที คนที่โดยสารมากับเรือพอได้ยินก็เข้ามามุงดู แต่พอรู้ว่ามีคนร้ายก็แตกตื่นลุกฮือไปอีกฝั่งของเรือ
เฉิงเหยียนปราดเข้ามาช่วยประคองเซี่ยหยวนเล่อขึ้น “คุณหนูสิบ? ท่านมาทำอะไรที่นี่??”
“ข้า...” นางขมวดคิ้วมองเขาจากนั้นก็ผลักเขาไปกระแทกกับขอบเรือ ลูกดอกปักลงไปที่ขอบไม้ข้างตัวคนทั้งสองห่างเพียงไม่ถึงช่วงนิ้วมือ
เฉิงเหยียนดันนางไปด้านหลังดึงกระบี่ออกมา นางมองเขารับมือกับคนร้ายด้วยความหวาดหวั่น ทว่าคนอย่างเฉิงเหยียนที่เป็นถึงหัวหน้าหน่วยของสำนักตรวจการ มีหรือจะเพลี่ยงพล้ำโดยง่าย หลายครั้งคนร้ายไม่กล้าจู่โจมเขา เพราะฝีมือที่ไม่เป็นสองรองใครของชายหนุ่ม ดังนั้นที่ทำได้จึงเพียงแค่ลอบโจมตีจากในที่มืด
กว่าจะจับคนร้ายได้ผู้คนก็แตกตื่นหวาดกลัว คนของสำนักตรวจการช่วยระงับความวุ่นวายได้ในที่สุด คนร้ายถูกจับมัดแยกตัวไปอีกด้านโดยมีคนของเฉิงเหยียนคอยควบคุม
“ขอบคุณคุณหนูสิบที่ช่วย อันที่จริงนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เจ้าช่วยชีวิตข้า” เฉิงเหยียนประสานมือคำนับนางด้วยท่าทีสุภาพ
“เอ๋” นางเลิกคิ้วมองเขาเพราะไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มล้วงถุงปักใบหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ มันคือถุงปักที่แม่นมเฉาเคยมอบให้นางในตอนที่นางแอบหนีออกไปนอกเมืองครั้งก่อน ครั้งนั้นนางเห็นการลอบโจมตีเช่นในวันนี้ นางตะโกนเตือนคนที่ยืนหันหลังจึงโดนผลักล้ม แผลที่ขมับของนางก็ได้มาเพราะเหตุนี้...
เซี่ยหยวนเล่อรับถุงปักมาและเปิดออกดู ...ประคำหยก!!!
[1] 1 ชั่วยาม (จีน) เท่ากับ 2 ชั่วโมง 2 ชั่วยาม (จีน) เท่ากับ 4 ชั่วโมง
อยู่ๆ เฉิงเหยียนก็รู้สึกว่าตนไม่ควรรับมันมาเลย...เสียงสวบสาบดังขึ้นด้านหน้า เงาร่างหนึ่งล้มลงยังพุ่มไม้ข้างกำแพง ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปทันที “นั่นใคร!”“ใต้เท้าเฉิงเหยียน??” เสียงนั้นแผ่วเบาและอ่อนแรง เขาขมวดคิ้วเพราะจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของ...เซี่ยหยวนเล่อ คุณหนูสิบตระกูลเซี่ย!!ชายหนุ่มปราดเข้าไปประคองนางขึ้น นางมีท่าทีอ่อนแรงและหายใจเร็วมาก เหงื่อของนางเปียกชุ่มทว่าสองมือกลับกุมเสื้อของเขาราวได้รับการตื่นตระหนก“เร็วเข้าพาข้าไปจากที่นี่ ยิ่งไกลยิ่งดี”“เกิดอะไรขึ้น เจ้า...กำลังหนีผู้ใด”“ไม่มีเวลาอธิบาย พาข้าไปจากที่นี่ก่อน”“ข้าพาเจ้ากลับไปส่งที่จวน”“ไม่...ไม่กลับเข้าจวน ข้าเพิ่งหนีออกมาจากที่นั่น”“อะไรนะ”เสียงฝีเท้าคนหลายคนกำลังวิ่งมาด้านนี้ หญิงสาวหายใจหอบสติกำลังเลือนลาง “ได้โปรด พาข้าไปจากที่นี่ก่อน อย่าให้ผู้ใดหาข้าพบแม้แต่คนตระกูลเซี่ย”เฉิงเหยียนได้แต่สงสัย อะไรกันที่ทำให้นางรู้สึกว่าจวนของตนไม่ปลอดภัย เป็นใครกันที่ทำให้นางไม่ไว้วางใจแม้แต่คนในตระกูลของตัวเอง?!เมื่อนางขอร้องอย่างสิ้นหวังเขาเองก็ได้แต่ทำตาม ทั้งที่ลึกๆ ก็ก่นด่าตัวเองว่าเรื่องนี้อาจเป็นการล่วงเกินท่านอัค
ชายหนุ่มมองอีกฝ่าย “แล้วนี่ทรง...” แต่งกายเช่นนี้คงมิใช่ออกจากวังมาเที่ยวเล่น“โดนเจ้าจับได้แล้ว? ข้าได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในจวนอัครมหาเสนาบดี ชายาของพี่รองมีข่าวดีแล้ว”“ตั้งครรภ์?”“ใช่ หมอหลวงยืนยันแล้ว พี่รองเพิ่งเข้าวังไปทูลเสด็จพ่อและไทเฮา วันนี้ท่านอัครเสนาบดีกับฮูหยินจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้น ผู้ที่มีเทียบเชิญเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมได้”เฉิงเหยียนถอนหายใจ “เข้าใจแล้ว ขอบพระทัยที่ทรงมาแจ้งกระหม่อมด้วยพระองค์เอง”เฉินฮ่าวมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจังเป็นครั้งแรก “เจ้าต้องทำท่าทางเหินห่างกับข้าเช่นนี้ให้ได้? แม้แต่กับไทเฮาเจ้าก็มีท่าทีเช่นนี้? มิน่าเล่าพูดถึงเจ้าทีไรไทเฮาก็ทักทรงมีท่าทีไม่สบายพระทัย เจ้านี่นะ รู้ทั้งรู้ว่าไทเฮาทรงเหลือเจ้าเป็นเครือญาติที่สนิทเพียงคนเดียว จะเข้าเฝ้าพระองค์ให้บ่อยครั้งหน่อยก็ไม่ได้ ไม่ได้บังคับให้เจ้าเข้ารับตำแหน่งจากเส้นสายเสียหน่อย”“องค์ชาย ตระกูลของข้าหากไม่โดนประหารก็ตายตก ข่าวลือมากมายอาจทำให้ไทเฮาทรงเสื่อมพระเกียรติ แม้เหลือน้อยนิดแต่ก็ไม่ควรทำให้พระองค์แปดเปื้อน”“แปดเปื้อนอะไรกัน เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าไม่ใช่คนที่โง่งมโดนหลอกโดยง่าย
“ใช่ ดังนั้นมากับข้าเถิด ช่วงนี้เจ้าก็อยู่กับข้าไปก่อน ข้าจะหาทางให้เจ้าได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง”“ขอรับ”นับจากวันนั้นเขาให้สงสัยไม่คลายจึงลอบสืบเรื่องของเซี่ยหยวนเล่อเงียบๆ เขาพบว่านางออกจากเมืองก็เพราะแม่นมเฉาจริงๆ นางไม่มีสหายจากจวนอื่นเพราะน้อยครั้งที่ใต้เท้าเซี่ยและฮูหยินจะอนุญาตให้บุตรสาวออกจากจวนถึงอย่างนั้นการที่นางหนีออกไปครั้งล่าสุด นางกลับตรงไปยังหมู่บ้านซุนสือที่ไม่ได้ใกล้กับบ้านของแม่นมเฉา“ใช้เงินหนึ่งหมื่นตำลึงซื้อเด็กคนนี้มา ไม่ใช่คนของจวนอัครมหาเสนาบดีคงทำไม่ได้” ต้าสือพึมพำเฉิงเหยียนเหลือบมองอีกฝ่าย “นางถูกกักบริเวณหรือไม่”“ใช่ขอรับ...หนึ่งเดือน เห็นว่าเพราะนางแอบหนีออกมาจากจวน ครั้งนี้เซี่ยฮูหยินโกรธมาก ยังมี...”“อะไร” เฉิงเหยียนเห็นท่าทีของคนสนิทก็เลิกคิ้ว“ข้าบังเอิญรู้มาว่าเซี่ยฮูหยินเคยนัดพบกับองค์ชายหก”“องค์ชายหก??”“วันที่คุณหนูสิบหนีออกจากจวน เซี่ยฮูหยินออกจากจวนไปไหว้พระที่อาราม บังเอิญจริงๆ ที่วันนั้นองค์ชายหกเองก็ไปที่นั่น ยิ่งบังเอิญกว่าเพราะคุณหนูหกแกล้งป่วยวันนั้นพอดี เป็นไปได้หรือไม่ที่นางไม่อยากไปยังอารามกับมารดา และอาจเป็นไปได้เช่นกันที่นาง
นี่เป็นประคำหยกอันเดียวกันกับที่เฉิงเหยียนมอบให้นางที่ลานประหาร เซี่ยหยวนเล่อนิ่งงันจ้องมองประคำหยกนั้นนิ่งนานด้วยความสับสน“ครั้งนั้นข้าได้ยินเพียงเสียงตะโกนบอก ดังนั้นคนร้ายจึงลอบทำร้ายข้าไม่สำเร็จ ตอนที่ทุกอย่างสงบข้าก็หาท่านไม่พบแล้ว พบเพียงถุงใบนี้ดังนั้นประคำหยกนี้คืนให้ท่าน ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ถึงสองครั้งหากวันหน้ามีเรื่องใดที่ข้าสามารถตอบแทน...”หญิงสาวมองเสี่ยวหมานและเสี่ยวเถาที่เดินตรงเข้ามาหา “มี! ข้ามี!”เขาเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูสิบเชิญกล่าว”“ข้า...อยากฝากคนคนหนึ่งเอาไว้กับท่าน”“คน?”นางคว้าไหล่ของเสี่ยวหมานด้วยรอยยิ้ม หมุนตัวเด็กชายให้เฉิงเหยียนดู “นี่คือเสี่ยวหมาน ข้าซื้อเขามาจากมารดาที่ต้องการเขาให้เป็นทาสเมื่อเช้า หากข้าพาเขากลับจวนด้วยเขาจะกลายเป็นบ่าวในจวนตระกูลเซี่ย ข้าไม่อยากให้เขาเป็นบ่าวหรือตกเป็นทาส ข้า...อยากให้เขาได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง ท่านช่วยส่งเสริมได้หรือไม่”เฉิงเหยียนมองเด็กชายตรงหน้า เขาค่อนข้างงุนงงกับการกระทำของนาง“ยังมี...นี่เป็นสัญญาซื้อขาย ข้าฝากเอาไว้ที่ท่านชั่วคราว ข้าไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้”ชายหนุ่มมองนางสลับ
เสี่ยวหมานเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้น เขาคุกเข่าลงโขกศีรษะให้นาง “ข้าน้อยเสี่ยวหมานนับจากนี้จะติดตามคุณหนู รับใช้ ดูแล ทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง”เซี่ยหยวนเล่อถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าใจสงสาร นางประคองเขาลุกขึ้นจากนั้นเขาก็ยอมหยิบตะเกียบกินข้าวโดยดีตอนเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมเสี่ยวหมานเอาแต่มองไปยังถนนสายหนึ่ง เดาว่านั่นเป็นถนนที่ตรงไปยังบ้านเดิมของเขา เมื่อพ้นหมู่บ้านสีหน้าเศร้าสร้อยของเขายังคงอยู่ แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พูด ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงท่าทีใดนอกจากรอฟังคำสั่งของเซี่ยหยวนเล่อรถม้าแล่นมาจอดยังท่าเรือข้ามฟาก แต่เรือที่ใช้สำหรับพารถม้าข้ามฟากกลับรั่วรอซ่อมแซม คนขับรถม้าจนใจจึงได้แต่ส่งหญิงสาวกับสาวใช้ไปขึ้นเรือโดยสารที่ท่าเรืออีกแห่งเรือทวนน้ำแล่นตรงไปยังเมืองหลวงแต่ก็อ้อมอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นหญิงสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรจึงยอมไปขึ้นเรือโดยสารบนเรือมีชาวบ้านมากมายโดยสารมาจากต่างเมือง ทุกคนหาที่นั่งเพราะเรือต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยาม[1]จึงจะถึงเมืองหลวงเสี่ยวเถากังวลเพราะทั้งสองแอบหนีมา แม้เซี่ยหยวนเล่อเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้ว่าคิดถึงแม่นมเฉาจึงแอบหนีมา แต่นางก็ยังกังวลว่าจะถูกลงโทษเพร
ผู้เป็นมารดาตวาดแหว “ข้าเลี้ยงเจ้ามาจนเติบโต หมดเงินหมดข้าวไปไม่น้อย ตอนนี้ข้าตั้งครรภ์น้องเจ้า ข้าวสารจะกรอกหม้อก็ไม่มี ได้เวลาที่เจ้าต้องทดแทนบุญคุณของข้าแล้ว!!”นางเงื้อมือขึ้นฟาดฝ่ามือไปตามแขนขาและแผ่นหลังของบุตรชาย น้ำเสียงและท่าทางไม่ได้แสดงถึงความมีเมตตา แม้ว่านั่นจะเป็นบุตรชายของนางเองเซี่ยหยวนเล่อโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางลุกพรวดก้าวฉับๆ ไปยังสองแม่ลูก ดึงเด็กชายคนนั้นออกมาจากเงื้อมมือของอีกฝ่าย “หยุดเดี๋ยวนี้!!”“เจ้า...เจ้าเป็นใครยุ่งอะไรด้วย ข้าเป็นมารดาของเขา”“เจ้าจะขายเขามิใช่หรือ ข้าจะซื้อ เสี่ยวเถา”“เจ้าคะคุณหนู”“ตั๋วเงินสามพันตำลึง”“สะ...สามพันตำลึง” สตรีผู้นั้นตาโต ทว่าดวงตาเจ้าเล่ห์มองไปยังพ่อค้าทาส “ไม่ขาย พ่อค้าทาสผู้นั้นตกลงกับข้าที่ห้าพันตำลึง”เซี่ยหยวนเล่อแค่นหัวเราะจ้องอีกฝ่ายนิ่งไม่พูดอะไร นางกุมข้อมือของเด็กชายที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ถึงตอนนี้ก็ยังร้องขอความเมตตาจากมารดาที่ไร้ซึ่งความปรานี“เจ้ามีนามว่าอะไร”“ข้า...ข้าน้อยเรียกขานว่าเสี่ยวหมาน”เซี่ยหยวนเล่อลูบศีรษะเขาเบาๆ...ถูกคนแล้ว นี่เป็นน้องชายต่างมารดาที่จื่อฉิงต้องออกมาตามหา นางจำได้ว่าเพื่อให้ได้







